เรื่องสั้น : อัน – อา – เด๊ะ

DSC_0284

"แบมาเนบาตะแล?"

(อยู่ที่ไหน?)

วันที่เท่าไร ? คนอื่นล่ะ?

คำถามมากมายระดมถมทับภายในห้วงความนึกคิด ไม่ทราบได้ว่าเริ่มต้นตรงไหน หรือจบลง ณ ตำแหน่งใด มีเพียงช่องแสงเล็กๆขนาดเพียงพอที่ฝ่ามือฉันจะเอื้อมออกลอดผ่าน อยู่เบื้องหน้า ลมโชยพัดเบาบางจนเศษไม้เล็กๆที่เกี่ยวเกาะปลายโพลงสะดุ้งไหว พระจันทร์เต็มดวงลอยอวดแสงเรืองนวลอ่อนๆท่ามกลางท้องฟ้าดำมืด

เมฆหมอกลอยผ่านเลือนรางไปเชื่องช้า ฉันคิดว่าหากสามารถมองเห็นดวงจันทร์เปล่งแสงสาดส่ององค์เจดีย์ชเวดากองอันมียอดทองสุกปลั่งเหมือนเมื่อเทศกาลวันเพ็ญที่ผ่านมาก็คงจะดีไม่ใช่น้อย

ฉันคิดว่าฉันคงอยู่ในอาการนอนหงาย จึงเห็นเพียงดวงจันทร์ดวงเดียวเท่านั้น บนท้องฟ้า โชคดีเหลือเกินที่ลมพายุเมื่อวานวัน ไม่ได้พัดพาสิ่งงดงามสิ่งนี้จากไป ใช่! ฉันรู้สึกเหมือนเรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่? แต่วันนี้วันที่เท่าไรแล้วละ "พระจันทร์เต็มดวง" ใช่แล้ว วันนี้เจ้าตัวเล็กต้องเข้าพิธีฉิ่นปิ้ง(บวชเณร) แม่มันเตรียมงานเสียวุ่นวาย ฉันเองก็เช่นกัน งานนี้สยาดอ (เจ้าอาวาส) เองถึงกับเอ่ยปากชมเจ้าตัวน้อยว่ามันตั้งใจจริงจังเป็นหนักหนา เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันเองก็แอบไปที่วัดเพื่อนั่งฟังเธอท่องบทขอบรรพชา

"ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอบรรพชาเป็นสามเณร เพื่อหลุดพ้นจากห้วงวัฏสงสาร ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ จงโปรดกรุณาบอกกล่าวศีลนั้นแก่ข้าพเจ้าเจ้าด้วยเทอญ"

เจ้าตัวน้อยเปล่งเสียงเจื้อยแจ้วจนฉันเองยังอดอมยิ้มไม่ได้ คิดถึงตัวเองเมื่อครั้งสมัยเด็ก เมื่อถึงอายุเก้าขวบ เด็กทุกคนล้วนแล้วต้องบวชเณร เพื่อแสดงให้พวกผู้ใหญ่เห็นว่าเวลาความเป็นเด็กของฉันสิ้นสุดลงแล้ว

แม้จะผ่านมาหลายวันแต่เสียงนั้นก็ยังกังวานใสในแก้วดวงใจของฉันเสมอ ฉันวาดหวังเหลือเกินที่จะถึงวันนั้น วันที่ฉันได้เห็นเจ้าตัวน้อยสวมใส่ชุดผ้าไหมอันงดงาม บนศีรษะสวมใส่ชฎาปิดทองสะท้อนแวววาว อีกทั้งม้าขาวที่เขาได้ที่ควบขี่ขณะพิธีนั่นเล่า ก็ช่างดูสง่าสงบงดงามราวภาพจำแลงขององค์ชายสิทธัตถะเมื่อครั้งทรงตัดสินพระทัยออกผนวชเพื่อค้นหาหนทางหลุดพ้นทุกข์เวทนา

แต่ถึงจะงดงามเพียงใดก็ตามเถอะ สิ่งงดงามที่นำพามาด้วยล้วนแล้วต้องสละลง แม่ของมันดีใจจนแทบไม่ทำการทำงานอื่นใด นอกจากเตรียมงานเตรียมการให้พร้อมในงานพิธี เธออยากถือผ้าขาวที่ใช้รองเส้นผมลูกชายใจจะขาด ฉันละนั่งมองเธอเตรียมของไปขณะที่นั่งระบายอารมณ์ยินดีด้วยบุหรี่มวนโต ในคืนนั้นช่างเงียบสงบเหลือเกิน

เป็นเวลากลางคืนที่เงียบสงบ ไร้ซึ่งเสียงและสำเนียงของการมีชีวิต "เงียบ"งั้นหรือ อย่างน้อยที่สุดฉันควรได้ยินแม้เสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านช่องซากไม้ที่กองถมทับเบื้องหน้า หูฉันคงได้รับความกระทบกระเทือน ใช่ มีเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ มิเพียงแต่เสียงที่หืดหายไปในสำนึกของฉัน แม้แต่ความรู้สึกสัมผัสต่างๆก็หาได้ส่งผ่านผิวกาย ไม่อาจขยับเขยื้อนใดๆสิ้น ไม่เจ็บปวด ไม่ทุรนทุราย มันอาจเป็นอาการชาอย่างที่สุดก็ได้เพราะโดนเศษไม้และโคลนกดทับไว้นาน

ความที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือได้ยินเสียงใดๆนั้น ทำให้ฉันได้ยินเสียงของตัวเองมากขึ้น จะว่าไปแล้วนานเหลือเกินที่ฉันไม่เคยพูดคุยกับตัวเองอย่างนี้ นั่น!!! ฉันเห็นอะไรวูบผ่านช่องแสงเบื้องหน้า "นี่!!" ฉันคิดจะตะโกนออกไป แต่เสียงไม่มีออกมาจากตัวฉัน แม้แต่เปล่งเสียงเรียกหาก็ไม่อาจทำได้งั้นหรือ ตอนนี้สีหน้าของฉันเป็นอย่างไรนะ? กำลังตีสีหน้าหม่นเศร้า หรือตระหนกหวาดกลัว หรือสิ้นหวังท้อแท้ แม้แต่ความรู้สึกที่ผิวหน้าก็ไม่อาจรับรู้ได้ ความเย็นเยียบของละอองน้ำและโคลนสีเข้มที่ก่ายกองทับร่างฉันมันเป็นอย่างไรนะ

"ช่างมันเถอะ" อย่างน้อยที่สุดฉันยังสามารถมองเห็นดวงจันทร์เบื้องบน ดวงจันทร์วันนี้ช่างงดงามเหลือเกิน ฉันรู้สึกเข้าใจเปี๊ยตต๊ะเลยที่เดียว ความงามของนางเมวันนาคงเฉกเช่นเดียวกับความงามของดวงจันทร์ตอนนี้ งามจนถึงกับทำให้นักรบมุสลิมจากอินเดียละเลยหน้าที่อันควรกระทำ จนต้องอาญาประหารชีวิต ฉันเฝ้ามองจันทราดาราเสียจนงมงายเช่นนี้ คงไม่ถึงกับต้องอาญาแผ่นดินเหมือนคนโบราญกระมัง

หะ. ใช่แล้ววันที่เท่าไรแล้วนะ ฉันจำวันที่ต้องไปลงมติได้ วันที่สิบ ใช่แล้ว ฉันจำได้ว่าวันที่สิบ ว่าแต่ว่าเขาจะเลื่อนวันไปรึเปล่านะ ฉันว่าพายุเมื่อคืนก่อนคงทำความเสียหายให้เมืองน่าดู ฉันเดาใจรัฐบาลไม่ออกจริงๆ แล้วฉันจะโดนทำโทษรึเปล่าเนี้ย

ช่างมันเถอะ เอาไว้ให้ฉันหลุดพ้นจากอาการชาเหล่านี้ก่อนเถอะ แปลกจังฉันว่าฉันควรจะหิว อ่อ.. ใช่แล้วกระเพาะฉันคงชาเสียจนฉันไม่รู้สึกเจ็บแสบเวลาที่มันโกรธน้ำย้อยเมื่อไม่มีอะไรตกถึงท้อง เวลาเท่าไรแล้วนะ?

"เก๊กซะมะชีบู"

( ไม่เป็นไร )

ฉันเอ่ยออกมาในใจเพราะฉันไม่อาจเปล่งเสียงได้ "ไม่เป็นไร" ฉันใช้คำนี้ออกบ่อยเวลาเกิดความขัดแย้งระหว่างคนรอบข้าง ครั้งนี้ก็เช่นกัน "ไม่เป็นไร" ฉันมองฟากฟ้านานเสียจนดวงจันทร์ลับหายไปจากช่องเล็กๆเบื้องหน้า อาการชายังคงมีอยู่เหมือนเดิม

เอาน่า.. อย่างน้อยที่สุดขอให้ฉันได้ขยับปากพูดเรียกใครสักคน แค่เพียงชั่วเวลาแวบเดียวก็เพียงพอ ฉันรู้สึกได้ว่ามีใครเดินผ่านไปผ่านมาใกล้ๆจากที่ฉันอยู่ แสงที่วูบวาบไม่สม่ำเสมอบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวของสิ่งแวดล้อม ต้องมีคนมาพบฉันแน่ หากว่าฉันสามารถเปล่งเสียงออกไปได้

ฉันมองผ่านช่องเล็กๆนี้นานเหลือเกิน ตอนนี้มีแสงสว่างส่องต้องปลายโพลงแล้ว อะไรๆชัดเจนขึ้น แต่ฉันก็ยังคงไม่อาจเคลื่อนไหวได้อยู่ดี นั่น!! มีบางอย่างวูบผ่านหน้าฉันไป เป็นคน นี่.. นี่ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันส่งความคิดออกไป หวังว่าเขาคงรับรู้ได้ ใช่ นั่นละ ฉันคิดว่ามีคนพบฉันแล้ว เยี่ยมไปเลย เขาเห็นฉัน ดูท่าทางเขาตื่นเต้นมา เขาทำท่าทางเหมือนกำลังเรียกคนอื่นๆ โพลงดินและเศษไม้เล็กๆค่อยเปิดกว้างออก แสงส่องสว่างมากขึ้น แต่ฉันรู้สึกดีมาก น่าเสียดายที่ฉันยังไม่สามารถพูดออกมาได้ ฉันอยากพูดว่าขอบคุณเขาหลายๆครั้ง ให้ตายสิ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันกล่าวขอบคุณอย่างยินดีที่สุดในชีวิต ฉันกล่าวเสียงดังในจิตใจ

"เจซูตินปาแด"

( ขอบคุณมาก )

ภาพเบื้องหน้าฉันค่อยเปลี่ยนไป ฉันคงถูกยกลอยขึ้น ภาพรอบๆหมุนอย่างรวดเร็ว ฉันรู้สึกขอบคุณอาการชาที่เกิดขึ้นกับฉันเหลือเกิน มันคงเจ็บมากเลยเชียวล่ะถ้าหากฉันมีสัมผัสรับรู้ ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าฉันมีแผลตรงส่วนไหน หรือกระดูกหักบ้างรึเปล่า ภาพค่อยๆหยุดนิ่งแล้ว ภาพที่ฉันเห็นตอนนี้คือซากพักทลายของเมือง บ้านเรือนพังพับลงมากองตามพื้น เด็กๆเดินจูงมือผู้เป็นแม่ มือของเขาเกาะเกี่ยวแนบแน่นเหมือนกำลังเกาะกุมชีวิตตัวเอง

มีหลายคนขุดค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ร่างผู้หญิงจมกองโคลน หน้าของเธอซุกลงกับพื้น บ้างมีเพียงแขนและขาโผล่นพ้นกองโคลนและเศษไม้ออกมา มะมะ(ที่รัก) ฉันคิดถึงเธอและลูกชาย ตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้างนะ

เวลาผ่านไปพอสมควร นั่น!! ฉันเห็นคล้ายใครบางคนชี้นิ้วมาที่ฉัน เด็กหนุ่มหน้าตาคล้ายคุณหมอสวมโลงจี (ผ้าถุง) สีเขียวซีดเสื้อเชิ้ตสวมทับปล่อยลอยชายเปื้อนโคลนเป็นรอยด่าง มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินตามมาด้วย ใช่แล้ว เธอนั่นเอง ดูเธอปลอดภัย แล้วลูกละ ลูกคงปลอดภัย ฉันจำได้ว่าครั้งสุดท้ายฉันเห็นเธอจูงมือลูกชายไว้แน่น พวกเขาปลอดภัย แล้วฉันละ ในวันนั้นฉันทำอะไรนะ ทำไมฉันถึงไม่ได้อยู่กับพวกเขา ใช่แล้ว ใช่ ตอนนั้นฉันวิ่งกลับมาที่บ้าน ฉันกลับมาเอาชฏา

ใช่ ลูกฉันกำลังบวชเณร เขาจะส่วมใส่ชฏาสีทองปลั่ง ภายใต้ชุดผ้าไหมที่แม่ของเขาบรรจงตัดเย็บ ฉันกอดชฏาแนบไว้กับอกตัวเอง แล้วทุกอย่างก็มืดดับ ฉันจำได้แล้ว ดีจริงพวกเราปลอดภัยกันหมด เธอเดินมาแล้ว เข้าใกล้ฉันทุกขณะ ใบหน้าเธอซีดเซียว แต่ยังคงสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แม้วันนี้ใบหน้าของเธอจะไม่ได้ทาแป้งที่ทำจากเปลือกต้นตะนะคา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความงามและความรักที่ฉันมีต่อเธอลดลง

เธอเดิมมาหยุดยืนตรงหน้าฉันมือทั้งสองของเธอยกขึ้นปิดปาก สภาพของฉันคงแย่มาก แต่ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย เธอพูดอะไรกับเด็กหนุ่มที่พาเธอมา ทำท่าทางคล้ายกับต้องการให้เขาทำอะไรกับฉัน ปากของเธอขยับรวดเร็วจนผมอ่านไม่ออกว่าเธอพูดว่าอะไร ร่างของเธอสั่นสะท้าน น้ำตานองหน้าคล้ายฝนเทลงมา ผมมองไปที่ปากของเด็กหนุ่มคนนั้น พอจับประโยคได้ว่า

"มะเฮ่าบู แอดิโล่มะโฮบบู" (ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้น )

"เจซูบิวย่วย" ( ได้โปรด )

"เจซูบิวย่วย" ( ได้โปรด ) เธอพูดประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา มือของเธอพนมขึ้นเพื่อขอร้องเด็กหนุ่ม

"เชนบาเปียวตะแล?" ( พวกคุณพูดอะไรกัน ) ฉันส่งเสียงอย่างเงียบงันภายในจิตใจ "เก๊กซะมะชีบู" ( ไม่เป็นไร )"เก๊กซะมะชีบู"( ไม่เป็นไร ) ฉันส่งความคิดไปถึงเธอ ฉันอยู่นี่ ทุกอย่างจะดีขึ้น ชายหนุ่มคนนั้นหันมองทางฉัน สีหน้าเขาไม่ค่อยดีนัก เขาหันไปพูดกับเธออย่างช้าๆ ประโยคที่เขาพูดคือ

"อัน – อา – เด๊ะ"

"อัน – อา – เด๊ะ!!!" เธอทวนคำ "เชนบาเปียวตะแล?" ( คุณพูดอะไรกัน ) "เนาต้าเบาเปียนเปียวบา!!!" ( โปรดพูดอีกทีซิ!! ) เธอกระชากเสื้อชายหนุ่มไปมา น้ำตาเธอนี้พรากออกจนไม่รู้ว่าจะหยุดอย่างไร ฉันเองก็ตกใจกับคำพูดนั้น ประโยคนั้นคล้ายทำให้หัวใจฉันหยุดเต้น ทุกอย่างเงียบงัน เงียบเสียจนฉันไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหายใจ "เสียงหัวใจ" ใช่ ฉันไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจตัวเอง มันนานเหลือเกินนับตั้งแต่เมื่อคืน ฉันมองไปที่ใบหน้าอันชุ่มไปด้วยน้ำตาของเธอ

"เก๊กซะมะชีบู"( ไม่เป็นไร ) ฉันเอ่ยผ่านความเงียบงันเบื้องหน้า หวังว่ามันคงส่งไปถึงเธอ

ชายหนุ่มคนนั้นหันกลับมามองทางฉันอีกครั้ง เราทั้งสองสบสายตากัน ฉันคิดว่าเขามองเห็นฉันและเข้าใจถึงสิ่งที่ฉันส่งไป เขาเดินเข้ามาใกล้ฉัน เงาร่างของเขาพาดผ่านร่างฉัน โลกที่ฉันเห็นค่อยๆเล็กลง ขณะที่ฝ่ามือของชายหนุ่มค่อยเคลื่อนผ่านม่านตาฉัน

เส้นขอบฟ้า ความเขียวขจีของมวลพฤกษา สีทองอร่ามของเจดีย์ชเวดากองเรื่อเรืองในห้วงสำนึก และก่อนที่ทุกๆอย่างจะดับสูญคืนสู่ความมืดมิดอันเป็นนิรันดิ์ ฉันเอ่ยเอ่ยประโยคหนึ่งอย่างช้าๆ หวังเพียงว่าเธอ มะมะ(ที่รัก)ของฉันจะได้รับสัมผัสถึงถ้อยความนี้

"มิงกูหงาชิดเด่"

( ฉันรักเธอ )

"ตวาแม"

( ลาก่อน )

"เจซูตินปาแด"

( ขอบคุณมาก )

 


ภาคผนวก

ภาษาทุกภาษาย่อมมีศัพท์บางคำที่แปลไม่ได้ ภาษาพม่าก็เช่นกัน
ศิลปะอันดีงามแห่งความสุภาพอ่อนน้อมของชาวพม่านั้น อยู่เบื่องหลังหลักการ "อัน-อา-เด๊ะ" นี่เอง

การไม่เคยใช้คำว่า"ไม่" และไม่เคยบังคับให้ผู้ใดต้องอยู่ในสถานะที่ต้องใช้คำนี้ ในขณะเดียวกันคำว่า "อัน-อา-เด๊ะ" ยังทำให้ชาวพม่าใช้ยืนยันกับบุคคลอื่นได้ว่า สิ่งที่ทุกคนนั้นต้องการ แต่ไม่สามารถทำได้นั้น แท้จริงแล้วก็คือปฏิเสทว่าสิ่งนั้นไม่คุ้มค่า เราต้องเรียนรู้และรู้สึกถึงคำว่า "อัน-อา-เด๊ะ" ส่วนลึกของจิตใจ ศิลปะของการพบกันครึ่งทาง ซึ่งจะไม่ทำให้ฝ่ายไหนต้องเสียหน้าในการเผชิญหน้ากัน

การโกหกกับการพูดไม่จริงนั้นมีความแตกต่างกันอยู่ การใช้คำพูดที่สวยงามในที่ๆถูกต้องนั้นสำหรับชาวพม่า แสดงถึงเป็นผู้มีกิริยามารยาทดี


Advertisements

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “เรื่องสั้น : อัน – อา – เด๊ะ”

  1. ดิลล์ Says:

    พี่สามขะรับ ขอยืม ‘บอกวน’ ใช้สักชั่วคราวนะขะรับ
    นิตยสารที่สามารถอัพเดทตัวเอง ใกล้เป็นความจริง
    เชิญพี่สามทัศนา
    http://longread.blogspot.com/

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s


%d bloggers like this: