memo : ตีหนึ่ง วันที่ 20

memoDSC_5081

20/08/2553/ เวลาประมาณ สี่ทุ่มกว่า

“ตกเครื่องบินนะสิ!”

หลังจากบอกกล่าวเรื่องราวเป็นมาจวบจนแจ้งแก่ใจแล้ว ข้าพเจ้าและเขาก็ได้รับประทานเสียงหัวเราะจนอิ่มอร่อยไปหลายคำก่อนที่จะลงไปอีกชั้นหนึ่งของท่าอากาศฯ หาอะไรบางอย่างหรืออีกหลายอย่างเพื่อทำให้ท้องอิ่มอีกที

ข้าพเจ้ารับประทานมาแล้ว ที่หิวคงเป็นกาแฟเสียมากกว่า เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้รับคาเฟอินลงท้องบางๆเลย ส่วนพี่ท่านนั้นก็ดูสบายๆ ไม่มีทีท่าร้อนรนแต่ประการใด พูดไปกี่ทีก็นึกขำ ‘ทำอย่างกับไม่เคยขึ้นเครื่องบิน’ นั่นก็อีกประโยคหนึ่งที่ผลิตออกมาในยามสนทนาหลังจากรับอาหารให้อุ่นท้องกันไปคนละอย่างแล้ว

ต้องรอจนถึงเที่ยงคืนกว่า ถึงจะทราบผลได้ว่าพี่ท่านของข้าพเจ้าท่านนี้จะสามารถเดินทางได้ตามปกติ (จริงๆมันผิดปกติไปตั้งแต่เช้าวันที่20แล้วนั่น) วันนี้ผู้คนเดินทางเยอะมาก ข้าพเจ้าเคยมาสนามบินไม่กี่ครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้เห็นว่ามีคนมากมายๆในโถงผู้โดยสารขาออกถึงเพียงนี้

จริงๆทราบว่าพี่ท่านจะเดินทางในเวลาตีหนึ่ง ก็เลยกะเวลาว่า มาเจอกันตอนสี่ทุ่มกว่าๆ นั่งคอยและคุยกันไปสักชั่วโมงก็คงรอส่งพี่แกจนขึ้นเครื่องเลย

เพราะถ้าจะส่งกันแล้ว ก็อยากจะส่งจนขึ้นเครื่อง น่าจะรู้สึกดีกว่า การโบกมือร่ำลาแล้วเดินหันหลังให้กับอีกฝ่ายโดยที่ยังไม่ถึงเวลาเดินทาง ความรู้สึกของคนที่นั่งรอเครื่องออกเพียงผู้เดียวข้าพเจ้าย่อมเคยพบเจอมาแล้ว ด้วยเพราะในการเดินทางมักเดินทางเพียงผู้เดียว ระหว่างการรอจึงสามารถพบเห็นอารมณ์อันหลากหลายของการร่ำลา

พ่อแม่ส่งลูกสาวลูกชาย เพื่อนๆ รุ่นพี่รุ่นน้อง คู่ทางการค้าธุระกิจ เจ้านายลูกน้อง หรือแม้กระทั่งพระสงฆ์องค์เจ้าก็ตามที

ในขณะที่ชั้นล่างเป็นผู้โดยสารขาเข้า และชั้นบนเป็นผู้โดยสารขาออก ความรู้สึกย่อมผิดแผกแตกต่าง คนเดินทางบางคนยืนเฝ้าชะเง้อคอยมองใครบางคนที่นัดหมายกันไว้ให้มารับ หรือก็มีบ้างที่ต้องพูดคุยกับใครที่ไม่รู้จักเพื่อสอบถามแห่งหนที่จะเดินทางต่อไป ใครสักคนที่ว่าย่อมไม่อาจคาดหมายได้ว่า มาในฐานะมิตรหรือศัตรูแต่ปางก่อน

memoDSC_5105

ถ้วยกาแฟของข้าพเจ้าพร่องลงไปจนถึงก้นแล้ว ของพี่ท่านเพิ่งมีมาวางตรงหน้า และบทสนทนาก็ไม่พ้นเรื่องราวทั่วไป ไม่มีประเด็นอะไรเคร่งเครียด เพียงแค่ลองนั่งคิดถกกันเล่นๆถึงความแปลกต่างระหว่างในประเทศและนอกประเทศ

การศึกษา การใช้ชีวิตของคนต่างที่ อาหารการกินทางนั้น มันเปิดตัวเรื่องจากคำถามที่ว่า “แล้วพี่ไปอยู่นั้นได้กินข้าวบ้างมั้ย”

“ข้าวเหรอ ไม่อดหรอก แต่พวกพริก ขิง ข่าตะไคร่ออกจะราคาสูงสักหน่อย”

จากเรื่องของกินพี่ท่านเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการเมืองระดับชาติ การกีดกันทางการค้า ตลอดจนการแบนเฟกบุ๊คหรือบีบีของประเทศตะวันออกกลาง ‘เหตุผลทางการเมือง’ พี่แกว่าเช่นนั้น ก่อนที่ข้าพเจ้าจะหันเห็เรื่องไปชวนคุยเรื่องหนัง ซึ่งก็ใช้เวลาเล่าให้ฟังจนคอแห้งเหมือนกัน ก่อนที่พณฯท่านจะหันมากล่าวถึงเรื่องนักร้องเกาหลี ในขณะที่ทีวีของร้านอาหารเปิดเอ็มวีของวงนักร้องนักเต้นสาวขาวหมวยสิบสองชีวิต

นั่นพาให้เราสองตั้งนั่งคิดพิเคราะห์สัดสวนและท่วงท่าการเต้นของบรรดาเธอๆทั้งหลายเปลี่ยบเทียบกับนักร้องนักเต้นในโซนยุโรป

ข้าพเจ้าเคาะบทสรุปไปตามอำเภอใจในขณะที่สายตายังมองเอ็มวีของอีกห้าสาวลำดับถัดไปกำลังสายสะโพกเหมือนลูกน้ำดิ้นกระแด่วๆในขวดน้ำใสทรงสูงที่ใช้ปลูกต้นพลูด่าง

“บอดี่ของเอเชียเราเหมาะกับการเต้นแบบนี้มาก เถอะ! ท่านพี่ ลองให้ฝรั่งมันมาเต้นอย่างเธอๆสิ จะดูแข็งๆ ทื่อๆไปเลย”

“ฝรั่งเขาดูแข็งๆ เพราะร่างกายเขาหนาใหญ่” พี่แกเสริม

“อืม..” ข้าพเจ้าซดอดีตกาแฟเคยร้อนที่เหลือก้นถ้วยลงคอ ก่อนจะคิดนึกเปรียบเทียบของเรา ที่เอาไปโกอินเตอร์ขายแข็งกับชาวบ้าน พี่ท่านก็เล่าให้ฟังว่า “มีคนเคยถามว่า(…)ในเมืองนอกดังมะ!” พี่ท่านเว้นพื้นที่ว่างเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “ใครเหรอ?ไม่รู้จัก”

memoDSC_5112

เวลาผ่านไปไวเหมือนติดเอาไว้กับจรวดเอ็ม79 ข้าพเจ้าไม่ต้องมองนาฬิกา เพราะท่านพี่ที่นั่งด้านหน้า ได้ยกมองอยู่แล้วตลอดเวลา

และก็มาถึงเวลาระทึกใจ ว่าพี่ท่านจะได้ที่นั่งเดินทางไกลในครั้งนี้หรือไม่

ดึกแล้ว คนที่เคยเยอะก็เริ่มบางตา ไม่วุ่นวายเหมือนเมื่อตอนสี่ทุ่ม แต่ก็ยังมีหลงเหลืออยู่บ้างไม่ถึงกับเงียบเหงามากนัก นักท่องเที่ยวบางคนเริ่มปูผ้านอนหลับกับเก้าอี้ม้านั่งยาว และดูเหมือนจะเป็นภาพชินตาอันปกติสามัญ

พี่ท่านเดินไปสอบถาม ได้ความตามที่แสดงออกใบหน้าที่ยิ้มแย้ม-โล่งอก จากนั้นเดินไปเดินมาจัดการเรื่องตั๋วและแลกเงินยูโรไว้ใช้สอยที่นั้นตามพอสมควร

เวลาขณะนั้นก็เป็นเวลาที่สมควรต้องจากลาแล้วเช่นกัน ข้าพเจ้าและพี่ท่านโบกไม้มืออำลาพอเป็นพิธี ไม่มีหวีดบูมร้องเพลงสถาบันเพราะจบมาจากคนละที่ มีแต่สิ่งของเล็กน้อยที่เตรียมมาให้กันและกัน

ถึงเวลาแยกทาง พี่ท่านเดินลับแผ่นหลังไปแล้ว ข้าพเจ้าก็กลับหลังหัน

เดินกลับเช่นกัน

memoDSC_5111

ข้าพเจ้าเดินไปเรื่อยๆ ก็คิดอะไรไปเรื่อยๆ อีกเช่นกัน

พลันนั้นก็คิดเรื่องราวเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

ต่างคน ต่างที่เกิด เติบโต ต่างที่เรียนศึกษา ทำงาน-แนวทางการใช้ชีวิตต่าง และมีบางครั้งได้มีโอกาสได้พบเจอกันและพูดคุยในเรื่องเดียวกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ต่อมายังไงเสียก็ต้องถึงเวลาแยกจากกันไปตามทางของตน

พี่ท่านกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ตั้งใจกลับมาทำเรื่องราวเรื่องราวหนึ่งที่ตั้งมั่นไว้ แต่เวลาที่จะพิสูจน์ความตั้งใจในบ้านเมืองของเรานี้ ยังกำลังเดินทางอย่างเชื่องช้า พี่ท่านเลยต้องกลับย้อนไปใช้เวลากับวิถีทางเดินอีกทางหนึ่งเป็นทางคู่ขนาน

ใช่ – วันนี้แยกจากกัน

แต่ข้าพเจ้าเชื่ออย่างหนึ่งว่า หากข้าพเจ้ายังเดินไป พี่ท่านก็ยังเดินต่อไป สักวันเรา-ท่านก็จะสามารถมาพบเจอกันได้อีกครั้ง เพราะว่าอะไรงั้นเหรอ

 

ก็เพราะว่า โลกนี้มันกลมนะสิ ถามได้ : )

IMG_5127

ปล. พี่สองเดินทางถึงอังกฤษแล้ว (อย่างสบายๆ ไม่ร้อนรน)  แม้จะเดินทางของตัวแกเองจะเชื่องช้ากว่าต้นฉบับของแกเองก็เถอะ (ฮาๆ)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: