Archive for the ‘หนังสือหนังหา’ Category

หนังสือหนังหา (ทำมือ) : สายลมบรรเลงฯ – วิปลาสนาการ

มีนาคม 10, 2011

DSC_2782

“สายลมบรรเลงเพลง ใบไม้เริงระบำ”

ข้อความเรียบง่ายอันหลากหลายอารมณ์เล่มนี้จัดส่งถึงที่พักข้าพเจ้าเมื่อเช้าวันวาน เป็นบรรณาการน้ำใจจากญาติน้ำหมึกเมืองสองแคว วิปลาสนาการ

นับย้อนไปก่อนนั้นร่วมเดือนกว่า ข้าพเจ้าได้รับจดหมายอากาศค้างอยู่ในกล่อง (inbox) อยู่หลายวัน เปิดอ่านจึงรู้ว่า สหายท่านนี้เชิญและชวนให้ร่วมไม้ร่วมมือในการทำหนังสือเล่มหนึ่ง ข้าพเจ้าตบปากรับคำไปอย่างรวดเร็ว

แต่ในขณะที่ทำงานนั้น มันกลับไม่เร็วได้อย่างที่คิดนะสิ…

ด้วยเนื้อหาที่หลากหลาย แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งซึ่งคล้ายกันในงานเขียนทั้งหมดในเล่มนี้คือ ‘พื้นที่ว่างเปล่าอันวิกล’  เป็นอำนาจประหลาดเล็กๆหลังจากได้อ่านงานแต่ละชิ้นจบ ที่ตรึงข้าพเจ้าให้ทำงานแต่ละชิ้นออกมายากเย็นพอดู

ทัศนียภาพที่เกิดขึ้นในบทกวี ผู้คน พฤติกรรมต่างๆของเขาราวกับเกิดขึ้นในพื้นที่ทับซ้อนกันระหว่างความเป็นจริง และ เหนือจริง

DSC_2784 

นี่คือความพิเศษของการเขียนหนังสือ มนุษย์สามารถสร้างสิ่งต่างๆทั้งเคยเกิดเมื่อกาลอดีต และ สิ่งที่ยังไม่เคยมีเกิดขึ้นเลยในโลกนี้ ซึ่งอาจสามารถมีได้ในอนาคต  งานเขียนจึงเป็นเหมือนเครื่องเตือนสติ และเข็มทิศให้เราสามารถมองเข้าไปในอนาคตที่พร่ามัว

บ้านเก่า

อดีตขึงฉากฉายภาพตรงขอบฟ้าไกล

ในแสงสลัวก่อนฟ้าสาง

เด็กน้ำบนก้อนเมฆกำลังเริงระบำกับแมวขนปุย

ไก่โต้งโก่งคอขันน้อมรับอรุณแรกด้วยความเบิกบาน

ตะวันกลมๆ ลอยเคลื่อนสู่เวิ้งฟ้าสีเทา

ความสว่างค่อยค่อยทวีความเข้มทุกลมหายใจ

แซงแซวสะบัดปลายหางฉีกขาดเว้าลึกบนคาคบฉำฉา

ภาพวันวานพลันเลือนลางจางหาย

และยอมพ่ายแพ้ต่อแสงตะวันไปในที่สุด

เหลือทิ้งไว้เพียงเงาภาพปัจจุบันขณะในม่านตา

และความแสบร้อนทุรนทุราย

DSC_2785

สายลมบรรเลง คือจินตนาการกวี สายลมบรรเลงเพลงได้จริงหรือ นั่นขึ้นอยู่กับว่า เรามองโลกภายหน้าของเราอย่างไร บางเวลาเสียงเพลงอาจเศร้าสร้อย บางณะอาจคึกคักโลดเล่น และสุดท้ายทั้งหมดทั้งมวลล้วนคืนสู่ความว่างเปล่า

ความว่างเปล่าอันวิกล อย่างที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ข้างต้น…

 

 

หมายเหตุ.

สายลมบรรเลงเพลง ใบไม้เริงระบำ : หนังสือทำมือ

คำ : วิปลาสนาการ

ภาพประกอบ : (…)

ปก : ยางมะตอยสีชมพู

Advertisements

หนังสือหนังหา : โลกแสนวิเศษ

กุมภาพันธ์ 13, 2011

54-01-12

ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ สักวันจะได้เจอกับเรื่องดีๆ ในสักที่แน่ๆ บนโลกแสนวิเศษอันอ่อนโยนแต่น่าเศร้า สนุกสนานแต่ขมขื่นและไร้แก่นสารเป็นที่สุด ที่พวกเรามีชีวิตอยู่

-คัดจากท้ายเล่ม / โลกแสนวิเศษ –

ทุกครั้งที่ประตูบานแรกของบ้านถูกเปิดออก เขาจะพบเห็นหญิงคนรักอุ้มทารกน้อยวัยยังไม่ทันพ้นปีรออยู่ ความรู้สึกของเขาขณะนั้นไม่ต่างจากนักบินอวกาศที่กำลังย่างเท้าแตะพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรก

“มันคือโลกใหม่” เพื่อนของข้าพเจ้ากล่าวหลังจากมีเพื่อนรวมอุดมการในการพูดคุยถึงเรื่องเด็กๆ ในบ้าน ข้าพเจ้าได้แต่เพียงนิ่งฟังคนทั้งสอง ตอบคำถามด้วยรอยยิ้ม แล้วคิดถึงการตูนเล่มหนึ่ง

จริงหรือไม่ว่า โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ มีขนาดทางจิตใจไม่เท่ากัน

ข้าพเจ้าหมายถึงการรับรู้ต่อโลกของแต่ละคน เกี่ยวเก็บบริเวณเนื้อที่ไม่เท่ากัน บ้างกว้างไกลสุดสายตา บ้างเล็กแคบเพียงไม่กี่ฝ่ามือ และในโลกทั้งหลายในใบเดียวกันนี้ มีบริเวณที่ทาบเกี่ยวกันเป็นชายแดนพิพาทอยู่มากมายไม่รู้เป็นกี่บริเวณ

บางพื้นที่ตกลงและอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ส่วนที่ตกลงกันไม่ได้ ต้องทนทุกข์สุมไฟให้ร้อนอยู่ นั่นก็เป็นโจทย์ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ในการใช้โลกใบนี้ร่วมกัน (แม้เราจะมีโลกใบส่วนตัวเป็นของตัวเอง)

‘โลกแสนวิเศษ’ เป็นการตูนเรื่องสั้นจบเนื้อหาเรื่องเป็นตอนๆ ว่าด้วยเรื่องของการมองชีวิตเป็นหลักใหญ่ จุดพลิกผันของการดำรงชีวิตบางครั้งเริ่มต้นจากประกายความคิดเล็กๆที่แวบอยู่ตรงส่วนลึกสุดของหลุมดำเท่านั้น – หากคุณสามารถมองเห็นมันและสัมผัสมันได้ คุณจะพบกับโลกใบใหม่

แต่ก็ไม่ทุกครั้งหรอกที่แสงที่ว่าจะสองวามวับเข้ามาจับที่สายตาเราทุกคน บางครั้งตั้งผ่านความอดทนเคี้ยวกรำต่างๆนานา ดั่งคำคมที่ว่า ความหวัง ความฝันหยิบยืมกันได้ มีเพียงความพยายามเท่านั้นที่เป็นของใช้ส่วนตัว นี่คือโทนเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้

ที่น่าสนใจไม่น้อยคือ หากอ่านไปได้สักระยะ และได้ลองสังเกตุบริบทของเรื่องราวที่ดำเนินอยู่ จะพบว่า ตัวละครในแต่ละเรื่องนั้น มีจุดที่เชื่อมโยงกันอยู่ และสรุปสุดท้ายของเล่มจบ ผู้เขียนได้เขียนแผนที่ของเมืองทั้งหมดให้เราได้เห็นว่า ไม่ว่าโลกใบนี้จะมีโลกส่วนตัวของแต่ละคนที่เป็นเรื่องสั้นเรื่องราวหนึ่ง แต่ในทุกๆเรื่องนั้น เกิดขึ้นในพื้นที่อาณาบริเวณเคียงกัน ตัวละครทุกตัวเดินผ่านไปมาในบริเวณของเรื่องสั้นเรื่องอื่นๆ เป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ต้องอยู่ร่วมกัน

‘บนโลกแสนวิเศษอันอ่อนโยนแต่น่าเศร้า’ บางครั้งเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ อาจสอนให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน มากกว่าการได้ครอบครองเป็นของส่วนตัว

“ถ้ามึงมีบ้าง มึงจะรู้สึกเหมือนกู”

เพื่อนข้าพเจ้าตบท้ายประโยคด้วยการยกกาแฟขึ้นจิบหนึ่งครั้ง ก่อนที่เราจะอาศัยพื้นที่ทับซ้อนพูดคุยถึงงานอื่นๆ กันต่อไป

เรื่องของเรา : คณะพลเมืองเรื่องสั้น

พฤศจิกายน 7, 2009

 

IMG522

 

 

 

 

 

เรื่องของเรา : 9 Short Stories

โดย : คณะพลเมืองเรื่องสั้น

(more…)

Bakery Attack : Haruki Murakami

พฤศจิกายน 5, 2009

IMG520

 

 

 

THE SECOND

BAKERY ATTACK : คำสาปร้านเบเกอรี่

รวมเรื่องสั้น แปลจากงานเขียนของ ฮารูกิ มูราคามิ

ชุด แฟนมูราคามิรวมหัว ๒/๓

(more…)

หนังสือหนังหา : เหมือนหนึ่งนกที่จากรัง : รพินทรนาถ ฐากูร

มีนาคม 20, 2009

 

DSC01172

เหมือนหนึ่งนกที่จากรัง : รวมเรื่องสั้น

รพินทรนาถ ฐากูร : เขียน

เรืองอุไร – กรุณา กุศลาสัย : แปล

สำนักพิมพ์ : แม่คำผาง

อากาศร้อนเป็นปกติดังวานวัน ภาระกิจแม้เร่าร้อนทว่าไม่อาจกระทำอันใดจิตใจข้าพเจ้าได้-ในขณะนั้น ด้วยเรือนใจเหนื่อยล้าเกินไปที่จะรับเอาความทารุณนั้นไว้ใน-จิตใจ

เหนื่อยจนหลับไหลได้มันเป็นเรื่องดีอย่างนี้เอง (ข้าพเจ้ารำพึง) แต่นั่นก็เป็นเพียงระยะเวลาไม่กี่นาทีหรือกินเลยไปเป็นชั่วโมง  ขอเพียงหลับนอนผ่อนคลายให้กายได้หยุดทำงานเสียบ้าง ธรรมชาติมักซ่อมแซมส่วนสึกหรอภายในอย่างเงียบงัน

เมื่อความมืดและสงัดทำงาน จึงมีเวลาหยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งได้มาโดยบังเอิญ เล่มนี้จะว่าไปแทบจะไม่พบเห็นตามแผงหิ้งวาง เพราะเจอะเจอว่านอนกองราบไปกับพื้นทางเดินเล็กๆ ในบุ๊คสโตร์แห่งหนึ่ง

ต้องยอมรับว่าช่วงนี้ข้าพเจ้ามักชอบเดินเซาะหาหนังสือเก่าๆมาอ่าน ยิ่งเวลาอ่านงานเขียนของใครหลายๆคนแล้วมีช่วงบางช่วงได้เอ่ยถึงหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งขึ้นมา ทำเอารู้สึกคันเนื้อตัวอยากหามาอ่าน ซึ่งนั่นเป็นกิเลสอย่างเดียวที่ข้าพเจ้าไม่อาจสละวางมันได้

เหมือนหนึ่งนกที่จากรัง เป็นเรื่องราวของ สองศรีพี่น้องและการกลิ้งลงมาของปรัชญาร่างเล็ก สืบเนื่องจากนั้นคือการต่อยตีที่ทำให้คนเป็นพี่ต้องเสียน้ำตา ความเคียดแค้นผลักดันความคิดให้หลงผิดเสมอ ผะติก(พี่ชายวัยสิบสี่) ภายหลังจากทะเลาะกับน้องชาย เขาตัดสินใจอย่างไม่ได้ไตร่ตรองเลยเมื่อพี่ชายของมารดาเดินทางมาเพื่อขอรับเด็กคนใดคนหนึ่งไปเลี้ยงที่บ้าน ในเหตุผลที่ว่า น้องสาวนั้นเป็นม่ายและต้องเลี้ยงลูกถึงสองคน อาจเป็นการลำบากอยู่

จากชนบทสู่เมือง ผะติกใช่ว่าเป็นสิ่งที่คนเมืองโหยหา ในบ้านเมืองเรือนตึกทั้งหลาย คล้ายเป็นกรงขังขนาดมหึมา ที่กักขังเขาไว้ได้มีเพียงอัตตาแลไมตรีของลุงผู้ซึ่งเดินทางไปรับเขามา ซึ่งนอกจากลุงของเขาแล้ว ทุกอย่างรอบกายคล้ายตั้งหน้าตาเป็นศัตรูกันเขาไปเสียหมด จนเมื่อผะติกเริ่มไม่ไหวแล้วในการต้านรับ เขาจึงออกเดินทาง แต่นั่นก็ใช่เป็นจุดสิ้นสุด

พอพลบค่ำ มีรถยนตำรวจคันหนึ่งแล่นมาจอดที่หน้าประตูบ้านพิศัมพร ฝนยังคงตกพร่ำๆอยู่ พื้นถนนนองไปด้วยน้ำ ตำรวจสองคนช่วยกันอุ้มผะติกมาวางไว้ตรงหน้าพิศัมพร ร่างกายของผะติกเปียกโชกตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า มีโคลนเปอะมอมแมมไปทั่วทั้งตัว ใบหน้าและนัยน์ตาของเขาแดงก่ำ ด้วยความร้อนของพิษไข้ มอเท้าสั่นอยู่ตลอดเวลา พิศัมพรอุ้มร่างหลานชายแล้วพาเข้าไปในบ้าน พอเห็นเขา ภรรยาของเขาก็ส่งเสียง อุทานขึ้นทันทีว่า

“แหม! เจ้าเด็กคนนี้ช่างสร้างความยุ่งยากอะไรเช่นนี้ เมื่อไรเธอจึงจะส่งเขากลับไปบ้านช่องเสียที?”

ผะติกคงแว่วได้ยินคำพูดของป้า จึงพูดออกมาด้วยอาการสะอื้นว่า

“ลุงครับ ผมกำลังจะกลับบ้านอยู่แล้ว แต่เขาไปลากผมกลับมาทำไมก็ไม่รู้”

ท้ายสุดของบทจบเรื่องราวมักเศร้าสร้อยสะเทือนใจ ด้วยแท้จริงแล้วส่วนลึกในอาณาเขตแดนใจของญาติมิตร คงมีเพียงความรักยิ่งเสมอ หากแต่เมื่อเราอยู่ร่วมกันกลับไม่แสดงความรักอันล้ำลึกเหล่านั้นต่อกันเล่า ไฉนจึงต้องรอเวลาใด รอโอการวาระใด เพื่อเศร้าโศกสลดไห้

เนื้อความเพียงไม่กี่หน้าวรรคตอน หากแต่สะท้อนแนวคิดแลเรื่องราวอย่างกระชับและเรียบง่าย ถามว่าอ่านเล่มนี้แล้วได้อะไรมากกว่าเนื้อหาในเรื่องสั้น อืมม์

เรื่องราวเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีของอินเดียฮินดูพรามณ์ ก็เป็นสิ่งที่สอดแทรกในเนื้อหาตลอดเกือบทุกเรื่องที่อ่าน บางเรื่องราวอ่านแล้วต้องย้อนมองเปรียบเทียบกัน ความเป็นไปในสังคมบ้านเรา ความเชื่อและสิ่งยึดถือ ในทางปรัชญาและศาสนา

หากใครที่อยากลองอ่านลองศึกษาเรื่องสั้นในฉากหลังที่ต่างไปจาก บรรยากาศบ้านเรา หรือฝั่งอเมริกา ยูโรป หรือทางญี่ปุ่น แล้วละก็ งานเรื่องสั้นในทางอินเดียนั้น ก็นับได้ว่าน่าสนใจให้ลองหามาอ่าน เพื่อดูจังหวะการเรียงร้อยภาษาเหมือนกัน

ฝนไม่ตก แต่ลมภายนอกเย็นพอดู สงสัยว่าคงหอบเอาความชื่นจากสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งมาเป็นแน่

ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเรื่อยไปจนไม่รู้สึกว่า ความร้อนภายนอกมีผลในจิตใจ

 

-จบบันทึกการอ่าน-

หนังสือหนังหา : ปริศนาแห่งหิมพานต์

พฤษภาคม 23, 2007

978.jpg

ปริศนาแห่งหิมพานต์ : พิศณุ ศุ ภ.

นรกสวรรค์ และพรหมโลก สามดินแดนที่เฉียดใกล้ประตูนิพพาน

“ชีวิตมนุษย์ดุจความฝันดั่งมายา ดั่งเป็นจริง ท่านแน่ใจหรือว่า ขณะนี้มิได้กำลังฝันไป
โลกตื่นหรือโลกฝันกันแน่แท้จริง”

-วาทะของเลี่ยจื่อ-

“หิมพานต์” นับเป็นสถานที่ๆข้าพเจ้าใฝ่ฝันอยากเดินทางเข้าไป นั่นเป็นภาพฝันตอนเมื่อยังเด็กครั้งที่ยังนั่งอยู่หน้าจอดูละครย้อนยุค สี่กุมาร พระทินวงศ์ สุวรรณสาม หรือเรื่องอะไรมากมายจำไม่ได้ ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นล้วนมีฉากหลังเป็นภาพของไตรภูมิตามความเชื่อทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

ไม่ว่าจะเป็นเมืองบาดาล ดินแดนวิมานสวรรค์อันเป็นถิ่นอาศัยพำนักของเหล่าทวยเทพเทวดา ที่ชอบจุติลงมาเมืองมนุษย์ เพื่อลองใจหรือประทานพรตามที่ได้สัญญากับผู้คนเอาไว้ หรือเป็นองค์อินทร์เสด็จลงมาตีฮ๊อกกี้บนหลังม้า ไหนจะพระมเหสีที่อยู่ดีๆท้องก็ป่องออกมาเพราะเทวดามุดหัวเข้าไปเกิดกำเนิดเป็นโอรสสวรรค์ สมัยก่อนไม่มียาสตรีเบนโลคงได้แต่อ้างว่ามีนิมิตฝันว่าเทวะเทวาจะมาเกิดในครรภ์ แถมยังมีมารตามมาเกิดตามล้างตามเช็ดกันถึงเมืองมนุษย์ เดือดร้อนถึงฤษีตาไฟใส่แว่นโอ๊คเล่ต้องออกโรง สั่งสอนวิชาและสรรพาอาวุธให้กับโอรสสวรรค์

ฮ้วย!! ไม่ว่าเมืองสวรรค์หรือแดนมนุษย์มันก็วุ่นเหมือนยุงตีกัน ทำไมคนเราถึงอยากไปเกิดบนสวรรค์กันจังนะ

เมืองสวรรค์เมืองมนุษย์ใกล้ชิดติดกันราวกับเป็นเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เพิ่งมาบอกตอนนี้ แต่บอกมานานแล้ว หลายร้อยปีโดยผ่านความเชื่อเรื่องไตรภูมิ

เรื่องราวมหัศจรรย์ล้ำลึกเหนือจินตนาการมากมายแทรกร่างอยู่ในป่าหิมพาน์ต์ ครั้งเมื่อเห็นหนังสือเล่มนี้หนแรก ผมหยิบขึ้นมาอย่างไม่รั้งรอ เปิดผ่านๆรอบหนึ่งก่อนเพียงเช็คว่าเหมือนหนังสือวิชาการที่มีแต่ศัพท์แสลงสำนวนชวนเวียนเกล้าหรือไม่

อ่า.. สำหรับเล่มนี้ไม่แหะ ตลอดเส้นทางที่ผู้เขียนพาท่องไปในโลกภูมิทั้งสามและสวรรค์ชั้นพรม ด้วยสำนวนภาษาติดตลกผสมผสานกับเรื่องราวในความเป็นจริงและวิเคราะห์ตามเหตุตามผลได้อย่างน่าสนใจ ผมเองก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าจะอ่านรวดเดียวจนจบโดยไม่ต้องหยิบเล่มอื่นมาคั่นเวลาเลย

จะว่าไปพออ่านจนจบหน้าสุดท้ายผมเองยังคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเรียกว่าพาเดินท่องไปในไตรภูมิเสียมากกว่า เพราะเนื้อหาส่วนของป่าหิมพานต์มีอยู่นิดเดียวจริงๆให้ตายเถอะจ๊อด แต่ว่ามันก็ยังยอดมากอยู่ดี เพราะมันทำให้ผมรู้เรื่องราวของไตรภูมิเพิ่มมากขึ้น

เมื่อก่อนก็เคยเข้าใจว่าไตรภูมินั้นเป็นเรื่องของ โลกมนุษย์ สวรรค์ นรก แต่แท้จริงแล้วไตรภูมิกลับเป็นมีความหมายของภูมิแตกต่างจากที่เราคิด ภูมิทั้งสามคือ

กามภูมิ อันมี สุคติภูมิ ๗ บวกกับ อบายภูมิ๔

จากนรกขุมแปด มหาอเวจีจนถึงสวรรค์ชั้น๖ ปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ (แดนแห่งอิสระ สวรรค์ชั้นสูงสุด) ทั้งหมดเป็นอยู่ในชั้นกามภูมิเท่านั้น ในความคิดผมแล้ว ภูมิต่างๆในชั้นกามภูมินี้ล้วนเปรียบได้กับจิตใจคนในสภาวะต่างๆ ที่เขาว่าสวรรค์ในอกนรกในใจก็คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินเลยไปจริงๆ เพราะสวรรค์กับนรกอยู่ใกล้กันจนเกือบเป็นญาติกันอยู่แล้ว

นึกเอาง่ายๆ อกหักอยู่ดีๆกิ๊กเก่าโทรมา วาบเดียวนั้นก็เหมือนกับนางอัปสรร่อนร่างลงมากระชากจิตออกจากขุมนรกขึ้นไปท่องเล่นในแดนสวรรค์ แต่พอรู้ว่าเธอโทรมาทวงตังที่ยืมไป ดวงใจก็พลันตกมาอยู่ในนรกอีกหน ดูเถอะครับ การเดินทางไปสวรรค์กับนรกนั้นช่างว่องไวกว่ารถไฟฟ้าสายสีใดๆในโลกจริงๆ

วิมานแห่งรูปพรหม มีทั้งหมด๑๖ขั้นพรหม เดาเอาตามขมองน้อยๆของกระผมว่า อาจหมายถึงสภาวะจิตที่หลุดพ้นจากสภาวะของกามภูมิ ประมาณว่าสามารถละซึ่งอุปทานและอายตนะทั้งหกจนหมดสิ้น ดวงจิตที่อยู่ในชั้นพรหมจึงนิ่งสนิทไม่เคลื่อนไหวใดๆสิ้นตราบชั่วกัลป์เลยละครับ

อรูปพรหม ชื่อก็บอกแล้วขอรับว่าไร้รูปไร้อัตตา ไม่ยึดติดกับใดๆในโลกทั้งสิ้น เป็นชั้นสุดท้ายของภูมิทั้งสาม เพราะเหนือขึ้นไปในผังแสดงไตรภูมิ สูงสุดคือนิพพาน คือดับสิ้นแล้วทุกอย่าง ไม่เกิดก็ไม่มีดับ หลุดพ้นจากวัฏสงสารโดยสิ้น

มิน่าเล่าคนเราถึงอยากจะไปอยู่แค่สวรรค์ชั้นหกชั้นเจ็ด เพราะเหนือกว่านั้นไม่ทราบว่าชีวิตดูน่าเบื่อเพียงใด แต่จะว่าไปแล้วหนังสือเล่มนี้ก็นำพาผมให้หลงไปรู้จักกับเจ้าหนุ่มกามนิต ผู้เปิดตำนานรักข้ามภูมิทั้งสาม ซึ่งในเรื่องกามนิตนั้นผมเห็นว่าได้อธิบายภาพของวิมานของพรหมได้สวยงามและเห็นชัดยิ่ง (ซึ่งจะเล่าให้ฟังในครั้งต่อไปครับ)

เรื่องราวมากมายในหนังสือเล่มนี้หากจะให้เล่าทั้งหมดคงต้องแบ่งเป็นหลายภาค และจะว่าไปหนังสือเล่มนี้ก็เป็นธรรมมะย่อยง่ายถ่ายสบายอีกเล่มหนึ่งสำหรับ คนที่อยากเรียนรู้ธรรมมะเบื้องต้น แต่อาจจะแทรกซึมอยู่ในเนื้อหาเสียจนไม่รู้สึกเลยก็ว่าได้ว่าผู้เขียนแอบใส่ธรรมมะไปในสมองไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ด้วยภาษาเพรียวลมลื่นไหลทำให้อ่านแล้วเพลิน ทั้งภาพประกอบก็สมบูรณ์และเห็นภาพได้ง่าย

เรื่องราวของแกนจักรวาล อสุราและเหล่าเทวดาทั้งหลาย ที่มาที่ไปของดาวประจำวัน ทวีปทั้ง๔ อันลอยในมหานทีสีทันดรสมุทร นรกภูมิ สวรรค์ชั้นฟ้า รอให้ท่านได้ทัศนศึกษาไปกับหนังสือเล่มนี้แล้ว โดยมีผู้พาทัวร์อารมณ์ดีบอกเล่ากล่าวความไม่ให้พวกท่านเบื่อหน่ายแน่นอนขอรับ

ที่ต้องบอกเล่าหนังสือเล่มนี้ เพราะเป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่ได้อ่านเล่มนี้ก่อน ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับเจ้าหนุ่มกามนิต และสาวเจ้าวาสิฏฐี ในนวนิยายวรรณคดีอิงพุทธศาสนาฝ่ายลัทธิมหายาน เลยทำให้ระหว่างที่อ่านเรื่องนี้ไม่ต้องนึกภาพมากนัก

จะว่าไปแล้วผมเองก็เลยลืมไปเลยว่าเขียนถึงเรื่องหิมพานต์ (ฮาๆ) คิดเสียว่าโดนผมหลอกให้อ่านเรื่องไตรภูมิก็แล้วกัน เพราะผมก็เพิ่งโดนหลอกมาอีกทีเหมือนกัน (ฮ่าๆๆ..หัวเราะอีกรอบ)

ขอบคุณที่เสียเวลาอ่านขอรับ

ด้วยมิตรภาพเหมือนเคย