Archive for the ‘ขลานาคิม’ Category

ขลานาคิม (๒)

กันยายน 10, 2008

เรื่องสั้น : ขลานาคิม (๒)

เรื่องสั้นเชิงทดลอง ร้อยเรียงจากทัศนะการอ่านหนังสือ
เนื้อหาจบในตอน (อ่านตอนที่แล้ว)

ตอนที่ ๒ พาขลาไปตากลม

เปลวแดด-สาดผ่านช่องเล็กของรอยปลิแยกของผนังไม้ซ้อนเกล็ด เห็นได้เป็นแนวลำแสง เรือนไม้เงียบสงบเสมอมา ไม่ว่าเวลาใด มีเพียงเสียงกระซิบเบาๆของลมเท่านั้นที่ไม่เคยเงียบเหงา

นาคิมอุ้มร่างน้องสาวออกมาจากเรือน

“นั่งตรงไหน” เด็กชายสอบถาม
“ตรงโน้น” เด็กหญิงขานไข

“ไกลนะนั่น..”
“แม่นแล้ว”

“ใจร้าย” เด็กชายโรยถ้อยความคล้ายรำพึง ใบหน้าซ่อนยิ้มไว้ภายใน

ขลาดีใจที่วันนี้ได้ออกมานั่งในที่โล่ง ลมโชยผ่านพุ่มดอกแก้ว กลิ่นหอมเจือความสะอาดเย็น เงาร่มของไทรย้อยริมน้ำระบายพื้นหญ้าหน้าเรือนจนครึ้ม ระหว่างคมแดดและขอบใบ เกิดภาพเงาที่เคลื่อนไหว นาคิมขึ้นเรือนไปจัดการกับชั้นหนังสือของพ่อเงียบๆ อากาศอวลไปด้วยไอชื้นกลิ้นอับของหนังสือไม่ดีเท่าไร หลายวันเหลือเกินที่ไม่มีแดดสดทอดกายให้ความอบอุ่นแก่เรือนหลังน้อย ฝนตกหนักบ้างเบาบ้างบางครั้งเพียงโปรยเบาบางได้ทั้งวัน

เวลาเช่นนั้น ขลาจะนั่งมองเม็ดฝนหยดลงผ่านร่องหลังคาทุกวัน ส่วนนาคิมมักนั่งมองสายน้ำและเรือลำเล็กที่แจวผ่านไปมา ซึ่งก็นานๆครั้งที่จะได้เห็น เพราะการสัญจรทางเรือนับวันยิ่งน้อย ขลาส่งยิ่มให้พวกเขาทุกครั้งที่เห็นพายเรือผ่านมา หากแต่ในใจเธอหม่นหมอง นาคิมเข้าใจว่าน้องอยากส่งยิ้มให้ใครบางคนที่จากไปนานแสนนาน

“นาคิม” เสียงขลาเอ่ยขึ้นลอยๆ คล้ายต้องการบางอย่าง

“หือ..” เด็กชายเพียงส่งเสียงรับ ขณะเดียวกันนั้น ยกหนังสือกองหนึ่งออกมาผึ่งแดดตรงชานเรือน ไม่ห่างนักจากที่ขลานั่งเล่น

“วันนี้ไม่ทำงานที่ร้านป้านวลเหรอ?” เป็นคำถาม

“ไม่ล่ะ วันนี้ป้าแกมีคนช่วยเยอะแล้ว แกเลยให้พี่กลับมาที่เรือนไม้”

“ใคร?”

“ลุงไท แกกลับมาจากกรุงเทพ เห็นว่ามาอยู่สองสามวัน”

นาคิมหันมาสนใจหนังสือในชั้นต่อ ปล่อยให้คำตอบของตนลอยหายไปในสายลม เขาไม่อยากพูดเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับคนที่มาจากกรุงเทพ ขลาอยากถามต่อแต่เห็นท่าทางพี่ชายจึงได้แต่เงียบ หันมามองชายริ้วสายของไทรหวิวไหวไปมา ในดวงตานั้นสะท้อนเงาไหวของสายน้ำขรึมสงบสำรวม ขลานึกถึงการเดินทางของเจ้ากระต่ายหนุ่ม เอ็ดเวิร์ด ทูเลน หากเธอสามารถหรือมีโอกาสเป็นได้เช่นนั้นก็คงดีไม่น้อย

คงจะดีไม่น้อยหากเธอได้นั่งมองดาวและเรียนรู้ชื่อเรียกไปพร้อมกับลอว์เรนซ์และคุณนายเนลลลี ฟังเธอเล่านิทานก่อนนอน และยามเย็นนั่งมองคุณนายทำขนมปัง เจ้าหมาลูซีวิ่งวนไปมารอบบ้านส่งเสียงรื่นเริง บูลนั่งอยู่ตรงระเบียงด้านหน้าโดยไม่ต้องออกเดินทางพเนจรไปแห่งหนใด ไม่ต้องเจ็บปวดใจเมื่อต้องโดนไล่ออกจากโบกี่รถไฟ เสียงเพลงของบูลทำให้ไบรซ์คลายเหงาเมื่อเขากำลังคิดถึงน้องสาว ซาราห์รูธกอดเจ้าแจงเกิ้ลสแนบแน่นในทรวงอก คือภาพฝันในห้วงคำนึงของไบรซ์

ทำไมนะ? เธอคิด ทำไมคนเราถึงมีในสิ่งที่อีกคนขาด ทำไมแต่ละคนจึงได้ขาดแคลนในสิ่งที่คนอื่นมี หากพวกเขาได้มาเจอกัน ได้อยู่ร่วมกัน แบ่งปันในสิ่งที่เขาแต่ละคนต่างมี อาทรต่อกัน ความทุกข์บนโลกคงน้อยลง ลอว์เรนซ์และคุณนายเนลลีคงไม่เศร้าสร้อยที่ลูกของตนไม่อยู่บ้านเพราะมีไบรซ์ค่อยดูแลและคลายเหงา และทั้งหมดนั่งมองดูดาวยามราตรีโดยมีเสียงเพลงของบูลขับขาน ความสุขถูกนำมาเชื่อมต่อด้วยสายใยรัก

มันคงดี – ขลาคิดและยิ้มในใจ

ขลานึกถึงนิทานของเจ้าหญิงเลอโฉมผู้ไม่มีความรัก ผู้ถูกแม่มดในป่าสาปให้เธอกลายเป็นหมู นิทานเรื่องนี้จบโดยไม่มีความสุข เพราะเจ้าหญิงไม่มีความรัก โลกนี้จะเป็นยังไงนะถ้าไม่มีความรัก ไม่มีความห่วงใย มนุษย์ควรถูกลงโทษให้ต้องพลัดพรากจากสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นค่าเสียบ้าง เพื่อที่เขาจะได้เรียนรู้ถึงความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของความรัก ความห่วงหาอาทรต่อกันและกัน เหมือนตอนจบของเรื่องราวเจ้ากระต่ายน้อยเอ็ดเวิร์ด

เมื่อเอ็ดเวิร์ดเข้าใจและศรัทธาในความรักแล้ว สายใยของความรักจะนำพาสิ่งที่ได้พลัดพรากจากไปแสนนานกลับมาหามันอีกครั้ง เมื่อเอ็ดเวิร์ได้พบอะบีลีน เจ้าของคนแรกของมัน เป็นการจบเรื่องราวที่มีความสุข

“คิดอะไรอยู่?” เสียงของนาคิมปลุกขลาให้ตื่นจากห้วงคิด

“ขลารักพี่ค่ะ” เธอตอบและซ้อนยิ้มในแววตา

นาคิมประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มรับรักจากน้องสาว ขลาหยิบดอกไม้ที่หล่นอยู่บนพื้น ปัดดินที่เกาะอยู่ตามกลีบอย่างถนอมอ่อนโยน “อะ.. ให้” พร้อมยื่นออกไปให้พี่ชาย

เธอรักพี่ชาย เธอมีความรักให้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ธรรมชาติที่โอบกอดรอบรายตัว – ความรักทำให้ตอนจบของเรื่องมีความสุข – เธอคิดเช่นนั้นขณะที่นาคิมเอื่อมมือมาหยิบดอกไม้จากมือของเธอ และส่งยิ้ม

ขลานั่งตากลม ตาก ลม โชยอ่อนจนถึงเวลาที่สุริยาอัสดงลงลับชายขอบของเส้นตัดท้องฟ้า

ขลานาคิม (๑) : ขนนกกับดอกหญ้า

ตุลาคม 11, 2007

ขลายิ้มจนดวงตาแทบปิดสนิท แก้มของเธอปริความสุขอย่างเห็นได้ ลมโชยเบาๆหอบเอาความเย็นของสายน้ำผ่านเข้ามาทักทายเด็กทั้งสอง ขนนกบางเบาลอยไหวมาตามลม ติดที่ชายผมของขลา นาคิมมองที่เรือนผมของขลา มือน้อยๆค่อยๆหยิบขนนกนั้นอย่างถนอม ขณะที่มองหน้าขลา นาคิมมีความรู้สึกเหมือนส่องกระจกมองตัวเอง หากแต่เป็นเงาสะท้อนที่อ่อนโยน

“อะไร??” ขลาถาม
“ขนนก” นาคิมตอบมือข้างที่ถือขนนกยกขึ้นเพื่อให้เห็น

“นกอะไร??” เด็กหญิงถามต่อ
“ไม่รู้สิ??..แต่เป็นขนนกแน่ๆ” นาคิมเพ่งมองขนนกในมือ ทำสีหน้าครุ่นคิด

“โกลด์มุนด์.. ”

“หือ..อะไรนะขลา”
“ใช่แล้วขลานึกถึงโกลด์มุนด์”

เด็กหญิงหยิบหนังสือข้างกายขึ้น นิ้วเล็กน่าชังชี้ไปที่ใบหน้าคนในหนังสือ เป็นใบหน้าของชายหนุ่มรูปงามในดวงตาเป็นสีฟ้าสดใสหากแต่เมื่อรวมกับองค์ประกอบอื่นในใบหน้ากลับมองดูเศร้าซึม

“หนังสือของพ่อนี่” นาคิมเอ่ย
“ขลาหยิบมาอ่านเมื่อเช้า … แต่ยังอ่านไม่จบหรอก นาคิมอ่านแล้วสิ”

นาคิมมองหนังสือไม่พูดอะไรต่อ สักครู่จึงเบือนหน้าออกไปข้างนอกเป่าลมหายใจใส่ขนนกในมือ ขนนกเป็นอิสระในทันที มันลอยไปตามสายลมด้านนอก สายตาของเด็กหนุ่มจับไปที่อาการของขนนกตลอดเวลาที่ยังอยู่ในระยะที่มองเห็น

‘ขลาคงหมายถึงชีวิตของโกลด์มุนด์ล่องลอยไปเหมือนขนนกที่ต้องลม’

นาคิมคิดขณะเป่าลมออกจากปาก ส่งให้ขนนกลอยไปไกลออกไปกว่าเก่า แต่สายลมตีม้วนเข้ามาภายในเรือนไม้อีกหน ขนนกปลิววนอยู่ตรงเด็กหนุ่มไม่ไปไหน ลอยอย่างเชื่องช้าตามแต่มวลลมจะหนุนพาไป โกลด์มุนด์ก็เป็นเช่นนั้น เป็นเหมือนขนนก

ชีวิตตัวละครตัวนี้เป็นเหมือนขนนกที่เดินทางไปอย่างไร้ความหมาย ไร้จุดหมาย เพียงอาศัยเรี่ยวแรงของธรรมชาติผลักดัน ทั้งพลังธรรมชาติภายในตัวเองและการเคลื่อนไหวของสภาวะธรรมชาติภายนอก เหมือนกันคนที่เพิ่งโดนปลุกขึ้นมาจากการหลับฝัน

ด้วยเพราะเดิมทีนั้น โกลด์มุนด์นั้นเป็นเหมือนผู้คนที่หลับไหลอยู่ภายใต้เปลือก เปลือกที่ผู้เป็นพ่อได้ห่อหุ้มความคิดในการใช้ชีวิตแก่โกลด์มุนด์ เขาเดินเข้าสู่เส้นทางของนักบวช เหล่าผู้ปฏิบัติพร้อมสำหรับการรับใช้พระผู้เป็นเจ้า ด้วยเปลือกที่ผู้เป็นพ่อสร้างขึ้น

คิดถึงตอนนี้นาคิมรู้สึกเห็นใจโกลด์มุนด์ไม่น้อยเหมือนกัน เด็กๆมักโดนสร้างเปลือกบางๆห่อหุ้มความคิดจินตนาการอยู่เสมอ พวกเขา(ผู้ใหญ่)จับเด็กๆแต่งตัวแต่งหน้าทาสีต่างๆด้วยความพึงพอใจราวกับกำลังสนุกสนานกับของเล่นที่เติบโตได้ นาคิมคิดว่าคงมีแต่ลูกของมนุษย์เท่านั้นที่ถูกกระทำแบบนี้ การปรุงแต่ง การแต่งแต้มประดับประดาอันเกินสาระของการมีชีวิต

ครั้งหนึ่งนาคิมเคยเฝ้ามองแม่ไก่สอนลูกเจี๊ยบจิกกินหาอาหารพวกมันสอนลูกน้อยเพียงเท่านั้น สอนการหาอาหารและการทำร่างกายให้สะอาดหาที่หลับนอนที่ปลอดภัย พวกมันสอนลูกๆเพียงเท่านั้นจริงๆ แน่ละคนเรา มนุษย์เราต้องการมากกว่าอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต การยอมรับ ความโดดเด่น ชัยชนะ เหล่านี้ล้วนเป็นความกระหายที่มนุษย์ต้องการ และสร้างปัญหาไม่น้อยในการจัดการความกระหายที่มากเกินพอดี

ความกระหายหิวทำให้เรารู้ว่าร่างกายต้องการอาหาร แต่หากเราไม่สามารถความคุมความกระหายนั้นได้ ปัญหาก็จะตามมาภายหลัง เด็กมักเป็นภาพจำลองความกระหายที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้นเสมอ

ความคิดของนาคิมหนักอึ้งขึ้น สีหน้าและแววตาหม่นหมอง เขาหันไปมองขลาที่นั่งสงบอยู่ข้างกาย ยื่นมือออกจับกุมไปที่ขาข้างหนึ่งของขลา อย่างถนอมและอ่อนโยน ขาทั้งสองข้างของขลาลีบแห้งไร้กล้ามเนื้อ ความผิดพลาดของร่างกายคือเปลือกชั้นแรกที่ยึดอิสระภาพของผู้คนจากความสะดวกสบายอันเป็นธรรมดาพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี เรือนไม้หลังนี้ก็เหมือนเปลือกอีกชั้นหนึ่ง เปลือกที่ห่อหุ้มขลาไว้กับโลกภายนอก

“ขลาอยากออกไปข้างนอกบ้างรึเปล่า…ขลาอยากเป็นเหมือนขนนกรึเปล่า” นาคิมพูดแผ่วเบา เสียงของเด็กหนุ่มเครือสั่น
“นาคิมไม่ไหวหรอก นาคิมต้องทำงานทุกวัน ไหนจะต้องเรียน ขลาไม่อยากให้นาคิมลำบาก”

ขลามองหน้าของนาคิม เธอมีรอยยิ้มบนใบหน้าเสมอ เด็กหญิงเพียงกุมมือนาคิมแบบหลวมๆ ส่งความอบอุ่นผ่านช่องว่างนั้น นาคิมยิ้มตอบ

“นาคิม.. ขลาอยากเป็นเหมือนดอกหญ้ามากกว่า” ขลายิ้มขณะพูดต่อ

เมื่อขลาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ถึงตอนนั้นขลารู้สึกเหมือนตัวเองได้เดินทางไปยังที่แปลกใหม่ ที่ซึ่งแม้แต่พาหนะใดในโลกก็ไม่อาจนำไปถึงได้ คงมีแต่หนังสือเท่านั้นที่ให้ขลาได้อาศัยเดินทางไปยังที่ต่างๆ เมื่อเดินทางได้ระยะหนึ่งจึงพบว่าตัวเองได้เป็นคล้ายดั่งดอกหญ้าที่พบเจอผืนดินอันอุดม ได้ชุบเลี้ยงจิตใจให้เติบโตขึ้นเป็นต้นหญ้าอ่อนไหว ได้งดงามสดใสอีกครา

นาคิมนิ่งฟังน้องสาว ดวงตามีประกาย

“นาคิม.. ทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือจบคล้ายกับว่าเราได้เติบใหญ่พร้อมจะผลิดอกหญ้ารวงใหม่เสมอ” ขลานิ่งสักครู่จึงกล่าวต่อ

“เมื่อขลาหยิบหนึ่งสือเล่มใหม่อีกเล่มขึ้นอ่าน เมื่อนั้นขลาก็เหมือนกับดอกหญ้าที่ต้องลม และพร้อมจะเดินทางครั้งใหม่อีกหน”

“นาคิม.. ขลาอยากเดินทางต่อ พี่ช่วยขลาได้มั้ย”

ขลาพูดขณะที่มือหนึ่งหยิบหนังสือขึ้นส่งให้กับผู้เป็นพี่ชาย นาคิมรับหนังสือมาคลี่ออกตรงที่มีที่คั่นหนังสือพอดี นาคิมค่อยๆอ่านอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวล ขลาหลับตาลงหลังเอนพักตรงข้างเสาเรือน รอยยิ้มที่มุมปากสดใสคล้ายกำลังรื่นรมณ์ไปกับการเดินทางครั้งใหม่

ขลานาคิม (๐) : ถึงบ้าน

กันยายน 1, 2007

เมื่อพระอาทิตย์คล้อยตัวอัสดง ลำแดดยามเย็นมักมีสีแดงอบอุ่น เด็กหนุ่มผู้หนึ่งเคลื่อนตัวผ่านทางเดินกรวดแคบๆ สองข้างระหว่างทางเดินขนาบไปด้วยความเขียวของทิวต้นไทรขนาดแคระ ตลอดแนวเห็นเพียงเงาไม้และกิ่งแห้ง มีเพียงหลังคาเรือนโผล่พ้นเป็นไรๆ

เด็กหนุ่มสืบเท้าอย่างเร่งรีบ วกเลี้ยวตามเส้นทางอย่างคล่องแคล่ว ราวกับว่าสามารถหลับตาเดินได้ พ้นแนวไม้จึงพบเห็นเรือนหลังเล็ก ปลูกด้วยไม้ทั้งหลังยกพื้นไม่สูงมากนัก มองรอดออกไปตามช่องใต้ถุนพบว่าเป็นเรือนไม้ปลูกริมแม่น้ำ

ผิวน้ำสะท้อนเงาแดดเป็นประกายระยับจนเด็กหนุ่มต้องหรี่ตา ชานไม้ที่ยื่นออกไปติดริมน้ำยามนี้พบเห็นเด็กหญิงตัวเล็ก เธอพักร่างที่เสาเรือนในตำแหน่งที่เปลี่ยนระดับระหว่างพื้นเรือนกับพื้นชานที่ยื่นออกไปนอกชายคา ถัดจากร่างนั้นมีหนังสือสามสี่เล่มข้างกาย

“ขลา…” เด็กหนุ่มร้องทัก ผู้เป็นเจ้าของนามผละความสนใจจากหนังสือในมือ ยิ้มของเธอสะท้อนในแววตาเด็กหนุ่ม เธอไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวอันใด เพียงยิ้มและสงบร่างอยู่เพียงเท่านั้น จนเมื่อเด็กหนุ่มขึ้นเรือนข้าวของที่พกติดตัวมาถูกวางทิ้งไว้ที่พื้น จากนั้นจึงสืบเท้ามาหาเด็กหญิง

“วันนี้มาเร็วจัง” ผู้เป็นเจ้าของเรือนกล่าวอย่างช้า และชัดเจน
“อืมม์”เด็กหนุ่มตอบขณะทิ้งตัวลงด้านข้าง

ทั้งคู่มองออกไปด้านนอก ในขณะที่พระอาทิตย์กำลังลับแสงหายไปกับขอบภูเขาเบื้องหน้า ถัดจากแม่น้ำเป็นป่าครึ้ม และทิวเขาสลับแนวกันไป ที่ปลายสุดสายตาพบเห็นเหล่านกตัวเล็กบินเกาะกลุ่มเป็นฝูง พวกมันกำลังกลับบ้าน