นิทานสามจุด : เทวดาขี้เกียจ (จบ)

07-04x

: ความเดิม ตอนที่แล้ว :

เวลาล่วงผ่านไปแล้วสามวัน

คนทั้งสามยังไม่มีใครกลับมาสักคนเดียว และ จากนั้นไม่นาน เทวดาจอมขี้เกียจก็ได้พลังมากมาย เมฆของเขาใหญ่ขึ้น และลอยสูงขึ้น สูงขึ้น

เหล่าเทวดาที่รู้จักเขาต่างประหลาดใจ

ทำไม?

เจ้าเทวดาจอมขี้เกียจถึงได้พลังงานมากมายถึงเพียงนั้น


คุณอาเงียบอยู่นาน มองผ่านไปบนท้องฟ้ามืดมิด แสงดาวสั่นไหวบางดวง และบางดวงเจิดจ้าสงบนิ่ง จากนั้นขยับตัวเล็กน้อยในทีท่าอันผ่อนคลาย ก่อนจะกล่าวอะไรเล็กๆน้อยๆ

“หนูไม่อยากรู้บางรึไงครับ ว่าอาอธิษฐานอะไรกับดวงดาว”

หลานสาวตัวน้อยส่ายหน้า อมยิ้มเล็กน้อย ในความสว่างจากภายในห้องถึงพื้นระเบียงเล็กน้อย ดวงตาเธอมีประกายสดใส

“เอาเถอะ เรื่องมันก็มีต่อไปว่า…”


07-02x

“เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง” เทวดาตนหนึ่งสงสัย และ ถามเทวดาอีกตน

“ข้าก็อยู่กับท่านตลอด ท่านไม่รู้ ข้าก็ไม่รู้” เทวดาอีกตนย้อนกลับ

“แต่ข้ารู้” เทวดาอีกคน ค่อยๆขยับเมฆสีขาวเข้าใกล้

จากนั้น เทวดาตนนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ให้เทวดาทั้งสอนตน ที่วันๆได้แต่มองดูว่าเทวดาตนใด จะได้เลื่อนตำแหน่ง หรือตกจากตำแหน่ง หรือไม่ก็ ทำทุกวิถีทางที่จะยังคงรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ ไม่ให้ตกต่ำไปกว่าเดิม

 

– ชายคนที่ หนึ่ง –

 

ชายคนที่หนึ่ง ผู้ซึ่งไม่รู้หนังสือ เดินทางไปยังทิศทางที่เจ้าเทวดาจอมขี้เกียจแนะนำ แน่ละ มันคุ้มค่าเสียจริง สำหรับดอกไม้สีแดงเพียงดอกเดียว กับการสามารถอ่านออกเขียนได้ เขาฮึมฮำเป็นทำนองเพลงอย่างสบายอกสบายใจ

และเขาก็เดินมาถึงหน้าประตูเมือง ที่ประตูเมืองมียามรักษาการณ์ เป็นชายชราท่าทางใจดีคนหนึ่ง “สวัสดีพ่อหนุ่ม” ยามชราเอ่ยทักทาย

“อากาศดีเหลือเกินครับ” ชายหนุ่มยิ้มและตอบกลับ เขากำลังอารมณ์ดี “ท่านผู้เฒ่าคงเบื่อแย่เลย”

“เบื่องั้นรึ … โอ้ไม่เลย ข้าสบายดี มีความสุขที่เห็นคนเดินเข้าออกประตู”

“มีความสุข?” ชายหนุ่มสงสัย

“ก็ทำไมจะไม่มีความสุขละ ก็คนเดินทางออกไปเพื่อแสวงหา และคนกลับเข้าเมืองมาเพื่อคืนสู่เรือนรัก อากาศดีเช่นนี้ เจ้ายังว่าน่าเบื่อได้อย่างไร”

ชายหนุ่มหัวร่อ ชื่นชมในความอารมณ์ดีของชายชรา  “ถามท่านผู้เฒ่าหน่อยเถอะ?”

“มีอะไรก็ว่ามา อย่าได้เกรงใจ” ชายชรายิ้ม พร้อมตอบคำถาม

“ที่เมืองแห่งนี้ ใช่ว่า ตรงกลางเมืองมีดอกไม้สีแดงขึ้นอยู่หรือไม่”

“ใช่แล้ว ดอกไม้สีแดงสด สวยงามมาก เป็นดอกไม้ประจำเมืองเรา”

“โอ่ ขอบคุณมากท่านผู้เฒ่า ข้ามาไม่ผิดเมืองจริงๆ” ชายหนุ่มดีใจ “งั้นท่านเปิดประตูเมืองให้ข้าเข้าไปได้หรือไม่?”

ชายชรายิ้ม “ย่อมได้ แต่ว่า…” ท่านไม่พูดต่อเพียงส่งกระดาษใบหนึ่งให้ชายหนุ่ม

เป็นกระดาษที่มีตัวหนังสือหลายบรรทัด และ ช่องว่างเว้นไว้ในแต่ละวรรคคำ ชายหนุ่มรับมาชมดูด้วยอาการฉงน ‘หรือเป็นว่าการเข้าเมืองนี้ต้องมีการกรอกเอกสาร’

“เจ้าคิดถูกแล้ว” ชายชราพูดต่อ “ข้าคงเปิดประตูให้เจ้าไม่ได้ หากเจ้าไม่กรอกรายละเอียดในกระดาษใบนั้นจนหมด มันไม่ยากเลย ไม่ใช่คำถามประลองปัญญา เป็นเพียงข้อมูลเล็กน้อยของเจ้า ที่ท่านเจ้าเมืองอยากเก็บไว้”

ชายหนุ่มแทบร้องไห้ เขามองชายชราด้วยใบหน้าหมดหวัง “นั่นละ เรื่องยากที่สุดในชีวิตข้า” เขาตอบและเดินคอตกจากไป แต่ก่อนที่เขาจะก้าวเท้าไกลออกไป เสียงชายชราพูดขึ้น

“ช้าก่อนพ่อหนุ่ม หรือเจ้ายอมแพ้เพราะกระดาษใบเดียวและตัวหนังสือไม่กี่บรรทัดนี่ วันนี้อากาศดีเจ้าเป็นคนพูดเองมิใช่รึ”

ชายหนุ่มหยุดก้าวเท้าต่อ เขาหันมามองชายชราผู้เฝ้าประตูเขาเอ่ยขึ้นมาว่า “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอากาศดีหรือท่านผู้เฒ่า”

“ข้าคิดว่า อะไรมันจะง่ายขึ้นในวันที่อากาศดี มา ข้าจะสอนเจ้าทีละคำ”

ชายหนุ่มระบายลมหายใจยืดยาว ครุ่นคิดในใจ ว่าไหนๆก็เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้ ไม่เสียหายอะไร เพราะนั่นก็เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว เขาคงไม่อยากเดินทางเพียงเดียวดายในความมืดมิด

แสงไฟถูกจุดขึ้นเมื่อราตรีเข้าเยือนเมืองทางตะวันออก เมื่อที่แสงสว่างและความมืดเดินทางถึงก่อนทิศตะวันตก

ชายชราค่อยๆสอนให้ชายหนุ่มเขียนตัวอักษรทีละคำ จากชื่อของเขา เรื่อยลงมาเป็นแหล่งอาศัยบ้านเกิด ชายหนุ่มเริ่มเขียนได้ และ ค่อยอ่านคำถามเรื่อยมา ตามที่เฒ่าชราเฝ้าสอนอย่างใกล้ชิด

ความฝัน…

“เจ้าฝันว่าว่าอยากได้อะไรหรือเป็นอะไร?” ชายชราถามเพื่อ จะสอนให้ชายหนุ่มเขียนความต้องการของเขา

“ข้าฯ ฝันว่าอยากอ่านออกเขียนได้”

ชายชรายิ้ม และค่อยๆบอกรูปร่างของตัวอักษรนั้น ทีละตัว ชายหนุ่มบรรจงเขียนตามคำบอกของชายชรา เมื่อตัวอักษรสุดท้ายหยุดลงตรงคำว่า ‘ได้’

ชายหนุ่มนิ่งมองตัวอักษรตัวสุดท้าย ตัวนั้น เนิ่นนาน นานเสียจนความเงียบสงบเริ่มมีความหอมหวานของความปีติโชยแผ่วเบารอบๆกาย ชายหนุ่มยกมือข้างหนึ่งปาดน้ำตาที่กำลังเอ่อท้น ชายชรายิ้มให้อย่างอบอุ่น ชายหนุ่มยิ้มตอบ และบอกว่า พรุ่งนี้เขาจะรีบกลับบ้าน เอาสิ่งที่เขาเขียนนี้ไปอ่านให้มารดาเขาฟัง

“แล้วเจ้าไม่อยากเข้าไปในเมืองแล้วรึ?” ชายชราถาม

“ไม่แล้ว ดูเหมือนว่าความพยายามทำให้ข้าฯมีความสุขยิ่งเสียกว่าได้รับพรใด ๆ”

แสงดาวขยับไหวในยามราตรี เบื้องบน ไม่มีใครทราบได้ว่าไฉนมันจึงกระพริบ และไฉนมันจึงนิ่งเฉย

 

– ชายคนที่สอง –

เขาเดินทางเรื่อยไปในทิศตะวันตก ผ่านนขุนเขามากมาย เขาไม่ท้อ ผ่านสายน้ำหลายสาย เขาข้ามไป ไม่ท้อ เล็กน้อย เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาจะได้ตอบแทน เขาตั้งใจมุ่งมั่น

“เล็กน้อย” เขากล่าว พร้อมปาดเหงื่อที่ใบหน้า เขาเห็นหมู่บ้านข้างหน้าแล้ว อีกไม่ไกลนัก ก็จะเดินทางไปถึง และเบื้องหน้าระหว่างทางเดินที่ทอดหาหมู่บ้าน มีกระท่อมน้อยหลังหนึ่ง หลังคาคลุมยื่นยาวให้เงาร่มตรงม้านั่งไม้ตัวยาวเท่าวาคน

เขาเดินเข้าไปที่กระท่อม เพียงหวังพักเหนื่อยเล็กน้อย และสอบถามถึงเรื่องปลาประหลาดตัวนั้น คิดได้ดังนั้นจึงเดินเข้าไป

ภายในกระท่อมเขาพบเห็นหญิงชราผู้หนึ่ง นางนั่งเอามือเท้าคาง เหม่อมองออกไปจากหน้าต่างบานเล็ก สายตานางมองไปยังแม่น้ำผืนใหญ่ ในทิศทางเดียวกับหมู่บ้านที่เขากำลังจะไป ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่านางได้รับบาดเจ็บที่ขา และแววตาของนางเศร้าเหลือจะบรรยาย

เขานั่งลงตรงม้านั่งตรงหน้ากระท่อม ไม่คิดรบกวนความเศร้าโศกของใคร ทว่า…

“เจ้าเป็นใครกัน?” เสียงยายเฒ่าถามออกมา

“ข้าฯ เพียงเดินทางผ่านมา นั่งพักเพียงครู่ก็จะเดินทางต่อแล้ว”

“เจ้าจะไปยังหมู่บ้านข้างหน้าหรือไม่?” นางถามต่อ ชายหนุ่มรีบตอบ “ใช่แล้วท่านยาย ข้ากำลังเดินทางไปหมู่บ้านนั่น”

ชายหนุ่มเว้นจังหวะ ด้วยเพราะครุ่นคิดว่าจะถามถึงเรื่องราวของเจ้าปลาประหลาดตัวนั้นดีหรือไม่ แต่แล้วก็ถามออกไป “ท่านยายใช่รู้เรื่องราวของปลาประหลาดในเมืองหรือไม่?”

“เจ้าจะถามเรื่องปลาประหลาดนั่นไปทำไม?” นางถามด้วยน้ำเสียงดังขึ้น

ชายหนุ่มเห็นไม่เข้าท่า รีบชิงตอบว่า “มีคนเคยเล่าให้ข้าฟังถึงปลาประหลาดแห่งเมืองนี้ ข้าสนใจเรื่องราวประหลาดไม่ต่างจากชาวบ้านธรรมดาทั่วไป เพียงคิดเดินทางมาชื่นชมความประหลาดเท่านั้น”

กล่าวจบค่อยคิดว่า ‘สงสัยว่าเจ้าปลาประหลาดนี้คงเป็นสิ่งมีค่าของเมือง เขาจะนำมันออกไปให้เจ้าเทวดานั่นอย่างดีนะ’ ในขณะที่คิดในใจนั้น หญิงชราก็พูดขึ้นมาว่า

“เจ้าอยากเห็นมันจริงๆงั้นรึ งั้นเจ้าช่วยข้าอย่างสิ” นางเงียบไปพักหนึ่งก่อนเอ่ยต่อว่า “เจ้าช่วยแบกข้าไปที่แม่น้ำนั่นที”

“ท่านสามารถนำข้า ไปพบปลาตัวนั้นได้จริงรึ?”

“อุ-วะ! ไม่รู้อะไร ทั้งเมืองมีข้านี่ละที่สามารถเรียกเจ้าปลาประหลาดนั่นออกมา” ยายเฒ่าตะคอกเสียงดัง แต่ใบหน้านางแสดงอาการเจ็บปวด อาจเนื่องมาจากขาของนาง

ชายหนุ่มครุ่นคิด ‘เราจะเชื่อยายเฒ่านี่ดีมั้ยนะ? หรือเราจะเดินเข้าเมืองไปถามจากชาวเมืองเอง แต่?  ถ้าหากนางกล่าวความจริงละ เรามิต้องเดินกลับออกมาจากหมู่บ้านมาพานางไปอีกงั้นรึ’ คิดตวงชั่งภายในใจแล้ว ชายหนุ่มเห็นว่า ยอมเหนื่อยหน่อยยังดีกว่าเสียเที่ยวกลับมาพานางกลับไป

“ตกลง ข้าจะพาท่านไปที่แม่น้ำนั่น” เขาตอบด้วยความมั่นใจ และไม่กล่าวอันใดต่อ เดินเข้าไปแบกหญิงชราขึ้นหลัง นางพอขึ้นหลังเขาก็ใช้ให้เขาเดินไปหลังกระท่อม เพื่อหยิบเอาของบางสิ่งพกติดตัวไปด้วย หญิงชราน้ำหนักตัวไม่มากนัก แต่สิ่งของที่นางนำติดตัวไปด้วยหนักเท่ากับคนอีกหนึ่งคน แต่ชายหนุ่มก็หาสนใจไม่

‘เหนื่อยหนนี้เพียงหนสุดท้าย’ เขาคิดและก้าวเท้าไปข้างหน้า ไปยังหมู่บ้านที่มีปลาประหลาดคอยอยู่

เขาเดินผ่านหมู่บ้าน แต่หญิงชราบอกให้เขาเดินอ้อมหมู่บ้าน นางไม่อยากให้ใครพบเห็นนาง เขาทำตามนางบอกทุกอย่าง จนพาร่างของนางมาถึงริมแม่น้ำ ตรงโคนต้นไม้ต้นใหญ่ ที่กิ่งใบปกคลุมล้ำเข้าไปในพื้นน้ำ เขาวางหญิงชราลงตรงบริเวณที่ใกล้ที่สุด

เขาเพิ่งสังเกตว่า สีหน้างของหญิงชราเปลี่ยนไป จากที่ดูแข็งกร้าวกลับนุ่มนวลอบอุ่น ทำให้เขาคิดถึงมารดาของตน ถ้าเปลี่ยนจากนางเป็นมารดาของตน เขายินดีที่จะแบกนางไปไหนต่อไหนตลอดเวลา

เพราะที่เขาต้องการความแข็งแรงก็เพราะว่า มารดาของเขาก็มีสภาพไม่ต่างจากหญิงชราตรงหน้า ถ้าเขามีแรง เขาจะทำงานหนักๆเพื่อให้ได้เงินทองมาซื้อหาของดีๆให้มารดา เพราะเขาเป็นคนจน คงมีแต่เรี่ยวแรงเท่านั้นที่พอค้าขายได้

ในขณะที่เขาเหมือนตกอยู่ในห้วงนึกนั้น หญิงชราก็นำสิ่งของที่ติดตัวมาโยนลงไปในผิวน้ำ คล้ายกับเปลือกไม้สีน้ำตาล มันค่อยเปือยและนางก็ส่งเสียงคล้ายกับเป็นสัญญาณบางอย่าง เขาเฝ้ามองด้วยความสงสัยและตื่นเต้น

‘นางคงกำลังเรียกปลาประหลาดนั่นออกมา’

ไม่นานเท่าไรนัก ผิวน้ำเริ่มมีอาการขยับ คล้ายมีแสงเรืองออกมาจากใต้น้ำ เป็นปลาจริง แต่เป็นปลาตัวใหญ่มากเกือบเท่าคนเลย เขามองด้วยความตกตะลึง ‘คุณพระช่วย นั่น..’ ปลาตัวนั้นค่อยขึ้นมาจากน้ำ หญิงชราโอบกอดปลาตัวนั้นเหมือนกับว่านางกำลังโอบกอดลูกรัก

“เจ้าคงลำบากมากสินะ ข้าไม่ได้มาหลายวัน เพราะขาของข้ามันไม่ดี มันไม่ยอมเดินเหินได้เหมือนเมื่อก่อน” หญิงชราพูดไปน้ำตาก็ไหลออกมาตลอดเวลา และนางตีขาตัวเองคล้ายต้องการทำโทษมัน

ชายหนุ่มคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องประหลาดแบบนี้ขึ้น เขายืนนิ่งไม่กล่าวอะไรแม้สักคำ ทุกครั้งที่นางตีขาตัวเองหนึ่งครั้ง คล้ายนางกำลังฟาดโบยหัวใจของเขา  เขารู้สึกเจ็บแปลบปลาบยากจะบรรยาย น้ำตาของเขาค่อยๆซึมไหล หญิงชราต้องหลบซ่อนปลาตัวนี้เพราะไม่ว่าใครก็ตามพบเห็นปลาตัวนี้ ต้องทำอะไรกับมันสักอย่างแน่นอน เหมื่อนกับตัวเขา ที่คิดจะนำปลาตัวนี้ไปแลกกับความแข็งแกร่ง

หญิงชราและปลาตัวนั้น เหมือนพูดคุยกันรู้เรื่อง นานพอสมควร จนเจ้าปลาตัวนั้น ค่อยๆ ถอยห่างจากไป เขาจึงเดินเข้าไปหาหญิงชรา อุ้มนางขึ้นมาและค่อยก้าวเดิน ด้วยท่อนขาอันแข็งแกร่งของเขาออกจากริมฝั่งน้ำ หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ขอบคุณมากพ่อหนุ่ม ขอบคุณ…” หญิงชราพูดพร้อมน้ำตา

ชายหนุ่มมีรอยยิ้ม และเขาลืมเลือนไปแล้วว่า เดินทางมายังที่แห่งนี้เพื่ออะไร ทุกขณะก้าวเท้า เขากลับเห็นเพียงใบหน้ามารดาของเขาอยู่ในความคิดคำนึง

“ปลาตัวนั้นช่างงดงามจริงๆ” เขาพูดกับหญิงชรา และมีรอยยิ้มที่อบอุ่นต่อนาง

ฟ้าค่อย ๆ มืดลง และแสงดาวสวยงามวับวาว เป็นพิเศษ

 

– ชายคนที่สาม –

เขาเดิน เดินๆ ไปในความมืด ในความมืด ใช่แล้ว เขาหลับตาอยู่นั่นเอง ไม่ว่าเวลาขณะนั้นจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เขาไม่เห็นอะไร เมื่อเขาหลับตา ในระหว่างที่เขเดิน เขาคิดฝันถึงสมบัติมากมาย มันจะเป็นของเขาทั้งหมด

ระหว่างทางที่เขาเดิน มีเสียงคนมากมายรอบข้าง บอกให้เขาช่วยเหลือหน่อย ช่วยนั่นช่วยนี่

โอ่ – เขาคิด ยังก่อน ให้ฉันมีสมบัติมากมายก่อนเถอะ พวกเจ้าต้องการอะไรฉันจะให้ แต่เขาก็เปลี่ยนใจ เรื่องอะไรกัน? ก็มันเป็นของฉันทั้งหมด ฉันจะต้องเอาไปให้ใครอีกละ ถ้าให้พวกแกหมด เอาไปช่วยพวกแกหมดฉันจะเหลืออะไร

“ได้โปรด ๆ” เสียงเด็กร้อง

“โปรดเมตตา ช่วยเราด้วย มองมาทางนี้เถอะ ช่วยเราด้วย” เสียงหญิงชรา

“พ่อหนุ่ม ช่วยฉันหน่อยเถอะ ฉันไม่ไหวแล้ว” เสียงชายชรา

“เฮ่ สหาย ลืมตามาช่วยพวกเราหน่อยเถอะ” เสียงคนหนุ่มสาว

ไม่ ไม่ – เขาไม่มีวันลืมตา ใช่ เมื่อถึงที่นั่น เขาจะได้สมบัติทุกอย่างที่ต้องการ เขาคิดเพียงเท่านั้น อมยิ้มอย่างสุขใจ เดินผ่านเสียงร้องเหล่านั้นไปอย่างไม่ใยดี

“ลืมตาได้แล้ว” เสียงเจ้าเทวดาตนนั้นพูดกับเขา เขาดีใจ รีบลืมตาขึ้นมา เป็นความมืดมิด ไร้ขอบเขตหรือไม่ เขาไม่ทราบ

“ที่นี่มันที่ไหนกัน?” เขาถาม หันหน้าไปรอบๆ เห็นเพียงความืดดำ

“ทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ”

“อะไรกัน นี่มันความมืดเท่านั้น มีแต่ความว่างเปล่า”

“มืดงั้นรึ ได้…”

เมื่อเทวดาพูดจบ รอบๆตัวชายคนนั้นก็กลายเป็นสว่าง มีแต่สีขาวล้วน เขาไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความเป็นสีขาวอันไร้ขอบเขต “นี่มันอะไรกัน แล้วสมบัติทุกอย่างในโลกนี้ละ ทุกสิ่งในโลกนี้ละ เจ้าโกหกข้าสินะ เจ้าเทวดาเลวร้าย”

“ข้าไม่ได้โกหกเจ้า ทุกสิ่งในโลกล้วนว่างเปล่า เจ้าไม่ดีใจรึ นี่ละ สิ่งที่เจ้าต้องการ”

และเสียงของเทวดาจอมขี้เกียจก็หายไป คงเหลือเพียงชายผู้นั้น กับความว่างเปล่ารายรอบ ไร้ขอบเขต ไร้จุดสิ้นสุด แปรเปลี่ยนเป็นมืดดำ และ ขาวโพลนอยู่ตราบนานเท่านาน

ไร้กาลเวลา


“เอาล่ะ” คุณอาปิดหนังสือแล้วมองมาที่หลานสาวตัวน้อย “ทีนี้บอกอาได้รึยังว่าหลานขออะไร กับดวงดาว์”

หลานอมยิ้ม “คุณอาบอกก่อนสิ”

คุณอาคราง “อืมม์… อานะ ขอให้หลานของอาอ่านหนังสือให้อาฟังไง” อานิ่งไปพักหนึ่ง “แต่อาก็สมหวังแล้วนะ แสดงว่า ดวงดาวศักดิ์สิทธิ์จริงๆ”

อาวางหนังสือลงข้างกาย มือทั้งสองข้างยันไว้กับพื้น แหงนมองฟ้า สูดรับอากาศบริสุทธิ์และความหอมเจือจางของดอกปีบที่ผลิดอกเป็นพวงช่อเมื่อไม่นานมานี้

หลานสาวทำท่าทางตามอา พูดออกมาว่า “หนูอธิษฐานกับดวงดาวว่า…” เธอหยุดค้างไว้ จากนั้นหยิบหนังสือนิทานขึ้นมา พลิกหน้าหนังสือไปมาและพูดเบาๆ เหมือนต้องการให้ได้ยินเพียงเธอและคุณอา

“หนูอยากให้พ่อได้ฟังนิทานที่หนูอ่าน…” เธอปิดหนังสือแล้วหันมามองคุณอา “คุณอาว่าพ่อจะได้ยินที่หนูอ่านมั้ยคะ?”

อายิ้ม มือหนึ่งยกขึ้น ลูบเรือนผมเธอเบาๆ เขย่าอย่างเอ็นดูแล้วพูดว่า

“ได้ยินสิ ถ้าดวงดาวให้พรอธิษฐานของอาเป็นผล พรของหลานก็ต้องได้ผลเหมือนกัน ว่ามั้ย?”

หลานสาวยิ้ม

“จริงๆนะ อา” คุณหลานถาม

“จริง…” คุณอาตอบ

ดาวตกอีกแล้ว และ ไม่ว่ามันมีความหมายอะไรในเบื้องบน แต่คนที่อย่างข้างล่าง ยังคงใช้แสงวับวาบและสงบนิ่งของดวงดาวเหล่านั้น

นำทางเมื่อยามราตรีอันมืดมิดคลี่คลุม


เรื่องราวก่อนหน้านั้น

๘ – นิทานสามจุด : เทวดาขี้เกียจ (๑)
๗ – นิทานสามจุด : แผ่นไม้และตะปู
๖ – นิทานสามจุด : เจ้าหนูนิทรา
๕ – นิทานสามจุด : แมวดำบนโลกใบขาว
๔ – นิทานสามจุด : คนเก็บดาว
๓ – นิทานสามจุด : แก้วก็คือแก้ว
๒ – นิทานสามจุด : ขอดาว
๑ – นิทานสามจุด : เจ้าชายกับรากไม้

แถมอีกเรื่อง – เรื่องสั้น – พระราชากับคนปลูกต้นไม้


Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s


%d bloggers like this: