Archive for the ‘ในความหมาย’ Category

ในความหมาย(๒) : คุณค่า

มีนาคม 13, 2009

 

วิถีแห่งฟ้า มิได้เหมือนดั่งน้าวคันศรดอกฤา
สูงนักก็ลดลง ต่ำเกินก็ยกขึ้น
ล้ำเกินก็เจียดออก ไม่พอก็เติมเข้า
วิถีแห่งฟ้านั้นก็คือการเจียดส่วนเกินมาเติมให้พอ
วิถีของมนุษย์กลับมิเป็นเช่นนั้น
ด้วยเจียดส่วนที่ไม่พอไปเจียดส่วนที่เกินอยู่
ผู้ใดเล่าที่สามารถเจียดส่วนเกินอุทิศแก่โลกหล้าได้
ก็มีแต่ผู้ทรงธรรมวิถีเท่านั้น
ดังนี้ อริยมนุษย์ จึงกระทำโดยไม่มี
สำเร็จกิจโดยไม่ยึดครอง
เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่ปรารถนาสำแดงแววอริยะใดๆ

-เต๋า / เหลาจื่อ-

วันที่สองของเดือน

ลมเย็นโบกพัดร่างบางๆของผมแทบปลิว "ให้ตาย" เมื่อวานยังบ่นร้อนๆอยู่ทีเดียวเชียว เดี้ยวกลับมาหนาวให้ได้ซะงั้น เปลี่ยนเร็วเหมือนจิตใจคนเข้าไปทุกที ธรรมชาติหนอธรรมชาติ ธรรมชาติย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ บะ…

ร้านของเอ็มเปิดแต่เช้า เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด มีอยู่วันหนึ่งเคยถามว่า เอ็มหยุดงานวันไหน เอ็มตอบ "หยุดทุกวัน"วะ!..ศิลปินหัวเกรียนตอบได้เนียลล์ ถามต่อเพราะอยากรู้จักศิลปิน "แล้วเอ็มทำงานวันไหน?" เอ็มยิ้มกวนๆ "ทำวันที่**หยุด" ถูกของมัน ถ้าผมไม่ได้หยุดก็คงไม่ได้มานั่งร้านนี้ มันก็คงไม่มีงานทำ วันนั้นผมไม่ได้ถามต่อ หรี่ตามองเอ็มอย่างกวนๆ จำไว้ไอ้ศิลปิน

นับแต่เข้าร้านมาวันนี้ ผมเห็นเอ็มง่วนอยู่กับการเช็ดโต๊ะเช็ดเก้าอี้ที่มีไม่กี่ตัวในร้านของมัน ไม่เร่งรีบ ไม่ร้อนรน ราวกับกำลังสร้างสรรค์งานศิลปะชั้นเลิศ บางครั้งบางคราวคล้ายกับว่ามันอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวคนเดียว มีกำแพงโปร่งแสงรายรอบตัวตลอดเวลา ในขณะที่มันกำลังให้ความสนใจอยู่กับงานที่ทำนั้น ไม่มีใครอยากรบกวนยกเว้นคนที่ไม่คุ้นเคย

วันนี้ก็เช่นกัน ผมเดินเข้าร้านมาเพื่อหลบลมหนาว ทักทายเพียงขยับใบหน้าเหมือนกิ้งก่า เพียงเท่านี้ก็เกินพอสำหรับคนเจอกันประจำ จากนั้นเดินไปเอากาน้ำชาใบเล็ก เปิดกระป๋องใบเล็ก ที่ใส่ใบชามะลิใบเล็กๆไว้สำหรับคนกันเอง จริงๆแล้วเอ็มไม่เคยระบุว่าใครเป็นคนกันเองหรือคนไม่กันเอง เอาเป็นว่ารู้กันเองโดยความชำนาญของแต่ละคนก็แล้วกัน

ได้ชามะลิร้อนๆหนึ่งกา ผมหามุมเล็กๆใต้เพิงไม้เลื้อย ลากเก้าอี้มาหนึ่งตัวหย่อนร่างบางๆอย่างเงียบๆ จอกชาใบเล็กน่ารักส่งเสียงจ้อกๆเบาๆ เมื่อรินของเหลวที่มีฤทธิ์ลงไป "ฟู่" เป่าไล่ความร้อนเล็กน้อยแต่ไม่ทั้งหมด ซดความอุ่นลงลำคอ สายตาเหม่อมองออกไปนอกร้าน รกหญ้าที่อยู่อีกฟากฝั่งถนนโบกโบยไปมาตามลม

เกสรดอกหญ้าที่แห้งเป็นสีน้ำตาลแดงหลุด..ปลิว.. ละลิ่ว

ในขณะดื่มด่ำกับระบำธรรมชาติ เอ็มทิ้งตัวลงเก้าอี้ข้างๆ มือหนึ่งหยิบกาน้ำชามือหนึ่งหงายถ้วยชาใบเล็ก เอ็มล้างถ้วยด้วยชาหนึ่งหน ก่อนที่จะบรรจงรินของเหลวอีกหน ยกจอกดื่มอย่างเชื่องช้าดุจเดียวกับกริยาของยอดยุทธ ห่ะ..!

ห่ะ..! ผมสำทับตามเอ็มอีกหน ตอกถ้วยชาลงโต๊ะหนึงเสียงตัง..
เอ็มหยิบซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อออกมา มีภาพเล็กๆภาพหนึ่งติดแนบออกมา เอ็มมองภาพที่ติดมือออกมาเพียงขณะหนึ่งลมหายใจ ก่อนจะส่งมาให้ผม

worth

"คุณค่า"

ผมบอกกับเอ็มในขณะที่มองภาพใบที่เขายื่นให้ดู เอ็มยิ้มไม่กล่าวอะไรเช่นเคย หากแต่ในแววตาเขาดูหม่นหมองพิกล เขาตอกบุหรี่ออกมาหนึ่งมวน ยื่นซองมาทางผมแล้วดึงกลับคล้ายนึกขึ้นได้ว่าภายในว่างเปล่า…

ผมมองภาพขณะครุ่นคิดถึงความหมายที่มีในภาพ เป็นภาพดอกหญ้าธรรมดาที่แห้งลงและอยู่ในวาระสุดท้ายของการมีชีวิต แน่นอนว่าเป็นการมีชีวิตในความหมายทีมนุษย์ตีค่า คุณค่ามักถูกกำหนดด้วยจิตใจส่วนหนึ่งความผูกพันส่วนหนึ่ง แน่ละหากสิ่งๆหนึ่งมีความผูกพันอย่างลึกซึ่งสำหรับคนจิตใจดีๆย่อมสำแดงคุณค่าอย่างสุดคำนึง

"worth" มีสองความหมายให้เลือกใช้ ทั้ง"มูลค่า" และ "คุณค่า" ผมเลือกใช้ความหมายว่าคุณค่า ด้วยเพราะดอกหญ้าที่แห้งลงในภาพนั้นหามูลค่าไม่ได้แล้ว ในแง่มุมความคิดของ"คน" ในอีกทางหนึ่งผมชอบคำว่าคุณค่ามากกว่ามูลค่า มันคงตลกฝืดพิลึกหากมีคนมาบอกคุณว่า

"ตัวคุณมีมูลค่า"

แน่นอนว่ามันฟังเหมือนเราไม่ใช่สิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งของที่ถูกตั้งค่า ในทางกลับกันละ

"ตัวคุณมีคุณค่า"

วะ!.. ฟังแล้วตัวลอย ความรู้สึกตอนนั้นประเมินเป็นราคาไม่ได้ ด้วยเพราะมันไม่ใช่มูลค่า(มูล มาจาก ขี้ / ค่า มากจาก ราคา ดังนั้น มูลค่า เท่ากับ "ราคาขี้" ) คุณค่านั้นเหนือกว่ามูลค่าเป็นไหนๆ หากแต่ว่าคุณค่าที่แท้นั้นหาได้มีกันได้ง่ายๆ ต้องผ่านพ้นบ่มเพาะด้วยเวลาและความพากเพียร

สิ่งของบางชิ้นถูกสร้างขึ้นด้วยมือ ผู้ที่เพาะสร้างขึ้นมามองเห็นคุณค่าที่ซุกซ้อนอยู่ภายใน ส่วนผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์จึงสัมผัสได้เพียงมูลค่าที่สิ่งของนั้นๆมี ดอกหญ้าที่แห้งก็เช่นกัน เราคนธรรมดาเดินผ่านไปเห็นดอกไม้ ก็ให้ความใส่ใจแต่ความงามสดใสของดอกไม้ จึงมองข้ามคุณค่าของลำต้นที่แห้งตายอยู่รายข้าง

มิเพียงว่าลำต้นและรากจะมีคุณค่าต่อดอกไม้ในการเป็นแหล่งลำเลียงธาตุอาหาร และปลดปล่อยเกสรให้ลอยลิ่ว เพื่อค้นหาพื้นที่กระจายพันธุ์ความงามครั้งใหม่ แม้แห้งตายลงไป ตัวมันเองยังเป็นร่มเงาให้ผิวดิน เป็นอินทรีย์ธาตุให้กับไม้เล็กหรือใหญ่ที่เติบใหญ่ตามมา แม้แต่แมลงมดหนูก็ยังอาศัยเงาร่มที่ทับซ้องของใบแห้งได้ ดูเถอะแม้ยามจากไปยังคงเหลือคุณค่าทิ้งไว้ให้หลายๆชีวิตได้เกี่ยวเก็บผลโภค

คนเราละ มนุษย์เราละ ในหนึ่งช่วงชีวิตที่ถมลมหายใจทิ้งไว้บนโลก ได้ละทิ้งคุณค่าใดๆหลังจากดับสลายไปตามสังขารบ้าง มีมากน้อยขนาดไหนที่มีคุณค่าเทียบเท่าได้กับดอกไม้แห้งๆดอกหนึ่ง

"กาแฟ" เอ็มทักขึ้นมาขณะที่หน้าของมันเหลือบมองไปทางหลังร้าน
"ไม่วะ" ผมตอบ ขณะโยนรูปใบเล็กลงบนโต๊ะ มือข้างหนึ่งยกกาน้ำรินของเหลวที่อยู่ภายในลงจอกของตัวเอง

"ทำไมวันนี้มันไม่มีคนเลย ว้า.." ผมบ่นลอยๆทำลายความว่างเปล่า

เอ็มหันหน้ามาทางผม รอยยิ้มขณะนั้นร้ายกาจแววตามันเหมือนหมาจิ้งจอกกำลังมองกระต่ายน้อย ชิบ!! … วาบหนึ่งผมนึกได้ว่ามันกำลังจะอ้าปากพูดอะไรออกมา

"คนมีอยู่หนึ่ง… อีกหนึ่งเป็นหมา" เอ็มพูดคำว่าหมาขณะหันหน้ามาทางผม

จำไว้ไอ้ศิลปิน ผมยกจอกชาร้อนดวดของเหลวลงคอ คำรามเบาๆ ห่ะ!!

 

ปล. เก็บของเก่ามาใส่กล่องอีกเช่นเคย เอาไว้จะเขียนตอนต่อไปขอรับ

Advertisements

ในความหมาย(๑) : สมดุลย์ สงบ

มีนาคม 13, 2009

 
สิ่งเดียวกันนั่นแหละ ดีสำหรับคนหนึ่ง

แต่เสียสำหรับอีกคนหนึ่ง

เพราะฉะนั้นสิ่งใดๆ ไม่ใช่ว่าจะดีไปทั้งหมด

และก็ใช่ว่าจะเสียไปทั้งหมด

-พุทธสุภาษิต-

วันแรกของปี

"ร้อนชิบหาย"

ผมคิดในใจขณะทิ้งก้นร้อนๆลงเก้าอี้ไม้ตัวเล็ก เนื้อไม้เรียบเป็นมันเงา คงเพราะเสียดสีก้นคนมาเยอะ เป็นตัวหนึ่งในอีกหกเจ็ดตัวที่นิ่งสงบภายใต้เงาร้านกาแฟเล็กๆ ที่มีเพิงระแนงไม้เลื้อยยื่นออกมาให้ร่มเงา และหอมกลิ่นจางๆจากเถาเล็บมือนาง มันจึงดูเหมือนเพิงพักริมทางเสียมากกว่าจะเรียกว่าร้านค้า

มีหลายครั้งที่ยามค่ำคืนมันกลายเป็นเพิงนอนสำหรับคนจร เจ้าของร้านไม่เคยว่า และลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญก็ดูเหมือนจะเข้าใจดี มันมานอนและก็ไป ไม่เคยทิ้งอะไรที่ไม่ดีไว้ให้เก็บกวาด จะว่าไปแล้ว คนพวกนี้ดีกว่าลูกค้าบางรายเสียด้วยซ้ำ

"กาแฟหนึ่ง" ผมสั่งเจ้าของร้านอย่างเคยชิน ไม่มีประเภทชนิดของกาแฟต่อท้าย เป็นที่รู้กันระหว่างลูกค้าและคนขายที่ชำนาญนิสัยของกันและกัน
"ร้อนหรือเย็น?" เสียงแหบเล็กๆส่งมาจากหลังร้าน
"เย็น" ตอบห้วนๆ ไม่มีหางเสียงสำหรับมารยาท

"ทำอะไรอยู่" ผมส่งเสียงกลับไปพร้อมชะโงกหน้าแหลมๆข้ามไปอีกฟากเคาน์เตอร์ เห็นว่ามันไม่ได้กำลังทำกาแฟเย็นอย่างว่า มองจากข้างหลังเหมือนกำลังต่อไม้กระดานอะไรสักอย่าง คล้ายบอร์ดปิดประกาศมีหมุดเล็กๆอยู่ข้างๆ

มันในที่นี้ชื่อ "เอ็ม" เป็นเจ้าของร้านคนหนึ่ง ที่ว่าคนหนึ่งเพราะยังมีอีกคนชื่อว่า "ลี" คนที่สองนี้ไม่ค่อยได้พบหน้าสักเท่าไร ผมไม่ค่อยสนิทกับบีเท่าไร เธอไม่ค่อยอยู่เป็นที่เป็นทาง เอ็มว่าเธอชอบเดินทาง ทำทุกอย่างที่สามารถเดินทางไปหลายๆที่ น่าแปลกที่ว่า ตอนเด็กๆเราถูกสอนให้เรียนเก่งๆโตขึ้นจะได้มีงานมีการที่มั่นคงทำ สงสัยว่าพ่อแม่ของลีจะไม่ได้สอนเรื่องความมั่นคงของการงานกระมัง แต่ก็ช่างหัวเธอเถอะ ว่าแต่ว่า

"เอ็ม…กาแฟเย็น" ผมทำไม้ทำมือคล้ายคนยกถ้วยกาแฟกระดกลงคอ

ชายรูปร่างผอมเกร็งผิวดำแดงหันมาส่งยิ้ม รอยยิ้มนั้นประดับบนใบหน้าทรงรี ขนบนกระบาลตัดทรงทหารเกณฑ์เสมอนับแต่เจอกันวันแรก ผมกระแทกก้นลงเก้าอี้เป็นครั้งที่สองพร้อมแก้วน้ำเย็นเล็กๆใบใส ที่เดินไปกดเองจากเครื่องทำน้ำเย็นอัตโนมัติ ความเย็นของน้ำแก้วเล็กหน่วงความกระหายคาเฟอินได้พอสมควร

เป็นเวลายาวนานจนเอ็มทำอะไรต่อมิอะไรที่มันทำอยู่จนเสร็จเรียบร้อย แน่นอนกาแฟเย็นของกูก็เสร็จแล้วเช่นกัน

"อะไรวะ?" ผมถามขณะยกถ้วยกาแฟชี้ไปที่บอร์ดเล็กๆที่เอ็มยกขึ้นไปติดหลังเคาน์เตอร์ บนแผ่นกระดานมีภาพเล็กๆหลายใบติดอยู่ เอ็มหันไปมองผลงานที่เพิ่งเสร็จสิ้น มันยิ้มเหมือนเคย เอ็มพูดน้อย น้อยกว่าตดเสียอีก

01-DSC_0118

เอ็มหยิบรูปๆหนึ่งส่งข้ามเคาน์เตอร์มาที่ผม

ผมรับมามองดูข้อความเล็กๆที่เขียนไว้ใต้ภาพสลับกับรูปสีซีเปียด้านบน เป็นรูปนกหลายตัวเกาะอยู่บนเส้นสายไฟเดียวกัน ผมเงยหน้ามองเอ็มขณะกำลังจะถามความเป็นมาของรูป รอยยิ้มของมันส่งกลับมาคล้ายท้าทายให้ผมค้นหาความหมายในรูปเอาเอง "ชิบ" ผมคำรามในใจ

"equilibrium" เท่าที่ผมจำได้มันแปลได้สองอย่าง ความสงบของจิตใจ และความสมดุลย์ จะว่าไปแล้วลองนึกๆดูมันก็ไม่ได้เป็นความหมายที่แยกจากกันเลย ความสมดุลย์ทำให้เกิดความสงบ และในทางเดียวกันความสงบก็ทำให้เกิดความสมดุลย์ เป็นส่วนผสมอันลงตัวของมันอยู่แล้ว
นกหลายตัวที่อยู่ในรูปคงกำลังรักษาสมดุลย์ของกันและกัน

เพราะต่างใช้สายไฟเส้นเดียวเป็นแหล่งพักพิงอิงอาศัย เพื่อพักเหนื่อยจากการโบยบินหรือสนทนาพูดคุยแลกเปลี่ยน มีบ้างบางตัวที่หันหัวไปคนละฟากฝั่ง ไม่ได้หันไปทางเดียวกัน แน่ละอาจมองดูแปลกแยกไม่เข้าพวก

แต่ก็นั่นละ ลองได้เกาะหันไปทางเดียวกันหมดสิน้ำหนักคงเอียงไปข้างเดียวกันหมดคงได้หล่นจากสิ่งที่เกาะเกี่ยวกันหมดแน่ การใช้ชีวิตในสเกลสังคมก็คงไม่ต่างอะไรกับนกฝูงหนึ่งที่เกาะเกี่ยวเส้นสายเดียวกัน ต้องมีความสงบจึงเกิดความสมดุลย์ เมื่อเกิดความสมดุลย์เราก็สามารถอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข หากแต่การอยู่กันเป็นสังคมนั้น ความเห็นที่แตกต่างก็จำเป็นไม่น้อยทีเดียวสำหรับนำพาสังคมนั้นๆให้ผ่านพ้นสภาวะที่ขาดสมดุลย์

แต่ใครละจะเป็นผู้กล้าที่จะเสนอความแตกต่างในสภาวะที่ไม่สงบอย่างนี้ เพราะเมื่อมีบางคนแสดงความแตกต่างออกมา ก็จะถูกต่อต่านและผลักไสให้ไปอยู่อีกฟากฝ่ายโดยอัตโนมัติ เราก็เหมือนนกตัวหนึ่งที่เดินทางมาอย่างเหนื่อยล้าเพียงอยากจะหาที่พักเกาะเกี่ยว เพื่อเก็บเรี่ยวแรงทะยานบินต่อ

แน่นอนว่าสายไฟมีมากกว่าหนึ่งเส้น เพียงหาระยะที่พอเหมาะกับการทิ้งน้ำหนัก เกาะบนเส้นที่มีเหตุผลร้อยรัดอยู่ ก็น่าจะเป็นที่ๆปลอดภัยแล้วสำหรับนกตัวเล็กตัวหนึ่ง เป็นนกเล็กๆที่ได้แต่เพียงเกาะบนสายไฟในม่านเมือง เพราะในบริเวณนั้นมันไม่มีต้นไม้ให้เกาะ

คิดถึงตรงนี้แล้วให้ต้องถอนหายใจหนึ่งเฮือก หยิบช้อนคนของเหลวสีดำในถ้วยกาแฟ มองภาพเล็กๆในมืออย่างอาการสงบ ราวกับได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในภาพนั้น ของเหลวสีดำค่อยๆลงคอ ฤทธิ์ของมันวาบขึ้นไปกระชากความรู้สึกของประสาทในทันที

ผมวางถ้วยกาแฟลงบนเคาน์เตอร์อย่างเชื่องช้าคล้ายเกรงว่าถ้วยนั้นจะตื่นจากความสงบ
ส่งเสียงรอดผ่านไรฟันอย่างกระแดะ

"คุณเอ็มครับ…กูสั่งกาแฟเย็น"

เอ็มทำหน้าตกใจเล็กน้อย แต่มันก็ยังคงส่งยิ้ม …

 

เช่นเคย เป็นยิ้มที่ไม่เคยกระแดะ

 

ปล. เก็บงานเก่า มาใส่กรุ ขอรับกระผม