Archive for the ‘เรื่องสั้น’ Category

ณ รัก (๕) : กอด

ธันวาคม 17, 2011

 

DSC_4260

คืนหนาว

เขาและเธอเดินเคียงข้างกัน มือโอบกอดไหล่และเอว เสื้อหนาป้องกันความหนาว แต่หัวใจที่อยู่ใกล้ชิดเป็นแหล่งผลิตความอบอุ่น

ชีวิตคือความเคลื่อนไหวและหยุดนิ่งสลับกันไป ชายอีกคนนั่งลงบนทางเท้า เข่าสองข้างชันขึ้นชิดหน้าอก พื้นหินเย็บเฉียบเปรียบประหนึ่งน้ำแข็งหนึ่งก้อนที่รองรับตูดของเขา

เขารู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่บั้นท้าย ในขณะเดียวนั้น เขาชายตามองคนมากมายที่เคลื่อนย้ายไปมาภายใต้แสงวาววับของดารา และ อภิมหานีออนดวงโตที่ยืนโก้อยู่ตรงกลางลานหินสีดำ

ชายคนหนึ่งโวยวาย หญิงอีกคนร้องให้ ใครอีกหลายคนยืนมอง บ้างเดินผ่าน บ้างสำราญ บ้างยื่งนิ่งนานอยู่กับสิ่งของตรงหน้า เขาจอดสายตาตนเองที่ชายและหญิงคู่นั้น เอียงคอเล็กน้อยเพื่อให้มองผ่านชายอีกคนที่ยืนสนทนากับขากางเกง เขาเห็นเธอเต็มสองตา

เธอยื่นมือออกไปข้างหน้า เรียกหาความอบอุ่น ชายคนนั้นยืนนิ่ง เขาค่อยๆถอยห่างจากเธอ ในขณะที่ปากของเขาขยับขึ้นลงไม่เป็นจังหวะ เธอก็เช่นกัน แตกต่างที่น้ำตาของเธออาบชุ่มเต็มสองแก้มแล้ว

เขาหรี่ตามอง แต่มองไม่ชัด มือสองข้างวางลงบนพื้น ความเย็นส่งผ่านฝ่ามือ ทุกอย่างรอบกายของเขาเงียบงัน เขาเอียงคอเล็กน้อยเพื่อให้แน่ใจว่ารองเท้าที่ใส่มายังอยู่ครบ ข้างซ้าย ข้างขวา อันขวาหายไป เขาไม่ตกใจ เพราะมันไม่เหมือนกับข้างซ้าย เขาว่าข้างซ้ายใส่สบาย จะไปหาแบบข้างซ้ายมาใส่อีกแทนข้างขวา ข้างขวาหายไปแล้ว มันหายไปตอนไหนไม่ทราบ เขาเกาหัวคิด เขาไม่ได้คันหัว แต่เขาเกาหัว เวลาเกาหัวเขาใช้ความคิด ความคิดเขาดังอยู่ภายใน ไม่มีใครได้ยินนอกจากตัวเขา เขาก็ไม่เคยได้ยินความคิดใคร ไม่เคยได้ยินเสียงใคร และไม่เคยมีใครมีโอกาสได้ยินเสียงของเขา

รองเท้าข้างขวาหายไปแล้ว มันใส่ไม่สบาย แต่มันก็อุ่นเท้าดี เขาคิดได้ตรงนี้เขาก็เริ่มเสียใจ ข้างซ้ายมันก็คงเหงา เวลามันหนาว เขาจะเอาเจ้าข้างขวาโอบกอด มันก็จะอุ่นขึ้นมาทันที เขามองเจ้าข้างซ้ายแล้วบอกกับมันว่า

“แอะ แอ๊อ แอ่”

เจ้าข้างซ้ายไม่ตอบ เขาจึงต่อว่ามัน “แอ แอ้ แอ๊ แอะ แอะ แอ๊ะ!” มันก็ยังนิ่งเฉย เขาโกรธ เอื่อมมือไปจับมันขึ้นมา จ้องมองมัน ตาของเขาโตขึ้น ถอนหายใจหนักหน่วง ทั่วกายเขาร้อน อากาศรอบๆดูคล้ายอึดอัด เจ้าข้างซ้ายมันไม่ใยดีเจ้าข้างขวา เขาขว้างมันทิ้งลงพื้นตรงหน้า เอามือทั้งสองกอดอกตัวเอง ฝ่าเท้าสองข้างยกขึ้นให้พ้นจากพื้นหิน ความเย็นที่ผิวเหมือนคมมีด มันกรีดเนื้อจนเขาเริ่มรู้สึกชา จากนั้นความรู้สึกถึงการดำรงอยู่ก็หายไป เขาเงยหน้า

เธอร้องให้ตรงม้านั่งยาว ตัวเธอสั่น มือทั้งสองข้างปิดใบหน้า ชายที่มาด้วยยืนกอดอกตัวเองอยู่ไม่ห่างกันนัก  เขาเอียงคอและยืดเท้าทั้งสองข้างออก มือยันกายขึ้น ผ้าห่มผืนน้อยหล่นลงพื้น พอเขายืดตัวเต็มที่ เขาจึงก้มหยิบมันขึ้นมา เขาหันไปมองเจ้าข้างซ้าย เกร็งตาพูดกับมัน

“แอะ”

เจ้าข้างซ้ายไม่ตอบ เขาย่นหน้า ก้าวเท้าออกไป พื้นเหมือนประพรมไปด้วยเข็ม แหลมเล็ก ละเอียด มือสองข้างเขาถูกไปมา มันชาเย็นและเริ่มมีความอุ่นขึ้นเล็กน้อย เขาเดินมาถึงเธอ มือทั้งสองเขากางออก โน้มตัวไปข้างหน้า เขากอดเธอแล้ว ทุกสิ่งรอบกายเงียบงัน เขาสัมผัสถึงการหายใจและการสั่นเต้นจากภายใน เธอค่อยๆลดมือลง เขากอดเธอแน่น เธอขยับร่าง และร่างของเขาถูกกระชาก มือของเขาหลุดออกจากกัน ลมสัมผัสใบหูแต่เขาไม่ได้ยิน แสงไฟวิ่งเป็นเส้นโค้ง เขาเห็นปลายเท้าตัวเองลอยอยู่ตรงหน้า และจากนั้นเป็นมือที่กุมแน่นของใครบางคนลอยตามติดมา

‘อึก!’ เสียงแน่นทึบอึงอวลอยู่ในหัวของเขา ไฟฟ้าดับทั้งเมือง เขาลอยอยู่กลางอากาศ สัมผัสความเย็น และ ความเจ็บปวดก็ตามมาหลังจากนั้น เขาสบัดหน้า มือข้างหนึ่งทาบไปบนพื้น แน่นและเย็นเหมือนเก่า ใบหน้าทาบอยู่กับพื้นเช่นกัน เมื่อเปลือกตาเขาทำงานอีกครั้ง เขาจึงรู้ว่าการไฟฟ้ายังทำงานปกติ ภาพแรกที่พบคือ

เจ้าข้างซ้ายมองเขานิ่ง เขาขมวดคิ้ว คำรามในคอ ยันกายขึ้น ทุกสิ่งรอบกายเงียบ เขาหันไปมองเธอ  ร่างของเธอสั่นสะท้าน ชายคนนั้นกอดเธอแน่น ดวงตาคู่โตนั้นจับจ้องมาที่เขา และคนอื่นๆยืนมองเขา ทุกอย่างเงียบงัน แต่ทุกคนเคลื่อนไหวปลายลิ้น เขาเห็นชายชรากอดเด็กหญิงตัวเล็ก เด็กผู้ชายกอดขาชายชราอีกคน หญิงแม่ค้าเดินกลับไปที่แผงขายของ ชายหญิงหลายคู่จับมือกันแน่น บางคนกอดอกตัวเองยืนตรงมองคนอื่นๆ เขาเอียงคอก้มลงหยิบเจ้าข้างซ้าย เขาเจ็บที่เข่า มันเกิดขึ้นเพราะพื้นแข็งและเย็น  เขาจับเจ้าข้างซ้ายฟาดไปที่พื้น ทำโทษมันเล็กน้อย เขายิ้ม หรี่ตาคำรามในคอ เขาได้ยินเสียงหัวเราะของตนเอง

เขาจะต้องไปตามหาเจ้าข้างขวา “เอะ แอะ แอ๊ะ” เขาถามเจ้าข้างซ้าย เจ้าข้างซ้ายในมือขยับหัวมันเล็กน้อย เขายิ้มและค่อยๆเดินต่อ พื้นเย็นและแข็ง เขารู้สึกได้ว่าขาเขาเจ็บ 

ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบงัน

 

Advertisements

คืนข้ามปี : นับถอยหลัง ๒๕๕๔

ธันวาคม 31, 2010

 

เรื่องสั้นต่อไปนี้เขียนจากจินตนาการ ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรื่องราวแท้จริงในโลกใบนี้

53-12-25

สมุดบันทึกของเขาขาดการบันทึกไปครึ่งเล่ม ผมอ่านทวนซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่อาจหลบซ่อนไว้โดยการมองข้ามและละเลยของสายตาย่ำแย่คู่หนึ่งของผมเอง

มันจบลงตรงความคิดท้อแท้และเลิกหวังกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจต้านทาน สายพานเครื่องจักรกลคำรามกระหึ่มพร้อมที่จะเข้าทำงานในพื้นที่โล่งสุดท้ายของเมือง ภายใต้ความคิดที่ว่า

‘อย่าปล่อยให้มีพื้นที่ว่างด้อยพัฒนา’

คำขวัญเมืองที่ฟังดูเหมือนพัฒนาก้าวหน้าดีแท้ แต่สุดท้ายมันก็แค่เป็นนโยบายหลอกทำลายพื้นที่ว่างอย่างแยบยลโดยเอาผลประโยชน์เล็กน้อยมากองตรงหน้าผู้คน เขาคนหนึ่งละที่ไม่ยอม จะว่าไปแล้ว เขาไม่ยอมเพราะเหตุผลบางประการ เรื่องราวมันเกิดขึ้นนานมากแล้ว

– – –

ในห้องเรียนประถมแห่งหนึ่ง เสียงหัวเราะของชายหนุ่มแหบแห้งและแล้งน้ำใจจนน่าอาเจียน “เธอคิดได้ยังไง?หือ” เขาหัวเราะและตอกย้ำหลักคิดของเขาด้วยคำพูด ต่อหน้าเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ผอมบางคนหนึ่ง นี่อาจเป็นเหตุให้เกิดการฆาตกรรมได้ หากสิ่งที่ถือในมือของเด็กชายขณะนั้นคือปืนกระบอกหนึ่งแทนที่จะเป็นพู่กันและจานสี

เด็กทุกคนในห้องหัวเราะจากชายคนนั้นอย่างที่ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าเรื่องราวที่ชายคนนั้นหัวเราะคืออะไร พวกเขาหัวเราะตามๆ กันมาเหมือนละครทีวีที่มีเสียงคนหัวเราซ้อนในนั้น มันเป็นตลกฝืดที่ต้องใช้ตัวช่วย และแน่นอน เด็กชายคนนั้นไม่ได้ตลกไปกับมุขของชายผู้นี้ ผมก็เช่นกัน ผมยืนอยู่ตรงโต๊ะข้างๆ เยื้องถอยหลังเพียงแถวเดียว เห็นรูปภาพที่เด็กชายเขียนและรู้สึกขนลุกไปทั้งกาย และสะท้านใจที่เห็นผลตอบแทนที่ทุกคนมอบให้

ภาพที่ผมเห็นคือภาพของเมืองๆ หนึ่ง ภาพที่นึกไม่ออกว่าเมืองเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ในโลกเรา สิ่งต่างๆแออัดยัดเยียดเสียดแทงท้องฟ้าจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างในอากาศไว้แขวนดวงดาวและจันทรา ดวงไฟมากมายเข้ามาทดแทนพื้นที่อันหายไป ใครจะรู้ได้ละว่า เราจะต้องแหงนมองฟ้าข้างบนแล้วเห็นแสงไฟประดิษฐ์มากมายมาทดแทนแสงของดวงดาว ทว่าในภาพที่ห่มคลุมด้วยเมืองกลับมีต้นไม้และดอกไม้ผลิบานแซมอาคารเหล่านั้นเป็นสีสันหลากหลายออกไป

“ครูไม่รู้หรอกนะว่าเธอคิดอะไรอยู่ แต่ครูคิดว่าบ้านเมืองของเรามันไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้นหรอก นี่มันฝันร้าย ครูอยากให้เธอตื่นได้แล้ว ครูให้เธอเขียนภาพธรรมชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตอนนี้ เธอเห็นว่าบ้านเมืองของเรามันจะเป็นไปได้อย่างนั้นเหรอ ครูว่าไม่มีทาง”

ครูตบบ่าเบาๆเหมือนปลอบใจ หรืออาจมีคำพูดบางอย่างยัดใส่ลงไปบนบ่า หากแปรเป็นคำพูดได้ ครูคงต้องการบอกว่า “อย่าคิดมาก มันไม่มีทางเป็นไปได้ เด็กน้อย” ผมมองสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ ภาพนั้นถูกเก็บเข้ากระเป๋าของเด็กชายอย่างเงียบๆ ไม่มีใครพูดถึงภาพที่เกิดขึ้นวันนี้อีกเลย ราวกับว่ามันไม่เคยมีตัวตน

– – –

ผมเปิดย้อนกลับไปหน้าแรกๆ และรู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่ซุกซ่อนไว้ในสมุด เปิดไปจนถึงปกหน้าเห็นแผ่นกระดาษพับไว้สอดอยู่ใต้ซองปกหนัง ผมหยิบออกมากางออก สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือภาพของอดีต สิ่งที่ไม่มีคนใส่ใจเมื่ออดีต ภาพตึกสูงที่เมื่อผมกวาดตามองออกไนอกหน้าต่างขณะนี้แทบไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่บันทึกไว้ด้วยจินตนาการ เสียงเครื่องจักรยิ่งย้ำเตือนถึงความเป็นจริง

‘ภาพของธรรมชาติ’ สิ่งที่ผู้ใหญ่สอนให้เด็กๆอย่างเราวาดเขียน แต่พวกเขาทำลายมันเสียเอง โครงการใหญ่ๆเกิดขึ้นทุกวัน สร้างลุกล้ำเขตแดนของพื้นที่ส่วนรวมเข้าไปทุกขณะ แรกเริ่มมันถูกเขียนป้ายปักไว้เป็นคำว่าพื้นที่สาธารณะ แต่พอเวลาผ่านไปไม่นาน ใครหลายคนก็เข้ามาใช้มันอย่างจับจองเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และสุดท้ายมีการจัดสรรค์ปันส่วนกันไป ใครมีทุนมากก็ได้รับสิทธิ์นั้นไปอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงจ่ายให้ครบกันถ้วนหน้าเพื่อให้ทุกคนมีความรู้สึกว่า ไม่มีใครเสียเปรียบ แล้วเราก็อยู่ร่วมกันได้

แม้สิทธิ์ในพื้นที่ว่างนั้น ควรจะเป็นของทุกคน ตลอดไป ถ้าครูคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ผมอยากฟังเสียงหัวเราะของเขา มันคงไพเราะจับใจและสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก เด็กน้อยวันนั้นตอนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีอะไรคงทนถาวร สิ่งที่เราเห็นว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นหรือเป็นไปได้ มันก็เป็นไปแล้วเช่นกัน

– – –

เขาหายไปหลายปี ผมไม่ทราบว่าเขาหายไปอยู่ไหน ทำอะไร หรือเขายอมแพ้ต่อความคิดของตนเองไปแล้ว ไม่มีการติดต่อหากันเลยหลังจากวันที่เขียนบันทึกครั้งสุดท้าย พื้นที่ว่างในเมืองถูกกลืนกินลงไปทีละเล็กละน้อย เขาสู้มันทุกวิธีที่พอจะทำได้ แต่เขาก็ต้องพ้ายแพ้ เขาถูกหักหลังและหัวเราะกับการต่อสู้ ก็อย่างที่ผมบอกละ เมื่อทุกคนได้รับในสิ่งที่เราๆเรียกกันว่าผลประโยชน์ พวกเขาจะไม่รู้สึกถึงการเอาเปรียบ พวกเขาหยุดและหันกลับมามองเพื่อนที่เดินมาด้วยกันว่าเป็นตัวปัญหา บาดแผลครั้งนั้นผมคิดว่ามันต้องใช้เวลาเยียวยามากอยู่เหมือนกัน

ผมถือภาพในอดีตไว้ในมือ มองออกไปนอกหน้าต่างในคืนที่เวลาของการสิ้นสุดปีกำลังจะมาถึง เวลาเหลือไม่กี่นาทีเท่านั้นก่อนที่งานรื่นเริ่งต่างๆจะเริ่มต้น พื้นที่ว่างสุดท้ายนิ่งเงียบรอเวลาเข้าจัดการ แสงไฟกระพริบของเมืองและเสียงดังสนั่นของเครื่องเล่นดนตรีกลบเสียงร้ำไห้ของพื้นสนามหญ้า เด็กๆต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าไปเล่นในพื้นที่ๆพวกเขาได้จัดไว้ให้ มันเป็นการดีอย่างหนึ่งที่พวกเขาใช้ควบคุมความคิดคน เหมือนการเพาะเลี้ยงต้นไม้ให้เติบโตในขวดแก้ว คุณกำหนดได้ว่ามันจะโตได้แค่ไหน และออกดอกผลสีอะไร รสชาติเป็นอย่างไรคุณสามารถปรุงแต่งมันได้ตามใจชอบ นี่คือสิ่งที่เรากำลังจะใช้คำว่าธรรมชาติเรียกมัน

– – –

เหลือเวลาอีกไม่มาก ผมคิดไม่ออกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา เฝ้ามองออกไปนอกหน้าต่าง มองสิ่งว่างเปล่าสุดท้ายของเมืองที่กำลับจะถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่อย่างอื่นนอกจากความว่างเปล่าภายใต้แนวคิดที่ว่า ‘อย่าปล่อยให้มีพื้นที่ว่างด้อยพัฒนา’

ความว่างเปล่าดูเหมือนว่าจะเป็นอันตรายเหลือเกินสำหรับการพัฒนา คนในเมืองนี้ทำงานกันจนแทบไม่มีเวลาหยุดพัก แม้แต่เวลาพักตามสรรพนามที่เขาใช้เรียกกัน แท้จริงแล้ว เราไม่เคยได้ใช้เวลาเหล่านั้นหยุดพักกันเลย เรามีกิจกรรมที่เคลื่อนไหวและไร้ห้วงแห่งการเว้นวรรคสติ ความคิด และไตร่ตรอง เราต่อแถวไปกับกระบวนการขับเคลื่อนของสังคมไปอย่างไม่หยุดยั้ง คำว่า’สงบ’ ถูกเขียนไว้ในหนังสือหลายเล่ม ทุกคนได้อ่าน แต่ไม่เคยมีใครได้หยิบมันขึ้นมาใช้อย่างจริงจัง หัวใจคนไม่เคยว่าง เหมือนเมืองที่เห็นอยู่ข้างล่าง

ผมเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง คงมีพวกคนงานเริ่มเข้ามาจัดการทำอะไรในพื้นที่ว่างนั้นแล้ว ผมมองเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ ที่ค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้น และเริ่มผิดสังเกตบางสิ่งบางอย่าง ผมไม่แน่ใจว่าสายตาของผมย่ำแย่ถึงเพียงไหน แต่ภาพที่ผมเห็นคือ สิ่งที่เคลื่อนไหวและค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้นในเบื้องล่างนั้นล้วนเป็นเด็กตัวเล็กๆทั้งสิ้น ผมผละกหน้าต่างทันที ลงจากตึกและวิ่งไปยังที่ว่างตรงนั้น

ภาพที่เห็นคือเด็กตัวเล็กมากมายจากไหนไม่ทราบออกันเข้ามาในลานโล่งตรงหน้าเต็มไปหมด เด็กๆถือดอกไม้ ต้นไม้ และเครื่องมือปลูกต้นไม้ต่างๆถูกทยอยนำเข้ามา เด็กผู้ชายคนหนึ่งร้องตะโกนว่า “เอ้า! เร็วหน่อย เวลาเหลือไม่มากแล้ว” จากนั้นพวกเขาก็ลงมือขุดดินและปลูกต้นไม้ดอกไม้ที่เขาเตรียมมา เครื่องจักรนิ่งสงบราวกับว่าไม่สนใจใยดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วผมก็เห็นเขา

– – –

เขายืนอยู่ตรงนั้น ผมรีบวิ่งเข้าไปหาเขา ถามเขาว่าเขาไปนำเด็กๆพวกนี้มากจากไหน และผมเห็นเด็กคนหนึ่งคุ้นหน้าคุ้นตามาก เด็กคนนั้นเป็นลูกรัฐมนตรีท่านหนึ่งในคณะรัฐบาล เขายิ้มและบอกว่าผมมองไม่ผิดหรอก สายตาผมไม่ได้แย่ขนาดนั้น ผมเขาถามต่อว่า คุณกำลังคิดทำอะไรกันแน่ เขาตอบแบบยิ้มๆ เขาคิดว่า นี่อาจพอช่วยต่อเวลาให้กับพื้นที่แห่งนี้ได้บ้าง พวกเขากำลังเล่นสนุก

มันเป็นเกมเล็กๆที่เขาลองจัดขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงของระบบเครื่อข่ายใยแก้ว ทำให้เขาสามารถรวบรวมสมาชิกที่เป็นเด็กได้มากมาย และทุกคนพร้อมที่จะปฏิบัติการจริง พวกเขาเบื่อที่จะต้องนั่งปลูกต้นไม้ในคอมพิวเตอร์แล้ว มันเหมือนกับคนโง่เซ่อบ้าที่นั่งคอยเฝ้าว่าเมื่อไหร่มันจะเจริญเติบโต ให้ตายเหอะ นี่สิของจริง ดินจริง ต้นไม้จริง เด็กๆอยากรู้ว่าถ้าเขาต้องปลูกและดูแลมันด้วยตัวของเขาเองจริงๆ ต้นไม่ดอกไม้ของใครจะเจริญงอกงามได้เร็วกว่ากัน

เราสอนให้เด็กอยากเอาชนะกันนัก เขาเลยเสนอผลประโยชน์ให้กับเด็กๆ และแน่นอน ผลประโยชน์ของเด็กย่อมไม่เหมือนกับนิยามตามที่ผู้ใหญ่ให้ความหมาย

ผมยืนมองเด็กๆมากมายตรงหน้าปลูกต้นไม้ดอกไม้ต้นแล้วต้นเล่าลงในพื้นดิน พวกเขารดน้ำต้นไม้และทุกคนถ่ายภาพเพื่อออนไลน์เข้าสู่ระบบ ระบบบันทึกภาพต้นไม้ดอกไม้และพื้นที่ว่าง ณ ตรงนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว ผมนึกไม่ออกเลยว่า จะมีคนอีกกี่ล้านคนเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ที่กำลังเจริญงอกงามอยู่ตรงนี้

และที่สำคัญ ผมนึกหน้าคนที่ต้องเข้าจัดการพื้นที่แห่งนี้อย่างไร จึงจะไม่เกิดผลสะท้านสะเทือนกับการเฝ้าจับตามองของคนหลายล้านคนที่รอคอยดูว่า ต้นไม้ของใครจะเจริญงอกงาม เพราะต้นไม้ และ ดอกไม้ทุกต้นได้เขียนชื่อผูกติดเอาไว้

ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนมองสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงหัวเราะเล็กดังขึ้น รอยยิ้มแย้มประดับบนรอยหน้าเด็กๆทุกคน แสงไฟจากมือถือส่องส่วางไปทั่วทั้งบริเวณ พวกเขาค่อยเริ่มนับถอยหลัง เขาก็เช่นกัน เขาชวนผมร่วมนับถอยหลังไปกับพวกเขาด้วย

ถอยไปสู่การเริ่มต้นใหม่ของชีวิต ชีวิตที่กำลังเจริญงอกงาม มิใช่การเจริญงอกงามอย่างขอไปที มิได้เป็นการเจริญงอกงามอย่างที่ต้องถูกควบคุม มิได้เป็นการเจริญงอกงามที่สูญเปล่า

เรากำลังจะนับถอยหลังไปสู่ ธรรมชาติที่แท้จริง ผมเริ่มนับตามพวกเขาอย่างใจจดจ่อ ในมือยังถือภาพของอดีตไว้อย่างทนุถนอม และหวังว่ามันจะเป็นภาพจริงได้ในอนาคต

สวัสดี – ปีใหม่

53-12-23

T-Toon : ฝน

สิงหาคม 16, 2010

DSC_4789

ปล. ช่วงนี้ฝนตกทุกวัน ดูแลสุขภาพตัวคุณและคนที่คุณรักดีๆนะครับ ^^

T-Toon : ผม

สิงหาคม 11, 2010

 

DSC_4736

DSC_4737

เรื่องสั้น : อัน – อา – เด๊ะ

มกราคม 8, 2010

DSC_0284

"แบมาเนบาตะแล?"

(อยู่ที่ไหน?)

วันที่เท่าไร ? คนอื่นล่ะ?

คำถามมากมายระดมถมทับภายในห้วงความนึกคิด ไม่ทราบได้ว่าเริ่มต้นตรงไหน หรือจบลง ณ ตำแหน่งใด มีเพียงช่องแสงเล็กๆขนาดเพียงพอที่ฝ่ามือฉันจะเอื้อมออกลอดผ่าน อยู่เบื้องหน้า ลมโชยพัดเบาบางจนเศษไม้เล็กๆที่เกี่ยวเกาะปลายโพลงสะดุ้งไหว พระจันทร์เต็มดวงลอยอวดแสงเรืองนวลอ่อนๆท่ามกลางท้องฟ้าดำมืด

เมฆหมอกลอยผ่านเลือนรางไปเชื่องช้า ฉันคิดว่าหากสามารถมองเห็นดวงจันทร์เปล่งแสงสาดส่ององค์เจดีย์ชเวดากองอันมียอดทองสุกปลั่งเหมือนเมื่อเทศกาลวันเพ็ญที่ผ่านมาก็คงจะดีไม่ใช่น้อย

(more…)

เรื่องสั้น คืนข้ามปี : สะพาน

มกราคม 1, 2010

บางครั้งเราเต็มใจเป็นสะพานให้ใครบางคนก้าวข้าม  แต่ห้วงยามแห่งการเสียสละ กับห้วงยามแห่งการพลัดพรากก็มักจะเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งนี้ เพราะสะพานย่อมมิใช่ที่อยู่ถาวรของผู้ใด

-เสกสรรค์ ประเสริรฐกุล / ผ่านพบไม่ผูกพัน-

IMG747 

จันทร์เต็มดวง

ผม –แน่นอน ในรอบหลายปีนี้ ถ้าไม่ทำงานก็คงหลบไม่พ้นการสุมหัวในวงเหล้า ก็ทำไมละ ใครๆก็เป็นอย่างนี้ เราต่างก็ไม่เหมือนกันหรอกเหรอะ ที่ต้องการความสนุกสนานเมามายมากไปกว่าจิตวิญญาณอันสูงส่ง เรื่องแบบนั้น เอาไว้เขียนเป็นตัวหนังสือให้ดูดีเหอะ ตอนนี้หากไม่สั่งเบียร์มาเพิ่มอีกขวด – ให้ตายเหอะ เอาผมไปทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยาได้เลย

(more…)