memo : โอกาส

green2552DSC_4842

วันที่ฟ้าครึ้ม-ฝนยังไม่ตก เอาแต่รั้งท่า เพียงความฝ้ามัว ในอารมณ์และสายตา

ฝนเย็นแน่-ก็สำหรับคนที่ปลดภาระลงข้างทางได้นั่นล่ะ จากนั้นก็รี่เข้าใส่ฟอนฝอยของปรอยฝนเบื้องหน้า เราเอาแต่มอง เอาใจช่วย กุมถ้วยกาแฟอุ่น ขับขานความคิดเล็กๆไปตามประสา คนคัน(ความ)คิด

หยิบเอาความจำเมื่อนานมากขึ้นมาคลี่-คลาย

นึกขึ้นได้บางอย่าง – มันเป็นการเรียนรู้รูปแบบของสังคมเล็กๆ จากฉากเล็กๆ ภายในไม่กี่นาที

เรื่องมีอยู่ว่า คืนนั้นดูรายการทีวีตอนหนึ่งช่องเก้า-เท่าที่จำได้ เป็นการแข่งขันเกี่ยวกับการทำงานหรือวางแผนอะไรนั่นละ (น่าจะชื่อเกมกลยุทธ์ หรือ วรายุทธ์ ประมานั้นละ)  ไม่ได้ดูแต่ต้นแต่ดันเปิดมาเจอ ตอนที่เขาต้องโหวตคนออก

สองทีม – ในตอนนั้นเป็นกรรมการเจ้าของเกมมีคำสั้งให้เลือกว่า จะโหวตใครออก ผู้ร่วมแข่งขันประหลาดใจ และก็มีกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมรับในวิธีนี้ กลุ่มชายล้วนประท้วงโดยการไม่ยอมโหวตใครออก โดยที่อีกกลุ่มทำตามภาระกิจที่มอบหมายให้โดยการเลือกคนที่ต้องการโหวตออก ตามที่ระบบสั่งการ

ปฏิบัติตาม – คือการยอมรับคำสั่งและ แน่นอน ปลอดภัยกว่าการประท้วง

ปฏิบัติตาม, แล้วเสร็จ, ทำดี, ได้ตบรางวัล, แฮ๊ปปี้

โหวตคนออก – เป็นการเลือก พิจารณาว่า ใครมีความเหมาะสมหรืออยู่ในข่ายที่ไม่สามารถทำงานกันต่อไปได้ มันเป็นทางเลือกที่ถูกตั้งขึ้นมานี่ ใครจะว่า ก็เราปฏิบัติตามคำสั่ง

ประท้วง-เมื่อเรารู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม หรือโดนยัดเยียดให้กระทำเรื่องราวบางอย่างโดยไม่เต็มใจ การประท้วงจึงเกิดขึ้น เป็นลำดับความเข้มข้นจาก ๑.เพื่อพิจารณาใหม่ในคำสั่ง หรือ ๒.เพื่อยกเลิกคำสั่ง 

เหตุผล เป็นองค์ประกอบที่ต้องใช้นำหน้าเสมอ และต้องเป็นเหตุผลที่แข็งแรงพอสมควรให้ประท้วง เพราะเมื่อเหตุผลมันเป็นเรื่องสมควร การประท้วงจะมีอำนาจมากขึ้น ด้วยเพราะจะมีแนวร่วมที่เห็นด้วยกับเหตุผลนั้น ในหน้าประวัติศาสตร์จีนหน้าหนึ่ง กองกำลังกู้ชาติกลุ่มหนึ่ง

เพื่อต้องการกอบกู้ความเป็นชาติคืนมา ถึงกับปลอมแปลงคำจารึกคนโบราณถึงปณิธานในการต่อสู้เพื่อเอาชาติของตัวเองคืนมา ความข้อนี้ยังเป็นเรื่องน่าคิดเปรียบเทียบเหมือนกันกับเรื่องราวของฤษีชีไพรตนหนึ่งที่ดันไปแปลงสารให้บุรุษผู้หนึ่งรอดพ้นจากการถูกยักษ์จับกิน กลับกลายเป็นเดินทางถึงเมืองให้จับแต่งงานเข้าหอลงโรงเสียนั่น

กับเล่าปี่ เพื่อฟื้นฟูราชวงศ์ของตัวเองเพาะสร้างสงครามขึ้นมา

สุดท้ายตลอดชีวิตของเล่าปี่ไม่เคยได้พักจากสงคราม เล่าปี่เป็นฮ่องเต้ แล้วประชาชนเล่าได้อะไร – ประชาชนได้สงคราม

เหตุผล มีบ้างที่อาจไม่พ้องเข้ากับผลประโยชน์ของคนอีกกลุ่ม การประท้วงอาจถูกคัดค้านจากกลุ่มผู้เสียประโยชน์ เหตุผลที่ดีก็ใช้ว่าจะได้การยอมรับเสมอไป ถ้าเหตุผลนั้นมันไปเอี่ยวกับผลประโยชน์ของใครก็ตาม ที่ดันมาเอี่ยว (อีกที)

กับวาระกรรมที่กำลังเผชิญนั้น การวัดตวงผลประโยชน์ของเรานั้นเป็นอย่างไร? เรื่องนี้ก็มีคนเคยถามออกบ่อยว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ในเมื่อความดีไม่ดีเกิดขึ้นจากภายในของเรา กุศลกับอกุลไม่ต้องเอ่ยถึง ในสังคมหยาบฉาบฉวยทางความคิดเดินทางไปไม่ถึงความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น 

DSC_7859

กลับมายังสถานการณ์นั้น – ที่ว่า

สุดท้ายแล้วทีมชายถูกเรียกเข้าไปพบคุยกันที่ละคน เพื่อที่ผู้บริหารจะสอบถามว่า ใครเป็นอย่างไรและสรุป

แน่นอนสรุปกันเอง

ผลคือ ผู้บริหารประเมินจากการสอบถามทุกคนในทีม จากนั้นเลือกคนที่เห็นว่าไม่เหมาะสมออก อาศัยอำนาจความเป็นเจ้าของเกม-มีสิทธิ์ ทำไมจะไม่มีละ?

ชายคนหนึ่งถูกให้ออกจากทีมโดยการตัดสินใจของคณะกรรมการ  ส่วนหนึ่ง ก็มาจากการสอบถามความเห็นของคนในทีม-ชาย

มาลองคิดเล่นๆ ทั้งที่เขาก็รู้อยู่แล้วว่า ใครมีข้อเด่นข้อด้อย ในการทำงาน แต่ทำไมพวกเขาถึงเสี่ยงในการที่จะเลือกประท้วงกรรมการ เอ้อ-อันนี้น่าคิด โหวตๆไปก็สิ้นเรื่อง คนอื่นก็ทำ (ทีมอื่น)

หรือ- พอหนึ่งคนยกมือประท้วง คนที่เหลือได้แต่อ้ำอึ้งตามน้ำไปอย่างนั้น ทั้งที่แท้แล้ว ใจก็อยากจะโหวตให้เป็นไปตามเกม – เกมที่กำลังเล่นกันอยู่ แต่ดันมีใครทะลึ่งโพล่งขึ้นมาต่อต้าน

“เอาว๊ะ-เอาไงเอาด้วยกัน” ก็มันไม่เสียหายนี่หว่า เผื่อได้ผล ไอ้จะยกมือคัดค้านไอ้คนประท้วงก็ใช่ที่ มันก็ต้องรักษาท่าทีว่าเป็นคนดีเอาไว้ก่อน เอาสิ ใครละไม่อยากดูดีในสายตาคนอื่น

หรือ- เห็นพ้องด้วยความบริสุทธิ์ใจ หมายถึงว่า เห็นด้วยกับคนประท้วง ไม่ดี!! คำสั่งแบบนี้รับไม่ได้(ว่ะ) ประท้วง ประท้วงโว้ย!!- กรรมการมีสิทธ์อะไรมาให้คนในทีมโหวตกันเองออก แน่จริงก็โหวตออกไปเองเลยสิ จะมาให้คนเขาระแวงแตกคอกันเองทำไม

แล้วถ้าครั้งต่อไปให้โหวตกันออกอีก ไม่ต้องมานั่งระแวงตลอดการทำงานอีกเหรอ กลายเป็นว่า แค่แข่งในเกมก็เครียดพออยู่แล้ว ต้องมาเล่นการเมือง หยั่งเสียงพรรค์พวก ว่าใครเกลียดใครชอบ มันจะโหวตเราออกหรือเปล่า นี่มันไม่ได้เล่นเกมเพื่อสามสามัคคีแล้ว (เน๊อะ)

อันนี้- เป็นเหตุผลที่ต่อต้านคำสั่งอย่างบริสุทธิ์ใจ

แต่ไม่ว่าจะบริสุทธิ์ใจ ตามน้ำ หรืออะไรก็ตามแต่ที่นึกไม่ถึงก็เหอะ ก็มีบทสรุปตรงที่ว่า คนหนึ่งต้องออกจากเกม และคนที่ตัดสินสุดท้ายคือเจ้าของเกม (กรรมการนั่นละ) และหากว่าคุณต้องการให้บริษัทดำเนินการต่อได้ หรือรายการสามารถดำเนินต่อไปได้ คนต้องยอมรับการตัดสินใจของกรรมการ

อีกข้อ- ในเมื่อทุกคนพร้อมใจกันประท้วง (หรือตามน้ำก็เหอะ) เหตุใดเมื่อถูกแยกออกจากกัน และโดนซักถามกันทีละคน จุดยืนร่วมถึงแปรไปอีกอย่าง

หรือในสถานการณ์ ‘ปิด’ ที่เหลือตัวตนเพียงผู้เดียวเผชิญปัญหา รูปแบบการต่อสู้ย่อมเปลี่ยนไป ปณิธานเล่าเหมือนเดิมหรือไม่

อันนี้ไม่ขอเอ่ย

DSC_7527

มาที่ทีมหญิง

ทีมนี้ถูกเรียกกลับเข้ามาใหม่ แน่นอนว่ามีคนหนึ่งถูกโหวตให้ออกไปแล้ว และพวกเธอได้ ‘ข้อเสนอใหม่’ ในการเล่นเกมต่อ

ข้อเสนอที่ว่า เกิดจากทีมชายไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง (โดยให้โหวตออก) ทำให้เดิมที่คะแนนในการแข่งที่เสมอกัน ฝ่ายทีมหญิงจึงได้มีแต้มต่อในการเล่นเกมนี้ ทางกรรมการให้ทีมหญิงเลือกระหว่างของรางวัลกับให้โหวตเอาเพื่อนร่วมทีมที่โหวตออกไปกลับคืนมา –โอ่

ตามคาด– ทุกคนเลือกที่จะโหวตให้เอาเพื่อนร่วมทีมกลับมา (ก็คนที่เขาโหวตให้ออกไปนั่นละ)

ทำไมถึงเดาถูกละ ไม่รู้สิ คงเป็นความรู้สึกล้วนๆละมั้ง? (มั้ง?-แสดงว่าไม่แน่ใจ) 

คือ- รู้สึกว่าคนเราถ้า ‘ไม่จำเป็น’ หรือว่าติดเข้ากับกฏอะไรบางอย่าง ลึกๆแล้วก็อยากมีพรรคพวกมากกว่าเพิ่มศัตรู  อยากทำความดีมากกว่าทำเลว อยากทำให้คนอื่นมากกว่าตัวเอง เพราะถ้าคนที่ยังไม่ถึงขนาดเสียสติ ย่อมแยกดีแยกเลวได้อยู่ (แต่บางคนก็มีสติในการหลงผิด-มิจฉาทิฐิ)

แต่อย่าลืม – นี่เป็นเกม! (อย่าลืม นี่เป็นเกม ที่ควรทวนซ้ำในความจำบ่อยๆว่มันคือ เกม)

แน่นอนว่า ต้องอยู่ในสภาวะที่ตัวเองเอาตัวรอดแล้วเหมือนกัน ถึงจะนึกอยากช่วยคนอื่น ว่าแต่ว่า ไอ้คำว่าเอาตัวเองรอดแล้วเนี้ย มันเอาอะไรมาวัดกันนะ เหมือนกับบางคนเคยบอกว่า เอาไว้รวยก่อนค่อยทำบุญ ปริมาณความรวยมันไปสิ้นสุดกันตรงไหน ถึงจะรู้ว่า

เอ๊อ เฮ้ย!- รวยแล้ว (เลิกโกงซะที) ได้เวลาทำอย่างที่นึกหรือบอกไว้แล้วนะ

เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่มีคนคอยบอก ก็น้อยนักที่จะรู้ด้วยตัวเอง ว่านั่นละ เวลาที่ว่า หรือจังหวะที่ว่ามันมาถึงแล้ว

อย่างทีมหญิงไง – ได้เลือกหนทางโหวตให้คนที่ออกกลับมาอีก เมื่อกรรมการได้ยื่นโอกาสให้เลือกสองทาง ทางหนึ่งคือราวัลทางหนึ่งคือเพื่อนที่ตนโหวตออก นำกลับมาเล่นเกมต่อ

ประเด็นคือ อย่างไรเสีย ต่อให้คนผู้นั้นจะไม่ได้เกณฑ์มาตราฐานในใจเราอย่างไร เราก็ยังคิดจะให้โอกาส

โอกาส

บนโลกนี้มีคนอยู่สามประเภท ๑ รอโอกาส ๒ หาโอกาส ๓ ให้โอกาส

คุณละ หากเลือกได้จะเลือกเป็นคนแบบไหน

คุณมีโอกาสเลือกนี่ : )

DSC_8014

ปล. อย่าตอบว่า เป็นพวกชอบทำลายโอกาสละ : )

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: