Archive for the ‘ตั้งหลัก’ Category

ตั้งหลัก(๓) : รอยเท้าของหลงจิง

เมษายน 10, 2008

~~~

หลิงซานเป็นขุนเขา

ตระหง่านเสียดสุดฟ้า น่าเกรงขาม

ทว่ามันหาได้ท้าทายฟ้าดิน

ยังเจียมตนอย่างสงบเงียบ

– ๑ –

หลงจิงเป็นเด็กหนุ่ม นอกจากจะเพิ่งพ้นวัยกระเตาะเอาะๆแล้ว หลงจิงยังคงชื่นชอบความเร็วและวิชาตัวเบา ทั่วทั้งมณฑลที่มันพนักอยู่หามีผู้ใดมีความว่องไวรวดเร็วเท่ามัน อาจารย์ที่มีชื่อเสียงในแคว้นต่างๆให้ความชื่นชมมันอย่างยิ่ง

ทว่ามันยังไม่พึงพอใจในความเร็วของตน มันยังคิดสืบค้นหายอดฝีมือที่จะมาวัดรอยเท้ากับมันอยู่เสมอ ชื่อเสียงของมันขจรไกลไปหลายแคว้น

มีวันหนึ่งนักพรตผู้จาริกพเนจรรอนแรมผ่านมา เอ่ยเอื่อนถึงตำนานเรื่องราวนอกเหนือยุทธภพ

มีตำนานเล่าว่า เมื่อเดินทางไปยังทิศบูรพา พ้นไปเบื้องบนขุนเขาหลิงซาน จึงสามารถพบเจอยอดยุทธ์ที่หลบเร้นหนีหายจากยุทธภพ ณ.ที่แห่งนั้น หลงจิงอาจได้พบเจอยอดฝีมือที่สามารถเรียบเคียงกับมันได้

หลงจิงให้ดีใจเมื่อทราบเรื่องราว รีบเร่งเดินทางออก หันหัวไปทางทิศบูรพาทันที ด้วยความรวดเร็วว่องไวของมันย่อมทำให้ถึงที่หมายด้วยเวลาไม่นานนัก

– ๒ –

เมื่อหลงจิงเดินทางพ้นเนินขอบเส้นเขาหลิงซาน จึงพบเห็นศาลาไม้นั้งสงบอยู่ตรงหน้า ภายใต้หลังคาเรือนพบเห็นชายชราผู้หนึ่ง อาภรณ์ที่ส่วมใส่คล้ายผู้ทรงศีลบำเพ็ญพรต ใบหน้าแม้ดูชราหากแต่กลับมองแล้วสดใสหมดจด ไร้ริ้วรอยแห่งความอนาทรร้อนรน

“เรียนท่านผู้อาวุโส ข้าพเจ้าหลงจิงจากแคว้นไท๊ตง” มันคารวะผู้อาวุโสด้วยวาจานอบน้อมยิ่ง

“อ้อ..” ผู้อาวุโสเหลือบมองมันชั่วขณะก็ลุกเดินจากไป

หลงจิงเห็นดังนั้นถึงกับรีบรุดฝีเท้าเดินตาม ยิ่งมายิ่งพบว่าท่านผู้อาวุโสท่านนี้มีวิชาตัวเบาอันลึกลับยิ่ง ท่านก้าวหนึ่งหนสามารถพาตัวตนพ้นหนึ่งช่วงเนินดิน “หรือนี่คือยอดยุทธ์ที่นักพรตกล่าวถึง” หลงจิงลอบครุ่นคิดในใจ เพียงวูบหนึ่งของความคิดนั้น ชายชราก็หายลับไปในม่านหมอกเสียแล้ว หลงจิงก้มมองร่องรอยที่ทิ้งไว้ กลับพบเจอร่องรอยที่เบาบาง

“วรยุทธ์อันประเสริฐ..” มันกล่าวทวนสามครา จึงรวบรวมกำลังภายในทั้งหมดทั้งมวล ดีดร่างออกจากจุดที่อยู่เดิม สายตาเพ่งไปที่ริ้วรอยที่ชายชราจารึกไว้

หนึ่งชั่วยามผ่านไป มันคล้ายไปเห็นหลังท่านผู้อาวุโส ทว่ายังสามารถพบเจอร่องรอยของท่านตามรายทาง มันเร่งเร็วยิ่งกว่าเดิม หัวใจมันเต้นเน้นถี่ ทั่วทั้งร่างบัดนี้คล้ายเครื่องจักรมันทรงพลัง ในห้วงคำนึงคิด

มันดีใจ

-๓-

ผ่านพ้นไปสามชั่วยาม มันเองยังไม่สามารถผมเจอแม้เงาหลังของผู้คน ให้รู้สึกแปลกใจและรู้สึกหวาดกลัวในหัวใจ หรือคนผู้นี้เป็นภูตพรายประจำขุนเขากันแน่ สีหน้ามันเริ่มซีดเผือดไร้โลหิตฉีดเลี้ยง หายใจหอบแต่ยังไม่ละทิ้งความพยายาม

หลงจิงตัดสินใจสลัดรองเท้าออกเพื่อเพิ่มความเร็วขึ้น หนนี้เขาทะยานเร็วขึ้น ไม่นานจึงสามารถพบเห็นแผ่นหลังของผู้คน หลงจิงคำรามในใจ หัวใจของมันแทบถูกความเร็วฉีกขยี่จนระเบิด แต่มันยังคงคำรามในใจ ฮึฮึ.. “ข้าพเจ้ามาแล้ว”

ชั่วอึดใจเดียวกันนั้น มันกลับรู้สึกว่ามีผู้คนไล่ติดตามมันอยู่เบื้องหลัง พลันหันกลับไปมองจึงพบเห็นผู้คนจริง แต่ไม่อาจพบเห็นหน้าตา เพราะชายผู้ติดตามมานั้น กลับหันหน้าไปด้านหลังเช่นเดียวกัน เห็นดังนั้นถึงกับเกิดอาการขลาดกลัว “สถานที่นี้นับเป็นแหล่งซุกซ่อนมังกรเขียวพยัคฆ์ขาวจริงๆ” คิดดังนั้นต้องเร่งฝีเท้าตัวเองยิ่งขึ้นไปอีก กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างเกร็งพลังสะท้าน หัวใจแทบหลุดลอยจากร่างในทุกห้วงขณะ

“ไฉน?…”

มันตั้งคำถามกับตัวเองแต่ไม่อาจบังคับร่างกายได้ เท้ามันร่างกายมันบัดนี้เหนือการควบคุมไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไร มันยังโลดแล่นไปข้างหน้าต่อไป แผงหลังของผู้คนเบื้องหน้ายิ่งมองยิ่งน่าเกรงกลัว เสียงกวดตามมาของผู้คนข้างหลัง ยิ่งกร่อนทำลายประสาทยิ่งไปอีก

“ไฉน?..เป็นเรื่องราวเช่นนี้”

หลงจิงหอบหายใจอยู่พักหนึ่ง จึงกระอักโลหิต มือข้างหนึ่งเกาะกุมที่หน้าอก มันกำลังจะขาดใจตาย เงยหน้ามองแผงหลังด้านหน้า ค่อยๆห่างออกไปทุกที มันกัดฟันกรอด “บัดซบ!!” บัดนี้เหนือกำลังที่มันจะควบคุมจิตใจแล้ว หลงจิงสะดุดขาตัวเองล้มลง กลิ้งคว้างไปด้านหน้า ฝุ่นตลบในนาทีนั้น

มันทุบพื้นเกรี้ยวกราด ขึงโกรธตัวเอง ตลอดทั้งร่างมันสั่นสะท้าน เงยหน้าอันเปื้อนฝุ่นเพื่อมองดูคนเบื้องหน้า เขาเห็นคนผู้นั้นลงนอนกลิ้งไปกับพื้นเช่นเดียวกัน ชายผู้นี้ไม่ได้สวมใส่รองเท้าดุจเดียวกับมัน อีกทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์กลับสวมใส่ เป็นชนิดเดียวกับมัน ทว่าร่างที่นอนอยู่เบื้องหน้าค่อยๆ เลื่อนออกไปห่างจากเขาไปทุกขณะ

หัวใจของมันอ่อนแรงคล้ายแสงดาวลางหรี่ เพียงไม่กี่ห้วงนาทีก็จะสิ้นไร้ซึ่งแสง ในห้วงสมองมันยังครุ่นคิดเรื่องราว ในวินาทีสุดท้ายของช่วงชีวิต มันเหลือบไปเห็นป้ายศิลาป้ายหนึ่ง ป้ายศิลานั้นสลักตัวอักษรเลือนลาง ด้วยเพราะการเวลามักคร่ากุมสรรพ์สิ่ง

“หลงซาน???” หลงจิงใช้ห้วงลมหายใจสุดท้ายของมันอ่านอักษรบนป้ายศิลา

ก่อนสิ้นใจตาย ใบหน้าของมันยังคงมีแต่คำถาม “ไฉน?..เป็นเรื่องราวเช่นนี้”

~~~

หลงซานเป็นขุนเขา

มันไม่สูงตระหง่านเท่าหลิงซาน แต่ก็นับว่าไม่ห่างไกล

ผู้ใดหลงเข้ามามักพบเจอเงาร่างตัวตน

ผู้ใดหลงติดตามมันมักเหน็ดเหนื่อยจนสิ้นใจตาย

~~~

ตั้งหลัก(๒):ฉากต่อสู้อันดุเดือด

กุมภาพันธ์ 10, 2007

pole.jpg

เงาสะท้อนสีแดงสด กำเนิดขึ้นได้เพียงแสงส่องจากโคมน้อยสีแดง เป็นสีสันร้อนแรง สุมอารมณ์ผู้คนให้คึกคนอง ชายริ้วแพรผ้านางรำระบำโยกไหวคล้ายเป็นทำนองราตรี เสียงลั่นกลองระงม ปลุกผู้คนให้คึกคัก งานประลองมักเป็นเช่นนี้เสมอมา ไม่ว่าผู้ใดแพ้ชนะ ผู้คนดูชมล้วนรื่นเริง

เริ่มความจาก จอมนางกระบี่เพลิงแดงจากเซเคราส่งเทียบท้ากองปราบ คิดหักหาญชิงชัยภายใต้หลังคาโรงสุราแห่งเหลาเมามาย มือปราบโอ้วเย่แม้มิเคยรับมือสตรี แม้มิเคยวัดฝีมือเชิงกระบี่ต่อนาง หากแต่กระบี่ที่แทงออกครั้งนี้มิได้จ่อแทงที่คอหอยผู้คน แต่กลับจี่ตรงไปที่ศักดิ์ศรีกองปราบ มันเองแม้ไม่ออกหน้า ผู้อื่นย่อมคิดออกหน้าแทน

เอ่ยถึงกระบี่เพลิงแดงแม้มีชื่อเสียงไม่น้อยจากเซเครา(หมู่บ้านตีเหล็กแห่งประจิมทิศ)เป็นกระบี่โบราณที่ยังเคร่งคร่ำกับการผสมโลหะพิเศษเผาเตากร่ำตีเนื้อโลหะนานา สรรค์สร้างอาวุธคมกล้าคล้ายงานศิลป์ กองปราบปรามภายหลังมุ่งเน้นสรรค์หาเทคโนโลยีสมัยใหม่กลับลืมเลือนวิถีกระบี่โบราณ

กระบี่เดียวที่เซเครายังส่งเข้ากรมเมืองคือกระบี่ราชทาน อันเกิดจาการผสมโลหะกับหยกโบราณน้ำดี สลักลวดลายเฉพาะเจาะจง แสงเรืองกันเกิดจากคมกระบี่มิอาจปลอมแปลงได้ ผู้ถือกระบี่หยกล้วนเป็นคนแห่งกรมกอง หากแต่กระบี่มือปราบเป็นสิ่งราชทาน ในด้านศักดิ์ศรีแล้ว ผู้คนนครเบื้องล่างล้วนให้ค่าแก่สิ่งนี้ยิ่ง มันคิดใช้ประลองกลับเป็นเรื่องโง่งม บนฝ่ามือมันยามนี้คล้ายถือกระบอกไม้ประหลาดชนิดหนึ่ง มิได้เป็นกระบี่หยกสลักราชทาน

“ที่อยู่ในมือท่านเรียกว่าอันใด ข้าพเจ้าแลดูมิคล้ายอาวุธ?” กระบี่เพลิงแดงเอ่ยถาม มันหรี่ตามองเพ่งไปที่วัตุประหลาดในมือของโอ้วเย่

ซืม…. เสียงดังวือๆ .. ในมือของมือปราบโอ้วเย่ปรากฏกระบี่เลเซอร์

“กระบี่ข้าพเจ้าเป็นเลเซอร์ความถี่สูงออกแบบอย่างดีจากเล่าปังผู้รังสรรค์อาวุธแห่งกรมกองปราบ ” กล่าวจบคล้ายมิเสียงจึก! แสงเรืองวือๆก็หดหาย เหลือเพียงกระบอกไม้โบราณชิ่นหนึ่ง ผู้คนชมดูรายรอบส่งเสียอื่อฮือ อาวุธประหลาด อาวุธประหลาด หลากคนต่างเอ่ยความต่างกันไป

“เหอะ!! เล่าปังนามนี้ยังคงมุดศีรษะอยู่ในรูหนูแห่งกองปราบอยู่อีกรึ ข้าพเจ้าคล้ายลืมเลือนนามตาแก่ตนนี้นานแล้ว”

มันกล่าวคล้ายมีอารมณ์ขุ่นข้องภายใน สีหน้นางคล้ายแดงเรื่อ ดวงตากลมดำขับเน้นความงามประหลาดยิ่งกว่าเดิม ห้วงคำนึงของมือปราบโอ้วเย่คล้ายถูกตรึงในประกายวาบหนึ่งในดวงตานาง พริบตานั้นมันถอนเท้าออกจากพื้นดินด้านล่าง ดีดตัวลอยขึ้นสามสี่วา สบัดมือออกสองข้าง ในมืออีกข้างเพิ่มกระบอกไม้โบราณขึ้นอีกหนึ่ง เสียงจึก!! ดังพร้อมกัน กำเนิดแสงวาบออกเป็นกระบี่แสงคู่ดูไปยิ่งเพิ่มความตื่นเต้นให้กับศึกประลองครั้งนี้อย่างยิ่ง

กระบี่เพลิงแดงนั่งนิ่งเหม่อมองสรรพสิ่งอันเคลื่อนไหวเบื่องหน้า หาได้ขยับเคลื่อนกายไม่ กระบี่โลหะโบราณฝักกระบี่ย้อมแดงชาติตลอดด้ามหลับไหลลี่ลับชวนหวาบหวิว เสียงวืดวืออันเกิดจากการกวัดแกว่งกระบี่แสงเบื้องหน้าฟังไปคล้ายแมลงวันวิ้งวนอยู่รอบขอบใบหู สร้างความรำคาญให้กับผู้คนยิ่ง โต๊ะไม้รมคร่ำสีดำเข้มสะท้อนเงาแสงของกระบี่วิบวับ มือหนึ่งของกระบี่เพลิงแดงยื่นออกอย่างเชื่องช้า คว้าหยิบไม้จิ้มฟันในกรักไม้ วิ่ว…

เสียงเรียบเล็กของเนื้อไม้จิ้วแล่นออกจากฝ่ามือ ผู้คนดูชมรอบข้างกลับเห็นเพียงเส้นสีขาวไข่ไหวแทรกผ่านอากาศ กระบี่โอ้วเย่ไม่หวั่นไหวจ่อแทงออกยังเส่นสายเบื้องหน้า เกิดสำเนียงเสียงปะทะกันตังใหญ่ ไม้จิ้มฟันกลับบรรจุพลังลมปราณอันหนักหน่วง เพียงกระบี่แสงจี่ใส่เมื่อแตกสลายเป็นผงควัน บังเกิดแรงสะเทือนอากาศทั่วบริเวณ ใบหน้าผู้คนคล้ายถูกสายลมตบตีอย่างหนักหน่วง ผู้คนสามัญที่ไร้วรยุทธถึงกลับโดนพลังซัดจนพลิกตัวปลิวไปกับพลังลมปราณไม้จิ้มฟัน

ภายหลังมวลอากาศสงบลงมือปราบโอ้วเย่ทิ้งตัวลงเบื้องล่าง ปลายเท้าแตะพื้นคราหนึ่ง พลิ้วตัวพุ่งออกเบื้องหน้าหมายเข้าหากระบี่เพลิง เสียงวือของกระบี่สัดออก เงาร่างสีแดงของนางวูบไหวเคลื่อนย้ายออกด้านข้างของวิถีกระบี่ เสียงเคร่งเมื่อฝักกระบี่ตีเข้ากับลำตัวของนาง คมกระบี่เพลิงแดงยังคงหลับไหลมิได้เผยประกายออกมาให้ผู้คนยลดู กระบี่แสงแทงออกหนึ่งหนผู้คนหลบออกด้านข้างหนีพ้นคมแสงกระบี่อย่างหวาดเสียว หากแต่ขณะที่กระบี่โอ้วเย่ทุ่มตัวออกยังคงเหลือกระบี่ในมืออีกหนึ่ง

กระแสกระบี่ระลอกสองสะบัดใส่เงาร่างช่วงกลางลำตัวของกระบี่เพลิงแดง ครานี้บังเกิดเสียงตังแหลมสะท้าน ประกายวาบเป็นแสงสีแดงแลสีเขียวปะทะกัน เสียงกิดๆยามคมกระบี่ทั้งสองเสียดสี ผู้คนชมดูเกิดอาการซีดปาก หลายคนหยิมเม็ดแตงโมเค็มแทะกินอย่างเมามันส์ กระบี่เพลิงแดงแล่นออกจากฝักแล้ว เป็นกระบี่คมใสสีแดงสดฉาบอาบตลอดด้านคมจรดสันกระบี่ เป็นกระบี่ที่มีคมด้านเดียว ดูไปบอบบางยิ่ง หากแต่เสียงกระแทกกันระหว่างกระบี่ทั้งสองกลับเป็นความรู้สึกตรงกันข้าม

นางควงกระบี่ฟันออกหนึ่งรอบเป็นวงกลมวาดออกครบวงมิได้ชะงักงันอยู่ที่คมกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างได้ กระบี่แสงเมื่อถูกกรำด้วยกระบี่รุนแรงเช่นนี้ได้แต่สะบัดออกด้านข้าง กระแสกระบี่คมกล้าซัดออกรายรอบบริเวณกำเนิดเป็นริ้วรอยตามผนังอาคาร ผู้คนธรรมดามิอาจทานทนต่อแรงกดดันขนาดนี้ได้ ต่างพากันถดถอยก้าวออกนอกบริเวณทีละน้อย คงเหลือเพียงเงากระบี่สามสายพันตูกันอยู่ตรงลานพื้นหินกลางเหลาเมามาย ท่าร่างมือปราบโอ้วเย่ถดถอยตามแรงกระแทกของกระบี่เพลิงแดง นางยามนี้กระชับกระบี่ด้วยสองมือยิ่งเพิ่มกำลังฟาดฟันออก เสียงเครงสะท้านไม่หยุดผ่านไปไม่กี่อึดใจนางกลับใช้กระบวนท่าฟันออกสามสิบกระบวนท่า มือปราบโอ้วเย่ใด้แต่ตั้งรับด้วยกระบี่แสงทั้งสอง ในใจครุ่นคิด

“หากนี่เป็นกระบี่โลหะโบราณแล้วละก็ไม่แน่ว่าจะทานทนกระบี่เพลิงแดงได้นานขนาดนี้” ฉุกคิดได้เรื่องราวหนึ่งจึงเตะเท้าออกปะทะกับด้านของกระบี่เพลิงแดงที่กำลังงัดขึ้นจากด้านล่าง ร่างของมันพลันลอยลิ่วออกด้านข้าง มือหนึ่งเก็บกระบี่แสง ลอยผ่านเสาไม้ขนาดใหญ่ใช้แรงเหวียงของกระบี่หมุนวนกลับเข้าหานางอีกหน ครานี้พุ่งออกด้วยความเร็ว

หนึ่งกระบี่ถูกซัดดออก จี่ตรงใส่ช่วงใบหน้านาง หากแม้นางอาศัยกระบี่ปัดป้องกลับเกิดช่องว่างช่วงท้องให้อีกหนึ่งกระบี่โจมตีได้ เหตุการณ์เบื้องหน้าเกิดขึ้นชั่วพริบตา มือปราบโอ้วเย่กลับสีหน้าถอดสี เมื่อเห็นกระบี่เพลิงแดงบิดกายหลบเพียงเล็กน้อยหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบ วนจนครบวาดกระบี่เป็นวงกลมมองไปคล้ายมีแสงรายรอบเป็นเช่นวงแหวนดาวเสาร์ ปราณกระบี่ทั้งสองกระทบกันดังลั่นสะท้านสะเทือนไปทั้งโรงเหลา

ทั้งสองผละออกจากกันระยะห่างเพียงพอให้กระบี่ของอีกฝ่ายวัดออกไปที่คอหอยของอีกคนได้ ลมสายหนึ่งพัดพลิ้วเข้ามาหนึ่งหนผงฝุ่นอันเกิดจากเศษหินดินไม้ที่แตกปริจากแรงคมกระบี่ปลิงฟุ้ง ทั้งสองพลันทิ้งกระบี่ มือทั้งสองขยี่ตาทั้งสองอย่างแรง ทางหนึ่งทรุดตัวลงกับพื้นงัดผ้าสะอาดขึ้นมาเช็ดหน้า ทางหนึ่งควานหาน้ำสะอาดกรอกล้างรดใบหน้า

เด็กในร้านค่อยๆทะยอยเก็บกวาดพื้นที่ มือหนึ่งเช็ดถูพื้นโต๊ะอย่างไร้เรื่องราว กระบี่ทั้งสองถูกกวาดลงถังขยะ ผู้คนรายรอบปัดตูดเดินออกนอกเหลา กล่าวขานถึงนัดประลองครั้งต่อไป

แสงดาวเรื่อเรือง อาศัยสิ่งเล็กๆจึงยุติเรื่องราวใหญ่หลวงได้ นั้นมิใช่เรื่องราวประเสริฐหรอกหรือ

-จบ-

ตั้งหลัก(๑): กระต่ายน้อย

มกราคม 13, 2007

pole.jpg

กระต่ายตัวน้อยสีขาว เจ้าเดินสามก้าว

กระโดดสี่หน ผู้คนกรีดร้อง

เจ้าตกใจ … ตาย

” ผู้คนไฉนกรีดร้อง? ”

” พวกเขาตกใจกระต่าย ”

” กระต่ายมีอันใดน่ากลัว ไฉนผู้คนต่างตกใจ? ”

” นั่นเพราะผู้คนต่างไม่ยอมเชื่อว่ากระต่ายสามารถเดินได้ ”

” กระต่ายเดินได้ ไม่เห็นมีอันใดแปลกปลอม บางคราข้าพเจ้าพบเห็นกระต่ายยืนสองขา ”

” นั่นเพราะผู้คนยึดติดความเชื่อว่ากระต่ายกระโดดได้เพียงอย่างเดียว ”

” ผู้คนกรีดร้องแล้วไฉนกระต่ายถึงตาย ”

” ข้าพเจ้าบอกว่ากระต่ายตายงั้นเหรอ ”

” กระต่ายมิตายแลผู้ใดตาย ”

เจ้า!!!

ฟ้าครามเวิ้งว้าง

กระบี่คืนฝัก

โซ่อุปทานร่วงพรู

ผู้ใดเชื่อว่ากระต่ายเดินได้

ย่อมมี