Archive for the ‘กล่อมเธอ’ Category

กล่อมเธอ (๒) : ๙๐๐ กิโลเมตร

มีนาคม 26, 2009

P1020268

ถึงเธอ ในยามอัสดงกาล

วานก่อนนี้ เป็นวันที่ฉันได้ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทางระยะทางรวมแล้วหลังจากสิ้นสุด ๙๐๐ กว่ากิโลเมตร ในหนึ่งวันเราเดินทางอะไรได้มากมายขนาดนั้น  ฉันเดินทางไปไกลขนาดนั้นแต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนฉันเดินออกไปเพียงไม่กี่ก้าวจากสถานที่เดิมเลย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเล่า? 

บนถนนที่ไม่ค่อยราบเรียบนั้น มันทำให้ร่างกายของฉันสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับว่ามีคนคอยเอามือมาผลักหลัง ใบหน้า ท่อนแขนและขาทั้งสองข้างอยู่ตลอด  เหมือนเวลาที่จอกแหนสั่นไหวเมื่อมีรอยน้ำกระเพื่อม เวลาเช่นนั้นมันเคลื่อนไหวตามๆกันไป ด้วยเพราะมันเรียงชิดติดกัน หากเป็นดอกไม้น้ำก็จะโยกไหวไปมาเหมือนคนโบกมือ

ภาพสองข้างทางระหว่างนั้น มีความแห้งแล้ง และความอุดมสมบูรณ์สลับกันไปในแต่ละช่วงกิโลเมตร  นาข้าวที่เขียวชะอุ่มและอีกไม่ไกลจากนั้นก็เป็นท้องนาสีทอง  มีกองฟางข้าวที่เกี่ยวเก็บเรียบร้อย มัดไว้เป็นตับเรียงรายตามพื้นดิน 

เมฆมากบางช่วงและอากาศร้อนอ้าว ทำเอาเพื่อนร่วมเดินทางแทบไม่สบาย ฝนทำท่าว่าจะตกลงมา แต่ฉันไม่มีโอกาสเห็นหรือสัมผัสมัน เพราะเมฆก้อนใหญ่อารมณ์ขุ่นขรึมเหล่านั้นเดินทางไปตามทิศทางที่ลมนำไป ตามแต่กระแสของความกดอากาศ สูงหรือต่ำ

เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าลมนั้นมีเสรีที่จะเดินทางไปไหนต่อไหน  แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับถูกกำหนดให้เคลื่อนตัวตามช่องว่างของมวลอากาศ  ความรู้ทำให้ฉันทราบว่า สายลมไม่ได้เดินทางอย่างใจนึก หรือความรู้นั้นทำให้ความคิดของฉันนั้นไม่เป็นอิสระกันแน่ พอฉันรู้ว่าสายลมไม่ได้เดินทางเพราะมันอยากไปไหนต่อไหน  ฉันกลับรู้สึกสงสารมัน ทั้งๆที่มันเองอาจไม่รู้สึกอย่างนั้นก็เป็นได้ – ใครจะรู้

 

P1020274

 

มนุษย์เรานั้นกำหนดวิถีชีวิตตัวเองได้จริงหรือ คำถามข้อนี้ฉันควรตอบอย่างไร

จะว่าได้มันก็ได้ จะว่าไม่ได้มันก็ไม่ได้

ที่ว่าได้นั้น ฉันอาจสามารถเลือกได้ว่า จะลองเดินเลี้ยวซ้ายเสียหน่อยหากพบเจอทางแยก แต่หากมันมีเส้นทางเดียวให้เดินเล่า นี่ละที่ฉันเรียกว่าไม่ได้  แล้วฉันจะทำอย่างไร  ฉันก็จะเลือกเดินให้ดีที่สุดในเส้นทางนี้ ในเส้นทางที่ฉันไม่ได้เลือกนี้ละ เพราะอย่างน้อยฉันก็ยังได้เลือกว่า ฉันจะก้าวเท้าซ้ายก่อน หรือก้าวเท้าขวา

การเดินทางเก้าร้อยกว่ากิโลเมตรของฉันครั้งนี้ก็เหมือนกัน ภาระหน้าที่ทำให้ฉันไม่สามารถแตกแถวออกมาจากความรับผิดชอบได้ มันน่าตลกสิ้นดีเธอว่ามั้ย  เราเดินทางนับร้อยกิโลเมตร เพียงเพื่อลงไปประชุมในห้องเล็กๆ สรุปคำถามไปกี่ข้อความ จากนั้นฉันก็โดนผลักใสให้เข้าไปในรถ เดินทางต่อไปอีกที่ โดยที่ฉันแทบจะไม่ได้รับรู้เลยว่า กลิ่นพื้นดิน ณ ที่ห่างไกลนั้น ผิดแผกแตกต่างอย่างไร กับผิวคอนกรีตที่ฉันย่างเท้าไปและกลับห้องพักและทำงาน

คนเรานั้นเดินทางเพื่อเสริมสร้างเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆมิใช่หรอกหรือ เหมือนกับที่เธอเคยพาฉันเดินทางท่องเที่ยวไปไหนมาไหน เมื่อครั้งที่ฉันยังไม่สามารถเดินทางเองได้ เราเดินทางกันบ่อย แม้เพียงเวลาว่างเล็กน้อย เธอจะพาฉันออกไปมองโลกภายนอก ไปเรียนรู้มันอย่างใกล้ชิด

 

P1020300

 

แม้ในวันนั้นฉันจะไม่ได้แตกแถวไปได้อย่างที่ใจนึก แต่ฉันก็พยายามมองผ่านกำแพงกระจกชิ้นบาง ออกไปภายนอก สิ่งต่างๆเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆในระยะไกล และว่องไวในระยะกระชั้นชิด  ก้อนเมฆอมความชุ่มชื้นไว้ตนเนื้อตัวดำ มันดูขรึม และดูหม่นหมองในที ไม่ขาวสะอาดเหมือนแรกเริ่มเดิมที ก้อนเมฆเลือกได้งั้นหรือ เปล่าเลย ก้อนเมฆไม่ได้เลือก มันเป็นไปตามธรรมชาติ ธรรมชาติคือหน้าที่ๆไม่ต้องเลือก

คนเรานั้นไม่ค่อยรู้จักทำตัวให้เป็นธรรมชาติ ไม่เข้าใจธรรมชาติ นั่นหมายความว่า เรานั้นละเลยหน้าที่หรือเปล่า?

ฉันก็ไม่รู้ นักปรัชญา นักวิชาการคงมีคำตอบของตัวเอง เหมือนกันหรือแตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับว่าเขาเหล่านั้นยึดมั่นถือเข้ากับอะไร ฉันรู้เพียงว่า เมื่อเมฆเริ่มหนาคร้ำดำ อีกไม่นานหยดฝนคงพรมความเย็นลงมา ลมจะพัดพาให้สายฝนโปรยกระจายไปทั่วพื้นดิน เมฆเพียงทำตัวนิ่งๆ ให้เจ้าสายลมพัดพาไป  ดอกไม้และเม็ดพันธุ์ ต่างผลิรับความชุ่มเย็นนั้น เพื่อให้ตัวเองใด้เจริญงอกงามต่อๆกันไป

จากรุ่นสู่รุ่น

 

P1010996

แม้ฝนจะตกไม่ทั่วฟ้า แต่ทว่าภูมิประเทศนั้นก็ได้ลำเลียงน้ำจากที่แห่งหนึ่ง ไปสู่ที่แห่งหนึ่ง จากสูงลงสู่ต่ำ จากตาน้ำเล็กๆเดินทางออกจากแหล่งชุ่มชื่นผืนป่า ออกมารวมกันเป็นสายธารน้ำ เป็นแนวคลอง และกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ จากนั้นเดินทางไปตามความลาดที่ธรรมชาติจัดแต่ง แผ่ขยายเป็นสายเล็กๆในระหว่างทาง ธรรมชาตินั้นเชื่อมเข้าหากันเสมอ ดอกไม้หันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์ คล้ายเป็นการคารวะความกรุณาที่ผู้ยิ่งใหญ่มีให้ต่อผู้น้อย

ฉันคิดถึงเมื่อครั้งฉันยังเยาว์ เราเดินทางกันยาวนานเหลือเกินในบางครั้ง เมื่อฉันหลับไหล เธอมักปลุกฉันขึ้นมาดูบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษ  เช่นรุ้งกินน้ำ หรือแสงของดวงอาทิตย์ที่พาดผ่านช่องเมฆ ทุ่งดอกไม้รายทางที่ชาวบ้านปลูกไว้ขาย และแม้แต่ฝูงวัวควายที่เดินกันอ้อยอิ่งในยามอัสดง พระอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงทุกขณะ สิ่นสุดในที่แห่งหนึ่ง เพื่อเริ่มต้นใหม่ในอีกสถานที่หนึ่ง

 

P1020309

ระยะทาง เก้าร้อยกว่ากิโลเมตร

นับเริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นและตก ฉันเดินทางอยู่ในพาหนะของสังคม ภายในนั้นมีทั้งเสียงเพลง เสียงภาพยนต์ที่เปิดไปตลอดทาง  ความหมายหนึ่งคือการฆ่าเวลา ซึ่งแท้จริงแล้ว เวลาไม่มีจำนวนให้ลดลง มีแต่สิ่งมีชีวิตเช่นเราๆเท่านั้นที่ ต้องเสื่อมทรุดไปตามกาลเวลา กำเนิดใหม่แล้วตายจากกัน เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยไป เรื่องราวภายนอกกระจกใสนั้น คือมหาโรงละครของธรรมชาติ ดำเนินฉากแรกแต่เมื่อไรนั้น มนุนษย์ยังงคงวุ่นวายในการหาคำตอบ

ส่วนฉันนั้นเหรอ ฉันเฝ้ามองมัน เรียนรู้และเชื่อมร้อยเข้ากับมัน  เมื่อนั้นฉันจึงรู้สึกว่า ๙๐๐ กิโลเมตรที่ผ่านมานั้น เป็นระยะทางอันแสนสั้นเมื่อเทียบกับความกว้างใหญ่ของธรรมชาติ ต้องขอบคุณเธอเหลือเกินที่คอยปลุกฉันขึ้นมาเฝ้ามองมัน ไม่ปล่อยให้ฉันหลับไหลผ่านไปวันๆเมื่อฉันเดินทาง

และฉันหวังใจอย่างยิ่งว่า เธอจะยังคงตื่นอยู่เสมอสำหรับหน้าที่หนึ่งของธรรมชาติ

ด้วยรักและห่วงใยยิ่ง

 

จากฉัน

 

P1020359

 

– เมื่อเมฆบดบังแสงอาทิตย์ –

Advertisements

กล่อมเธอ(๑) : เมื่อฉันถอดแว่นตา

มีนาคม 22, 2009

DSC_6313

ถึงเธอ ในค่ำคืนก่อนอรุณ

ค่ำคืนนี้ฉันเกิดนึกเรื่องราวบางอย่างขึ้นได้ หลังจากที่ได้พูดคุยกับเธอเมื่อวันวาน ฉันจึงอยากบอกเล่าให้เธอได้รับรู้ในสิ่งที่ฉันคิด และเห็น  ส่วนหนึ่งนั้นก็เพื่อให้เธอสบายใจว่าฉันยังคงเป็นห่วงเธอและเข้าใจว่าเธอเป็นห่วงฉันมากเพียงใด หากเป็นได้ ฉันอยากให้ตัวหนังสือของฉัน สามารถกล่อมหัวใจของเธอที่อ่อนแรง ให้ชุ่มชื้นด้วยถ้อยความอักษรที่ฉันบรรจงตั้งใจเขียนนี้

ในขณะนั่นฉันได้ยืนอยู่หน้าระเบียงห้องพัก  อันเล็กแคบ ซึ่งมันเป็นขนาดที่เหมาะพอสำหรับรายรับรายจ่ายของตัวฉันเอง  มีอะไรมากมายที่อยู่ตรงหน้า เพียงกวาดสายตาจากซ้ายไปขวา จากล่างขึ้นบน ทุกอย่างเรียงรายแน่นขนัด ช่างน่าแปลกเหลือเกินที่ในสังคมที่มีกฏระเบียบมากมาย กลับมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่วางไว้  ฉันจากมากในแหล่งแห่งหนที่กฏระเบียบมากมายยอมจำนนในระยะทาง ยามนี้-ตอนนี้ ฉันแทบไม่ได้จดจำกฏระเบียบอะไรเลย

ด้วยเพราะมันมีมากเหลือเกินที่ฉันจะสามารถจดจำมันได้ เพียงแต่ฉันมีกฏเพียงไม่กี่ข้อของฉันเอง ซึ่งเมื่อเธออ่านถึงตรงนี้ เธอคงยิ้มและเข้าใจว่ากฏที่ฉันหมายถึงนั้นคืออะไร

เธอรู้มั้ยว่าในแต่ละวันนั้น หัวสมองฉันคล้ายถูกอัดแน่นไปด้วยข้อกำหนดต่างๆ มันไม่ต่างจากภาพเบื้องล่างที่ฉันเห็นในขณะนี้ ตึกสูง เสาไป และสายไฟพาดผ่านม่านฟ้าไปมาอย่างไม่ใยดีเหล่านกกาที่ต้องโบยบิน มีเส้นตั้งเส้นนอน สเนทะแยงมากมาย และสายไฟเหล่านั้นก็พันกันไม่มีดี ฉันควรจะนอนหลับเสียบ้างระหว่างเดินทาง เหมือนที่ใครอีกหลายคนเขาทำกัน แทบทุกคนนั้นมีอาณาจักรส่วนตัวภายหลังจากที่พวกเขาหยิบอุปกรณ์บางอย่างยัดใส่รูหู เปิดเสียงเพลงหรือสาระอันใดก็ตามที่เห็นว่าเป็นสุขและประโยชน์ทางใจ  จากนั้นหลับตาลืมทุกอย่างที่วุ่นวายรอบข้าง  ฉันได้แต่เฝ้ามองพวกเขา ทำไมฉันไม่ทำแบบนั้นบ้างเล่า ฉันถามตัวเอง และคำตอบของฉันคือ ฉันรักที่จะเฝ้ามองสิ่งต่างๆเหล่านั้นเอง

ดวงตาฉันอ่อนล้าและระอุร้อนในเวลาไม่นาน  ฉันพบว่าฉันสามารถผ่อนคลายมันด้วยการถอดแว่นตาออก

มันช่วยได้นะ

DSC_6258

ทีแรกฉันอยากชวนเธอให้ลองทำเหมือนฉัน แต่ฉันมาลองนึกดูอีกที เธอไม่จำเป็นต้องทำเหมือนฉันเลย ที่แห่งนั้น ไม่เหมือนที่แห่งนี้ เพียงเธอเดินออกไปจากชายหลังคาเรือน เธอก็สามารถผ่อนคลายสายตาเธอได้แล้ว เธอได้เห็นความเขียวสด ได้สูดรับกลิ่นไอดิน และฉุนเขียวของเนื้อหญ้าที่เพิ่งจะตัดใหม่ๆ

ในยามเช้า เธอจะตื่นมารดน้ำต้นไม้เล็กๆที่เธอเพาะไว้รายรอบ เธอถอดรองเท้าเพื่อรับสัมผัสความนุ่มนวลของธรรมชาติ ความเย็นชุ่มของละอองน้ำค้างที่พร่าพรมไว้เมื่อยามราตรี ซึ่งในค่ำคืนแห่งนั้น มันสงัดเงียบเสียจนสามารถได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น ฉันจำความรู้สึกที่เมื่อฉันได้กลับไปนอนหลับที่นั่นได้

หากแต่ตอนนี้ และในสถานที่แห่งนี้ ฉันทำได้แค่เพียง ถอดแว่นของฉันออก เฝ้ามองสิ่งต่างๆอย่างลางๆ ภาพตรงหน้าไม่สามารถระบุรูปแบบรายละเอียดใดๆได้อย่างชัดเจน แม้ฉันจะรู้ก็ตามทีว่าสิ่นนั้นคืออะไร ณ ตำแหน่งใด มันช่วยหยุดความคิดของฉันได้ ขณะนั้น ฉันหลับตาลง ฟังเพียงเสียงครืนๆของท้องถนนด้านล่าง เมื่อดวงตามืดมิด เสียงต่างๆก็ชัดเจน เพียงแต่ในความชุลมุนเบื้องล่างนั้น เสียงต่างๆคล้ายถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียว เอาสาระอันใดไม่ได้เลย

เหมือนสิ่งต่างๆกำลังร้องรำทำเพลง และมีดวงแสงเล็กๆวูบวาบตรงหน้าฉัน กำลังเต้นระบำ ลมเย็น และฉันยืนอยู่ตรงนั้น เฝ้ามองมัน  อย่างเลือนรางด้วยดวงตาดวงเดิม

 

DSC_6339 

เมื่อยืนนานพอสมควร ฉันว่าจะหาเก้าอี้เสียหนึ่งตัว จัดวางท่าทางให้เข้าที่ เลือกเอาสักมุมหนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ฉันมีทางเลือกเพียงสองมุมเท่านั้น  มันทำให้สามารถนั่งรับลมอ่อนๆได้ดีกว่านั้งมองอยู่ตรงขอบประตู ซึ่งแม้ว่ามันจะห่างกันเพียงไม่เท่าไร แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้นั้น ช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอเชื่อมั้ยว่า ระยะทางเพียงนิดเดียวนั้น มันแตกต่างกันเหลือเชื่อ 

มันเหมือนกันกับตอนที่ฉัน ใส่แว่นและฉันถอดแว่น ภาพที่ฉันเห็น แม้จะคล้ายเคียงกัน แต่สัมผัสรู้สึกนั้น แตกต่างกันเหลือเกิน

ในความคิดของฉันขณะนั้น ฉันอยากบอกกับเธอว่า ฉันเองแม้มีเรื่องราวมากมาย ให้ต้องอ่อนใจเหนื่อยกาย แต่ขอเธออย่าห่วงในข้อนั้น  ฉันมักมีวิธีผ่อนผัน และคลี่คลายปมแน่นเหล่านั้นด้วยวิธีของฉันเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากฉันไม่ได้รับความห่วงใยอย่างเป็นที่สุดจากเธอ มันมีค่ายิ่งสำหรับฉัน  ฉันจึงอยากให้เธอดูแลสุขภาพกายและใจให้ดี ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนที่มีความอดทนมาก แต่ฉันอยากให้เธอผ่อนคลาย มันทำให้ฉันสบายใจด้วยทางหนึ่ง

อีกไม่นานฉันคงได้กลับไปหาเธอ เมื่อวันนั้นมาถึง ฉันอยากกอดเธอให้หายคิดถึง ราตรีสวัสดิ์

 

จาก ฉันเอง

 

DSC_6227