Archive for the ‘เรื่องในวงเล็บ’ Category

เรื่องในวงเล็บ (re) : อหิงสา

กันยายน 17, 2007

-๑-

แสงแดดดูเหมือนจะเผาได้แม้กระทั่งเงาของคนเดินถนน

ขบวนเดินเท้าของผู้คนมากมายเดินสวนทางกัน

โดยถูกกั้นขวางระหว่างทางเดินด้วย

ร่องน้ำที่ไม่มีแม้แต่หญ้าสีเขียว

เด็กทารกทนความร้อนไม่ไหวเธอจากไป ในขณะที่น้ำตาผู้เป็นแม่กลายเป็นสีเลือด

น้ำตาของผู้เป็นพ่อไหลรวมเป็นเนื้อเดียวกับหยาดเหงื่อ

“พวกแก!!!”

ก้อนหินที่บรรจุเต็มไปด้วยความโกรธความเกลียดพุ่งเข้าใส่ขบวนฝูงชน
ที่เดินทางอีกฟากหนึ่งของร่องน้ำ

ก้อนที่สอง ก้อนที่สาม ก้อนที่สี่ ตามมา
ร่องน้ำที่ว่างเปล่าตอนนี้ เต็มไปด้วยฝูงชน
อาวุธที่พอจะหาได้ถูกใช้ระบายความเกลียดออกมา

แต่ความเกลียดไม่เคยหมดไป ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิต

เสียงกรีดร้อง ผงฝุ่นตีตลบจนมองไม่เห็นอะไร

ไม่เห็นอะไร…

ไม่เห็น…

-๒-

หลังจากที่อังกฤษประกาศอิสรภาพให้แก่อินเดียในพ.ศ. 2492
ประเทศอินเดียได้แบ่งตัวเองออกเป็นสองประเทศตามหลักการนับถือศาสนา

ธงชาติอังกฤษถูกลดลงจากเสาสองครั้ง แทนที่ด้วยประเทศอินเดียและปากีสถาน
ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศเกิดหลังจากหินก้อนแรกได้ถูกขว้างออกไป

ภาพที่ชาวฮินดู.ซิก.อิสลาม เดินขบวนอย่างสงบ
เพื่อเรียกร้องอิสรภาพจาก สหราชอาณาจักรยังไม่ทันเลือนหาย
ภาพการต่อสู้ระหว่างสองศาสนาก็เข้ามาทาบทับเสียแล้ว…

เล่ากันว่า ในครั้งนั้นชาวฮินดู ที่เดินทางโดยรถไฟ
มาจากปากีสถาน มาที่ลัคเนาว์
จะถูกฆ่าตายหมดทั้งขบวน ส่วนชาวฮินดูก็ได้แก้แค้น โดยฆ่ามุสลิมทุกคน
ที่โดยสารรถไฟ จากลัคเนาว์ไปยังปากีสถาน

จนในที่สุด

มหาตมะคานธี ได้ประท้วงให้ระงับศึก ภายในประเทศ ด้วยการอดอาหาร.
ความกดดันอันนี้ ได้เกิดแก่ชาวฮินดู ที่ไม่สามารถแก้แค้น
มุสลิมได้สมใจ เพราะต้องคำนึงถึง มหาตมะคานธี ซึ่งเป็นชาวฮินดู

-๓-

ดาบของชาวฮินดูถูกทิ้งลงพื้นพร้อมคำสั่งถอนกำลังของปากีสถาน
ชายผู้หนึ่งผ่าฝูงชนเพื่อเข้าพบท่านคานธี

“กิน..กินเข้าไป”

ชายคนนั้นโยนอาหารให้ท่านคานธี ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้า
ลึกลงไปข้างใน โดนแผดเผาด้วยความเกลียด

“มัน…มัน..มันฆ่าลูกสาวข้า ” …..

เขาทำมือเพื่อบอกความสูงของลูกสาวเขา
น้ำตาไหลลงพื้น

ความรุนแรงจบลงแล้วหรือ

-๔-

30 มกราคม ปี ค.ศ.1984

โมหันทาส กรรมจันทร์ คานธีในวัย 79 ปีเดินฝ่าฝูงชน
ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น
ในสวนแห่งหนึ่งในกรุงนิวเดลี เพื่อไปสวดมนต์

“ปัง!!!”

หลังเสียงปืนจากฮินดูหัวรุนแรงสงบลงพร้อมด้วยชีวิตของมหาบุรุษ
ผู้เปลี่ยนแปลงอินเดีย

ชายผู้เคยอดอาหารแทบตายเพื่อไม่ให้คนใช้ความรุนแรง
ชายผู้เคยเดินเท้า 200 ไมล์เพื่อพาชาวอินเดียไปทำนาเกลือ

ชายที่ใช้ชีวิตอย่างสันโดษเพื่อทำลายความต่างของชนชั้น

-๕-

“ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะเกิดใหม่ แต่ถ้าหากจะต้องเกิดใหม่ข้าพเจ้าก็ขอเกิดเป็นคนใน วรรณะศูทร (วรรณะที่ต่ำต้อยของอินเดีย) ทั้งนี้เพื่อจะได้มีส่วนแบ่งในความทุกข์ยาก โศกเศร้า และเหยียดหยาม ที่พวกเขาเหล่านั้น ได้รับในชีวิต

และเพื่อข้าพเจ้าจะได้ มีความพากเพียรเพื่อปลดปล่อยตนเอง และเขาเหล่านั้น ให้พ้นออกจากสภาพ อันน่าเวทนา ดังกล่าว”

คานธีพูดเช่นนี้ในคืนวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๑
ซึ่งเป็นเวลาไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง
ก่อนที่ท่านจะถูกยิง ถึงแก่กรรม

Advertisements

เรื่องในวงเล็บ(๑๔):สับเท้าวิ่ง

กุมภาพันธ์ 5, 2007

run-1.jpg

สายลมต้องผิวหน้า ความเย็นเยียบแห่งสนธยาบอกว่า ราตรีกำลังมาเยือน ข้าพเจ้าสับเท้าวิ่งอย่างแผ่วเบา ลงเท้าแต่ละหนคล้ายเกรงใจพื้นทางวิ่งบ่นว่า ข้าพเจ้ามิได้กลัวว่าพื้นผิวที่ข้าพเจ้าย่างผ่านไปจะเกิดอาการเจ็บ หากแต่ว่า ข้าพเจ้าเกรงว่าข้อเท้าข้าพเจ้าจะเจ็บ มากกว่า หัวใจสูบฉีดเลือดออกเป็นจังหวะคงที่ ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อนาทีหรือวินาที แต่ก็ทำให้ข้าพเจ้าวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่รู้เหนื่อย

ข้าพเจ้ายังจำวันแรกๆที่ข้าพเจ้าเริ่มออกวิ่งได้ วันนั้นอากาศดีมาก ดีพอที่จะทำให้ใครบางคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายมานาน หยิบรองเท้าผ้าใบมาตบฝุ่นเสียบ้าง การวิ่งเป็นการออกกำลังกายวิธีเดียวที่ข้าพเจ้าพอจะนึกได้ ก่อนนี้สมัยยังเป็นนักเรียน ข้าพเจ้าเล่นกีฬาแทบทุกประเภท น่าแปลกเหมือนกันที่ว่า ยิ่งโตขึ้นแลร่ำเรียนมากขึ้น ความสามารถในทางการกีฬายิ่งลดน้อยลงทุกที การวิ่งจึงเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ให้พอนึกได้

มาลองคิดดูอีกทีการวิ่งนั้นก็เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดแม้ในความคิดของใครบางคนจะว่า ไม่สนุก เหมือนการเล่นกีฬาประเภทแข็งขันกันเอาแพ้ชนะ อาจบางทีข้าพเจ้าเองลืมเลือนไปแล้วก็เป็นได้ว่าการเอาแพ้เอาชนะนั้นความรู้สึกเป็นเช่นไร ชนะเป็นอย่างไร แพ้เป็นอย่างไร มันคือเกม มันคือบทเรียนที่เราต้องทำแบบทดสอบทั้งวินัยทางสภาพร่างกายและจริยธรรมทางด้านน้ำใจนักกีฬา วินัยทางร่างกายเกิดขึ้นเมื่อเราดูแลร่างกายให้พร้อมอยู่เสมอ กระทำจนเป็นกิจวัตรประจำวัน ราวกับว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจไม่กระทำหากลืมตาขึ้นมาคล้ายการแปรงฟันก่อนนอนแลตอนตื่นเช้า นั่นคือวินัยต่อสุขภาพร่างกาย เมื่อร่างกายพร้อมจิตใจก็ย่อมพร้อมตามมา ข้าพเจ้าเชื่อว่า ด้วยการมีวินัยข้างต้นย่อมส่งผลต่อกระบวนการความคิดและจิตใจ

ในช่วงวันแรก ข้าพเจ้ายังกะระยะทางและความสามารถในการออกแรงข้าพเจ้าไม่ชัดเจนนัก จนทำให้ครั้งนั้นออกแรงมากเกินไป ลงเท้าแรงเกินไป ไม่เข้าใจจังหวะการถีบตัวไปข้างหน้าให้สัมพันธ์กับการเอนตัวโยกตัว ทั่วทั้งร่างกายเคลื่อนไหวติดขัดคล้ายไม่ไหลไปตามธรรมชาติของข้อเอ็นกล้ามเนื้อ การฝืนธรรมชาติครั้งนั้นทำให้ข้าพเจ้าเรียนรู้ขีดจำกัดของตัวเองในขณะนั้น

คนเราควรทราบขีดจำกัดที่แท้จริงในเบื้องต้น ขีดจำกัดคล้ายกับเกความร้อนและปริมาณน้ำมันเผาไหม้ในร่างกาย เครื่องยนต์ร้อนเกินไปทำให้อุปกรณ์เสื่อมสภาพเร็วก่อนกาล เผาผลาญน้ำมันโดยเปล่าประโยคมักทำให้ไปไม่ถึงที่หมาย แม้ร่างกายคนเราจะไม่เหมือนรถยนต์แต่กระบวนการทำงานคล้ายกัน รถยนต์พังได้ คนก็ตายได้ถ้าใช้งานร่างกายเกินขีดจำกัด คนที่ไม่ทราบขีดจำกัดของตัวเองย่อมสร้างความเสียหายให้กับตัวเองอย่างไม่รู้ตัว กับประเทศชาติก็เช่นเดียวกัน ไม่ต่างอะไรกับร่างกายเลย

กับเด็กๆที่วิ่งเล่นได้ทั้งวันนั้นพวกเขารู้หรือไม่ว่าขีดจำกัดของร่างกายคืออะไร ข้าพเจ้าคิดว่าเขาไม่รู้ แต่เป็นเพราะเขาอาศัยความเป็นธรรมชาติภายในร่างกายเป็นตัวบอก ร่างกายจะบอกเขาเองว่าเมื่อไหรควรพอเมื่อไหรยังไหว แล้วผู้ใหญ่ละ ผู้ใหญ่ไม่มีธรรมชาติบอกเตือนเหมือนเด็กหรอกหรือ เอ่ยถึงตอนนี้ก็เข้ากับหลักที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” จิตที่ถูกปรุงแต่งจึงไม่อาจมองเป็นธรรมชาติที่แท้ของร่างกาย เมื่อเข้าไม่ถึงธรรมชาติย่อมไม่อาจใช่ประโยชน์จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือสิ่งต่างๆรายรอบ

จิตที่แท้จึงสามารถมองสิ่งต่างๆรายรอบอย่างปรุโปร่งแลเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วจึงเข้าจัดการกับสิ่งเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องตรงตามกระบวนการที่เป็นไปของธรรมชาติ

สายลมพัดผ่านใบหูเกิดเสียง วือๆ ถนนเส้นนี้สองข้างทางเขียวครึ้มไปด้วยทิวไม้ใหญ่ สนามหญ้าด้านข้างเด็กๆต่างวิ่งเล่นส่งเสียงสดใส ในถนนสายเดียวกันใครหลายคนที่ไม่รู้จักกัน สับเท้าไปข้างหน้าวนกลับมาเป็นรอบ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่แซงผ่านคนอีกหลายคนไป ไม่มีใครแข่งกับใคร ทุกคนอยู่กับการมองไปข้างหน้าสับเท้าไปบนแนวทางที่ไม่มีเส้นแบ่งแต่ทุกคนรู้ขอบเขตของตัวเอง ประคองร่างกายให้เคลื่อนไหวแทรกประสานไปกับธรรมชาติ โยกตัวตามจังหวะของใครของมัน เป็นจังหวะที่เฉพาะของตัวเอง

ข้าพเจ้าสับเท้าช้าลง ร่างกายข้าพเจ้าบอกให้ผ่อนความเร็วลงเสีย จากวิ่งเป็นอาการเหยาะย่าง ปรับเปลี่ยนเป็นก้าวเดิน หายใจเข้าสุดพ่นลมออกสุด เสื้อผ้าชุ่มเหงื่อ ข้าพเจ้าไม่ได้นับจำนวนรอบ หากแต่ว่าเท่าที่จำได้ ข้าพเจ้าวิ่งติดต่อกันได้นานขึ้นและดื่มน้ำน้อยลง

พระอาทิตย์ยามเย็นดวงโตและกลมแดง สีของมันอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าพระอาทิตย์จะไม่เคยวิ่งแข่งกับใครแต่มันก็ยิ่งใหญ่และอบอุ่นเสมอ ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงมักเป็นเช่นนี้

เป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องร้องขอ

เรื่องในวงเล็บ(๑๓):สิ่งที่แย่ลง

มกราคม 31, 2007

โทรภาพส่องแวบวาบในห้องพักรูหนู ในยามราตรีข้าพเจ้าเปิดดวงโคมหนึ่งดวง เพ่งความสนใจไปที่หนังสือ ด้วยความที่เงียบเกินไปบรรยากาศเช่นนี้ก็มักทำให้ข้าพเจ้าอดที่จะจินตนาการถึง สิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่พยายามกันเหลือเกิน ข้าพเจ้าไม่กลัวผีขอรับ แต่ไม่อยากเจอถ้าไม่กิจธุระจำเป็น เสียงทีวีคลอเบาบางในความเย็นเยียบรอบสุดท้ายของฤดูหนาว อากาศเดี้ยวนี้แปรปรวนและเปลี่ยนแปลงบ่อยเสียจนร่างกายเราปรับตัวไม่ค่อยทัน

คนที่มองโลกเป็นเหมือนอุปกรณ์การใช้ชีวิตไปวันๆมักชอบบ่นกนด่าว่าโลกแย่ลง โลกแย่ลงทุกวันงั้นหรือ? อาจเป็นได้ เพราะดูเหมือนว่าอะไรต่างๆมันดูจะแย่ลงและไม่เหมือนเมื่อก่อน คิดตรองอีกที ถ้าโลกบ่นเป็นภาษาคนได้ เธอจะว่ามนุษย์อย่างเราว่ายังไงบ้างนะ อะ! ไม่สิ ข้าพเจ้าว่าเธอบ่นให้เราได้ฟังแล้ว เพียงแต่เราไม่ได้ยินกันเอง

เสียงโฆษณาสินค้าผ่านลำโพงทีวี

สินค้าอำนวยความสะดวกมากมาย เยอะเสียจนเหลียวหลังอ่านหนังสือแวบเดียวท่านก็กลายเป็นคน “ตกรุ่น” สินค้ารุ่นใหม่เทออกมาขาย แลขันแข่งกันอย่างครึโครมเมามันส์ ผู้ใดเตรียมตัวเตรียมใจไม่ทันอาจตกหล่นลงไปในหลุมน้ำวนของกระแสโฆษณาก็เป็นได้ ทำไม? ทำไมจึงมีสินค้ารุ่นใหม่ออกมานำเสนอติดๆกัน ข้าพทำงานในวิชาชีพที่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่องานออกแบบ มีเวอร์ชั่นของโปรแกรมออกมาใหม่แทบทุกเดือน เทียบแล้วจากของเดิม แทบหาความต่างของประโยชน์ใช้สอยไม่เจอเลย เพียงแต่เพิ่มเติมรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ทำให้ดูแตกต่างกันไป รุ่นน้อยหลายคนชอบที่จะหาโปรแกรมเหล่านี้อัพเกรดให้กับเครื่องของตัวเองอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่น่าแปลกเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าสงสัยหนักหนาคือ โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นนั้นทำไมถึงได้ บริโภคประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องเป็น(บ้า)ซะทุกครั้งเชียว เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรแกรมใหม่ๆจึงต้องอัพเกรดตัวเองให้มีความสามารถเพียงพอที่จะใช้โปรแกรมที่พัฒนาตัวเองขึ้นมา กลายเป็นว่าเมื่อเราต้องการให้สิ่งหนึ่งดีขึ้น เราก็ต้องปรับเปลี่ยนบางอย่างให้ดียิ่งขึ้นไป แน่นอนเครื่องอัพเกรดดีขึ้นมันก็ดีอยู่แล้ว แต่ขีดความสามารถของการพัฒนาก็มี เหมือนกบพองตัว ยิ่งอัดลมเข้าไปมากเท่าไหรสุดท้ายก็ท้องแตกตาย ใช้งานไม่ได้อยู่ดี

สิ่งอำนวยความสะดวกมากมายช่วยให้คุณเบาแรงขึ้นไม่ต้องวุ่นวายกับรายละเอียดจุกจิก ทำให้คุณได้มีเวลาไปทำอย่างอื่นที่เห็นว่ามีความสุขมากกว่าการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องจุกจิกกวนใจ คุณทานอาหารเสริมเนื่องเพราะคุณอ้างว่าไม่มีเวลาดูแลเลือกอาหารการกิน เดี้ยวนี้เราจ่ายเงินซื้อบางสิ่งที่เราๆเองก็ทำด้วยตัวเองได้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นั่นเพราะว่าเรามองเรื่องที่สมควรทำเองเหล่านั้นเป็นเรื่องเสียเวลา นั่นละคือสิ่งที่ทำให้คนเราทุกวันนี้แย่ลง เพราะเราจัดการเรื่องของตัวเองกันไม่ค่อยได้ ทางออกสุดท้ายก็คือการเลือกใครสักคน สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาจัดการความไร้ความสามารถของตนเอง

ฟังดูแย่นะ ใช่แย่จริงๆ ความสามารถในการใช้ชีวิตลดลงนี่มัน

แย่จริงๆ

ammm.jpg

เรื่องในวงเล็บ(๑๒):อาบอรุณ…สู่ร่องอนาคต

มกราคม 18, 2007

หกโมงตรงในยามเช้า นาฬิกาในโทรศัพท์ดูจะกระตุ้นประสาทชาวเมืองให้ตื่นขึ้นดีกว่านาฬิกาปลูกรูปไก่อี้เอ๊กเอ้ก เสียงต่างๆค่อยทะยอยนำเสริฟ เสียงจากเครื่องขยายเสียงดังระงมในพื้นที่ บ้างขายอาหารสดเป็นรถขนของเปิดท้ายพ่วงถังน้ำแข็งขนาดใหญ่เนื้อสดปลาดิบมักแยกส่วนกับผักนานา บางทีมีเมนูพิเศษแล้วแต่ตามสั่งปากบอกล่วงหน้า บ้างเป็นปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้ บ้างเป็นพวงดอกไม้สด เป็นดาวเรืองสดร้อยเป็นพวงยาวสลับกับพวงดอกมะลอช่อเล็ก กลิ่นอ่อนๆจางบางเบาลอยแตะจมูกห้องหับที่อยู่เบื้องล่าง เป็นประจำทุกวี่วัน

ประชากรอัตโนมัติต่างพร้อมใจกันขยับร่างกาย เสียงกรอบกราบของความเมื่อยขบกระดุก เสียงอิดออดเมื่อขยับร่างกายสะบัดความงุนงัวแห่งราตรี แดดอ่อนๆยามเช้าอุ่นอารมณ์ผู้คนให้หอมหวน ผมโผล่หน้ามึนๆออกพ้นระเบียงห้องพักเพียงเหลือบมองสิ่งต่างๆเบื้องล่าง ทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตต่างเคลื่อนไหว ใครๆก็ต่างมายืนบิดกระบวนที่ชานระเบียง บางคนแถมการประกอบกิจวัตรยามเช้า แปรงสีฟันที่คาบคาในกระพุ้งแก้ม ฝอยน้ำเล็กๆพรมบนกระถางกล้วยไม้ใบจิ๋ว ดอกไม้ค่อยๆโตรอเพียงวันผลิดอก ผ้าขนหนูสีหม่นแห้งพอดิบดีให้หยิบใช้ คอนเดนซิ่งเครื่องปรับอากาศเป็นเครื่องอบผ้าอย่างดี หากมิต้องการอนามัยมากนัก เสียงครุกครักตามสายร้อยท่อน้ำแสดงถึงการใช้งานห้องน้ำยามเช้า

ร้านอาหารตามสั่งข้างล่างมีคนเริ่มนั่งแล้ว บรรยากาศยังอวลไปด้วยความเย็น ลูกค้าคิดสั่งโจ๊กอุ่นๆคงไม่เป็นเรื่องแปลก ด้วยความรวดเร็วแม่ค้าจัดแจงฉีกซองโจ๊ก ผงข้าวแห้งผสมเครื่องปรุงชูรสทยอยลงหม้อใบเล็ก คลุกเคล้าชิ้นเนื้อหมูสับ ปรุงเพิ่มด้วยผักสดแช่เย็นบ้างเล็กน้อย ใช่.. อาหารเช้าเสริฟพร้อมโอวันตินหรือชาร้อนกาแฟดำ

เด็กๆเริ่มออกมานั่งแกว่งข้อเท้าน้อยๆ แคร่ไม้เก่าครึสีออกน้ำตาลคล้ำไปทางดำถูกเสื้อผ้านักเรียนขัดถูเสียวาววับ เสียงแหลมเล็กเจื้อยแจ้ว ชวนให้อารมณ์สดใส สีแสบสดของกระเป๋าหลังพวกเธอเบิกเปลือกตาข้าพเจ้าได้ดีนักเชียว

เด็กๆบางคนแถวนี้ไม่ต้องตื่นเช้าเพราะโรงเรียนอยู่ไม่ไกล เด็กในบ้านใหญ่หลังใกล้เคียงถัดไปออกเดินทางแต่ไก่ยังไม่โห่ เด็กพวกนี้เดินทางไกลและจ่ายค่าเล่าเรียนแสนแพงเพื่อซื้อร่องทางในอนาคต อนาคตเป็นสิ่งที่บิดเบี้ยวไม่ลงรูปลงรอยอยู่ตลอดเวลา สกายวอค์เกอร์น้อยถามท่านอาจารย์โยดาถึงอนาคตของสหายของเขา แม้แต่เจไดก็ไม่อาจคาดเดาสิ่งที่เกิดในอนาคตได้

“มีอนาคต” เป็นคำที่พ่อแม่มักใช้แนมท้ายชีวิตลูกหลานในการดูแล ไม่ผิดที่พ่อแม่จะหวังให้ลูกๆมีอนาคต แน่นอนพวกเขายอมจ่าย เป็นผมก็ยอมจ่าย แต่คงจ่ายไม่มากเพราะอนาคตที่ผมหวังไว้ให้ลูกนั้นมันไม่มากมายเท่าไรนัก ผมคงไม่ต้องจ่ายค่าเรียนร้องเพลงเพราะหากลูกผมไม่เป็นใบ้แต่กำเนิดเขาคงมีสำเนียงเพลงตามธรรมชาติของเขาเอง ผมไม่ต้องจ่ายค่าเรียนศิลปะนั่นเพราะที่โรงเรียนทั่วไปคงมีสอน แต่หากไม่เพียงพอถ้ามือเขาไม่ขาดทั้งสองข้างผมคิดว่าเขียนอะไรก็เขียนมาเถอะ ภาพอะไรก็สวยถ้าไม่ไปวาดบนกำแพงรั้วชาวบ้าน ผมไม่ต้องเสียเงินให้ลูกไปเรียนเต้นรำนั่นเพราะแค่ผมไม่ยอมซื้อของเล่นให้เขา อารามนั้นเองเขาคงเต้นเป็นจ้าวเข้าเป็นแน่ หากมันจะไม่งดงามพอก็มิเป็นไรหรอก เพราะผมไม่อยากให้ลูกเป็นโคโยตี้ หากว่าเต้นเพราะออกกำลังกายตอนเย็นนั้นก็โอเค อันนี้พ่อปลื้ม

ผมจะบ่นเรื่องลูกตัวเองไปทำไมในเมื่ออนาคตเป็นสิ่งบิดเบี้ยวไม่อยู่กับรอยร่อง เด็กๆถูกจับยัดลงไปในรถตู้ที่จะพาพวกเธอส่งจนถึงโรงเรียน ดูแล้วอึดอัดสำหรับคนที่พบเห็น เด็กๆคิดแบบนี้รึเปล่า ไม่หรอก จิตใจของพวกเขากว้างกว่าผู้ใหญ่เยอะ ผมยังเห็นพวกเขาสนุกกับเกมเล็กๆที่หามาเล่นระหว่างที่รถตู้บดล้อลงถนนไปเบื้องหน้า ริ้วยางเป็นทางยาว อนาคตของชาติเดินทางแล้ว ผมเองก็ต้องเดินทางเช่นกัน เดินทางไปกับร่องอนาคต ร่องอนาคตอันแสนถูก…

รองเท้าหนังขัดเสียวาววับ เอกสารนอนสงบเงียบในแฟ้มสะอาด แสงแดดเริ่มชัดเจนส่องให้เห็นร่องรอยตามหนทางเดิน ร่องรอยที่เชิญชวนผู้คนให้เดินไปเบื้องหน้า ร่องรอยแห่งอนาคต

อนาคตอันบิดเบี้ยว

fw.jpg

ดอกบัวในอ่างเล็กๆที่วางอยู่ตรงหน้าโรงซักผ้าหยอดเหรียญ
เมื่อวานนี้แย้มเล็กน้อย พรุ่งนี้คงบาน วันต่อไปคงโรย …

เรื่องในวงเล็บ(๑๑):ภาพย้อนแสง

มกราคม 12, 2007

light.jpg

ภาพย้อนแสง เป็นการถ่ายภาพแบบหนึ่ง มันมิได้เป็นความผิดพลาดของการถ่าย หากแต่เป็นความตั้งใจในการกดชัตเตอร์ของผู้ถ่ายภาพเอง

“ถ่ายอะไรไม่เห็นอะไรเลยดำไปหมด?”

ประโยคคำถามของสหายข้าพเจ้าคนหนึ่งเมื่อมองภาพถ่ายที่ข้าพเจ้าเอาลงในพื้นที่พิภพใยแก้วแห่งหนึ่ง “สวยตรงไหน?” บางคำถามตามมาประสาคนจริงใจและรู้จักกันมานาน ข้าพเจ้าตอบง่ายๆ “ไม่รู้เหมือนกันวะ” (แถมเสียงฮึๆ ต่อท้าย) ว่าแต่ดำไปหมดตรงไหนละ มีส่วนที่เป็นพื้นที่สีขาวด้วยนะ ดูดีๆ (ดูดีๆ) แต่จะว่าไปไม่ว่าจะขาวหรือดำ เนื้อหาที่ข้าพเจ้านึกขึ้นได้นั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องรูปภาพ เรื่องมันมีอยู่ว่า

เป็นที่ทราบดีว่าทุกๆวันจันทรผู้คนมากมายต่างพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อเหลือง ออฟฟิตข้าพเจ้าก็เช่นกัน มิได้เป็นการบังคับหากแต่ทุกคนเต็มใจและพร้อมใจกันใส่ ข้าพเจ้าก็ใส่ เจ้านายก็ใส่ แม้แต่ลูกเจ้านายก็ใส่ วันดีคืนดีมีรุ่นพี่คนหนึ่งเข้ามาติดต่องานถึงกับออกปากชมว่าออฟฟิตนี้ ใส่ตามเทศการกับเขาด้วยเหรอ ไม่น่าแปลกหรอกครับที่ใครๆจะคิดแบบนี้ เพราะหลายปีมานี้ ดูเหมือนกว่ากระที่คนในบ้านเราจะพร้อมใจกระทำอะไรเสียสักอย่าง จะต้องมีวงเล็บต่อท้ายตามว่า “ตามกระแส” ความคิดนี้ห้ามกันไม่ได้ขอรับ เพราะถ้าคนเราห้ามความคิดกันได้ สงครามก็คงไม่เกิดหรอกครับ

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับภาพย้อนแสง?” ใช่ขอรับมันเกี่ยวอะไร ใจเย็นๆขอรับกำลังจะอธิบาย พฤติกรรมการตาม”กระแส” ของคนในบ้านเราหรือว่าคนทั้งโลก ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม มันก็คล้ายกับภาพที่ถ่ายย้อนแสงนั่นละครับ คือมันแยกไม่ออกว่า อะไรเป็นอะไร เพราะทุกคนเหมือนกันหมด หากแต่ว่า.. ในความเหมือนนั้นมีความไม่เหมือนซุกซ้อนอยู่ ที่เหมือนกันเป็นเพียงแสงเงาสีดำที่ตกกระทบด้านหลังวัตถุ แต่ในเนื้อหาจริงๆและความหมายของการเหมือนกันใน กระแสนั้นกลับแตกต่าง และโดนเหมารวมกันจนกลายเป็น คำว่า”กระแส” ในที่สุด

ผู้ที่กระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและเข้าใจถึงการกระทำของตัวเอง เหมือนเช่นชาวคริสต์ฉลองวันคริสตมาสโดยการอยู่กับครอบครัวและพูดความจริงกันในวันนั้น แต่คนไทยฉลองสุรากันหน้าห้างต่างๆ แล้วถ่ายรูปคู่กันต้นสนยักษ์ประดับแสงดาวระยิบกระพริบปลิบๆ นั่นคือความคล้ายที่ไม่เหมือน

ทัศนะคติของคนก็เช่นกัน บางทีการมองอะไรแบบย้อนแสงนี่มันก็ทำให้เรามองข้ามรายละเอียดความต่างที่ซ้อนอยู่ในภาพไปเหมือนกัน ปัญหาใหญ่ๆในบ้านเมืองนั้นมีสาเหตุคล้ายกันแต่มีเหตุที่มาต่างกัน ปัจจัยที่ทำให้มันเป็นก็แตกต่างกัน การเหมารวมอาจเป็นการสร้างปัญหามากขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้

“สวยตรงใหนวะ?” คำถามนั้นจากสหายอีกคนยังหลอกหลอนข้าพเจ้า

“ทำไมคนเราต้องรู้เหตุผลไปซะทุกครั้ง ”

-ชาลี แชปปลิน-

ใช่ครับทำไมคนเราต้องรู้เหตุผลไปซะทุกเรื่องด้วยละครับ

เรื่องในวงเล็บ(๑๐) : space bar

ธันวาคม 23, 2006

spacebar.jpg

เคยหรือเปล่าอ่านหนังสือเล่มใหญ่ๆ ตัวหนังสือติดๆกันเป็นแถบๆ กว่าจะผ่านไปได้แต่ละหน้าเล่นเอามึนเหมือนกัน อ่านจนหมดเล่ม บางทีก็ต้องย้อนไปอ่านอีกเพราะมัวแต่มึน เลยจำเรื่องราวไม่ได้ เรื่องราวดีๆ แน่นไปไม่มีช่องว่าง ก็ทำเอามึนเหมือนกัน

เคยอ่านเรื่องบางเรื่อง เรื่องง่ายๆ สั่นๆ ไม่ยาว

ไม่ซับซ้อน อ่านแล้วสบายตา เก็บไปคิดอะไร

มากต่อมากได้

ปุ่ม spacebar บนคีย์ ไม่มีไว้สร้างตัวอักษร

แต่มีไว้สร้างที่ว่างระหว่างอักษร

เป็นปุ่มเดียวที่ไม่มีรูปบนปุ่ม ไม่มีอักษร …

ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน ต้องมีที่ว่างเสียบ้าง
จะได้อ่านง่าย

สบายตา