Archive for the ‘ปารมิตา’ Category

กระบี่ไร้โลหิต(๑๐) : กระบี่ที่ใช้การมิได้

พฤษภาคม 26, 2007

ปารมิตา(ภาค๑)กระบี่ไร้โลหิต

ตอน(๑๐):กระบี่ที่ใช้การมิได้

ยามแรกเช้าพระอาทิตย์ทอแสงอ่อนโยนเสมอ
แลเพิ่มความอบอุ่นเป็นลำดับ ลำแสงเมื่อเล็ดลอดผ่านช่องว่างของตับหญ้าหลังคาศาลาไม้ คล้ายเป็นดวงดาวประกายตกลงไปที่ใบหน้าผู้คน

เป็นใบหน้าของเซียวเล้งยามต้องแสงอรุณแรก ดูแล้วกระจ่างบริสุทธิ์ สรรพสิ่งเมื่อแรกอรุณก็เป็นดุจเดียวกัน คือคล้ายเป็นสิ่งบริสุทธิ์โดยสิ้น คล้ายสามารถกำเนิดใหม่ขึ้นทุกวี่วัน

ตลอดเวลาที่เดินทางมานางเคี่ยวกรำตัวเองเกินไป เมื่อได้พักหลับไหลกลับคล้ายคนตาย เป็นคนตายที่ยังสามารถหายใจได้

ลมเย็นโชยผ่านหน้านางคล้ายเรียกร้องให้นางตื่นมาพบกับภาพของการกำเนิดเบื้องหน้า ดอกไม้ล้วนแข่งขันกันผลิบาน ใบไม้กิ่งก้านล้วนขยายร่างเติบใหญ่ แม้ไม่อาจเห็นได้ว่ามีการเคลื่อนไหวแต่แท้จริงแล้วธรรมชาติกลับเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่เชื่องช้าอย่างยิ่ง เบาบางอย่างยิ่ง เงียบงันอย่างลึกซึ่ง ทั้งหมดล้วนเป็นไปตามวิถีแห่งฟ้า

ชายชรามักชมชอบเดินเท้าเปล่าท่ามกลางเนินหญ้าสีเขียวสลับกับผิวดินนุ่มอุ่น บางครั้งท่านสามารสัมผัสได้ถึงเสียงหายใจของดิน เสียงเพลงอันไพเราะของดอกไม้ ผู้คนเมื่อพบเห็นชายชราผู้นี้แล้ว ยังมีผู้ใดยอมเชื่อว่าท่านเป็นมารเฒ่า อดีตประมุขพรรค์มารผู้พ้นแล้วซึ่งเรื่องราวในยุทธภพ…

(more…)

กระบี่ไร้โลหิต(๙) : กำเนิดใหม่

พฤษภาคม 8, 2007

ปารมิตา(ภาค๑)กระบี่ไร้โลหิต

paramita-copy3.jpg

ตอนที่๙ : กำเนิดใหม่

เมื่ออรุณรุ่ง แสงแดดอ่อนๆทาบผ่านสิ่งต่างๆอย่างนุ่มนวล
คล้ายมารดาโอบกอดบุตร

-๑-

เชาเส่ยนั่งสงบภายใต้ต้นไม้ต้นเดิม มันเงียบสงบเนิ่นนาน เป็นเพราะมันหลับไหล หรือเป็นเพราะมันไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ ใบหน้าที่ซุกซ้อนภายใต้หน้ากากไม้สีดำขลับนั้นเป็นเช่นไร หามีผู้ใดทราบ ด้วยเพราะมันเป็นบุคคลเช่นนั้น

มันย่อมเป็นคนอีกชนิดหนึ่ง ชนิดที่มิยินยอมให้ผู้คนรับรู้ความรู้สึกของมัน สิ่งต่างๆไม่ว่าเลวร้ายหรือดีล้วนซุกซ้อน ภายใต้หน้ากาก เป็นหน้ากากสีดำ ดำจนไร้ความอารมณ์ความรู้สึก

คนบางประเภทชมชอบที่จะบอกกล่าวเรื่องราวของตนแก่ผู้อื่นมากเกินไป เพียงสามารถทำให้คนอื่นรับรู้ความมีตัวตน ไม่ว่าเรื่องดีเลวล้วนไม่อาจสะกดกลั้น คนบางประเภทพบเจอเรื่องราวปัญหาเล็กน้อยกลับตีค่าความลำบากมากมายมหาศาลเกินจำเป็น พร่ำบอกผู้อื่นถึงความลำบากโอดครวญร่ำไป เพียงเพื่อให้ผู้อื่นได้รับทราบความทุกข์ของมัน นั้นกลับเป็นความสุขอันประหลาดพิสดารชนิดหนึ่ง

เชาเส่ยมิใช่บุคคลเยี่ยงนั้น มันกลับเกลียดบุคคลเช่นนั้นอย่างที่สุด ผู้คนที่เอาแต่พร่ำพลอดความลำบากของตนนั้นช่างน่าสังเวช ผู้คนที่เอาแต่โทษฟ้าดินยิ่งน่าชิงชัง คนพวกนี้มิเคยโทษตัวเอง มิเคยละทิ้งอดีตมองไปเบื้องหน้ามากจนเกินไป จนหารู้ไม่ว่าปัจจุบันขณะของตนนั้นเป็นเช่นไร คนพวกนี้ไม่มีค่าแม้แต่การแลมอง

ดังนั้นยามนี้มันทำได้เพียงสงบ ทบทวนขบคิดเรื่องราวเบื้องหน้า ความเจ็บปวดที่แล้วมาพลันมลายสิ้น มันตอนนี้ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกสงสารตนเอง มันยังคงหายใจได้ ยังคงมีชีวิตสืบต่อ เพียงเท่านี้กลับเพียงพอแล้ว ผู้คนเมื่อแรกถือกำเนิดเกิดมา ก็มีเพียงเท่านี้มิใช่หรือ

เมื่อเกิดมามีเพียงร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงการหายใจที่บันดาลให้ชีวิตแปรเปลี่ยนตลอดเวลา เกิดดับอยู่ร่ำไป ยามนี้ชีวิตของมันก็คล้ายกำเนิดเกิดใหม่อีกครา ต่อจากนี้สืบไป มันเพียงแต่อาศัยเวลาช่วงนี้ครุ่นคิดวิธีใช้สอยชีวิตที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมานี้อย่างไร

-๒-

สายลมรอบแล้วรอบเล่าพริ้วผ่านร่างมัน มันสูดรับลมอุ่นลงลำคอผ่านช่วงท้อง ลมปราณอสูรไหลวนคล้ายคลื่นนทีอันคลุ้มคลั่ง นั่นมิใช่สิ่งเลวร้ายอันใด เพียงแต่มันเองยังไม่ชินต่อการเปลี่ยนแปลง ภายในร่างมันยามนี้คล้ายถูกน้ำแข็งเย็นเยียบแผ่คลุมทั่วร่าง มีรสขมฝาด มันคล้ายทราบเดี้ยวนี้เองว่ารสขมนั้นเป็นเช่นไร ไฉนมารส่วนใหญ่ชมชอบกลืนกิน รสขมเมื่อแรกผ่านลิ้น ความขมนั้นพลันแล่นขึ้นสู่ศีรษะ เพียงชั่วสักพักกลับพบว่า รสขมเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความหวานละมุน อบอุ่นและนุ่มนวล

ร่างกายมันยามนี้คล้ายคนผู้หนึ่งกำลังกลืนกินของขมลงคอและพร้อมเสพรับรสหวานนุ่มลึกจากรสขมแล้ว

มันแม้หลับตาอยู่กลับสัมผัสได้ถึงเสียงหายใจของคนผู้หนึ่ง

เป็นคนผู้นี้ยืนอยู่เบื้องหน้ามันเมื่อใด ไม่ทราบได้ เพียวแต่แสงแดดเริ่มจัดขึ้น สภาพแวดล้อมย่อมแจ่มชัดขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าเป็นสุ้มเสียงหรือกลิ่นกาย ตลอดจนเสียงของการหายใจ

“เป็นท่านยืนอยู่ตรงนี้นานแล้ว?” มันมีแรงเพียงพูดจาแผวเบา

“…”

ไร้สุ้มเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงระบายลมหายใจ จากนั้นจึงประโยคหนึ่งตอบกลับ

“ข้าพเจ้าโล่งใจ ที่ผ่านมาเพียงคิดว่าท่านไม่อาจตื่นฟื้นขึ้นมาแล้ว เพียงรอเวลา…จักการกับร่างท่าน”

“ท่านเป็นสัปเหร่อ”

“หาไม่.. ข้าพเจ้าเพียงผ่านมา”

“อ่อ..ท่านผ่านมาเมื่อพบข้าพเจ้าจึงคิดอยากเป็นสัปเหร่อ”

“ฮา ฮา .. ข้าพเจ้าเพียงได้แต่คิดแต่มิอาจกระทำ” เสียงนั่นนุ่มนวลยิ่ง

“ท่านไฉนยังยืนอยู่เช่นนี้”

“ข้าพเจ้าสมควรถามท่าน .. ท่านไฉนยังคงนอนสงบอยู่ตรงนี้”

“ฮา ฮา” เสียงหัวร่อมันแห้งแล้งยิ่ง เรี่ยวแรงของมันยามนี้เพียงคิดหัวร่อก็เต็มกลืนแล้ว

“ข้าพเจ้าคิดนอนตรงนี้เสียหลายวัน”

“อ่อ.. ท่านคิดทำเช่นนั้นจริง”

“แม้ไม่คิดกระทำ แต่มิอาจไม่กระทำ”

“ไฉนเป็นเช่นนั้น??”

มันมิตอบออกไป มันเป็นคนเช่นนั้น มันยินยอมตายเพียงมิยอมเอ่ยปากคร่ำครวญ

“ท่านไม่คิดกล่าวต่อเราแล้ว” คนผู้นั้นกล่าวจบเพียงระบายลมหายใจหนึ่งหน

มันมิได้ตอบจริง มันเพียงคิดหลับเสียเล็กน้อย ไม่คิดรับรู้เรื่องใดแล้ว

-๓-

ดวงอาทิตย์คล้อยขึ้นตั้งฉากกับพื้นโลก อากาศรายรอบไร้ซึ่งความชื้นเย็นแล้ว มันหลับไปเนิ่นนานจริง ลมปราณภายในสงบราบเรียบแล้ว เพียงโคจรพลังอย่างเชื่องช้าเท่านั้น หากแต่แขนมันขามันยังคงเป็นเช่นเดิม ยังมิอาจเคลื่อนไหวได้ ยามนี้มันเริ่มครุ่นคิดต่อแล้ว สายตามันสอดส่ายไปมา เพียงพบเห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้ามัน

“เป็นท่าน?”

“เป็นข้าพเจ้า”

“ท่านเป็นผู้ใดแน่”

“ข้าพเจ้าเป็นข้าพเจ้า ตอนนี้ยังไม่คิดเป็นผู้ใด”

“กวนตีน”

“อ่อ.. ตีนท่านขยับได้แล้ว??”

“ยัง..”

“อ่อ.. งั้นข้าพเจ้าค่อยวางใจ”

ครู่หนึ่งหลังจากสนทนากับคนผู้นี้ คล้ายมีลมอุ่นแล่นไปที่ปลายเท้า ฝ่าเท้าที่ชาด้านพลันกระดิกได้นิดหนึ่ง มันแย้มยิ้มขึ้น ในทางหนึ่งกล่าวออกไปว่า

“ท่านยังวางใจอยู่หรือไม่?”

“ข้าพเจ้ายังวางใจ”

“อ่อ.. ท่านยังวางใจ?”

“ข้าพเจ้าวางใจตัวข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่วางใจตีนท่าน”

“ฮาฮา.. ตีนข้าพเจ้าขยับได้แล้ว ท่านเพียงอย่างได้วางใจเชียว”

มันคล้ายมีเรี่ยวแรงหัวร่อมากขึ้น ดูไปจิตใจมันแจ่มใสขึ้นอาจเพราะคนผู้นี้ส่วนหนึ่ง
ที่ค่อยปลุกกระตุ้นจิตใจของมันส่วนหนึ่ง เป็นคล้ายสหายแรกที่พบเจอหลังจากเกิดใหม่

อาจเป็นได้ว่าที่กำเนิดเกิดใหม่มิใช่เป็นชีวิตผู้คนเพียงอย่างเดียว
อาจเป็นมิตรภาพส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตที่เกิดใหม่มีความหมาย

เสียงหัวร่อแหบพร่าแต่อบอุ่นยิ่ง

กระบี่ไร้โลหิต(๘): มังกรเมฆา

พฤษภาคม 7, 2007

ปารมิตา(ภาค๑)กระบี่ไร้โลหิต

paramita-copy3.jpg

ตอนที่๘ : มังกรเมฆา

สายลมอ่อนโยนพัดเข้าห่มคลุมพื้นที่อีกครา เป้ยซ่งนั่งนิ่งเงียบงัน มันกำลังครุ่นิดเรื่องราวบางประการ สีหน้ามันหักอึ้ง คล้ายเป็นเรื่องราวที่มิอาจผ่านพ้นไปได้

สายลมพัดผ่านแผ่นหลังมันอีกครา คราครั้งนี้มันกลับรู้สึกได้ถึงการมาของผู้คน

ร่างเงาอันลี้ลับเบื้องหลังกลับเป็นชายสูงอายุมองไปคะเนตามรูปกาย เป็นชายวัยเลยกลางคนมาพอสมควร แต่หากจะเรียกว่าล่วงเข้าวัยชราแล้วนั้นกลับไม่อาจเรียกได้เต็มปาก มันเป็นคนร่างกายสูงใหญ่

แผงอกตลอดลำตัวหนาใหญ่เป็นทรงกระบอก ยิ่งดูยิ่งคล้ายนักรบโบราณ เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ ไร้เส้นสีดำแม้แต่เส้นเดียว ประกอบกับผิวกายอันขาวผ่องไม่ถึงกับซีดเผือก

การแต่งกายล้วนแล้วเป็นแพรพรรณสีขาวตลอดทั้งร่าง มีเพียงแต่แววตาของมันเท่านั้นที่ดำดั่งคล้ายโลหะนิล เคร่งขรึมสงบราบเรียบ เย็นชาอันเป็นลักษณะจำเพาะของชนชาวเทวะ ไร้ท่าที่อันได้ เป็นท่าทีของคนที่ผ่านสนามรบมามากมาย ตลอดทั้งร่างไม่แกร่งกร้าวแข็งขืนกับธรรมชาติรายรอบ คนผู้นี้ย่อมเป็นผู้อาวุโสหัวขาว คนผู้นี้ย่อมเป็นผู้มอบโคมมังกรให้กับทารกราตรีเซียนกระบี่ฟ้า ย่อมเป็นมังกรเมฆา จ้าวสำนักมังกรฟ้าคนปัจจุบัน

เป้ยซ้งหมุนร่างกลับเข้าหาคนเบื้องหลัง ขณะเดียวกันทรุดกายลงคุกเข่าเบื้องหน้า “ท่านประมุข” มันกล่าวพร้อมแสดงพิธีการคารวะ

“เจ้าสบายดี” มังกรเมฆากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ศิษย์สบายแล้ว ขอบพระคุณที่ท่านประมุขเมตตายื่นมือช่วยเหลือ หมื่นชีวิตพันชีวิตไม่เพียงพอชดใช้” มันกล่าวพร้อมโน้มศีรษะแนบถึงพื้นเป็นการทำความเคารพขั้นสูงสุด

“เชาเส่ยเล่า .. มันเป็นอย่างไรแล้ว ” มังกรเมฆาเพียงเหลียวมองร่างที่สงบนิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหว ของศิษย์น้องของมัน

“มันถูกฝ่ามืออสูรของเล่าเติ่ง ศิษย์ด้อยความสามารถ ได้แต่นั่งดูมันเช่นนั้น” มันกล่าวทั้งๆที่ใบหน้าเสมอพื้นดิน เสียงของมันสั่นเครือ

“เจ้าคิดโทษตัวเอง ความจริงสมควรโทษว่าเจ้าโชคร้ายไป” มันหยุดกล่าวในทางหนึ่งเดินไปถึงเบื้องหน้าร่างของเชาเส่ยแล้ว เพียงค่อยๆทรุดกายลงเบื้องหน้า เชาเส่ย มือหนึ่งยกขึ้นทาบไปที่หน้าอกเสื้อของมัน สีหน้าพลันหดหู่ขึ้นทันที

“ลมปราณอสูรทำลายกำลังภายในเทวะของมันหมดสิ้นแล้ว” มังกรเมฆาเพียงกล่าวเชื่องช้า น้ำเสียงนั้นแฝงความอบอุ่นในที “ตอนนี้ในร่างมันกลับมีลมปราณของอสูรวิ่งวนไม่รู้จบ… ตอนนี้มันเป็นมารเต็มตัวแล้ว ”

ใบหน้าของเป้ยซ่งเย็นวาบ วาจาที่คิดกล่าวกลับกลืนลงลำคอไม่คิดกล่าวอันใดต่อไป มังกรเมฆาเพียงเหลือบมองเป้ยซ่งผู้เป็นศิษย์ มันเองก็มีเรื่องคิดกล่าวแต่ไม่อาจกล่าวออกมายามนี้เช่นกัน คนผู้หนึ่งเมื่อเรียนรู้ลมปราณเทวะมาตั้งแต่แรกเล็กจนเติบใหญ่ ถึงเวลาหนึ่งกลับถูกฝ่ามืออสูร ชั่วข้ามวันทั้งร่างกลับกลายเป็นชนชั้นมาร เป็นอสูรซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามฝ่ายเทวะ เรื่องราวเช่นนี้เป็นเรื่องโศกเศร้าเกินไปเลวร้ายเกินไป

มารเฒ่าเล่าเติ่งใช้วิชาอันชั่วช้า มันแม้ไม่ทำลายชีวิตในปารมิตาหากแต่การกระทำของมันกลับทำให้ผู้คนไม่อาจคิดอยากมีชีวิต มันทำลายเชาเส่ยหนึ่งชีวิตกลับสามารถทำลายเป้ยซ่งอีกครึ่งชีวิตโดยมีต้องเปลืองแรง เป็นความเลวร้ายอย่างที่สุด

“ศิษย์ไม่เอาไหน ศิษย์ทำลายศิษย์น้องตัวเอง” มันกล่าวพร้อมกระแทกศีรษะลงพื้นหินเบื้องหน้า ใบหน้ามันสมควรมีโลหิตอาบทั่วแล้ว แต่แล้วมันเองก็ไม่อาจกระทำได้ มังกรเมฆาอาศัยพลังดรรชนีอันล้ำลึกดีดออกใส่ศิษย์ของมัน ด้วยเพราะมันอยู่ห่างจนเกินไป เป้ยซ่งกลับชาไปตลอดทั้งร่าง ไม่อาจเคลื่อนไหวแม้เพียงขยับนิ้วมือก็มิอาจกระทำ

มังกรเมฆาผละจากเชาเส่ย มันเดินมาถึงเบื้องหน้าของเป้ยส่งอีกครา สีหน้ามันแม้หดหู่กับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่แววตาของมันยังคงสงบนิ่ง

“ผู้คนในโลกหล้าไม่ว่าเป็นเทวะอสูรล้วนแล้วกำเนิดเกิดมาจากมวลเดียวกัน พื้นฐานเดียวกัน ความไม่เอาใหนมิได้ติดตัวมาแต่กำเนิดเจ้าอย่าได้คิดโทษตัวเอง ผู้ไม่เอาใหนที่สุดกลับเป็นเรา เป็นเราไม่อาจสั่งสอนเจ้าให้สามารถรอดพ้นความอ่อนแอได้” เป้ยซ่งเพียงก้มหน้ารับฟังไม่อาจกล่าววาจาออกมาแม้แต่คำเดียว

“เจ้าดูทารกราตรี ต่อให้มันมีฝีมือกระบี่เลิศภพจบแดนแต่มันกลับมีความทุกข์ ความทุกข์ที่มันเก็บไว้เพียงผู้เดียว เมื่อครู่เจ้ามิได้สามารถรอดพ้นมันมาได้ด้วยเพราะพลังสติสมาธิหรอกหรือ เมื่อครู่หากมันเองไม่พลันเสียสติกำแพงสมาธิพังทลายเจ้าใหนเลยยังมีชีวิตรอดถึงตอนนี้ อาจารย์พูดถึงตอนนี้เจ้าคิดดูเถอะ ชัยชนะที่แท้จริงคือสิ่งใด การต่อสู้ที่แท้จริงนั้นใช้สิ่งใดในการต่อสู้”

มันรับฟังวาจาผู้เป็นอาจารย์อย่างตั้งใจยิ่งน้ำเสียงของมังกรเมฆาเย็นเรียบสงบหากแต่กรุ่นความอบอุ่นกลับแฝงอยู่ในประโยคทั้งหมด มันเหลือบมองกระบี่ที่หักทลายด้วยน้ำมือทารกราตรี กระบี่หักแล้ว จิตใจมันยังคงอยู่ ยังอยู่ได้ด้วยเพราะผู้เป็นอาจารย์มันสามารถเยียวยาได้ หากจิตใจผู้คนเป็นกระบี่กลับเป็นคล้ายกระบี่พิเศษพิสดาร

กระบี่ทั่วไปหากแตกหักเกิดบิดเบี้ยวเสียรูปรอย ต่อให้ซ่อมแซมด้วยเซียนศาสตราแห่งเซเครา(หมู่บ้านตีเหล็ก)ก็ไม่อาจทำให้ใช้ได้เป็นเช่นก่อน แต่กระบี่ที่หลอมตีขึ้นจากจิตใจ ต่อให้หักสะบั่นไม่เป็นชิ้น ยังสามารถซ่อมแซมได้ตลอดเวลาหากเจ้าของมันต้องการ ที่พิเศษขึ้นไปอีกคือกระบี่ชนิดนี้กลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก กระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด กระบี่ที่นุ่มนวลที่สุดกลับเป็นจิตใจเรานี่เอง

แต่มันหาทราบไม่ว่าในโลกหล้ายังมีกระบี่ชนิดหนึ่ง เป็นกระบี่ที่หลอมขึ้นจากจิตใจ เป็นกระบี่ที่มีจิตใจ กระบี่โลหิตดำ(กระบี่ธาตุมาร)กระบี่โลหิตขาว(กระบี่จิตเทวะ) กระบี่ทั้งสองไม่ว่าหักสะบั่นจนไม่เหลือรูป เพียงอาศัยจิตใจผู้คนกลับสามารถหลอมใหม่เป็นกระบี่อันแข็งแกร่งดังเดิมไม่ผิดเพี้ยน กระบี่โลหิตดำตอนนี้กลับอยู่กับมารเฒ่าลี้ลับผู้เป็นต้นธารของเพลงกระบี่ไร้โลหิตอันสะท้านยุทธภพยุคแรก ผู้เป็นอาจารย์ของมารขาวอสูรเทวะที่ละทิ้งโลกหล้าลับหายไปกับม่านเมฆา เดินทางมุ่งสู่นครเสียดฟ้าตามคำเชิญของราชันย์กระบี่ฟ้า เพียงเพื่อละเล่นกลหมากจักวาลมันถึงกับละทิ้งเรื่องราวทั้งหมดไว้หนหลัง

จนบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดทราบว่ามารขาวเป็นเช่นไรแล้ว เรื่องราวนั่นผู้คนล้วนไม่ให้ความสนใจล้วนไม่คิดพูดจาเนื่องเพราะผู้คนส่วนใหญ่ยังคงหมุนเวียนอยู่กับความมีในเบื้องล่าง มารขาวจึงมีตัวตนในเรื่องราวของจอมมารอันเลื่องชื่อ เฉกเช่นเดียวกับชื่อเสียงของ อาภรณ์มรกต(จอมโจรชุดเขียว) อันลื่อเลื่องแห่งนครเบื้องล่างที่หาญกล้าต่อกรกับเสาหลักแห่งยุทธภพ ตำนานการประลองกระบี่ระหว่างมันกับกระบี่โบราณยังคงเล่าขานสืบต่อกันถึงเวลานี้

นี่เป็นชื่อเสียงที่พวกมันมิได้สร้างแต่ผู้คนทั้งหลายสร้างให้มันเอง เป้ยซ่งเพียงรู้จักมารขาวในเรื่องราวที่ผู้คนเอ่ยถึงเท่านั้น

เมื่อร่างกายขยับเป้ยซ่งพลันตื่นจากห้วงความคิด เป็นตอนนี้มันถูกอุ้มลอยด้วยสองมือของผู้เป็นอาจารย์ของมัน มันพลันเอ่ยออกด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านประมุขคิดทำอันใด???”มันเพียงเอ่ยวาจาแต่ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว

“มีเรื่องราวมากมายที่ต้องให้เจ้ารับทราบไว้ เพียงแต่ตอนนี้ไม่อาจอยู่ที่นี่เนิ่นนาน”

เป้ยซ่งงงันในคำกล่าวของอาจารย์มัน “แล้วศิษย์น้องข้าพเจ้าเล่า ท่านคิดทิ้งมันไว้ที่นี่??”

มังกรเมฆาเหม่อมองเบื้องหน้าคล้ายไม่อยากเอ่ยความออกมาแต่แล้วระบายลมหายใจออกหนึ่งหนค่อยกล่าว

“เจ้าย่อมทราบดี การปล่อยมันไว้เช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่อมัน” เสียงนั้นราบเรียบ

เป้ยซ่งไม่อาจเอ่ยวาจาต่อได้ เป็นมันทราบเรื่องราวต่อจากนี่จริง เชาเส่ยเมื่อตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นอสูรแล้ว เบื้องหน้าหากกลับไปสู่สำนัก มันกลับยิ่งต้องพบเจอเรื่องราวคล้ายตายทั้งเป็น ด้วยความจริงอาจารย์มันสมควรปลิดชีพมันเดี้ยวนี้เสียด้วยซ้ำ เพียงแต่มิอาจกระทำได้

แต่หากสามารถทำได้เล่า อาจารย์มันยังหักใจฆ่ามันได้เชียวหรือ คิดถึงตอนนี้เป้ยซ่งได้แต่กัดฟันกรอด มังกรเมฆาค่อยๆพาร่างของมันห่างออกไปเรื่อยๆ เป้ยซ่งเพียงเหม่อมองร่างของน้องชายที่เบื้องหลัง ร่างนั้นเพียงค่อยๆเล็กลง

ม่านแสงแห่งทิวากาลค่อยๆคลี่ออก แสงแรกของอรุณสะท้อนน้ำตาเป้ยซ่งเป็นประกาย ในความอบอุ่นของแสงแรก ผู้คนกลับพบเจอเรื่องราวเลวร้าย นี่กลับเป็นโชคชะตาที่ไม่อาจคาดเดา

เป็นโชคชะตาที่น่าเศร้าเรื่องหนึ่ง

กระบี่ไร้โลหิต(๗):เซียนกระบี่ฟ้าทารกราตรี

พฤษภาคม 7, 2007

ปารมิตา(ภาค๑)กระบี่ไร้โลหิต

paramita-copy3.jpg

ตอน(๗):เซียนกระบี่ฟ้าทารกราตรี

ฝนซาฟ้า ดวงดาวเบื้องบนพลันกระจ่างยิ่งกว่าเดิม

เป้ยซ่งเหม่อมองพ้นด้านเนิ่นหญ้าเบื้องหน้า ทางหนึ่งทอดถอนใจระบายลมหายใจออกยึดยาว ครุ่นคิดเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด ทุกอย่างรายรอบล้วนแล้วสงบนิ่ง รับฟังได้เพียงเสียงลมหายใจผู้คน รับฟังได้เพียงเสียงกรีดร้องของเหล่าแมลงหลังฝน

เชาเส่ยยามนี้สงบนิ่ง ยิ่งคล้ายหุ่นเชิดตุ๊กตาไม้ไปทุกที ทุกคนภายใต้ไม้ใหญ่คล้ายเป็นบางสิ่งที่ไร้ชีวิต แม้คิดเคลื่อนไหว แต่มิอาจเคลื่อนไหว

เล่าเติ่งยังคงหลับไหล สีหน้าผ่อนคลายไร้ริ้วรอยกังวลบนใบหน้า มารเฒ่าตนนี้ใช่หลับไหลอยู่เช่นนั้นหรือ ความสงสัยภายในจิตใจชองเป้ยซ่งยังคงวิ่งไม่หยุด อากาศภายนอกเริ่มเย็นขึ้นทุกขณะ เชาเส่ยเงียบงันไม่พูดจาอีกเลยหลังจากทราบเรื่องเซียวเล้ง มันคล้ายโดนบางสิ่งบางอย่างทำให้มันสงบลง สงบราบเรียบจนไม่น่าไว้วางใจ ภายในจิตใจของมันยามนี้กลับร้อนดังเพลิงเผา ชั่วครู่เดียวนั้นเอง แสงเรืองเหลืงอ่อนพลันปรากฏเบื้องหน้าเป้ยซ่งแต่ไกล

ดวงไฟเรืองริ่วลอยมาแต่ไกล เป็นเป็นแสงไฟจากดวงโคมดวงเล็ก จากดวงเล็กค่อยสว่างใกล้เข้ามาทุกขณะ เสียงสวบสาบเมื่อเล่าเติ่งพลิกร่างงุ้มตัวงอคล้ายทั้งร่างแข็งทื่อ เป็นดังศิลาหินก้อนหนึ่ง จากนั้นจึงกลายเป็นหินศิลาจริงๆ เป้ยซ่งผงะอยู่กับที่ วิชามารนี้มันเองกลับเพิ่งเคยพบเจอ เหตุแปรเปลี่ยนเบื้องหน้าคล้ายอยู่ในห้วงความฝัน

“ทารกราตรีมาเยือนแล้ว หากคิดหลบหนีสมควรรีบเร่ง”
เสียงกระซิบลอยแผ่วเบาออกมาจากก้อนหินเบื้องหน้า ย่อมเป็นหินศิลาที่แปลงกายจากเล่าเติ่ง

“ทารกราตรี”เป้ยซ่งทวนคำแผวเบา เพียงได้ยินชื่อคนผู้นี้ เป้ยซ่งพลันหันหน้ากลับไปทางโคมน้อยสีเหลืองทันที มันแม้ไม่อาจมองเห็นได้เด่นชัด หากแต่ด้วยสายตาเล่าเติ่งไหนเลยผิดเพี้ยนได้ หากผู้ที่มาเป็นทารกราตรีจริงมันสมควรทำเช่นไร ขนาดเล่าเติ่งประมุขพรรค์มารยังคิดปลอมแปลงเป็นก้อนหิน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วย่อมแสดงว่าความเป็นมาของทารกราตรีที่ผู้คนล้วนกล่าวขานนับว่ามิได้กล่าวกันเลื่อนลอย

ทารกราตรีนับเป็นตัวประหลาดในยุทธภพ ความเป็นมาของมันนั้นลี้ลับ ชาวยุทธต่างรับรู้เรื่องเดียวว่า บุคคลเช่นมันไม่สมควรต่อแย ยิ่งไม่สมควรยุ่งเกี่ยวเรื่องราวกับมันเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ข้อมูลอ้างถึงว่ามันเป็นศิษย์สำนักกระบี่ฟ้าคำรณนั้นยังไม่อาจยอมรับได้ แต่ด้วยความน่ากลัวของมันผู้คนก็ไม่อาจปฏิเสธ ค่ายกระบี่ฟ้านี้คล้ายเป็นตำนานสำนักลึกลับไม่แพ้ชาวยุทธจากนครเสียดฟ้าและนครเบื้องล่าง เป็นความลี้ลับที่มีรสชาติประหลาด แม้อยากลิ้มลองแต่มิอาจกระทำ

ดวงโคมกลับลอยเข้ามาใกล้ทุกขณะ เป้ยซ่งแม้คิดหลบหนีกลับมิทันการณ์แล้ว

ร่างผู้คนเมื่อปรากฏ แสงเรืองของดวงโคมสาดไล้ใบหน้า วงหน้าของคนผู้นี้ทรงไข่ ผิวกายไม่ขาวผ่องออกเกรียมแดดดูเคร่งขรึมลึกลับ เส้นผมปล่อยยาวไม่มัดรวบ อาภรณ์ที่สวมใส่กลับธรรมดาสามัญยิ่ง เป็นคล้ายชุดชาวบ้านธรรมดาเสียมากกว่า แม้แต่รองเท้าก็หามีไม่ มือข้างหนึ่งว่างเปล่า อีกมือหนึ่งยกโคมไฟสีเหลืองระดับเดียวกับใบหน้าเป้ยซ่ง มือข้างเดียวกันคล้ายผูกกระดิ่งใบเล็กอยู่ขณะเคลื่อนไหวบังเกิดเสียงกรุงกริงเล็กน้อย จากนั้นเสียงแผ่วเบาเป็นคำพูดอันออกมาจากผู้มาเยือน

“ท่านพี่ท่านนี้ เป็นท่านพี่ท่านนี้รึเปล่า?” เสียงที่เปล่งออกมาแหบลึกหากแต่แฝงไปด้วยลมปราณลึกล้ำ เป้ยซ่งเห็นแน่ชัดแล้วว่าเป็นมันแน่ๆ มันผู้นี่ย่อมเป็นทารกราตรีไม่ผิดเพี้ยน ทารกราตรีเพ่งมองเป้ยซ่งอย่างสนใจ ไม่ทราบได้ว่าภายใจจิตใจมันยามนี้คิดเรื่องราวใดอยู่

“เป็นท่านแน่ๆ ท่านเพียงคนเดียว”

วาจาที่เอ่ยออกมานั้นน้ำเสียงคล้ายดีใจจนลิงโลด ดูไปทารกราตรีกลับคล้ายคนสติไม่ครบถ้วนเสียมากกว่า ร่างกายเต็มหนุ่มนั้นกลับตรงกันข้ามกับท่าทีที่มันแสดงออกมา เป้ยซ่งได้แต่เงียบงันเพียงสงบนิ่งรอดูท่าทีของมัน ว่าสืบเนื่องต่อไปเบื้องหน้ายังมีเรื่องราวอันใดให้มันประหลาดใจอีก มันคล้ายชาชินกับเรื่องราวเหนือความคาดหมายเสียแล้ว

ขณะเดียวกันนั้นมือหนึ่งของมันกลับยื่นออกมาคว้าเอาแขนเสื้อของเป้ยซ่งไป มันดึงแกว่งไปมาคล้ายเด็กน้อย เด็กน้อยที่ชักชวนให้สนใจเรื่องราว เด็กน้อยที่ชักชวนให้สนใจในตัวของมันเอง เป้ยซ่งมองตามมันเพียงหวังว่ามันยังเป็นเด็กน้อยแสนดีที่ขี้เล่นเท่านั้น เพียงเท่านั้นที่มันต้องการตอนนี้

ขณะนั้นเป้ยซ่งเพียงเหลือบมองโคมไฟสีเหลืองอย่างพิจารณา “ไฮ้!!!” มันลอบอุทานในใจ คล้ายอ่านเรื่องราวที่มาที่ไปทั้งหมดอย่างกระจ่างใจ ดวงโคม ทารกราตรี เหล่านี้ล้วนมีความหมายสิ้น ความระแวดระวังพลันหายไปสิ้น ใบหน้ามันปรากฏรอยยิ้มทันที

“เป็นท่านพี่จริงๆ … “มันกล่าวทวนคำแล้วคำเล่าคล้ายกับว่าคำๆนี้มีความหมายกับมันยิ่งนัก “ตาแก่หัวขาวนั้นมิได้โกหกข้าพเจ้า” มันแย้มยิ้มหน้าบานถึงที่สุด เป้ยซ่งยิ่งมั่นใจขึ้น บุคคลที่สามที่มันเอ่ยย่อมเป็นคนที่มันรู้จัก

“ท่านผู้อาวุโสท่านนั้นบอกอันใดแก่ท่านงั้นรึ” เป็นครั้งแรกที่มันกล่าววาจากับผู้มาเยือน
ทารกราตรียิ้มแย้มออกมา มันแย้มยิ้มง่ายดายยิ่ง ง่ายดายดังคล้ายว่ากระทำเป็นประจำ ประจำจนเป็นเรื่องปกติมิได้ปั้นแต่งรอยยิ้มแต่อย่างใด

“ท่านผู้อาวุโสหัวขาวนั้นกล่าวว่า หากท่านพี่พบเห็นดวงโคมนี้แล้วท่านต้องแย้มยิ้ม ” มันกล่าวไปทั้งหัวเราะคิกคักอยู่ตลอดเวลา เป็นเสียงหัวเราะที่มีความสุขยิ่ง ตอนนี้เป้ยซ่งคล้ายลืมเลือนไปแล้วว่ามันเป็นตัวอันตรายของยุทธภพ เป็นตัวอันตรายที่ผู้คนไม่อยากต่อแย เพียงพยักหน้าเป็นคำตอบแก่ทารกราตรี

ทารกราตรีอยู่ดีๆกลับนิ่งเงียบ เสียงหัวเราะขาดหาย รอยยิ้มกลับปรากฏที่แววตา มันก้าวเดินออกช้าๆ เริ่มออกห่างจากเป้ยซ่งไปทุกขณะ เมื่อได้ระยะหนึ่งจึงหยุดนิ่ง พลางกล่าวต่อไปว่า

“ท่านผู้อาวุโท่านนั้นบอกว่า เพียงเราเดินห่างจากพี่ชายสี่ก้าว ท่านพี่จะเล่นอะไรสนุกๆให้เราได้ชม” กล่าวจบมันยื่นมือที่ถือโคมไฟออกเบื้องหน้า

โคมไฟห่างจากเป้ยซ่งเพียงสองก้าวเท่านั้น แววตามันตอนนี้เป็นเช่นเดียวกับจิ้งจอกน้อยกลางราตรีอันพราวดาว มันถอนเท้าข้างหนึ่ง ไปด้านหลัง มือหนึ่งกระชับปลอกกระบี่ที่อยู่ข้างเอว เสียงคึกแน่นและลึกเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่กระบี่ข้างในจะแล่นออกมารับรสมวลอากาศเบื้องนอก

ประกายกระบี่สั้นของมันวูบวาบในความมืดมีเพียงเสียงไหวของสายลมรายรอบ ปลายกระบี่ค่อยๆสลักลงเนื้อกระดาษเกิดเป็นลวดลายทีละน้อย ดวงโคมสีเหลืองธรรมดาสามัญพลันกลับกลายเป็นมังกรท่องทะยานออกสู่มวลเมฆา เนื้อกระดาษย่อมบางอ่อนนิ้มแต่กระบี่นี้กลับสามารถสลักตัวเองผ่านเนื้อกระดาา จนสร้างลวดลายได้ เพลงกระบี่เช่นนี้หากใช้ต่อสู้สมควรพลิกแพลงได้หลากหลาย ยามใช้เพื่อการละเล่นกลับหน้าชมดูไม่แพ้กัน

ทารกราตรีพบเห็นเรื่องราวเบื้องหน้าดวงตาเกิดประกาย มันคล้ายสนุกสนานยิ่ง เป้ยซ่งยิ่งยินดี นี่ย่อมเพราะว่าการละเล่นเช่นนี้จึงมีเพียงสามคนเท่านั้นที่ทราบว่ามันสามารถกระทำ ผู้หนึ่งเป็นครุทางวิญญาณที่มันเทิดทูนอีกผู้หนึ่งกลับเป็นหญิงที่มันรักสุดหัวใจ “เซียวเล้ง” นางเป็นเช่นไรแล้ว คิดถึงตอนนี้มันพลันถอนกระบี่ออก กระบี่คืนฝักอย่างรวดเร็วสงบนิ่งอยู่ภายในคล้ายเด็กน้อยหลับไหล

ดวงโคมกระดาษตอนนี้คล้ายเปล่งแสงผิดจากเดิมมองไปคล้ายลายมังกรเหินล่อนท่ามกลางมวลเมฆา ดั่งคล้ายมีชีวิตก็มิปาน ทารกราตรีเห็นดังนั้นถึงดีดตัวเหิ่นขึ้นฟ้า ท่าร่างมันคล้ายมังกรท่องเท้าในอากาศธาตุ เป้ยซ่งชมดูจนแววตาเลื่อนลอย ดังพบเห็นเซียนเหินอยู่เบื้องหน้า มินานจึงได้ยินเสียงทารกราตรีคำรามก้อง คลื่อนเสียงกังวาลไปไกล

“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม” มันกล่าวซ้ำไปซ้ำมาหลายหน มือข้างที่คือโคมกวัดแกว่งไปมา มองไปคล้ายเด็กเล่นซุกซน คล้ายทารกเพิ่งพบเจอของเล่นชิ้นงาม หากแต่ทารกที่ว่ากลับเป็นเซียนกระบี่ เป็นเซียนกระบี่ฟ้าในร่างทารกราตรี

ครู่หนึ่งทารกราตรีพลันเหินร่างลงเบื้องหน้าเป้ยซ่งอีกหน มันคล้ายนึกเรื่องราวบางเรื่องออก ปากเอ่ยวาจารวดเร็วจนแทบไม่เป็นภาษา “มาๆๆ… ข้าพเจ้าลองเล่นบ้าง ข้า..ข้าพเจ้าลองเล่นอย่างพี่ชายบ้างเป็นไร” ขณะกล่าววาจามันกลับซัดดวงโคมที่อยู่ในมือออก ดวงโคมตอนนี้อยู่ในมือของเป้ยซ่ง มันรับไว้อย่างนุ่นนวล เพียงรอดูการเคลื่อนไหวของทารกราตรีอย่างสงบ

ขณะเดียวกันนั้นพลันบังเกิดแสงวาบเบื้องหน้าเป้ยซ่ง ดวงโคมมังกรที่เคยส่องสว่างอยู่แล้ว พลันส่องสว่างยิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้ที่ถือกลับมิคล้ายโคมไฟแต่กลับเป็นดวงไฟ ดวงไฟอันสว่างยิ่ง เป้ยซ่งหรี่ตาด้วยเพราะแสงนั้นเจิดจ้าขึ้นรวดเร็วเกินไป ชั่วครู่เมื่อดวงตามันเริ่มปรับเข้าหาภาพเบื้องหน้าได้ ร่างกายของพลันแข็งทือตลอดทั้งร่าง คล้ายโดนกระบี่น้ำแข็งนับพันนับล้านเล่มปักตรึง

ดวงโคมลวดลายมังกรที่กำลังท่องทะยานในม่านเมฆ บัดนี้กลับกลายเป็นมังกรตัวเดิมที่เหินล่อนลงสู่มหานทีอันบ้าคลั่ง เกลียวคลื่นโถมกระหน่ำยุ่งเหยิง เป็นลวดลายอันละเอียดยิบ เพียงวาบเดียวเพียงชั่วเสี้ยวหนึ่งกระพริบตา ทารกราตรีกระทำเรื่องราวเหนือผู้คนเข้าแล้ว หากนี้เป็นความฝันมันเองไม่อาจแยกแยะได้ว่าเป็นฝันร้ายหรือฝันดีกันแน่

เสียง”ติง”ปลุกมันให้ออกจากห้วงความฝัน เป็นเสียงของกระบี่ลั่นลงฝัก เป็นกระบี่ของมันเอง ที่ทารกราตรีใช้ออกกลับเป็นกระบี่ของมันเอง ดูไปเหมือนกับว่ากระบี่ของมันกลับเชื่อฟังผู้อื่นแล้ว นึกถึงตอนนี้กลับระบายลมหายใจออก กล่าวอย่างเชื่องช้า

“เพลงกระบี่อันเยี่ยมยอด” กล่าวจบมันคล้ายทำท่าคารวะผู้คน เป็นมันนับถือในฝีมือผู้คนจริงๆ

ทารกราตรีพลันเงียบงัน คล้ายกับว่ารับฟังสิ่งแสลงหู ใบหน้ามันบิดเบี้ยวคล้ายคิดอาเจียนบางสิ่งออกมา ชี้นิ้วออกไปที่กระบี่ที่อยู่ข้างเอวเป้ยซ่ง

“ท่านเรียกสิ่งนี้ว่ากระบี่???”

เป้ยซ่งงงงันชั่ววูบ หรือทารกตนนี้สติเลอะเลือนไปแล้ว

“ย่อมเป็นกระบี่ .. หรือท่านเห็นเป็นสิ่งใด??” มันคล้ายสงสัยยิ่ง ทารกราตรีหยีหน้า ออกท่าทางดูมันสะอิดสะเอียนยิ่งนัก มือที่จับกระบี่เมื่อครู่ถูกเข้ากับลำตัว คล้ายกับว่าเพิ่งได้จับต้องอาจม

“นี่กลับเล่นไม่ได้ นี่เป็นกระบี่ กระบี่นี้กลับเล่นไม่ได้ ไม่อาจเล่นได้” มันกล่าววนเวียนวกวนน้ำเสียงยิ่งกังวานหนักแน่นขึ้น ชั่วพริบตากระบี่ของเป้ยซ่งแล่นออกจากฝักไม่ทราบว่าเป็นกระบวนท่าวิชาอันใดจึงสามารถใช้สอยกระบี่ผู้คนง่ายดายปานนี้ราวกับเป็นเทพสถิตของศาสตรา

เป็นทารกราตรีอาศัยสภาวะลมปราณอ่อนควบคุมมวลอากาศรายรอบ กระบี่เมื่อแล่นออกพลันฟาดใส่ก้อนหินเบื้องหน้า คมกระบี่หักสะบั้นไม่เป็นชิ้นคล้ายมลายแหลกเหลวไปกับอากาศธาตุคงเหลือเพียงด้ามจับของกระบี่ ก้อนหินที่โดนฟาดใส่พลันแตกกระจายไม่เป็นรูปร่าง

เป้ยซ่งพลันคิดได้ว่า “ไฮ่!!.. นั่นเป็นหินเล่าเติ่ง” บรรยากาศอันสงบเมื่อครู่พลันสับสนคลุ้มคลั่ง ทารกราตรีกลับกลายเป็นคนเสียสติแล้ว ใบหน้ามันเมื่อมองไปที่ด้ามกระบี่ที่ไร้คมกระบี่ยิ่งปรากฏความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด

“กระบี่หักแล้ว เด็กน้อยผิดไปแล้ว กระบี่หักแล้ว มารดาอย่าใจร้าย มารดา..”

เสียงคำรามของมันสะท้านไปทั่วบริเวณอากาศรายรอบถูกกดดันด้วยพลังปราณที่ถ่ายทอดออกมา เป้ยซ่งอาศัยก้อนหินที่ฝังกับพื้นดินยันร่างให้มั่น ฝ่ามือทั้งสองข้างยามนี้ยกมาปิดหูทั้งสองข้าง คราครั้งนี้มันทราบแล้วว่า ที่น่ากลัวที่สุดของทารกราตรีมิใช่ฝีมือแต่กลับเป็นความคลุ้มคลั่งของมัน

“มารดา .. มารดาอย่าทำร้ายลูก ลูกไม่กล้าทำลายกระบี่แล้ว ลูกไม่กล้าแล้ว”

น้ำเสียงมันสั่นเครือ ใบไม้ที่โปรยปรายลงสู่เบื้องล่างด้วยเพราะความปั่นป่วนของมวลอากาศ คล้ายฉีกขาดไปพร้อมกัน เป้ยซ่งแม้ปิดหูทั้งสองข้างยังสามารถได้ยินเสียงร้องเหล่านั้น เป้ยซ่งรับฟังแล้วพลันสะท้อนใจ คนผู้นี่กลับมีภูมิหลังอันน่าเศร้า

น้ำตาอาบใบหน้าทารกตรีเมื่อใดไม่ทราบได้ มันคล้ายเด็กน้อยโดนทำโทษก็ไม่ปาน เรื่องราวความทุกข์ของมันเช่นนี้จึงมีผู้ได้เคยพบเจออย่างมันบ้าง มันพลันเตะเท้าทะยานร่างออกจากสถานที่นั้นโดยพลัน ขณะเดียวกันนั้นคร่ำครวญถึงมารดามันตลอดเวลา มารดามันเป็นบุคคลเช่นไร ไฉนจึงบ่มเพาะเรื่องราวเช่นนี้แก่มัน

เสียงของมันค่อยๆเลือนหาย แสงไฟจากดวงโคมก็เช่นเดียวกัน ทารกราตรีจากไปแล้ว เป้ยซ่งเหม่อมองไปยังทิศที่ผู้คนเลือนหาย มันก้มมองดูเศษหินที่แตกกระจายเบื้องหน้า

“เล่าเติ่ง.. นี่เป็นท่านจริงๆ หรือเป็นท่านหลบหนีไปแต่แรกแล้ว” มันกล่าวพร้อมระบายลมหายใจออก คล้ายว่าเก็บเรื่องราวบีบคั้นมากมายไว้ภายใน วันนี้นับเป็นวันแปลกประหลาดพิสดาร เรื่องราวครานี้บอกเล่าให้ผู้คนฟังยังมีใครยินยอมเชื่อถือ มันเพียงระบายลมหายใจออกอีกรอบหันหลังกลับไปทางเชาเส่ย

ร่างนั่นยังนั่งนิ่งสงบเงียบไม่เคลื่อนไหว

กระบี่ไร้โลหิต(๖):มารเฒ่า

กุมภาพันธ์ 12, 2007

ปารมิตา(ภาค๑)กระบี่ไร้โลหิต

paramita-copy2.jpg

ตอน(๖):มารเฒ่า

แสงอาทิตย์หรี่ลับนานแล้ว โปรยฝนซาหาย มารเฒ่าคล้ายหลับไหล หลังไหล่พิงเข้ากับเสาเรือนศาลา ลมโชยแผ่วเบา พัดพาสะเก็ดถ่านไฟปลิวเป็นเม็ดๆ เมื่อพัดต้องถ่านแดงเกิดแสงวาบขึ้นลงตามแต่จังหวะการเคลื่อนไหว ชายเสื้อมารเฒ่าพลิ้วตามลม ผู้คนนั่งอิงเอน ดูคลายใจยิ่งนัก

ผู้คนชรามักคลายกังวลต่อโลกหล้า หากแม้มีเรื่องราววุ่นวายร้อนใจของผู้คนกระทบใส่ กลับเบาบางหาเก็บมาเป็นอารมณ์ไม่ ผู้คนชราที่กระทำเรื่องราวเช่นนี้ได้มีได้มีมากนัก หากแต่ต้องเป็นผู้เคี่ยวกรำประสบการณ์ตัวเองอย่างยิ่งยวด เมื่อมองดูปัญหากลับเห็นเป็นเรื่องเบา แต่เมื่อเข้าไปกระทำพันตูกับปัญหากลับสะสางเรื่องราวเสียราบเรียบไร้ริ้วตะเข็บ มารเฒ่าเป็นชายชราประเภทนั้น หลังจากว่างเว้นเรื่องราวมักทอดตามองโลกหล้าอันเวิ้งว้างอย่างอิ่มเอม ราวกับสรรพสิ่งทั่งมวลล้วนสวยงาม ราวกับรับรู้ได้แม้กระทั้งเสียงคลอกระซิบระหว่างทิวไม้ปลิวกับสายลมสนทนาต่อกัน

ไม่นานนักเปลือกตาทั้งสองเพียงคล้อยหลับลง… สายลมอาบไล้ใบหูชายชรา

เซียวเล้งบรรลุถึงผาหินศิลาแล้วลมไหววูบเมื่อนางทิ้งตัวลง หากแต่ดรุณีน้อยนางนี้ไฉนกระทำเฉกเช่นชายชราได้ เพียงเท้าแตะพื้นดินเบื้องหน้าศาลา เหม่อมองโดยรอบคล้ายค้นหาผู้คน กลับพบเจอชายชราผู้หนึ่งนั่งอิงเสา กริยานั่นสงบเงียบงัน ผู้คนพบเห็นกลับมองผ่าน หาเป็นที่สนใจไม่ นั่นเป็นหนึ่งในกระบวนท่างำประกาย นางเห็นดังนั้นสาวเท้าเดินวนรอบบริเวณ พบเห็นร่องรอยการต่อสู้ เศษใบไม้บิดเบี้ยวผิดรูป คล้ายเกิดการปะทะกันของพลังลมปราณกล้าแกร่งสองสาย มือหนึ่งหยิบเศษใบไม้ขึ้นมาพินิจมองอย่างละเอียด เสมองไปทางศาลา

“ชายชราท่านนี้หลับไหลสบายอารมณ์ยิ่งนัก คาดว่าแม้ฟ้าถล่มลงมายังคงหลับลงอยู่เช่นนั้น” นางเอ่ยเสียงเบาบางคล้ายเกรงใจผู้คนอยู่บ้าง เสียงแตกปริของถ่านแดงดังปุแปะ แสงสว่างจากเปลวไฟวูบวาบ จะงอยปากของกาน้ำพ้นไอน้ำฟู่ๆ ศาลาไม้คร่ำครึคล้ายมีลมหายใจตามเงาไหวของไฟฟอน

“ท่านผู้อาวุโส..” นางย่างเท้าเข้าใกล้ชายชราเอ่ยน้ำเสียงสุกใสกล่าวออกไปคล้ายปลุกผู้คนให้ตื่นจากนิทรา มือหนึ่งแตะไหล่ชายชราแผ่วเบา

“ท่านผู้อาวุโส..” เอ่ยซ้ำอีกครา ชายชราครางเสียงอือในลำคอ เพียงแย้มเปลือกตาเล็กน้อยประกายอันเกิดขึ้นในดวงตาสร้างความประหลาดใจแก่เซียวเล้งยิ่ง นางมิเคยเห็นชายชราที่มีแววตาเช่นเด็กน้อยมาก่อน ยามนี้เบื้องหน้านางคล้ายเพราะเจอเด็กน้อยที่อาศัยอยู่ในร่างชายชรา ดูไปแล้วอดชื่นชมจนต้องอมยิ้มออกมา

“เด็กน้อยซุกซน เจ้ายิ้มอันใด ” ชายชรากล่าวออกมาทั่งยังคงอยู่ในท่าหลับไหลเช่นเดิม

“น้ำในกาท่านผุดเดือดนานแล้วเกรงว่าหากปล่อยไว้.. อย่างน้อยท่านต้องต้มน้ำใหม่ อย่างมากท่านต้องซื้อหากาน้ำใหม่” นางตอบด้วยน้ำเสียงยิ้มแย้ม กับชายชราตรงหน้านางคล้ายสัมผัสความอบอุ่นพิเศษ นางเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าไฉนจึงรู้สึกเช่นนั้นได้เมื่ออยู่เบื้องหน้าชายชราผู้นี้

“ท่านผู้อาวุโสคิดชงชาจึงตั้งน้ำร้อนไว้.. เด็กน้อยซุกซนช่วยท่านผู้อาวุโสชงชาเสียสักกาเป็นไร” เอ่ยไปมือหนึ่งของนางหยิบกาน้ำร้อนออกจากเตาไฟ เหลียวมองไปรอบๆค่อยถามขึ้นว่า

“ปานดินเล่าท่าน”

“เจ้าเอ่ยถึงอันใด?”

“ท่านชงชาไม่มีปานดินเผาหรอกหรือ”

“จำเป็นงั้นหรือ?” ชายชราหยิบกลักไม้ใส่ใบชายื่นให้ สีหน้านางประหลาดใจเล็กน้อย วูบหนึ่งคล้ายสำนึกได้จึงร้องอ่อ ยื่นมือรับกลักไม้นั้นมา

“อาจบางทีไม่จำเป็น” นางกล่าวเสียงราบเรียบขณะที่บรรจงเจียดใบชาลงกาน้ำร้อน ใบชาแห้งต้องผิวน้ำสีของน้ำเริ่มเปลี่ยนไป

“อืมม…” ชายชราส่งเสียงอืมหนึ่งหนค่อยขยับเคลื่อนไหว เสียงกึกคล้ายโลหะร่วงหล่น เซียวเล้งชายตามองต้นเสียงกลับพบเห็นกระบี่ดำทมึนกลิ้งตกจากศาลา เสียงกึกๆ ดังเป็นระยะ เสียงนั้นค่อยๆหรี่หายไปตามความลึกของช่องผา ในห้วงความคิดนางลอบอุทานถึงกระบี่ธาตุมาร หากแต่คล้ายมีพลังลึกลับบางอย่างขีดขวางลำคอนางไว้ ทำให้ไม่อาจเอ่ยความคิดนั้นออกมา

“สิ่งของท่านหล่นลงไป .. ท่านไม่คิดเก็บขึ้นมาหรอกหรือ” เป็นนางเอ่ยขึ้นลอยๆมิได้หมายคำตอบกลับมา

“เด็กน้อยอย่าห่วง สิ่งของเมื่อเป็นของเราย่อมเป็นของเรา”

“ท่านไม่ร้อนใจบ้างหรือ หากมีของรักที่ต้องจากหาย”

“ไม่มีสิ่งใดเคียงคู่ยั่งยืนเท่าจิตใจที่มีต่อกัน บางคราจำต้องจากกันด้วยเหตุจำเป็น”

เซียวเล้งเพียงมองออกไปเบื้องนอก ดวงดาวพราวฟ้างดงามนักยามฝนซา เมฆหมอกคล้ายล้มหายตายจากโลกหล้า นางถอนหายใจหนึ่งหน มือหนึ่งยกกาน้ำรินของเหลวภายในลงถ้วยชาใบเล็ก ริมฝีปากเอ่ยวาจาขึ้นประโยคหนึ่ง

“เด็กน้อยครุ่นคิดแทบตายไม่เข้าใจ ไฉนท่านผู้อาวุโสเพียงผู้เดียวกลับใช้ถ้วยชามสองสามใบ” น้ำชาเต็มจอกใบน้อย นางหันเหกาน้ำสู่ถ้วยชาอีกหนึ่งจอก ค่อยเอ่ยสืบต่อ

“หรือเป็นท่านเพิ่งรับแขกผ่านทางไป” สิ้นคำนาง น้ำชากลับรินเต็มจอกพอดิบพอดี นางค่อยๆประคองจอกชายื่นออกเบื้องหน้า คิดส่งให้ชายชรา วูบหนึ่งนางเหลือบเห็นกระบี่ดำทมึนเมื่อครู่ เอนอิงอยู่ข้างเสาศาลาสงบนิ่งไร้เรื่องราว นางลอบอุทานในใจ ว่าประหลาดยิ่งนัก หรือเป็นนางเลอะเลือนชั่ววูบจึงเห็นภาพหลอนเหล่านั้น

ชายชรายื่นมือออกรับถ้วยชาที่บรรจุของเหลวกรุ่นหอม ในดวงตามีประกายลี้ลับซุกซ้อนอยู่ จากนั้นหันใบหน้าออกนอกศาลาเหม่อมองเม็ดแสงดาดาวเบื้องนอก จิบชาร้อนเล็กน้อย พ้นลมหายใจออกมาเป็นมวลไอร้อน กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เด็กน้อย เด็กน้อยซุกซน เมื่อครู่เป็นผู้อาวุโสบอกเจ้าไปแล้วกระมัง” หยุดจิบชาร้อนอีกหนจนหมดถ้วย

“อันสิ่งใดในโลกหล้า ล้วนแล้วมีคู่เมื่อมีเป็นคู่ไม่ว่าอย่างไรเสียย่อมต้องพบเจอกันจนได้”

เซียวเล้งเหม่อมองท้องฟ้าถ้วยชาใบเล็กในมือคล้ายไม่อาจประคองไว้ได้ กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เมื่อใดเล่าท่านผู้อาวุโส .. เมื่อใดจึงเป็นเวลาเช่นนั้น”

ชายชรานิ่งเงียบเนิ่นนาน เพียงปล่อยให้สายลมโชยพัดชายเสื้อไหว เสียงเสียดสีของใบหญ้ารอบด้านบ่งบอกการมาของสายลม แลบ่งบอกการจากไปของสายลม ราตรีอันงดงามคล้ายอ้างว้างขึ้นมาในทันที

ดวงดาวพร่าพรมเต็มท้องฟ้า อวดแสงระยิบแข่งกัน บัดนี้คล้ายมีอยู่หนึ่งดวง โรยร่วงลงหลังมือดรุณีน้อย แต้มดาวที่หลังมือนาง เมื่อแรกอบอุ่น ผ่านไปชั่วครู่จึงเย็นเยียบ เป็นนางผู้เดียวที่รับรู้ความเยียบเย็นชนิดนี้

(จบตอน “มารเฒ่า”)

กระบี่ไร้โลหิต(๕):ผู้นำทาง

มกราคม 25, 2007

ปารมิตา(ภาค๑)กระบี่ไร้โลหิต

paramita-copy.jpg

สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว

เซียวเล้งใช้ลมปราณอ่อนเอาชัยอดีตประมุขพรรคมาร(เล่าเติ่ง) จนบัดนี้เดินทางก้าวล่วงพ้นเนินเขตเขาโดโจมุ่งสู่ดินแดนปารมิตา เล่าเติ่งอดีตประมุขพรรคมาร เข้าปะทะและควบคุมตัวเชาเส่ยกับเป้ยซ่งสองพี่น้องศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันกับเซียวเล้ง อาจารย์ของพวกมันคือเจ้าสำนักมังกรฟ้าคือบิดาของเซียวเล้ง มังกรเมฆา เจ้าสำนักฝ่ายเทวะ หากแต่ว่าที่มันทั้งสองสะกดรอยตามแท้จริงคือเซียวเล้งหรือหมายตาความลับในถุงแพรปักนกเป็ดน้ำคู่กันแน่

มารน้อยเพียงคิดเดินทางเพื่อส่งมอบสิ่งของนี้ให้มารขาวบิดาของมันได้เดินทางเข้าพบมารเฒ่ามิได้ใส่ใจเรื่องราวอันซุกซ่อนในถุงแพร ผู้ล่วงรู้ว่ามารขาวอยู่ที่ใดย่อมเป็นมารเฒ่าผู้เป็นอาจารย์ของมัน การเดินทางของมารน้อยเพื่อส่งมอบถุงแพรนี้ย่อมมิใช่เรื่องราวง่ายดาย นั่นย่อมติดตามตอนต่อไป …

ตอน(๕) : ผู้นำทาง

เพียงแสงแวบวาบใต้ทิวเมฆา สีครึ้มดำของมันนำพาอารมณ์ผู้คนเวิ้งว้างหดหู่ ละอองฝนพรมเป็นฝอยอาบทั่วพื้นกระท้อมปลายผา ชายชรานิ่งเงียบ ผ่านไปเนิ่นนานมิคล้ายมีวาจาใดๆออกจากร่าง เม็ดหมากขาวดำเรียงรายแน่นหนาแทบมองไม่เห็นพื้นที่ว่าง ดูไปเป็นช่วงปลายสุดของกลเกม เหล่ากองทัพม้าศึกล้วนเข้า ประจันหน้า เพียงพบเหลียมมุมใดสามารถเล็ดรอดได้ นั่นถึงกับเป็นจุดแตกหักสิ้นสุดในสมรภูมิรบ

(more…)