Archive for the ‘กาแฟร้อน’ Category

กาแฟร้อน : เช้านี้ – สีอะไร?

เมษายน 2, 2010

 

DSC_1288

    อรุณ

ยามแรกของวันใหม่ เมื่อยืนอยู่ตรงริมระเบียงห้อง ข้าพเจ้า มักเลือกที่จะสบตากับต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวชุ่มชื้นเบื้องล่าง  ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายการมองขึ้นมาสนใจความต่างของสีอาคารบ้านเรือน สีเขียวยามเช้าให้ความรู้สึกชุ่มชื้นกว่าสีเขียวยามไหนๆ ด้วยเพราะเขียวยามเช้าของใบไม้ยอดหญ้านั้น มักฉาบฉายไปด้วยประกายเม็ดน้ำค้างยามเมื่อค่ำคืน ผลผลิตของธรรมชาติ

    ผลิบานทุกเช้าให้ผู้เห็นคุณค่าได้เก็บเกี่ยว

    บ้านช่องห้องตึกที่ซ้อนทับสลับไปมา ทั้งสีสันของหลังคา และ ความต่างระดับต่ำสูงบอกอะไรบ้าง คำตอบเดียวในความคิดขณะนั้นคือ ต่อให้บ้านหลังเล็กหรือใหญ่ทัดเทียมฟ้า ย่อมต้องเพาะสร้างจากพื้นดิน ลงหลักปักฐานให้แน่นหนา ก่อนที่จะพาทรวดทรงองค์อาคารผ่านระดับความสูงยิ่งขึ้นไป

    แต่..เหนือขึ้นไปกว่านั้น กลับพบเห็นเป็นท้องฟ้าว่างเปล่า คนเราก็มีเท่านี้ หัวไม่พ้นฟ้าขาไม่พ้นดิน แม้อาจบางทีที่หลุดลอยเหนือขึ้นไป แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาอยู่ที่เดิม

    ท้องฟ้ายามเช้าสีขาวขุ่นเจือหมอกมัวเล็กน้อย 

    คล้ายกับว่าเมืองทั้งเมืองได้รับการห่มคลุมด้วยผ้าขาวเบาบาง เมื่อพระอาทิตย์เคลื่อนองศาสูงขึ้น  บางครั้งให้รู้สึกเหมือนเป็นสีทองเปล่งปลั่ง  มองแล้วอบอุ่นไปในหัวจิตหัวใจ ยิ่งหากได้พบเห็นว่ามีก้อนเมฆน้อยลอยเอื่อยเหมือนก้อนขนมปังชิ้นพอดีคำอันเพิ่งจะได้ออกจากเตาอุ่น เมฆก้อนนั้นมีสีน้ำตาลอ่อน ที่ชายริ้วของก้อน คล้ายเป็นไอกรุ่น

    ณ ขณะเวลานั้นร่างกายก็พลันเรียกร้องกาแฟสีเข้มรสขม

    สาย

ของเหลวสีดำเข้มแซมน้ำตาลเล็กน้อย  ที่ขอบถ้วยมีไอร้อนโรยไล้ไปตามอากาศเบื้องหน้า ข้าพเจ้ารีรอให้ความร้อนผ่อนลงเสียพักหนึ่งจึงยื่นมือไปหยิบ ยกขึ้นมา สารเคมีทำปฏิกริยากับร่างกายและประสาทรับรู้ สีดำของมันดูลึกลับ

    มองดูสิ่งรอบตัวแล้วต้องถอนใจ ต้นไม้สักต้นยังไม่มี ห้องทำงานสีขาวสะอาดสว่างไสว แต่ไร้สีสัน ปากกาดินสอหลากสีคงช่วยอะไรไม่ได้มาก มันเอาไว้ทำงานมากกว่าหาความสำราญบันเทิง ฟ้าสีคราม ทุ่งหญ้าสีเขียว น้ำใสไหลเป็นธารปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ในกล่องมายาเราสรรค์หาสิ่งเหล่านี้ได้เพียงนิ้วมือสัมผัส

    ประหยัดเวลา แต่ไร้รสชาติ

    บ่าย

ความร้อน มันเป็นเวลาแห่งความร้อนสำหรับ ณ ที่นี้ ทำงานจนเมื่อยตาอ่อนล้าเหลือกำลัง ข้าพเจ้าพาตัวเองออกไปจากพื้นที่ ถนนหน้าอาคารมีรถราวิ่งผ่านไปมา สีสันแตกต่างกันไป

    สีแดง สีเหลือง สีขาว ดำ หรือ สีเทาตามรสนิยมส่วนตัว ท้ายหลังบางคันมีป้ายเขียนยืนยันขัดแย้งกับสีที่เห็น ‘รถคันนี้สีแดง’ แต่แท้จริงเป็นสีน้ำเงิน ‘รถนี้สีดำ’ แต่แท้จริงคือสีแดง แผลงความคิดความเชื่อเป็นการกระทำ มองไปก็ขำดี แต่ขำมากก็ไม่ดี เพราะเรื่องของสีเป็นเรื่องวุ่นวายใน พศ. นี้

    ท้องฟ้าข้างนอกตอนนี้มีสีน้ำเงินเข้ม เมฆน้อยที่เคยลอยระรายหายไปไหนหมด หรือเพราะความร้อนมากเกินไป เมฆน้อยทั้งหลายจึงกระจายหายไปที่หลบร้อน

    แต่หากวันใดเมฆน้อยหลายต่อหลายก้อนรู้สึกอึดอัดหม่นหมอง พวกมันจะลอยมารวมตัวเกิดเป็นเมฆฝน สีหม่นเทาแต่โปรยน้ำเย็นชื่นใจ

    อัสดง

หมายถึงเมื่อยามเย็น ข้าพเจ้า เรา ท่าน (หรืออาจบางคน) ลาขาด! จากรสชาติห้องหับอับจนไร้สีสัน หมดเวลาทำงานแล้ว-บางคนตะโกนลั่นในห้วงคิด

    สีสันยามเย็นย่อมไม่พ้นอาหารการกิน ความหิวเป็นสิ่งที่ไม่ต้องครุ่นคิดตริตรอง  กลิ่นและสีช่วยส่งเสริมรสชาติให้สมองอีกประการ สีแดงทำให้เจริญอาหาร สีเขียวทำให้บรรยากาศรื่นรมย์ สีน้ำเงินทำให้อารมณ์สงบเยือกเย็น ส่วนคนมีความรักมักตาบอดสี กินอะไรก็อร่อยไม่ต้องมาคอยเลือก

    อาหารแต่งสีมีมาก แยกไม่ออกว่ามากจากอะไรไปเป็นสีอะไร ที่เกิดจากธรรมชาติแม้มีแต่ก็น้อยเหมือนกัน เพราะแม้แต่สีที่ใช้ปรุงแต่งก็ยังลอกเลียนธรรมชาติ น้ำหวานแต่งสีแต่งรส – เลียนแบบธรรมชาติ แต่ทำเท่าไรก็เพียงแต่คล้ายได้แค่เคียง

    แสง – สี

    ดวงไฟนับร้อยนับพันค่อย ๆ เบ่งบานขานรับค่ำคืนที่กำลังกร่ำกราย มีแสงก็มีสี แสงทำให้เกิดสี แสงไม่มีสี ไม่มีแสงก็ไม่มีสี หรือาจมีก็เป็นสีมืดดำ อัสดงอันอบอุ่นกำลังเยียบเย็นขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อย

    บางคนยกมือขึ้นกอดอกโดยไม่รู้ตัว บ่นเสียดายที่ลืมมองพระอาทิตย์ตกดิน

    ค่ำคืน

ดึกดื่น – มืดมิด แสงไฟภายนอกห้องย่อมสว่างกว่าข้างใน มีสีอีกมากมายคล้ายจะย้อมเมืองได้ทั้งเมือง สีบางสีใช้ล่อแมลง แสงสว่างมากน้อยเพียงนิดทำให้อารมณ์ความคิดผู้คนปรับเปลี่ยน

    ความมืดมิดบางครั้งหมายถึงสีดำ  บางความเชื่อนั้นเห็นว่าเป็นของไม่ดี แต่บางความเชื่อ เห็นว่าดีจนต้องมีไว้บูชา แตกต่างก็ตรงวาจาจะกล่าวหากันไป  ส่วนข้าพเจ้า ยามพักผ่อนหลับไหล ขอแค่ผ้าห่มคลุมกาย ที่ท่อร้อยด้วยเส้นด้ายแห่งความมืดมิดสีดำเป็นอันเพียงพอ

    พระจันทร์ไม่เคยแต่งหน้า 

    อรุณรุ่ง

เช้าวันใหม่อีกครั้ง เหมือนทุกครั้งหากแต่ต่างกันเล็กน้อยเชิงปริมาณ มากกว่าหรือน้อยกว่า?  ข้าพเจ้าถามและขานตอบไปเองว่า ‘ไม่รู้’

    แช่มเช้าอากาศดีเหมือนเคย คงมีแต่ธรรมชาติเท่านั้นกระมัง ที่ไม่ต้องคิด ไม่ต้องตั้งคำถามว่า…

   ‘ วันนี้จะใส่เสื้อสีอะไร? ‘

 

ปารมิตา

Advertisements

กาแฟร้อน : “ดุ่มเดินไปในทางยาว”

มีนาคม 1, 2010

 

เช้าวันนี้ไม่เหมือนเช้าเมื่อวาน อาจแตกต่างกันนิดเดียว แต่มันไม่เกี่ยวกับเรื่องราวที่ข้าพเจ้านึกถึง ก็ด้วยเพราะถนนยามเช้าของมหานครมีทั้งอากาศดีและอากาศเสีย

หัวใจบางคนก็เพิ่งเปิดขึ้น แต่บางคนเพียงแง้มออกเล็กน้อยพอไปที ที่เป็นเช่นนี้เพราะเวลาเรามีค่า และ เหลือน้อยลงตามราคาที่แปรผันตามจิตใจ หลายครั้งที่อารมณ์ขุ่นเคืองมักถูกส่งผ่านไปตามท้องถนน ราวกับเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง ส่งจากคันหน้า มาคันหลัง ส่งต่อไปยังคันต่อ ๆ ไป และข้าพเจ้าทำได้เพียงหยิบเอาอะไรบางอย่างขึ้นมานึกคิดเพื่อฆ่าเวลา

 

(more…)

กาแฟร้อน : เหรียญบนหลังเต่า

สิงหาคม 27, 2009

 

“พ่อคะ..ทำไมมีเหรียญล่ะ?” เสียงของเด็กผู้หญิงถามหาคำตอบต่อผู้เป็นบิดา ขณะมือน้อยๆชี้นำสายตาไปยังต้นตอแห่งคำถาม ผู้เป็นพ่อชะเง้อมองแล้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แทบไม่มีอารมณ์อันใดในน้ำเสียงนั้น

“เพราะมันไม่ยอมขยับนะสิ”

คำตอบสั้นได้ใจความชัดเจน และผมไม่แน่ใจว่าเด็กผู้หญิงเข้าใจความหมายที่คนเป็นพ่อต้องการบอกออกมาหรือเปล่า ผมอาจเดาเอาเองว่าเธอคงเข้าใจ อย่างน้อยผู้ใหญ่มักคิดอย่างนั้น และเด็กคนนั้นก็เริ่มตั้งคำถามที่น่าสนใจในความเห็นของผม

 

(more…)

กาแฟร้อน : กลับบ้าน

พฤษภาคม 1, 2009

‘กลับบ้าน’ 

ในคำเดียวกันนี้ หากเรากล่าวออกมาต่างวาระ ย่อมมีความหมายแตกต่างกัน อาจเป็นถ้อยความที่ใช้บอกกล่าวกันหลังเลิกลาการงานในหนึ่งวัน อาจหมายถึงการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดที่พลัดพรากจากมาแสนไกล ระยะทางหนึ่งอาจไกลกันถึงต้องข้ามขอบเขตเส้นแบ่งปันประเทศ หรืออาจเพียงใช้เวลาเดินทางไม่กี่ชั่วโมงเพื่อข้ามเขตจังหวัดอำเภอหรือตำบลใดตำบลหนึ่งในบ้านเมืองเรา

คนบางคนอาจมีบ้านเพียงหลังเดียว นับตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลกตราบจนวันสุดท้ายของลมหายใจ คนบางคนมีหลายหลังจนจำแทบไม่ได้ว่าหลังไหนควรสำคัญดูแล และมีอีกหลายคนที่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ยังคงต้องอาศัยเช่าจ่ายเป็นรายเดือน ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าหลายคนที่กล่าวถึงข้างต้นคือคนที่ไร้บ้าน อาศัยซุกหัวนอนตามข้างทางเดินเท้า ร่มเงาภายใต้สะพานลอยตามที่ต่างๆในมหานครที่เราอาศัยอยู่

(more…)

กาแฟร้อน : จาก ซูซาน บอยล์ ถึง ‘Mad moon’

เมษายน 22, 2009

 

ซูเซิน บอยล์ ขณะประกวดร้องเพลงในรายการบริเตนส์กอตแทเลินต์รอบแรกสำหรับสังคมออนไลน์หรือใครก็ตามที่พอจะติดตามข่าวสารต่างประเทศอยู่บ้างในขณะนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ ซูซาน บอยล์ สาวใหญ่วัย 47 เจ้าของเสียงร้องอันทรงพลังที่ใครๆกล่าวถึงมาก(ขณะนี้)

ที่กล่าวถึงนั้นเท่าที่อ่านหรือฟังมักมองไปตรงประเด็นที่ว่า ภาพลักษณ์ของเธอและเสียงร้องของเธอนั้นไม่น่าจะไปด้วยกัน น้ำหนักออกไปทางประหลาดใจมากกว่าที่จะทึ่งในน้ำเสียง

ปรากฏการณ์ ซูซาน ไม่ได้เป็นเรื่องน่าแปลกใจ หรือประหลาดใจสำหรับข้าพเจ้าหรือใครก็ตามที่มองข้ามรูปโฉมโนมพรรณที่สังคมส่วนใหญ่ปรุงแต่งไว้เป็นไม้บรรทัด  เพราะจะว่าไปแล้วในบ้านเราก็มีนักร้องเสียงดีอีกมากที่หลบเร้นอยู่ตามซอกหลืบของสังคม ไม่ว่างานเลี้ยงแต่งงาน งานโรงเรียนสมัยประถมมัธยมหรือบางครั้งเป็นการล้อมวงร่ำสุราที่มีเพื่อนเฮฮาร้องเพลงกันเรียบง่าย ใครบางคนร้องขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้แอลกอฮอลทำให้หลายคนที่รับฟังคล้ายต้องมนต์คีตาญชลีที่บรรเลงผ่านผู้คนสามัญธรรมดา

(more…)

กาแฟร้อน : อุ่นอรุณ

มกราคม 31, 2009

book-page-1

บทนำ

ในห้วงยามแห่งการผลัดเปลี่ยนปีพศ. ระยะนั้นเราได้ผ่านห้วงเวลาแห่งการหยุดพักยาวนาน หลายคนใช้เวลาไปกับความรื่นเริงบันเทิงใจ มีบ้างที่ค้นหามุมเงียบทักทายความสงบและอาศัยเวลาช่วงนั้นสอบถามตัวตนว่าเมื่อปีหนึ่งผ่านไปนั้น มีเรื่องราวให้จดจำเป็นบทเรียนหรือมีสิ่งใดที่ละลืมไม่ได้กระทำตามที่ตั้งหมาย

และมีบ้างที่รู้สึกวางเฉยไร้อาการใดๆ ด้วยเพราะไม่ได้มีส่วนเสียหรือได้อะไรกับใครในการหยุดตามตารางวันที่ เพราะว่าชีวิตนั้นผูกไว้กับค่าแรงรายวัน วันหยุดคือวันที่ไม่ได้ทำงาน เมื่อไม่ได้ทำงานก็ไม่ได้ค่าแรง ไม่ได้ค่าแรงชีวิตชีวาอาจสะดุดหายไปหนึ่งวัน พวกเขาไม่ได้หิวเงินแต่พวกเขาหิวข้าวและกระหายชีวิตที่ดี

การเปลี่ยนแปลงของเลขลงท้ายพศ.ให้อะไรกับความใหม่บ้าง จำนวนชีวิตที่เพิ่มขึ้นและลดลงในระหว่างช่วงระวัง ๗ วันอันตราย อาจมีบ้างที่ปรับเปลี่ยนคำทักทายยามพบหน้า สวัสดีปีใหม่ ขอให้มีความสุขด้วยคำอวยพรและของขวัญตามธรรมเนียมหรือตามสายสัมพันทางจิตใจ

จริงหรือไม่ว่า การได้มีเวลาเว้นว่างหยุดนิ่งนั้น คือการผ่อนพักให้หัวใจได้ตั้งหลัก เพราะเดินทางมายาวนานจนไม่รู้แม้กระทั่งที่เพิ่งดำเนินผ่านมา และกำลังจะเดินล่วงไปภายหน้า บางคนรู้ที่มาแต่ยังไม่รู้ที่ไป ไปอย่างไร เพื่ออะไรเพื่อใคร บางคนยังตั้งคำถาม

ดูเหมือนว่าความว่างเป็นพื้นที่อันบรรจุล้นด้วย อดีตและอนาคต ที่รอให้จัดการสานต่อและละลืม

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ทุกขณะเวลาที่ผ่านพ้นคือการเดินทางเสมอ ไม่ว่าจะหันหัวไปทางทิศใดล้วนแล้วมีเรื่องราวระหว่างทางให้ต้องจดจำใส่ใจ บันทึกลงไว้ในความคิด การเดินทางออกไปพบเจอสถานที่อันแปลกตาหรืออาจเป็นปรากฏการที่เพียงเกิดได้ครั้งเดียวนั้น เป็นความทรงจำที่ดี และมันช่วยเสริมสร้างกำลังใจเสมอเมื่อยามที่เราอ่อนแรงเหนื่อยใจ เป็นบทเรียนที่เรียนรู้ได้เสมอหากยังคงคิดถึงมันได้ ยังคงจดจำได้

(more…)