memo : บริหารความต่าง

DSC_7573_thumb1

เย็นวาน

เป็นวันวานยามเย็นอันร้อนได้ ร้อนดี

ข้าพเจ้าเป็นอันต้องมีภาระหน้าที่ต้องกระทำให้จบก่อนเวลาบ่ายสาม ข้ามไปสี่โมงเย็นงานที่นั่งทำมาหลายคืนหลายวันยังไม่จบ แต่ก็ต้องหักใจกอบโกยเอาเท่าที่มีอยู่รีบเร่งไปร้านถ่ายเอกสารเพื่อถ่ายเอกสารเข้าเล่มเตรียมส่งงาน

อากาศร้อนภายนอกตัดเข้ากับอากาศเย็นภายในร้านถ่ายเอกสารเจ้าประจำ ข้าพเจ้าพบคนแปลกหน้าเป็นชายกลางคนใบหน้ายิ้มแย้มใจดี เขาบอกข้าพเจ้าว่าเกือบไม่กี่นาทีข้างหน้า หากข้าพเจ้าไม่เข้ามาในร้านเขาอาจจะออกไปธุระข้างนอก

ข้าพเจ้าวางงานและพักหายใจสักครู่ในขณะที่ชายวัยกลางค่อนปลายคนท่านนั้นกำลังหาวิธีให้ชิ้นงานข้าพเจ้าบรรลุประสงค์ เนืองเหตุจากคนถ่ายเอกสารขนาดพิเศษไม่อยู่ พนักงานและภรรยาของเขาที่เคยประจำตำแหน่งหน้าที่นั่นออกเดินทางไปต่างจังหวัดกันหมด เขาเลยต้องโทรหาร้านข้างเคียงที่พอจะวิ่งมารับงานไปถ่ายให้

และข้าพเจ้านั่งรอ – ผ่อนใจไปกับหนังสือนิตยสารที่วางไว้ตรงชั้นหนังสือ มุมร้านมีภาพเขียน พระเป็นเจ้าของชาวคริสต์ ท่านกำลังเดินท่ามกลางฝูงแกะขนปุย มือทั้งสองโอบอุ้มแกะน้อยตัวหนึ่ง เป็นผู้ชายใบหน้าใจดีคนหนึ่ง

ชายวัยกลางคนในร้านถามข้าพเจ้าขึ้นว่า “อากาศร้อนนะ ทานน้ำปั่นเย็นๆมั้ย?” เขาถามและผลักประตูร้านออกไปคล้ายกับจะสั่งน้ำปั่นจากร้านขายน้ำเล็กๆที่ตั้งอยู่หน้าร้าน

ข้าพเจ้ายิ้มตอบกลับไปว่า “ไม่ละครับ พอดีช่วงนี้งดของเย็นๆ”  และข้าพเจ้าก็กลับมาจดจ่ออยู่ที่หนังสือในมือ

เขากลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน ข้าพเจ้าชวนคุยด้วยเห็นว่าร้านเงียบผิดปกติ เพราะทุกครั้งที่มาจะมีเด็กเต็มร้าน และคนที่คอยรับงานอยู่เป็นประจำกลับไม่อยู่ให้พูดคุย “ไปต่างจังหวัดนะครับ” เขาตอบเสียงราบเรียบ

“ไปทำบุญหรือครับ”

ข้าพเจ้าถามไปแบบลืมนึกถึงไปว่าภรรยาของเขาเป็นคนคริสต์ และช่วงนี้ใครหลายคนที่ออกต่างจังหวัดก็มักเป็นเรื่องราวการไปทำบุญทอดผ้าป่ากันในต่างจังหวัดทั้งนั้น ซึ่งก็รวมถึงออฟฟิศที่เป็นสาขาย่อยของออฟฟิศข้าพเจ้าเหมือนกัน

เขายิ้มและตอบกลับมาว่า “เธอเป็นคริสต์นะครับ ไม่ทำบุญ”

ครับข้าพเจ้าทราบดีในเรื่องนี้และทำให้อดนึกถึงใครคนหนึ่งไม่ได้ เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่ทำหน้าที่แม่บ้านไซต์งานที่ข้าพเจ้าเคยทำงานอยู่ – ตอนนี้ปิดโปรเจคไปแล้ว

เป็นคนขยัน พูดจาดีและคอยเอาใจใส่ดูแลหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เรียบร้อยหรือขาดหายไปก็จะเติมเสริมให้เต็มพร้อมเพื่อให้ใช้งานได้เสมอ เอาใจใส่ดูแลแต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกรำคาญหรือจุกจิกจนน่าเบื่อ

เธอเป็นแฟนของพนักงานขับเครนของบริษัทก่อสร้าง ติดสอยตามกันมาทำงานในเมือง เป็นคนน่านทั้งคู่ และอยู่ไม่นานก็ต้องย้ายออกไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าแปลกใจและถามหาเอาสาเหตุจากคนรอบข้างเหมือนกัน – ไม่มีใครพูดจนข้าพเจ้าได้พบกับเธออีกครั้งจึงได้ทราบเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้น

DSC_9541_thumb1

เรื่องมันเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการทำบุญนี้เอง – เธอเป็นคริสต์ นั่นเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าเพิ่งจะมาทราบภายหลัง เพราะเธอเองก็ไม่เคยประกาศบอกใครว่าเป็นคริสต์ และมันออกจะเป็นสิ่งไม่ค่อยคุ้นนักสำหรับคนในไซต์งานก่อสร้างที่จะพบว่ามีคนเป็นคริสต์มาทำงานภายในนี้  แต่จะอย่างไรก็ตาม ที่ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น สาเหตุก็มาจากเรื่องของการทำบุญนี่ละ

ดูเหมือนว่าคนงานส่วนใหญ่ในไซต์งานจะไม่เข้าใจธรรมเนียมของชาวคริสต์เรื่องการทำบุญ พวกเขาแจกจ่ายใบบอกบุญกันปกติ ข้าพเจ้าก็ได้รับเช่นกัน ซึ่งแน่นอนหากมีใครสักคนที่ไม่ใส่ซอง(บุญ) ก็คงต้องมีการใช้สายตาอันแปลกเล็กน้อยมองอยู่บ้าง หนักขึ้นไปก็คงมีการพูดจากระทบกระเทียบกันไป  ปากต่อปากบางครั้งเป็นการเพิ่มดีกรีเรื่องราวโดยไม่รู้ตัว

หญิงสาวถูกกดดันอย่างหนักจนรับไม่ไหว เธอขอลาออกไปทำงานที่อื่น — เรื่องราวจบลงตรงนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจทั้งสองฝ่าย เข้าใจทั้ง ‘บุญ’ และ ‘ศรัทธา’   เข้าใจว่ารูปแบบของแต่ละคนนั้นต่างกัน แต่โดยแก่นแท้แกนในของมันนั้นแทบไม่ต่างกันเลย

รูปแบบเท่านั้นที่แตกต่าง และความแตกต่าง บางครั้งถูกเอาความมาเป็นเรื่องเป็นราวเข้าจนได้ ตราบใดที่รูปแบบยังเป็นสิ่งที่เรายึดถือกันจนหลงลืมสาระ ปัญหาที่ค้างคาในสังคมทุกวันนี้ก็ยังคงขยายใหญ่ไปไม่รู้จบ

ทุกวันนี้หากเราเอ่ยถามถึงความหมายของคำว่า ‘บุญ’ อาจไม่แน่ใจได้เท่าไรว่า จะมีคำตอบกลับมาที่เหมือนกัน และหากแตกต่างกันนั้นจะผิดเพี้ยนกันไปมากมายขนาดไหน บางคนอาจเข้าใจเพียงแค่ว่า หมายถึงสิ่งที่ได้หลังจากเอาเงินสอดใส่ซอง หรือการมอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งและมีถ้อยแถลงประกาศนามให้สาธุชนรับรู้ถ้วนทั่วกัน

เอาแค่กลุ่มคนในสมาคมเดียวกันเถอะ อาจมีความหมายนัยลึกที่ซุกซ้อนไว้แต่ไม่กล้าว่ากล่าว ด้วยความแตกต่างบางครั้งอาจก่อผลร้ายมากกว่าผลดี อย่างแรกที่สุดคือสายตาที่แปลกไปของคนรอบข้าง เรา ๆ ส่วนใหญ่จึงจำใจเก็บความต่างไว้ในสถานที่อันปลอดภัย เพื่อไม่ให้ใครบางคนได้นำเอามันมาเผยแผ่ และกล่าวหาว่านอกคอก

ข้าพเจ้าเดินทางจากอดีตกลับมาในห้องแอร์เย็นเชียบ ใบหน้ายิ้มแย้มของเขาฉายให้เห็นถึงความเป็นมิตร ข้าพเจ้ายิ้มให้ชายผู้รักษาการแทนเจ้าของร้าน และมีเสียงตอบกลับมาคล้ายจะถาม หรืออาจเป็นเพียงคำเปรย

“แปลกมั้ย? บ้านเดียวสองศาสนา?”

ข้าพเจ้ายิ้ม  ตอบกลับไปอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก

“ไม่หรอกครับ ดีเสียอีกที่คนสองคนได้อยู่ร่วมกัน”

เขายิ้มเหมือนเดิม ก่อนเดินมานั่งเก้าอี้ประจำที่เคยนั่ง พูดประโยคสุดท้าย ก่อนชิ้นงานที่ผมสั่งไว้จะเดินทางมาถึงหน้าประตู

“ครับ บริหารความต่างได้ก็มีความสุข”

ข้าพเจ้าฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มอย่างเดียว ซึ่งดูเหมือนว่า รอยยิ้มจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หากมันแสดงออกมาจากใจอันบริสุทธิ์  เราแทบไม่ต้องสรรหานิยามอะไรมากำหนดรูปแบบมันเลย

แค่เราใช้ใจส่งยิ้มให้กัน

โลกรอบตัวก็น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ…

 

art20100207062_thumb1

art20100207061_thumb1

ปล. ภาพสองภาพสุดท้ายเป็นภาพจากงานแสดงภาพถ่าย ASEM Interfaith Cultural Photography Exhibition ตอนนี้เลิกจัดไปแล้ว โชคดีที่ได้ไปเก็บภาพไว้ : )

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: