Archive for the ‘letter’ Category

letter : จับแพะ

กันยายน 30, 2016

ราตรีสวัสดิ์ครับคุณอา

จดหมายฉบับสุดท้ายที่ผมเขียนถึงนั้น นานจนผมลืมไปว่ามันนานแค่ไหน เท่าที่จำได้คงเป็นช่วงที่ผมลาออกจากการทำงานบริษัท และกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด

ตอนนี้ผมกลับมาอยู่เมืองหลวงเช่นเดิม ทว่ามีบริษัทเป็นของตนเอง มีงานที่รักให้ได้ทำอยู่เสมอ ขาดเพียงสิ่งเดียวที่วางลงจนหลงลืมไปแล้วว่าก่อนนี้เคยกระทำอย่างประจำและสม่ำเสมอ นั่นคือการอ่านและการเขียน

เมื่อปลายปีที่แล้ว

ผมเดินทางขึ้นเหนือ แวะเยี่ยมเยือนสหายร่วมอักษรอยู่สองท่าน ท่านหนึ่งเป็นพี่ ท่านหนึ่งเป็นน้อง เมื่อสนทนากับท่านผู้เป็นพี่ ก็ได้ย้อนวันเวลาไปยังจุดเกิดเหตุให้ต้องเขียนต้องอ่าน เมื่อเจอท่านผู้เป็นน้องเรื่องที่พูดคุยก็คงไม่ต่างกันเท่าไร มีเพียงคำถามข้อเดียวที่ผุดขึ้นในใจแต่ไม่ได้เอ่ยออก

“ทำไมจึงเลิกเขียน?”

บ่อยครั้งที่ ‘เวลา’ คือแพะในเหตุผลในการงดเว้นละเลิกในหลายต่อหลายอย่าง การอ่านการเขียนก็เช่นกัน ทั้งที่จริงๆแล้ว เราไม่ได้เสียเวลาอะไรมากนักในการ กดตัวหนังสือร้อยเรียงเป็นเรื่องราวให้ได้สักสิบยี้สิบบรรทัด  เราไม่ได้เสียเวลาเท่าไหร่นักในการเปิดอ่านวรรณกรรมสักสี่ถึงสิบหน้าต่อวันเพื่อเพิ่มอรรถรสให้กับสติปัญญา

ติดหนังสือก็เหมือนกับติดสุรา ต่างเพียงแต่ว่ามันไม่ทำร้ายสุขภาพ การได้กลับมานั่งอ่านและนั่งเขียนในพื้นที่แห่งนี้ มีความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน อบอุ่นและสงบเย็นอยู่เสมอ

ท้ายนี้ขอขอบคุณคุณอาที่ยังรักษาพื้นที่แห่งนี้ไว้ให้คนหลงทางที่เหน็ดเหนื่อยได้นั่งพัก  หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน  หยิบกระดาษขึ้นมาจด ชมพระอาทิตย์ตกดิน และนอนหลับตาฟังเสียงน้ำเย็นๆกระทบหิน (ฟินนาเล่)

ด้วยความเคารพ เช่นเดิมตลอดไป

(…)

Advertisements

letter : เลือก

กุมภาพันธ์ 28, 2013

สวัสดียามค่ำครับคุณอา

นานมาก นานเหลือเกินครับคุณอานับจากจดหมายฉบับแรกในที่แห่งนี้   ใช้คำว่าจดหมายคงไม่ผิด เพราะนี้เป็นการเขียนถึงกัน หาได้เป็นบทสนทนาแบบคำต่อคำ ประโยคต่อประโยคทันเวลาทันที

วันเวลาแห่งการสาบสูญของตัวหนังสือนั้นจำไม่ชัดเท่าไรครับ หากแต่น่าจะมีปริมาณร่วมสองปีถึงเกือบสามปีทีเดียว  เหตุผลหลักใหญ่มีเพียงประการเดียวคือ โครงสร้างการบริหารจัดการเวลาชีวิตผิดแผกแปลกไปจากเดิม  สิ่งที่เคยกระทำยามปกติล้วนแล้วถูกหักล้างทำลายด้วยกิจวัติประจำวันรูปแบบ ใหม่โดยสิ้น

การมีความรักและคนรักทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนอะไรหลายต่อหลายอย่างเพื่อ ที่จะรักษามันไว้ คำว่า ‘เลือก’ มักถูกขยายใหญ่ขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้

การอยู่เพียงคนเดียวนั้นก็ใช่ว่าจะไม่เป็นคนไม่เลือก หากแต่การเลือกอะไรสักอย่างในแต่ละครั้งยังไม่วุ่นวายปวดใจ รำคาญใจ ทรมานใจเท่ากับการเลือกอะไรสักอย่างเพื่อให้เหมาะสมสำหรับคนสองคน

ผม และ เธอ

เหมือนการรื้อถอนปรับปรุงพื้นที่ใช้สอยของอาคารใหม่ทั้งหลังละครับ ฝุ่นตลบ ไม่เป็นอันทำอะไรนอกจากเปลี่ยนโน้นปรับนี้ย้ายนั้นย้ายนี้ จนบัดนี้ ผมเองได้ย้ายจากกรุงเทพมาอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด จากเคยทำงานประจำเช้าไปเย็นกลับค่ำอ่านหนังสือ ตอนนี้กลายเป็นผู้มีเวลาแต่ไม่ค่อยจะมีกินเท่าไหร่ (ฮา)

แต่ก็ยังรู้สึกดีกับการเปลี่ยนแปลงครับ หลายสิ่งหลายอย่างที่มองไม่เห็น มองผ่านข้ามไปทุกวันพลันปรากฏชัดเจนเมื่อตอนที่เราเดินออกดูจากภายนอกเข้าไป ด้านใน แปลกใจ ตกใจ อ่อนใจ เหนื่อยใจอยู่บ้าง แต่ความกดดันน้อยลง คงเป็นเพราะเงื่อนไขหลายอย่างนั้นเราสามารถบริหารจัดการเองได้อย่างเต็มไม้ เต็มมือ

การทำงานประจำ การเป็นพนักงาน หน้าที่หนึ่งของงานคือ สร้างประเด็นเพื่อชี้ให้เห็นผลดีผลเสียผลต่างระหว่างการต้องเลือกสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง บ่อยครั้งมักเกิดกรณีที่ผู้มีอำนาจที่จะตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายกลับเลือก หนทางอีกสายที่ไม่ว่าจะกลับหัวพลิกตัวคิดไปมายังไง ก็ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่า

“เลือกไปได้ยังไง(วะ)”

ยกตัวอย่างครับ  ในงานก่อสร้างอาคารหลังหนึ่ง มีผู้รับเหมางานระบบอาคารนำเสนอราคาต่อผู้ว่าจ้าง 2 เจ้าด้วยกัน โดยหน้าที่ของผมซึ่งเป็นคนกลางระหว่างเจ้าของงานและผู้รับเหมา เรามีหน้าที่ประเมินเปรียบเทียบให้เห็นถึงข้อดีข้อด้อยของผู้รับเหมาทั้งสอง

ทั้งอ่านเอกสารที่ทั้งสองส่งมาให้ตรวจสอบ บางอย่างคิดบางอย่างไม่รวมอยู่ในราคาที่เสนอมา วงเมฆและขีดเส้นเน้นสีสะท้อนแสงให้เจ้าของเงินได้รับรู้ว่า เฮ้ย!!นี่คือความแตกต่าง คนหนึ่งเสนอราคาถูกกว่าแต่ไม่ได้รวมราคาอุปกรณ์อย่างอย่างสามสี่ชิ้น ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่จำเป็นเหลือเกินในการก่อสร้างอาคารให้สมบูรณ์

อีกคนหนึ่งเสนอราคาแพงกว่าแต่คิดราคาครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ปรากฏในแบบ พิมพ์เขียวและรายการประกอบแบบ นอกเหนือจากปริมาณงานแล้วผมเองยังต้องเข้าไปตรวจสอบดูการทำงานจริงของทั้ง สองเจ้า ดูทีมที่จะเข้ามาทำ ความพร้อม มาตราฐานต่างๆ จากนั้นสรุปแล้วเสร็จเป็นเอกสารนำเสนอเปรียบเทียบให้เจ้าของงานตัดสินใจ

บ่อยครั้งที่เจ้าของเงินตัดสินใจขัดแย้งกับข้อมูลที่นำเสนอ และผลสุดท้ายงานดำเนินไปและเกิดปัญหาตามมาตามตำแหน่งที่ผมระบุไว้ในเอกสาร ทุกประการ งานนั้นเป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นศาลครับ ประสบกาณ์ใหม่และขอให้เป็นครั้งสุดท้ายครับ ไม่อยากขึ้นบ่อย

และมันก็เกิดขึ้นอีกครับ ในองค์กรที่เป็นพนักงานอยู่ ผู้เป็นเจ้านาย บ่อยครั้งมีความประมาทและความถือ.. อะไรบางอย่างละที่ผมยังไม่สามารถนิยามออกมาได้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันคืออะไร ตลอดเวลาผมจะมองย้อนกลับมาที่ตัวเองเพื่อพิจารณาว่าพลาดตรงส่วนไหน ไตร่ตรองแล้วเล่าจนเข้าขั้นว่า งงเป็นไก่ตาแตกถึงการตัดสินใจของคนสมัยนี้  ถามว่าตอนนี้ออกมาทำงานอิสระและยังเจอเหตุการณ์แบบนี้มั้ย  ครับ. ตอบเต็มปากเต็มนิ้วที่จิ้มกดอยู่ตรงนี้เลยว่า

ก็ยังเจออยู่ครับ

ที่ไหนก็มีเรื่องให้เราแปลกใจได้เสมอ ผิดต่างกันตรงที่ว่า การทำงานอิสระทำให้กำหนดทิศทางการรับมือกับปัญาหาได้ง่ายกว่าการเป็นลูกจ้าง บ่อยครั้งที่ต้องจำทนปฏิบัติตามนโยบายที่พิกลพิการ  แต่พอปรับเปลี่ยนตนเองมาบริหารจัดการเอง ตัดสินใจเอง แม้ไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตโอฐานเหมือนงานเดิมที่เคยทำ แต่ความรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ทำนั้นแตกต่างกันเยอะ

ช่วงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏการอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมคิดถึงเรื่องราวข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คง ไม่พ้นเรื่องของการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. แน่นอนครับผมไม่มีสิทธิ์เลือก เนื่องจากเป็นคนต่างจังหวัดแม้จะเคยอาศัยอยู่มานานนับสิบปี

การได้เฝ้ามองเฝ้าดูผู้สมัคร และผู้มีสิทธิ์เลือกได้ต่อสู้กันทางความคิด หรือ ทางอะไรก็ตามที่กำลังพยายามทำกันอยู่นั้นทำให้อดคิดติดตามไม่ได้ว่า

หากผู้สมัครเป็นเหมือนผู้รับเหมา ที่อาสาเข้ามารับใช้ประชาชนโดยมิได้หวังผลกำไรตามหลักเศรษฐศาสตร์

หากประชาชนคือผู้เป็นเจ้าของโครงการ เจ้าของเงินที่จะต้องจัดสรรจ่ายให้กับผู้รับเหมาเพื่อนำไปพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมตามนามธรรมที่เฝ้าแถลงกันไว้

แล้วคนที่จะเข้ามาจัดการ แยกแยะ ชี้วัดข้อดีข้อเด่น ของแต่ละคนละมีมั้ยครับ อ่อ!.. มีครับ เยอะด้วย แต่จะเชื่อใครละ ก็เยอะซะขนาดนั้น แถมมีเป็นของใครของมันเสียด้วย โต้ตอบกันไปมาจนเหมือนจะเป็นปัญหาระดับประเทศไปแล้ว มันส์กว่าตอนเลือกตั้งนายกเสียอีกแนะ

คนต่างจังหวัดอย่างผมได้แต่นั่งมองตาปริบๆ

ต่างจังหวัดไม่มีเลือกตั้งผู้ว่า มีแต่เลือก สจ. อบต. ตลอดจนที่เขาเรียกว่า นายกเล็ก การแข่งขันก็มีบ้าง แต่ต่อสู่กันอย่างเงียบๆ จะมีดังบ้างก็คงเป็นเสียงปืนไม่กี่นัด แล้วทุกอย่างก็เงียบไป เงียบพอๆ กับที่ไม่รู้ว่าใครมาเป็นผู้ว่า และ ออกจากตำแหน่งไปเสียตั้งแต่เมื่อไหร่

อยู่กรุงเทพมานาน พอกลับมาอยู่บ้าน บ่อยครั้งที่รู้สึกว่าตนเองเป็นคนแปลกถิ่น ดีอย่างคือรู่แปลกหูแปลกตาแปลกใจอยู่ตลอดเวลา ไว้วันไหนมีเวลาอย่างวันนี้ผมจะค่อยๆยกมาเล่าให้คุณอาอ่านครับ

ตอนนี้ดึกแล้ว ถึงเวลาเลือกระหว่าง จะนั่งทำงานต่ออีกหน่อย หรือจะลงไปหาอะไรดื่มให้อุ่นท้องก่อนจะท่องนะโมสามจบแล้วโผลงเข้าหาผ้าห่ม หลับนอนนะครับ

วันนี้เท่านี้ก่อนครับ

ขอให้คุณอาสุขภาพแข็งแรง หากมีโอกาศได้เลือกสิ่งใดขอให้ได้สมปราถนานะครับ

: )