Archive for the ‘ประจำ-ว่าง-’ Category

ตกใจ!!

เมษายน 5, 2008

ตกใจ หน้าจอส่วนเขียน เปลี่ยนไปใหม่
ขอเวลา เรียนรู้หน่อย ฮึฮึ….

“คนเราจะเรียนรู้อะไรได้นักหนา ฮือ.” บ่นกับตัวเองซะอย่างนั้น ที่จริงรำคาญเล็กน้อยตรงที่บางสิ่งบางอย่างที่เราใช้จนเคยชิน อยู่ดีๆก็โดนปรับเปลี่ยนไป “อย่างเลือดเย็น” แน่ละของมันฟรีนี่ จะบ่นอะไรนักหนา มีให้ขีดเขียน ให้ระบายความผิดเพี้ยนทางความคิดก็บุญ หนัก หนาแล้ว

ภาพงั้นเหลือ .. ไม่เห็นจะยากเลยเพื่อนเจี๊ยบ “add media” นั่นงาย.. ปาดโถ้ มีทั้งรูปทั้งเพลง แจ่มซะไม่มีละ

นี่งาย ลงอีกรูปเลย .. แต่เพลงยังลงไม่เป็นหรอก ระบบนี้อืดได้ใจ ..

ปีใหม่ไทยไม่ได้ไปไหน อ่านหนังสือที่ซื้อไว้ให้หมด (คิดว่านะ)

อีกภาพ

อีกรูป

วุ้ย!!… พอละ ไปดีฟ่า

Advertisements

บันทึกประจำว่าง : บ่นไปเรื่อย…

มีนาคม 29, 2008

2551-03-12.jpg

29-mar-2008

อากาศยามเช้ามัวๆเพราะเมฆเริ่มอ้วนดำ มันเหมือนฝนกำลังจะตก แต่อาจไม่ตกแถบแถวนี้ เพราะลมมักจะพัดพาสิ่งที่เราเห็นเบื้องหน้าไปที่อื่น จะอะไรก็ตามแต่ อากาศวันนี้ร้อนชิบ-

อ่าน “ประวัติย่อของเกือบทุกสิ่ง” จากจักรวาลถึงเซลล์

001-06.jpg

ผ่านไปร้อยกว่าหน้า ชอบตอนแรกๆ เกี่ยวกับเรื่องจักรวาล ดวงดาว การเกิดโลกหรือเอกภพ จินตนาการของนักดาราศาสตร์ ขำขำไปกับเรื่องเพี้ยนๆของการทดลอง หรือการสืบค้นหาความเป็นจริงในจักรวาล เอกภพ หรือภายนอกผิวบรรยากาศโลก ขณะอมยิ้มในความพิเรนของบรรดาเหล่าศาสตราจารย์ ก็ต้องอดชื่นชมในความมานะพยายามของพวกเขาไม่ได้

อย่างเรื่องที่ท่านเซอร์ไอแซกเคยทดลองว่าเมื่อเรามองดูดวงอาทิตย์เป็นเวลานานๆแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับตา ดวงตาของท่านเซอร์ไปอย่างไรนั้นไม่ทราบได้ ทว่าผลครั้งนั้น ทำให้ท่านเซอร์ต้องขังตัวเองอยู่ในห้องมืดหลายวันเพื่อทบทวนผลของการทดลองนั้น

แต่ก็เพราะการเริ่มต้นเพี้ยนๆเหล่านี้หรอก ที่ทำให้เราๆรุ่นหลัง ได้คลายความสงสัยหลายๆอย่างเกี่ยวกับโลก จักรวาล แม้ว่าจะสับสนหรือผิดพลาดในบางครั้ง แต่ก็ยังประทับใจในความสงสัยและความพยายามของสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า”คน” มองดูรอบๆตัวเราเดี้ยวนี้ จำพวกช่างสงสัยและกล้าหาญที่จะหาคำตอบแบบคนโบราณนั้นเหลือน้อยลงทุกที

อ่านมาถึงเรื่องเกี่ยวกับนักธรณีวิทยา ก็เกิดอาการมึนศีรษะอย่างไม่เล็กน้อย(อย่างมาก) เพราะมีศัพท์แสลงมากมายเกี่ยวกับการแบ่งยุคแบ่งสมัยของหินบนโลก จำต้องหยุดอ่านเป็นพักๆ เพราะสมองตัวเองโหลดข้อมูลแนวนี้ไม่ไหว บางครั้งก็ต้องอ่านผ่านๆไปตรงที่มีชื่ออะไรเยอะๆ

ที่ชอบตอนแรกๆก็เพราะมีการเปรียบเทียบและยกตัวอย่างประกอบให้นึกภาพตามอย่างแจ๋วเชียวละ นี่ถ้ามีรูปภาพประกอบอีกสักหน่อยละก็ แจ่มเลย อย่างตอนยกตัวอย่างของขนาดความใหญ่ของระบบสุริยะจักวาล ที่ใหญ่ถึงขนาดไม่สามารถจะบรรจุแผนผังดวงดาวทั้งระบบในสมุดหนังสือเรียนได้ ตามมาตราส่วนจริง เพราะแม้คุณจะหดทุกสิ่งทุกอย่างลงมาจนดาวพฤหัสเหลือเล็กเท่าจุดฟูลสต็อป และดาวพลูโตเล็กเท่าหนึ่งโมเลกุล ดาวพลูโตก็ยังต้องห่างออกไป 10 เมตรอยู่ดี

2551-02-02-06.jpg

ที่น่าทึ่งเพราะคนสมัยนั้นมีอุปกรณ์เครื่องมือที่จะช่วยคำนวณอะไรต่อมิอะไรน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับสมัยนี้ แต่ผลการคำนวณกลับใกล้เคียงกับผลจากการใช้เครื่องมือปัจจุบัน ลองคิดดูแล้ว คนสมัยก่อนใช้จินตนาการและสูตรคำนวณมากกว่าเครื่องมือนั่นเอง ใช้ความคิดเยอะ ใช้เครื่องมือน้อย นั้นคือการทำงานของคนสมัยก่อน ส่วนคนสมัยนี้ ใช้ความคิดน้อยใช้ความรู้(ของคนสมัยก่อน) และเครื่องมือเยอะ

เคยเห็นภาพคนสมัยก่อนจากหนังสือสารคดีต่างประเทศที่เขาเอารูป ของคนโบรณมาลง หัวเขาโตเหมือนสัตว์ประหลาดเลย อย่างดารวินชี หรือขงจื้อชาวอียิปต์บางคนก็เป็นแบบนั้น คนเหล่านี้ใช้ความคิดเยอะ พูดน้อยปากเลยเล็ก คนบางคนใช้ความคิดน้อยพูดเยอะปากเลยใหญ่ ใหญ่กว่าสมอง ปากใหญ่ไม่พอจมูกยังบวมอีก อีกหน่อยก็บวมทั้งตัว (อุ่ย!!..โทษที)

เขียนถึงตรงนี้แล้วนึกถึงหนังสืออีกเล่มหนึ่ง เป็นmagazine เกี่ยวกับการบิน ที่จริงก็ไม่เคยซื้ออ่านหรอกครับ แต่พอดีธีมเรื่องในฉบับนั้นน่าสนใจ หรือว่าอยู่ในความสนใจอยู่แล้ว เลยซื้อมาอ่าน

001-08.jpg

เป็นเรื่องราวในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของวงการอวกาศโลก ไล่เรื่องราวนับตั้งแต่ช่วงแรกๆที่มนุษย์เริ่มสงสัยว่ามีสิ่งอะไรบ้างนะ ที่อยู่พ้นไปจากทิวเมฆ หรือนอกบรรยากาศนั้น มีสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับเรา หรือว่าเป็นพี่เป็นน้องที่พลัดพรากจากกันมานานรึเปล่า ความสงสัยที่กล้าหาญ ผลักดันให้เหล่านักคิดต้องต่อสู้ ไม่ใช่ว่าจะต้องต่อสู้กับแรงเสียดทานหรือแรงโน้มถ่วงของโลกเท่านั้น หากแต่ว่า แรงเสียดทานทางความเชื่อก็เป็นอีกแรงหนึ่งที่ทัดทาน อำนาจความสงสัยของมนุษย์

เล่มนี้ไม่ได้เอ่ยถึงการคิดค้นและสืบหาเรื่องราวเกี่ยวกับดาวนอกโลกมากนัก เพราะเป็นหนังสือเกี่ยวกับการบิน จึงเน้นเนื้อหาไปปีการพัฒนาการบินที่เกี่ยวกับการออกไปนอกชั้นบรรยากาศเสียส่วนใหญ่ การสร้างจรวดนัดแรกเป็นเรื่องของสงคราม แต่นัดต่อมาเพื่อท่องไปในอวกาศ การต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงระหว่างสองมหาอำนาจผลักดันให้เกิดเทคโนโลยีอะไรหลายๆอย่างในปัจจุบันใช้ประโยชน์ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตามแต่ ทว่าสิ่งต่างนั้นล้วนเกิดได้จากความสงสัยและความกล้าที่จะคิดนอกกรอบ จนไปถึงนอกชั้นบรรยากาศ

เช่นเดียวกัน เดี้ยวนี้คนที่จะคิดอะไรที่แปลกแยกไปจากความเชื่อเดิมๆ ก็ต้องระมัดระวังตัวไม่แพ้สมัยก่อน แม้จะมีเหตุผลก็ตามทีเถอะ นึกถึงบางประโยคที่เคยอ่านเจอและจดไว้ในสมุดบันทึก เป็นหนังสือของอาจารย์เสกสรรค์

“ชีวิตที่ต้องโต้แย้งผู้คนแบบหาข้อยุติไม่ได้.. ถึงยังไงก็คงไม่ใช่ชีวิตที่ดีนัก

แต่มันคงเลวไปกว่านี้อีก ถ้าหากไม่เห็นด้วยแล้วยังเงียบเฉย”

ลอดลายตะกวด : โลกเปลี่ยนต้องเปลี่ยนโลก
-เสกสรรค์ ประเสริฐกุล-

อ้อ.. หนังสือ aerospace เล่มนี้มีเว็ปด้วยละ เข้าไปที่ http://www.aerospacemag.com/ มีข่าวสารและภาพสวยๆที่เกี่ยวกับการบิน หรือเกี่ยวกับอวกาศนอกโลก คนที่ชอบทางนี้คงถูกใจ

พูดถึงเรื่องราวของจักวาลและอะไรที่อยู่นอกโลกมาแล้ว ยกประโยคของอาจารย์เสกสรรค์มาก็แล้ว เลยนึกถึงหนังสืออีกเล่มหนึ่งของอาจารย์ ที่จริงอ่านจบไปหลายเดือนแล้ว แต่ไม่ว่างที่จะกล่าวถึง เพราะสติสมาธิสั้นพอสมควร ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ได้ป่วยเป็นโรคผิดหวังการเมืองอย่างชาวบ้านเขาหรอกครับ เพราะไม่เคยหวังอะไรกับการเมืองในนิยามที่พวกนักการเมืองชอบยกมาอ้างอยู่แล้ว

001-07.jpg

อุดมคติแม้เป็นสิ่งที่เข้าถึงยาก ทว่าจะไม่สนใจหรือลืมเลือนไปก็เป็นเรื่องน่าเศร้าอยู่ไม่น้อย คือความหวังหรือแสงดาวหรี่ลิบชะโลมจิตใจให้หายเหน็ดเหนือย จากเรื่องราวรอบกาย หนังสือ”เพลงเอกภพ” เล่มนี้ผมอ่านจบใหม่ๆรู้สึกว่ามีความหวัง กับการพยายามในการกระทำอะไรหลายๆอย่าง ในด้านความคิด การทำงาน หรือการทัดทานความนึกคิดในกระแสรอบด้าน

001-09.jpg

บันทึกเรื่องราวการเดินทางระหว่างภูเขาและทะเล ต่อสู้กับตัวตนและเหล่ามัจฉาในมหานที

มนุษย์ทุกผู้นาม หากยังสามารถรับรู้ถึง ความรู้สึกในตัวตนได้อยู่ ย่อมต้องมีความรู้สึกอยากค้นหาหรือเดินทางไปยังปลายสุดของห้วงนทีแห่ง “อุดมคติ” ไม่ว่าจะหลุดพ้นชั้นบรรยากาศ ดวงจันทร์ แนวรั้วแห่งระบบสุริยะ หรือเอกภพอันเวิ้งว้าง จากการได้มา หรือเข้าถึง ย่อมต้อง”ต่อสู้”

ในระหว่างทางคือการต่อสู้ ในระหว่างสายธารความคิดคือสนามรบแห่งห้วงคำนึงรู้ แม้ตัวเราเองจะหยุดนิ่งวางเฉยไม่เคลื่อนไหว ทว่าภายในจิตใจล้วนต้องเผชิญหน้ากับคำถามมากมาย สยบความวุ่นวายในคำถามเหล่านั้นด้วยความ รู้สึก- นึกตรอง – คิดได้

รับรู้ว่าพ้นจากร่างกายตัวตนของเราคือพื้นฟ้าและผิวน้ำ เหนือเบื้องบนขึ้นไปคือดาราจักรอันหมุนวน ซับซ้อนเกินกว่าจิตนาการจะก้าวล่วง ร่างกายเรานั้นจึงเล็กน้อยยิ่งกว่าผงธุลีในเอกภพ แทบเรียกได้ว่าไม่มีตนและไม่ส่งผลสั่นครอนต่อการหมุนวนของวัฏจักร

เมื่อมลายอัตตาตัวของตนได้ ก็สามารถสัมผัสถึงความกว้างใหญ่ของเอกภพ อีกทั้งยังรับรู้และพลังอันไร้ขอบเขตที่หมุนวนรายรอบ นักรบย่อมสรรค์หาพลังเหล่านี้ ผิดจากนักล่า ที่เอาแต่สรรค์หากระหายในพลังแห่งวัตถุ

suveny.jpg

ในหนังสือของอาจารย์สุวินัย มีเอ่ยถึงความแตกต่างระหว่างนักรบและนักล่า อีกทั้งยังมี “ผู้กระจ่าง” เล่มนี้มิเพียงมีการวิเคราะห์นิยายเรื่องมูซาชิแล้ว ยังรวบรวมกลยุทธ์ต่างๆสำหรับนักรบทางจิตวิญญาณที่กำลังต่อสู้กับอวิชาในปัจจุบัน หลักและภูมิปัญญาของ”หมากล้อม” อื่นๆอันพอจะเป็นแนวทางให้เหล่านักรบรุ่นใหม่ได้อาศัยเป็นหนทางกำหนดยุทธ์ศาสตร์ในการใช้ชีวิต

บ่นไปบ่นมาก็ล่อไปบ่ายกว่าละ นาฬิกาชีวิตร้องเตือนอยู่โครกๆ สงสัยต้องไปหาอะไรกินหน่อย พรุ่งนี้ต้องไปเป็นตากล้องงานแต่งงานน้องชายอีก เอาไว้ว่างๆสงบๆ จัดสรรค์สมาธิได้ยาวนาน คงได้กลับมาบ่นใหม่

สวัสดีวันหยุดทุกท่านครับผม

บันทึกประจำว่าง : ทดสอบๆ

กุมภาพันธ์ 23, 2008

พักงานพักการลงเพียงครู่ แหงนสบมองนาฬิกาที่แหวนสงบตรงข้างฝา
เวลาเดินไปในขณะที่สิ่งบรรจุหยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหว

ระยะหลังนี้มา รู้สึกได้ว่าความคิดในสมองตัวเองนั้นเหนื่อยหน่าย อ่อนแรงงั้นหรือ หาเป็นเช่นนั้นไม่ อาจเป็นเหตุจากความไม่ปะติดต่อเนื่องของความครุ่นคิดก็เป็นได้ จึงไม่อาจร้อยเรียงเรื่องราว ให้ยาวนานต่อเนื่อง ภาระสมองถูกแบ่งสรรค์ปันส่วนให้กับการงานที่รับผิดชอบ

ยิ่งครุ่นคิดยิ่งพบเจอขยะสมองที่หามีประโยชน์อันใด ได้แต่ลองหาอะไรอย่างอื่นทำเพื่อปรับดุลความคิดให้เปิดขยายกว้างไม่อึดอัดรัดรุมเพียงไม่กี่เรื่องราว

เลยลองเอางานเขียนเก่าเก็บมาร่ายเรียง อ่านย้อนไปทวนมา ให้คิดซ้ำรอยคิดเดิมเมื่อแรกเริ่ม

ว่า..