Archive for the ‘บทไม่ได้ความ’ Category

อืม…สมองกลวง

มีนาคม 22, 2007

กลวง

กลวง [ADJ] hollow
Syn. โหว่, โบ๋
Ant. ตัน.
Def. เป็นรูเป็นโพรงข้างใน.
Sample:หัวใจเป็นอวัยวะกลวงซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อพิเศษต่างจากกล้ามเนื้อชนิดอื่น

ที่มา : LEXiTRON

เวลา คิดอะไรไม่ออก อืม… เขาเรียกว่าสมองกลวงรึเปล่านะ อ่า.. แล้วมันไม่ดีเหรอสมองกลวงก็เบาหัวดีออก ง่า… ถ้าหัวเบาเวลาเราเดินศุนย์ถ่วงมันจะเพี้ยนนะ เดินเป๊ไปเป๊มาเหมือนคนเมาเลย เฮ้ย.. คนเมาสมองกลวงเหรอ ไม่หรอก เคยเมาเหมือนกัน ตอนเช้าตื่นมาในหัวเหมือนมีอะไรยัดอยู่เต็มเลย

อะไร???

ไม่รู้เหมือนกันรู้แต่ว่าเต็มจนแทบไม่มีที่ให้ใส่อะไรอีก อืม.. หรือว่าเป็นเหล้า เฮ้ย.. จะเป็นเหล้าได้ยังไง กินเข้าไปมันก็ลงไปที่กระเพาะสิ มันจะไปอยู่ที่หัวได้ยังไง เออ.. นั่นสินะ แต่แปลกนะ

แปลกยังไง???

ตอนนั้นหัวหนักมากมีอะไรอยู่เต็มหัวเลย แต่หัวกลับใช้งานไม่ได้ อืม.. จริงๆ เฮ่!!! ก็เหมือนกับตอนนั้นไง เวลาเรียนนะ เวลาคุณครูถามเราแล้วเราตอบไม่ได้ ครูจะว่าเราประจำเลยว่า “ไอ้สมองกลวง” แล้วนายตอบครูว่ายังไง

“รู้แล้วยังถามอีก ถามอยู่ได้ตอบเองบ้างสิ” ฉันตอบครูแบบนี้ “โกหก!! นายไม่ตอบแบบนี้แน่” ฉันตอบครูจริงๆ แต่ตอบในสมองกลวงๆของฉันนะ มันเบาเสียจนครูอาจไม่ได้ยิน

“แล้วครูทำไงต่อ”

ครูก็เอาไม่เรียวมาตีฉันนะสิ

“อ้าว!!… ทำไมละ”

“สงสัยครูจะได้ยินนะสิ ถามได้ไอ้คนนี้ สมองกลวงรึเปล่า”

เรื่องในวงเวียน(๒):การรอที่มีความหมาย

มกราคม 7, 2007

ข้าพเจ้านั่งมองแสงวูบวาบที่ฉาบบนหน้าจอทีวี ภายในนั้นเป็นฉากจบอันน่ารักของหนังชุดขนาดยาวเรื่องดาบมังกรหยก เสียงเพลงละครค่อยๆหรี่เบาลง ข้าพเจ้าแวบความคิดหนึ่งขึ้นมา พลันหยิบสมุดดินสอนั่งจดอะไรบางอย่าง

เมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อนข้าพเจ้าเดินเข้าออฟฟิตมาพร้อมด้วยในมือถือกล่องซีดีหนังชุดครบทุกแผ่นจนจบ ชักชวนเพื่อนๆนั่งดูกัน เป็นนัยว่าจะได้ไม่ต้องรอจนถึงวันศุกร์และเสาร์ เอากับมันสิ นั่งถ่างดูกันจนแสบหน้า เหล่าสหายหันมาชักชวนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอบาย (หมายถึงไม่ดู) มิใช่เพราะงานรัดตัวหรือกลัวเจ้านายมาพบ หากแต่ว่า สุขสำเร็จรูปเหล่านี้ทำให้สิ่งหนึ่งในชีวิตคนเราหายไป “ความหมาย” ความสุขนั้นมีความหมาย ความสุขที่ไม่มีความหมายคือความสุขที่เป็นโพรงเวิ้งว้าง มาแล้วผ่านไปไม่ได้ประดับไว้ในความทรงจำเลย

ทำไมต้องประดับไว้ในความทรงจำ?

อะ!! ก็มันมีความหมายไงมันถึงประดับไว้ในความทรงจำ

เอ้ไอ้นี่ตอบไม่ตรงคำถาม ถามว่าทำไมต้องประดับไว้ ประดับไว้ โปรดฟัง(อ่าน)อีกครั้ง “ประดับไว้

ความทรงจำเป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่มนุษย์ใช้ควบคู่ไปกับจิตใจ มนุษย์จึงสามารถรอดพ้นเรื่องราวเลวร้ายมาได้ ด้วยเพราะมีจิตใจที่แข็งแรง ประกอบด้วยความทรงจำอันดีเป็นกำลังเกื่อหนุนและความทรงจำอันเลวร้ายเป็นประสบการณ์ที่เตือนตนให้ระวังตัวอยู่ตลอดเวลา การรู้จักรสชาติของการรอคอยก็เป็นความทรงจำอย่างหนึ่ง

ในส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าให้ความสำคัญกับการรอคอยไม่น้อยกว่าความสำเร็จ การรอคอยทำให้ผลที่ได้มานั้นหอมหวานเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเหรอครับ? ได้ข้าพเจ้าลองยกตัวอย่างง่ายๆและใกล้ตัว มีวันหนึ่งข้าพเจ้าปวดท้องจะอึ๋อย่างหนัก เข้าห้องน้ำสาธารณะ อ้าว!! ไอ้ชิหาย ห้องน้ำไม่ว่างสักกะห้อง “รอ” การรออันยาวนานทำให้ท่านรู้จักอดทนอดกลั้น ถึงแม้ว่าจะกลั้นไม่ค่อยอยู่เพราะข้าศึกมันบรรลุถึงประตูเมืองแล้ว แต่วินาทีนั้นท่านทำได้แค่รอ หากแม้มีเสียงเอี้ยดดด.. ของประตูห้องใดห้องหนึ่งเปิดออกมา ณ.ตอนนั้นความสุขที่จะได้ปลดทุกข์มันมาล้นเสียว่าการที่ ท่านปวดตุ่ยๆ เดินดุนๆเข้าห้องน้ำไป เจอ อ่า.. ห้องว่าง เข้าไปปลดทุกข์ โอ้.. โล่ง บรรยากาศมันคนละอารมณ์แหงมๆ ชิมะ ตัวอย่างนี้ออกจะเหม็นเสียหน่อย โอเค ข้ามไปเอาใหม่ วันหนึ่งข้าพเจ้าเข้าครัวทำน้ำเก๊กฮวยกินกับท่านแม่หรือมารดาข้าพเจ้า กระบวนการเยอะแยะมากมาย ต้ม ต้ม ต้ม คั้นน้ำเอากากออก รอจนเย็น เอาน้ำแข็งมาทุบๆๆ กว่าจะได้ น้ำเก๊กฮวยหวานเจี๊ยบ มากรอกลงคอ ถามว่ามันสะดวกกว่าที่เราซื้อแบบซองฉีกห่อเจอซอง แล้วฉีกฉอง(ฉีกซองข้างใน)อีกที แค่ไม่กี่นาทีน้ำเก๊กฮวยก็พร้อมเสริฟ อะ อะ ไม่เลยไม่เลย แบบซองสะดวกกว่าเยอะเปลืองแรงน้อยกว่าแยะ

แต่การทำอะไรกับแม่ที่นานๆเจอกันทีมัน หาใช่เป็นโอกาศที่หาได้บ่อยๆที่ไหน รสชาติของน้ำเก๊กฮวยที่ออกมา มันอาจจะห่วยไม่เป็นเก๊กฮวยเหมือนดังชื่อ แต่จะยังไรซะลิ้นจระเข้อย่างเราๆมันก็อะกรี(agree)กันได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหาแน่นอน ดังนั้นแล้วรสชาติที่ว่ามานั้น ในพจนานุกรมของข้าพเจ้าจึงแบ่งรสชาติในชีวิตเป็นสองรส คือรสสำเร็จกับรสที่ได้จากการรอคอย

จบเรื่องรสชาติมาเข้าเรื่องหนังชุดที่ว่า นั่นเป็นอารมณ์นึกคิดส่วนตัว คนอื่นอาจไม่เป็นเช่นนั้นแต่ข้าพเจ้าเป็น นั้นเพราะในชีวิประจำวันในการทำงานทุกๆวัน เรื่องราวในรอบวันนั้นซ้ำวากจนข้าพเจ้าจำต้องสร้างฉากลวงจิตตัวเองขึ้นมา (การเขียนหนังสือก็เป็นฉากลวงจิตอย่างหนึ่งของข้าพเจ้า) การรอคอยที่จะถึงวันศุกร์ห้าทุ่มกว่าๆเพื่อที่จะได้ชมหนังชุดที่ตัวเองชอบ ก็ทำให้เกิดความหมาย มากกว่าการดูรวดเดียวจนจบแล้วเมื่อถึงวันศุกร์ เราก็จะไม่มีความหมายอะไรเลยที่จะรีบ ทำงานอื่นให้เสร็จๆ แล้วรีบกลับบ้านอาบน้ำเย็นๆ หากอากาศหนาว เราก็ซุกตัวเองในผ้าห่มอุ่นๆ นี่ละความหมายของคนหนึ่งคน คนบางคนให้ความหมายตัวชีวิตสูงกว่านี้ นั่นก็ไม่แปลก เพราะขนาดนิ้วเรายังไม่เท่ากัน ความอยากของคนเราย่อมไม่เท่ากัน

ข้าพเจ้าเป็นคนเช่นนี้ละ ชอบมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ หาความหมายกับอะไรที่ใกล้ๆตัว มันทำให้เราดำรงค์อยู่ได้ในสังคมที่มีแต่การปรุงแต่ง จนแทบจะเรียกว่าเมืองมายา ที่มิได้หลอกลวงกันแค่ในจอทีวี หากแต่ผู้คนเดินเท้าที่สับสวนกันมาเหล่านี้ มักเห็นเรื่องมายาเหล่านั้นเป็นความสุข หากแต่ความสุขเหล่านั้นล้วนแล้วเกินตัว ตะกอนที่หลงเหลือจากความทะยานอยากของคน เหมือนควันพิษ ที่อบอวลอยู่ในบรรยากาศ มีแต่ทำให้เราแย่ลงแย่ลงเสียทุกวัน “คิดง่ายนี่” มีคนเคยบอกกับข้าเจ้าเช่นนี้หลายครั้งที่ข้าพเจ้าพยามให้เขาเหล่านั้นลดเพดานความคิดยากๆที่จะหาความหมายอันสูงส่ง

“ใช่ง่าย.. แล้วจะคิดให้ยากทำไม ”

นั่นละคำตอบของข้าพเจ้า ถึงจะเป็นคำตอบง่ายๆ แต่มันก็มีความหมายนะโว้ย

เรื่องในวงลับ(๑):ทำความสะอาด

มกราคม 5, 2007

ผงฝุ่นเล็กๆที่ติดตามซอกหลืบทีวีโต๊ะต่าง ค่อยๆกระเดียดตัวเองติดไปกับผ้าขี้ริ้วที่ซับน้ำพอหมาด ที่มุมปากข้าพเจ้าเกิดรอยยิ้มประหลาด ในความเงียบงันของยามเช้า ไอ้หมูอ้วนเด็กหน้าบ้านมันทำลายความสงบด้วยการ จุดปะทัดแท่งโต หมูหมากาเป็ดแตกกระเจิง ก้นที่เปลือยเปล่าของมันก็ลายตามเสียงปะทัดยักษ์เฉกเช่นเดียวกัน

เป็นเช้าของวันหยุดที่ใครๆก็ต่างซุกตัวเองอยู่ในอ้อมอุ่นของนวมผ้าหนานุ่ม มีไม่มากนักที่จะตื่นมาดูชมพระอาทิตย์ยามเช้า ข้าพเจ้าแม้จะตื่นแต่เช้าแต่ก็ไม่อาจมองเห็นหัวเหม่งๆของพระอาทิตย์ตอนโผล่ศีรษะมาทักทายชาวโลก นั่นเพราะเมื่อเดินมานอกระเบียง ก็ต่างเห็นระเบียงและระเบียงของตึกตรงกันข้าม ชาวตึกอย่างเราได้ตื่นแต่เช้าก็บุญหนักหนาแล้ว อย่าว่าแต่จะได้เห็นดวงอาทิตย์ริบๆชายเขาแบบชาวบ้านที่อาศัยบนที่ราบและไม่เรียบสูงกับเขาเลย ห้า… ว่าไปทำไมมี

ข้าพเจ้าตื่นแต่เช้า เช้าแรกของวันหยุดแรก ก็รำพึงกับตัวเองแล้วว่า “ทำความสะอาด” แน่นอนบอกใครไม่ได้ ก็อยู่คนเดียว ไม่ทำเองแล้วใครจะทำ เริ่มทำความสะอาดจากภายนอกมุ่งสู่ภายในขยายพลังลมปราณสู่มวลอากาศอังเวิ้งว้าง สติสมองแตกซ่าน ความบ้าเริ่มมาเยือน โอ้วไม่ นี้มันบ้าไปแล้ว คนบ้าที่ใหนหลุดมา ช่วยจับมันกลับไปที่เดิมที
เอาใหม่

เช้าวันแรกเป็นวันที่ดีเป็นวันที่ดียิ่งอากาศแม้เย็นแต่มิถึงกับเหน็บหนาว ผู้คนคราพ่อแม่ต่างออกมานั่งรอใส่บาตร พรพร่ำร่ำคาถาบาลีสวดส่งลอยถึงระเบียงรูหนูของผู้คนเมือง ข้าพเจ้าเอารองเท้าผ้าใบมาตากแดด รองเท้าหนังคราคร่ำ ขัดเสียมันวาบเอาผ้าขนหนูผืนเก่าเช็ดถูลูบไล้ไปมาราวกับจะให้ยักษ์เจนนี่(ยักษ์ตัวเมีย)ออกมาให้พร อะหะแล้วถ้าเจนนี่ออกมาจริงๆละข้าพเจ้าจะขออะไรดี คิดไม่ออกแหะว่าจะขอไร ขอให้คิดได้ดีมั้ยนะ อะช่างมันเหอะเอาไว้เจนนี่ออกมาก่อนค่อยว่ากัน

รองเท้าแม้ว่าจะเป็นของต่ำแต่ตอนเรียน รด. (นักศึกษาวิชาทหาร) อาจารย์ผู้ฝึกบอกเสมอ ทหารที่เดินไม่ได้ก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นแล้วเท้าและรองเท้าเรานี่ก็สำคัญไม่แพ้กะบาลที่เก็บก้อนเหลวที่เรียกว่าสมองขนาดสามกิโลกว่าๆ อ่า..เกิดมาไม่มีสมองก็น่าจะดีนะจะได้ไม่ต้องหนักหัว ว่าด้วยเรื่องรองเท้าต่อ รองเท้าคู่นี่อายุท่านก็เกือบปีแล้วละมั้ง (มั้ง..แสดงว่าไม่แน่ใจ) แต่จะอายุเท่าไหรก็ช่างรองเท้ามันเหอะส้นของมันสึกไปไม่มาก “รองเท้าที่ดี รองเท้าที่ทน” ข้าพเจ้าคำรามในใจ

หนังสือกองใหญ่ ธรรมะ ปรัชญา นวนิยายจีน ฝรั่ง หนังสือแปล ฮุ้ยๆๆ พ่อแก้วแม่ขวดเขียนเหมือนคนของหมดคล้ายคนจะอดยา หนังสือหนังหาตั้งตาอ่านมิละวางตอนนี้ค่อยลดลงลดลง ที่อ่านไปก็คล้ายจะจบจนเกือบทุกเล่มแล้ว บางเล่มนึกสนุกกลับมาปัดฝุ่นเล็มบางช่วงบางตอนอ่านอีกรอบ นี่ถ้ามีอาชีพนักอ่านละก็ข้าพเจ้าตกสิ้นปีคงรับโบนัสอื่อซ้าหาทางใช้เงินเดือนไม่หวัดไม่ไหวเลยทีเทียว เป็นเรื่องแปลกที่ว่าบางช่วงบางตอนเคยอ่านไปแล้วมีความรู้สึกกับมันอย่างหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไป เลขของอายุตัวเองมากขึ้น เมื่อหวนกลับมาอ่าน บรรทัดเดิม เล่มเดิมเติมเวลาของการอ่านใหม่ อะไรที่เคยได้จากมันกลับเพิ่มพูนลึกซึ่งและ เรียกเสียง อืมม์ออกมาจากลำคอได้ อืมม์…

ข้าพเจ้านั่งลงกลางห้องเล็กๆขนาดสามคูณห้าเมตรห้องน้ำในตัวโกโลโกโสแต่ชักโครกไม่เสียอ่างล้างหน้าสีขาวยังวาววับสะอาดจนแทบรองน้ำไว้ดื่มกินได้ กำลังวางแผนการทำความสะอาดห้องครั้งใหญ่ส่งท้ายปี การวางแผนมักทำให้ดูฉลาด แต่แผนบางอย่างก็แสดงความโง่อย่างประหลาดๆ ออกมาเช่นกัน อืมม์ ข้าพเจ้าคิดได้ดังนั้นจึงเปิดหนังสือกลการศึกของท่านอาจารย์ซูนวู ห่าเอ้ยมึงจะทำความสะอาดหรือทำสงคราม การทำความสะอาดก็เหมือนกับการต่อสู้กับความสกปรก มันคือสงครามขนาดย่อมๆที่ผู้ทำความสะอาดตะลุมบอนกับผงฝุ่นแลคราบไคล ของใคร?ก็ของเราเองนี่หว่า ข้าพเจ้าประเมินจำนวนข้าศึกอย่างลางๆ อ่า… ข้าพเจ้าเลือกจัดการกองกำลังในแนวดิ่งเสียก่อนอะไรที่มันอยู่เหนือพื้น จัดการสะสางแยกหมวด หมวดหนึ่งทิ้ง หมวดสองเกือบทิ้ง หมวดสามเก็บ หมวดหนึ่งโดนข้าพเจ้ากำจัดอย่างอำมหิต จับยัดถุงดำอย่างไร้ความปราณี ราวกับพวกจับเป็ดไก่เป็นไข้หวัดนกลงถุงดำยังไงยังงั้น อืมม์ เล่นเอาเสียเวลาอยู่นานโข แต่หมวดหนึ่งโดนกำจัดเสร็จสิ้นทำให้พื้นที่การศึกเหลือกว้างขวางพอสมควรที่จะจัดกำลังพลดำเนินแผนการต่อ ฮึๆ คำรามในลำคออีกครั้ง

แม่ทัพแห่งความสะอาดยังคงประกาศกร้าวที่จะเอาพวกเชลยแห่งความสกปรกที่แอบซุกซ้อนตามซอกหลืบของสังคม นายกองพลย่อยต่างๆล้วนโห่ร้องให้กับชัยชนะในสนามรบแม้ว่าจะไม่หมดจดราบ(คราบ) เดิมทีคิดปลดปล่อยพวกเศษผงคลีเหล่านั้นใว้ในซอกหลืบนั่นเพราะเมื่อมองโดยรอบแล้วพวกผงฝุ่นเหล่านี้ก็มิได้ก่อความรำคาญตาแต่อย่างใด แต่ แต่ แต่ แต่ มันกลับเป็นสิ่งที่รำคาญจิตใจท่านแม่ทัพยิ่งนัก เหมือนสายฟ้าฟาด คำสังจากแม่ทัพคล้ายเป็นแซ้หวายฝังตะปูลงอาคมโบกโบย “ฆ่ามันให้หมดอย่าให้เหลือ “ ฮึๆเสียงหัวร่อรับฟังแล้วสยองรูหูยิ่งนัก

เมื่อจัดการกับสะสารที่มีน้ำหนักแล้วข้าพเจ้าก็เริ่มจัดการ“กวาด”สิ่งเล็กๆที่มือจับไม่ค่อยได้ไม่กวาดเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เคยพัฒนามาแล้วหลายร้อยปีแต่ก็ยังใช้ดีจนถึงปัจจุบัน นั่นเพราะมันไม่ต้องอาศัยหลักการซับซ้อนมากมายไม่ต้องมีกลไกเดจิตอลคอยควบคุมการทำงาน แน่นอนเพียงท่านมีมือและข้อแขนที่ปกติชนท่านก็สามารถใช้ประโยชน์จากไม้กวาดได้แล้ว บ่นบ้าอะไร ใช่!! ข้าพเจ้าก็คิดยังงั้น งั้นกวาดบรรทัดนี้ทิ้งไปเลย ชิ้วๆๆ กวาดผงฝุ่นที่เกาะอยู่ตามพื้นกองรวมๆกันแล้วจัดการยัดฝุ่นผงเหล่านั้นลงถังขยะที่จัดเตรียมไว้

ถุงขยะที่เตรียมไว้ใช้หมดไปหลายถุง ไม่น่าเชื่อถ้าไม่เห็นกับตาว่าสิ่งที่ไม่จำเป็นในห้องจะเยอะมาก ทั้งๆที่มันนอนยิ้มอยู่กับเราทุกวี่วันแต่เราก็ชินตาและไม่ว่าอะไร นั่นเพราะเราไม่เคยมานั่งคิดแบบถี่ถ้วนว่า อะไรที่ใช้อะไรที่ไม่ได้ใช้ อะไรที่ไม่ได้ใช้มันมาจากไหนละ มันมาจากของแถมส่วนหนึ่ง ของแถมเป็นนวัตกรรมการฟุ่มเฟือยอย่างหนึ่งของสังคม แถมกันเข้าไปแถมมาแล้วกูเราก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร สุดท้ายแล้วเป็นขยะที่รอเก็บกวาดตอนสิ้นปี

สมองคนเราก็คงไม่ต่างจากห้องสี่เหลี่ยมที่ผมกำลังเก็บกวาดทำความสะอาดมีหมวดหมู่ของสิ่งที่จำเป็นและสิ่งที่ไม่จำเป็นลอยฟุ้งไปทั่ว ความรู้ที่เราร่ำเรียนมาแต่เล็กน้อยก็เช่นเดียวกัน อย่าเถียงว่าคุณจำได้แทบทุกอย่างที่ร่ำเรียนมา แน่นอนไม่ได้เถียงว่ามันไม่มีประโยชน์ อย่างน้อยมันใช้สอบเลื่อนชั้นได้ อืมม์ ในหนึ่งปีเรารับข้อมูลข่าวสารมากมายมีที่ลืมบ้างมีที่จำได้บ้าง แต่จะมีสักกี่ข้อมูลละที่เราควรจำมีข้อมูลอย่างไหนบ้างละที่ควรลบทิ้งทำความสะอาด อันนี้ข้าพเจ้าก็ตอบไม่ได้ ห้องนอนใครก็ของนอนมันละครับเก็บกวาดกันเอาเอง

ผงฝุ่นค่อยๆติดผ้าซับน้ำบิดพอหมาด สีของมันน้ำตาลออกไปทางดำ ข้าพเจ้าชุบผ้าที่ใช้แล้วลงในถังน้ำเขย่าเอาสิ่งที่ไม่ต้องการออก น้ำค่อยๆดำ ข้าพเจ้าเทน้ำทิ้ง เปลี่ยนน้ำใหม่ใสแจ๋วแวววับ หลังพื้นห้องโดนถูเช็ดอย่างเอี่ยมอ่อง ลมโชยเล็กๆพลิ้วผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ข้าพเจ้าได้กลิ่นความสะอาด ในสมองกระซิบบอกข้าพเจ้าว่า ได้เวลา”จัดห้องใหม่“แล้ว

05b.jpg