Archive for the ‘ฅนร่ำอักษร’ Category

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์

กรกฎาคม 3, 2007

2 กรกฎาคม พ.ศ. 2504

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Miller Hemingway) นักประพันธ์ชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ กระทำอัตวิบาทกรรม เฮมิงเวย์เกิดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2442 ที่เมืองโอคพาร์ค มลรัฐอิลินอลส์ สหรัฐอเมริกา ชื่อเล่นคือ “ปาป้า” (Papa) เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง บิดาเป็นหมอ ตอนอายุ 10 ขวบเขาได้รับของขวัญจากปู่เป็นปืนลูกซอง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสมบัติที่เขารักมากที่สุด ตอนเด็ก ๆ เขาชอบตกปลาและล่าสัตว์ แม้แม่จะพยายามเคี่ยวเข็ญให้เขาเล่นเชลโล แต่ทุกครั้งที่แม่เผลอ เขาก็มักจะเปลี่ยนห้องซ้อมดนตรีให้เป็นเวทีมวย ตอนอายุ 19 ปี

เขาขบถต่อครอบครัวด้วยการ ไม่ยอมเรียนมหาวิทยาลัย แต่กลับสมัครเป็นคนขับรถพยาบาลให้หน่วยกาชาดอิตาลี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งตอนแรกเขาขอสมัครเป็นทหารแต่ถูกปฏิเสธเพราะมีปัญหาทางสายตา จากนั้นก็ย้ายไปอยู่หน่วยแนวหน้า แม้จะไม่ได้ร่วมรบโดยตรง แต่ก็อยู่ใกล้ความเป็นความตายมากที่สุด ในช่วงสงครามกลางเมืองสเปน เขาติดสอยห้อยตามหน่วยจรยุทธ์ของฝ่ายสเปนไปทำข่าว ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเดินทางไปยุโรปติดตามการรบอย่างใกล้ชิด ในฐานะผู้สื่อข่าวสงคราม เฮมิงเวย์เป็นนักเขียนไม่กี่คนของโลกที่ผ่านการผจญภัยมาทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัครพยาบาล นักข่าวสงคราม ซึ่งได้รับบาทเจ็บเจียนตายอยู่หลายครั้ง นอกจากนั้นยังเคยเป็นนักมวย นักสู้วัวกระทิง พราน นักตกปลา ฯลฯ

จากประสบการณ์ชีวิตอันเข้มข้น โชกโชน ล้วนแต่ค่อย ๆ ตกผลิกกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้งานเขียนของเขา เช่น “แล้วดวงตะวันยังฉายแสง” (The sun also rises), “รักระหว่างรบ” (A farewell to arms) และ “ศึกสเปน” (For whom the bell tolls)

เรื่องโดดเด่นที่สุดคือนวนิยายเล่มเล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่ชื่อ “เฒ่าผจญทะเล” (The Old Man and the Sea)

ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2495 ปีต่อมาได้รับรางวัลพูลิเซอร์ ก่อนจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 2497 เฮมิงเวย์ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนที่ประหยัดถ้อยคำมาก เขามักใช้ภาษาสั้น กระชับ ขรึม ไม่มีการพรรณาอย่างเยิ่นเย้อ หรือการคร่ำครวญทางอารมณ์ ตัวละครก็มักจะใช้ภาษาพูดธรรมดา ๆ นับว่ามีลักษณะแตกต่างอย่างยิ่งจากนักเขียนในยุคเดียวกัน

แต่แม้จะใช้ภาษาง่าย ๆ แต่เฮมิงเวย์ได้ขัดเกลาต้นฉบับนับสิบ ๆ ครั้งจนกว่าจะได้ผลงานที่ดีที่สุด งานเขียนของเขามักจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการคือ “ความซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง” เขาจะนำเสนอโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ไม่ว่าจะเป็นฉากความรุนแรง ความโหดเหี้ยม เลวทรามของผู้คน องค์ประกอบอีกประการหนึ่งคือ “มีลักษณะมนุษย์นิยมสูง”

ในทรรศนะของเขา มนุษย์คือมนุษย์ ซึ่งจะต้องต้อสู้และเผชิญหน้ากับความทุกข์อย่างโดดเดี่ยว มีแต่ตัวมนุษย์เองเท่านั้นที่จะต้องสู้และเอาชนะความทุกข์ยากต่าง ๆ ให้จงได้ ดังประโยคหนึ่งของตาเฒ่าซานติเอโก ใน “เฒ่าผจญทะเล” ที่ว่า

“…มนุษย์อาจถูกทำลายให้ตายได้ แต่มนุษย์ไม่อาจถูกทำให้พ่ายแพ้ได้”

ในบั้นปลายชีวิตเขาป่วยเรื้อรัง หลังจากประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกสองครั้ง เมื่อเห็นว่าร่างกายไม่อาจฟื้นคืนดังเดิมได้ เขาจึงเลือกปิดฉากชีวิตของตนเองแบบโศกนาฏกรรมอรรถนิยม (Tragic Realism) เช่นเดียวกับงานเขียนของเขา โดยการยิงตัวตาย ด้วยปืนลูกซองกระบอกนั้น

ขอบคุณบทความจากเว็ปสารคดี http://www.sarakadee.com

Advertisements

แฮร์มันน์ เฮสเส

กรกฎาคม 3, 2007

2 กรกฎาคม พ.ศ. 2420

วันเกิด แฮร์มันน์ เฮสเส (Hermann Hesse) นักเขียนวรรณกรรมร่วมสมัยผู้ยิ่งใหญ่ชาวเยอรมัน ผู้เชื่อมโลกตะวันตกเข้ากับโลกตะวันออก เกิดที่เมืองคาล์ว ในแคว้นวึทเทมเบิร์ก (Wurttemberg) ประเทศเยอรมนี เป็นบุตรของมิชชันนารีโปรเตสแตนต์ ตอนแรกเขาตั้งใจจะเดินตามรอยบิดา โดยเข้าเรียนที่โรงเรียนศาสนา แต่เรียนได้แค่เพียงสองปีก็ต้องลาออก เพราะทนสภาพในโรงเรียนไม่ได้ และเพราะ “ต้องการเป็นนักเขียน ไม่ก็ไม่เป็นอะไรเลย” เขาเริ่มมีปัญหาทางสุขภาพจิต เคยพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นฟูอยู่หลายปี ระหว่างนั้นก็ไปเรียนเป็นเด็กฝึกงานอยู่ในโรงงานทำนาฬิกา

ก่อนจะไปฝึกงานทำหนังสือที่ร้านหนังสือในเมืองตือบิงเง่น (Tubingen) และได้ทำงานในร้านหนังสือ เฮ็คเคนฮาวเออร์ (Heckenhauer) เขาใช้เวลาว่างในช่วงนี้ศึกษาวรรณกรรม และเริ่มเขียนนิยายในปี 2442 อีกสองปีต่อมาเดินทางไปอิตาลีและเริ่มเขียนบทกวีชื่อ Hermann Lauscher ในปี 2447 นิยายเรื่องแรกได้รับการตีพิมพ์คือ “ปีเตอร์ คาร์เมนซิน” (Peter Carmenzind) ซึ่งสร้างชื่อให้เขา จากนั้นจึงออกมาเป็นนักเขียนอิสระ และเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ ในปี 2545 เขาเดินทางไปอินเดียครั้งแรก

เริ่มสนใจปรัชญาตะวันออก จากนั้นก็ผลิตงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ เช่น “บทเรียน” (Beneath the Wheel), “เกอทรูด” (Gertrude), “รอสฮัลด์” (Rosshalde), “คนุลป์” (Knulp) จนกระทั่งปี 2458 พ่อของเขาเสียชีวิต ภรรยาวิกลจริตและลูกชายป่วย จนเขาต้องออกเดินทางเพื่อเยียวยาตนเอง และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลโรคประสาท จนได้เป็นลูกศิษย์ของ คาร์ล ยุง (Carl Gustav Jung) จากนั้นก็พิมพ์นิยายอีกหลายเรื่องเช่น “สิทธารถะ” (Siddhartha), “สเตปเปนวูล์ฟ” (Steppenwolf), “นาร์ซิสซัสกับโกลด์มุนด์” (Narcissuss and Goldmund), “ท่องตะวันออก” (Journey to the East), “เกมลูกแก้ว” (The Glass Bead Game) ฯลฯ

เฮสเสได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมและรางวัลเกอเธ่ในปี 2489 เฮสเสแต่งงานใหม่ครั้งที่ 3 ในปี 2474 และย้ายไปหาความสงบที่บ้านใกล้ทะเลสาบที่เมืองมอนตาโญลา สวิสเซอร์แลนด์ และอยู่ที่นั่นจนวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2505

งานเขียนหลายเรื่องของเฮสเสแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลุ่มลึกต่อปรัชญาตะวันออก ทั้งอินเดียและจีน ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาจิตวิญญาณภายในของมนุษย์ แต่ความคิดของเขาก็ได้รับอิทธิพลจากเฮเกลนักปรัชญาเยอรมันมาไม่น้อย เฮสสเป็นนักเขียนที่ละเอียดอ่อนหยั่งลึกต่อโลกธรรมชาติ ศาสนา ปรัชญา และศิลปะ เป็นนักเขียนผู้เข้าถึงความเป็นปัจเจกของมนุษย์อย่างยากที่จะหานักเขียนคนใดเทียบเคียง

แม้จะบูชาความเป็นปัจเจก ใช้ชีวิตสันโดษแยกจากสังคม แต่เขายังได้แสดงความรักที่มีต่อโลกผ่านงานเขียน งานเขียนของเขาได้รับการความนิยมเป็นอย่างสูง และได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก

ขอบคุณบทความจาก เว็ปสารคดี http://www.sarakadee.com

มุมมืด : ยาขอบ

มิถุนายน 13, 2007

เมื่อข้าพเจ้านั่งสงบอยู่กับโต๊ะเขียนหนังสือ ตรองหาโครงเรื่องสั้นสำหรับสนองคุณท่านผู้อ่านของข้าพเจ้านั้น เป็นเวลาดึกแล้ว ถนนหน้าบ้านไม่มีไฟฟ้า มองออกไปทางหน้าต่างจึงมืดครึ้มน่ากลัวนัก ยิ่งที่ตรงมุมถนนโน้นมืดราวกับเป็นใจให้ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้ทุกชนิด

ทั้งนี้เป็นเหตุให้เกิดความคิดขึ้นว่า ถ้ทุกอย่างในโลกย่อมมีทั้งความดีและความชั่ว อยู่ในตัวของมันเองจริงแล้ว มุมมืดที่ใครๆพากันมองโดยคาดว่า จะพบแต่เรื่องร้ายฝ่ายเดียวนั้น ก็ควรมีแง่ดีที่น่าเชื่อใจปะปนอยู่ด้วย

นักประพันธ์คือผู้ชนะโลกด้วยความเพ้อฝัน ข้าพเจ้าจึงอนุญาตให้ตัวเองฝันถึงมุมมืดมุมหนึ่งที่เกิดแต่เรื่องของคุณความดี

ดังนั้น ก็จะลงมือเขียนเรื่องใช้ชื่อว่า”มุมมืด”ด้วยความคิดนี้ ตามแต่ที่จะสามารถเขียนได้

จากบทนำของเรื่องสั้น”มุมมืด”:ยาขอบ

คมกระบี่ : โกวเล้ง

มิถุนายน 9, 2007

ศาสนาศิลปะวรรณกรรม ในบางด้านมีความหมายปลายทางเดียวกัน ระหว่างขั้นตอนของการแสวงหาความแปลกใหม่ แสวงหาการเปลี่ยนแปลงอดไม่ได้ที่จะเผชิญการเคี่ยวกรำที่ปวดร้าวบางประการ

..

สำหรับนักเขียนผู้หนึ่งมักมีความรู้สึกว่าตัวเองคล้ายเป็นดักแด้ ในรังไหมตัวหนึ่ง คิดหวังการหลุดพ้นชนิดหนึ่ง

แต่การหลุดพ้นชนิดนี้ ต้องถูกเคี่ยวกรำ

บางครั้งหลังการเคี่ยวกรำที่ยาวนานอย่างยิ่ง ยังไม่สามารถเป็นผีเสื้อ กลายเป็นตัวไหม
ยิ่งไม่อาจถักทอเป็นแพรไหม

..

ผีเสื้อมีหลายประเภท
บางตัวสวยงาม บางตัวขี้เหร่
บางตัวธรรมดา บางตัวล้ำค่า

..

ข้าพเจ้าหัวร่อ เนื่องด้วยข้าพเจ้าเบิกบานใจ

เนื่องด้วยสหายของข้าพเจ้าล้วนทราบว่า สิ่งที่เขียนถึงในนวนิยายกำลังภายในมิใช่คาวเลือดและความรุนแรง

หากแต่เป็นความอดกลั้น ดวงใจแห่งรัก และ การเสียสละ

..

หากบอกว่าชีวิตคนเช่นความฝันสรรพวัตถุ สรรพเรื่องราวล้วนเกิดจากความฝัน และแตกดับพร้อมความฝัน

อย่างนั้นความฝันเป็นฉันใด?

..

-กระดึง,สายลม,คมดาบ/โกวเล้ง-

..

คนฉลาดเขียน : ทิโมธี เลียรี

พฤษภาคม 26, 2007

คนฉลาด เขียนอย่างตรึกตรองซ่อนเร้น เช่นเดียวกับการปลูกเลี้ยงกุหลาบ และฟูมฟักชีวิตทารก ภาพที่เห็นได้ง่ายๆมักเป็นมายา เป็นด้านหนึ่งของภาพลวงตา แต่มีความหมายแท้จริงซ่อนอยู่ในนั้น

ความยิ่งใหญ่ของหนังสือที่ว่ายิ่งใหญ่ซ่อนยู่ในความซ่อนเร้นนี้เอง แก่นความหมายถูกปกปิดภายใต้ร่างแหของสัญลักษณ์ นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่เขียนหนังสือเรื่องเดียวกันอยู่นั่นเอง

จะเปลี่ยนแปลงก็แต่เวลาและตัวละครที่จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น

– ทิโมธี เลียรี –

ปาป้า:เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์

กุมภาพันธ์ 9, 2007

hemingway.jpg

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (1899-1961)

เจ้าของรางวัลโนเบลวรรณกรรมปี 1954 เป็นแบบอย่างความประสบความสำเร็จของนักเขียนอเมริกัน ไม่ต่างกันกับมาร์ก ทเวน ผู้มีชีวิตอยู่ก่อนหน้าเขาหนึ่งศตวรรษ เฮมิงเวย์เกิดในอิลลินอยส์ และทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ก่อนและหลังจากทำงานกับรถพยาบาลอาสาสมัครในกองทัพอิตาลีในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

ระหว่างที่เป็นผู้สื่อข่าวอยู่ในปารีส เขาได้เก็บข้อมูลสำหรับนวนิยายเรื่องเยี่ยม ได้แก่ The sun also rises (1926), A farewell to arms (1929) และ For whom the bell tolls (1940) ซึ่งเรื่องหลังเป็นนวนิยายเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองสเปน “ในบรรดาผลงานในช่วงหลัง เรื่องโดดเด่นที่สุดจะเป็นนวนิยายขนาดสั้น The Old Man and the Sea (1952) ซึ่งเล่าเรื่องการเดินทางของชายชราชาวประมง การต่อสู้อันยาวนานและโดดเดี่ยวกับปลาและท้องทะเล และชัยชนะที่แฝงมาในความพ่ายแพ้” (จากเว็บไซต์ของรางวัลโนเบล)

หลังจากใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และผ่านมาแล้วทั้งกีฬาของลูกผู้ชาย เหล้า สตรี บาดแผล และการเขียนที่ชักไม่ค่อยดีสมใจในระยะหลัง “ปาป้า” ยิงตัวตายเมื่ออายุได้ 62 ปี

Monday, October 30, 2006 – วาทะเฮมมิงเวย์ 3
คุณคงเห็นแล้วว่า มันเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะพูดหรือเขียนถึงงานเขียนของคุณ เพราะถ้าหากว่า คุณเขียนออกมาได้ดีพอสมควรแล้ว ตัวคุณเองน่ะแหละที่จะรู้ว่า มันดีเพียงใดแน่ แต่ถ้าหากคุณเป็นคนบอกเสียเองว่า มันดีอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยตัวคุณเองเสียแล้ว คุณก็จะรู้สึกว่า แม่งคุณนี่ช่างเหี้ยชิบหาย