กาแฟร้อน : เรื่องของเด็ก-ผู้ใหญ่ก็เกี่ยว

mee-02-17

วันนี้วันเด็ก ถ้าไม่เขียนอะไรถึงเด็กๆเลยก็กระไรอยู่

ครับ จะว่าไปแล้วทุกวันเด็กถ้าเราไม่เอ่ยถึงเด็กก็ต้องเอ่ยถึงคนเคยเด็ก เพราะทั้งสองต่างสัมพันกันผูกพันกันอยากหลีกหนีไม่พ้น เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ผู้ใหญ่ในวันนี้ สุดท้ายแล้วก็อาจกลับย้อนไปเป็นเด็กในวันหน้าเช่นกัน-แม้จะย้อนไปได้แค่เพียงนิสัยก็ตามที-ฮึ นี่ไม่นับรวมพวกผู้ใหญ่ที่ชอบไปทำหน้าเด็กหรอกนะ

คนเราเมื่อเกิดมา ไม่ว่าจะอยากเป็นอะไรก็ตามที อย่างแรกที่สุดที่ทุกคนต้องเป็น คือเป็น”เด็ก” เป็นเด็กดียังไง?

เป็นเด็กมีข้อดีหลายอย่าง มีข้อเสียน้อยอย่างซึ่งอย่างที่น้อยนั้นส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับเวลาเมื่อเรา(ตอนเด็ก)ต้องทำธุระกรรมกับผู้ใหญ่ เพราะเรื่องบางเรื่องเรา(ที่เป็นเด็ก)ก็มักโดนผู้ใหญ่ดุว่า”ไม่ใช่เรื่องของเด็ก”

ใช่ครับ เรื่องของผู้ใหญ่เด็กน้อยครั้งจะมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะจริงๆแล้วเรา(ที่เป็นเด็ก)ก็ไม่รู้หรอกครับว่า เรื่องไหนมันเด็ก เรื่องไหนมันของผู้ใหญ่ เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่จะแบ่งว่าอะไรควรอะไรไม่ควรก็เป็นผู้ใหญ่อยู่ดี เด็กดีในความหมายของผู้ใหญ่ก็คือเด็กที่ยอมเชื่อฟังและทำตามผู้ใหญ่แต่โดยดี ยกย่องพวกเขาบ้างในบางครั้งที่เห็นเขาทำอะไรให้เรา เพราะเขาจะมีรางวัลให้เรา(ที่เป็นเด็ก) บ้างก็ชมเรากลับว่า”ฉลาดนี่เรา” หรือ “โตขึ้นต้องเป็นอย่างน้าให้ได้” โอ่.. ชีวิตเด็กดีมันมีความสุขก็อิตรงนี้ล่ะ- มั้ง?

dsc_0180

แต่นั่น-ก็ไม่เสมอไปหรอกที่ว่าการทำตัวเป็นเด็กดีในแบบอย่างผู้ใหญ่หมายมั่นไว้ จะทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขได้ การเชื่อฟังรับเอานิสัยบางอย่างที่ไม่ดีมาจากผู้ใหญ่มากๆ ก็อาจเป็นผลร้ายต่อตัวเองภายหลังเหมือนกัน แต่ก็นั่นล่ะใครจะรู้ ในการเรียนรู้เรื่องดีและร้ายนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เรื่องราวพลิกผันไปได้อยู่เหมือนกัน

เด็กจึงมีทั้งที่เติบโตโดยอยู่ในกรอบในช่องทางที่ผู้ใหญ่โปรยหว่านขนมหวานหลอกล่อ ของเล่นบ้างล่ะ เสื้อผ้าสวยๆงามๆบ้างล่ะ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานั้นผู้ใหญ่ล้วนทำไปด้วยความรักและบริสุทธ์ใจ ก็นะ ลูกหลานทั้งคน ก็อยากให้เขาเหมือนเราหรือเหมือนใครก็ได้ที่เราเห็นว่าดี น่าชื่นชม เห็นดาราคนนั้นหน้าตาดีแสดงหนังแล้วรวยก็อยากให้เด็กของเราเข้าวงการ เห็นว่านักการเมืองร่ำรวยมีคนคอยยกมือไห้วตลอดทางก็อยากให้เขาเป็นแบบนั้นบ้าง(ถึงแม้ว่าก่อนเป็นจะต้องไปยกมือไหว้ใครไปทั่วทั้งๆที่ไม่รู้จักเลย) เหนื่อยนะครับ สำหรับการเป็นเด็กในยุคนี้เพราะตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้ใหญ่มันเยอะเหลือเกิน และมันก็ต้องใช้ต้นทุนสูงเหมือนกัน สำหรับที่จะให้เป็นไปได้อย่างนั้น

dsc_6205

ว่ากันแล้วตอนผมเองสมัยยังเด็ก ก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่าโลกทั้งใบนี้มันมีใครที่มีชื่อเสียงและน่าเอาแบบอย่างบ้าง อย่างมากที่สุดก็เห็นจะรู้จักได้จากหนังเสือเรียนก็เท่านั้น ดาราหนังรึ? ไม่ต้องเอ่ยถึง เพิ่งจะมีปัญญาเข้าดูหนังในโรงก็อิตอนเรียนระดับปวช. จากทีวีที่เห็นเป็นตัวอย่างตั้งแต่เด็กก็เห็นจะเป็นในหลวงของปวงชนชาวไทยนี่ละครับ สมัยนั้นถ้าเป็นข่าวราชสำนัก เราจะได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินของเราในสถานที่ต่างๆ เป็นที่แห้งแล้งกันดาร เป็นสถานพยาบาลและรายรอบด้วยพสกนิกรที่นั่งถวายพระพรว่า”ขอจงทรงพระเจริญ”ตลอดทางที่เสด็จ ในความทรงจำวัยเด็กนั้น เคยเพียงสองครั้งที่ได้นั่งรอท่านอยู่ริมถนน และถือธงกระดาษขนาดจิ๋วเฝ้ารอขบวนเสด็จ เมื่อท่านเสร็จราชดำเนินผ่านมาก็ชะเง้อมองหา แต่ก็ไม่เห็นอะไรมากไปกว่าแผ่นหลังของผู้ใหญ่ แต่ก็นั่นล่ะเพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว สำหรับเด็กตัวเล็กที่รักในหลวง

dsc_0240

จากทีวีเด็กอย่างเราหาตัวอย่างอะไรได้อีก นักการเมือง อืม-ม์นักการเมืองยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ทุกครั้งที่เปิดประชุมสภาแล้วถ่ายทอดทางทีวี สิ่งที่พวกผู้ใหญ่ในระแวกบ้านนั้นได้ก็คงเพียงการตอบโต้ทางวาทะคารมอย่างเผ็ดร้อน เมื่อตัวอย่างของเด็กในด้านการเมืองเป็นแบบนั้น เราจึงได้แต่นักการเมืองที่ดีแต่พูดมาจนถึงทุกวันนี้ ประสาอะไรกับจริยธรรมเล่า ดูการเมืองก็เหมือนดูมวย ต่อยโดนชาวบ้านก็เฮ่กันลั่นแล้ว..

dsc_0122

สำหรับบ้านที่ไม่มีทีวี ตัวอย่างที่เห็นจะยึดถือเอาตามก็คงไม่พ้นกับคนใกล้ตัว ไม่ปู่ย่าตายาย ก็เป็นลุงป้าที่เคารพนับถือ เมื่อเด็ผมเองก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเด็กที่เกิดและเติบโตมากับทีวีและสื่อในเมืองหลวงมากนัก สิ่งที่เรียนรู้และศึกษาหาเล่นก็หาเอาจากคนใกล้ตัวที่ว่าไว้ข้างต้นนั่นล่ะ ที่รักมากที่สุดเห็นจะเป็นปู่

ปู่เป็นคนแก่หนังเหี่ยวที่มีรอยสักเป็นอักขระโบราณเต็มตัว ปู่พูดน้อยแต่เมื่อปู่พูดแต่ละครั้งย่อมมีความหมาย และคนในหมู่บ้านก็นับถือปู่ เหมือนโบราณว่าคนพูดมากมักไม่น่าเชื่อถือ ปู่แกเป็นแบบนั้นแม้ปู่จะไม่มีตำแหน่งประดับอกหรือไหล่ก็ตาม คนก็เรียกแกว่าพ่อใหญ่ ฟังดูมันใหญ่กว่าผู้ใหญ่อีกแหะ คนสมัยนั้นไม่ค่อยนับหน้าถือตากันที่เครื่องแบบเท่าไหร่ไม่เหมือนสมัยนี้ แม้ข้าราชการสมัยก่อนนั้น ก็ต้องเข้าหาผู้อาวุโสประจำท้องที่เสียก่อนที่จะฝากเนื้อฝากตัวทำงาน สังคมชาวบ้านก็อย่างนี้ มันใกล้ชิดกันเสียจนเป็นญาติต่างสายเลือด

ปู่มีกระท่อมเล็กๆปลายไร่ ผูกไม้กระดานเอาอย่างง่าย เวลาส่วนใหญ่นอกจากทำไร่แกก็จะนั่งเหลาไม้ไผ่เป็นตอกเส้นเล็กๆ เอาไว้สานอะไรต่อมิอะไร เสียบไว้ตรงรอยทับของตับหลังคาแฝก หยิบออกมาเป็นไม้จิ้มฟัน บางวันก็ทำอีโบ๊ะ(บางที่เรียกว่าอีโผ๊ะ) ให้เด็กอย่างเราเอาไปถือยิงกัน อารมณ์เปลี่ยวเย็นหน่อยแก่ก็นั่งเกลี่ยยาเส้นด้วยอารมณ์ละเมียดบนกระดาษแผ่นเล็กที่เจ้าหลานตัวดีชอบจิ๊กเอามาวาดรูปเล่น ทีวีหนังสือพิมพ์แกก็ไม่อ่านไม่ดู แกก็ชอบนั่งอยู่เงียบๆ ทอดสายตาออกไปยังที่โล่งกว้าง เมื่อผมรู้ว่าแกมาจากไหนเดินทางผ่านอะไรมาบ้างจากคำบอกเล่าของญาติผู้เฒ่าผู้แก่ ผมก็พอจะรู้แล้วว่าทำไมแกถึงเป็นแบบนั้น

ผมเติบโตมากับสิ่งแวดล้อมแบบนั้น

ทุ่งนาหญ้าแห่ง กองฟางที่สากคัน ฝายน้ำกังหันลม คนเกี่ยวข้าวและงานวัด สิ่งแวดล้อมที่ไม่เร่งรีบ ทำงานกันแต่เช้า เอากันจนเหงื่อตกหมดแรงก็แวะเข้าหาร่มเงาที่โคนไม้ใหญ่ แบ่งปันอาหารกันกิน เด็กๆวิ่งเล่นกันตามประสาเด็ก ไม่มีโรงเรียนดนตรีพวกเราร้องเลียนเสียงพรศักดิ์พุ่มพวงจากวิทยุธานินทร์ ไม่มีโรงเรียนสอนศิลปะ พวกเราวาดรูปบนผืนทรายและใบลานแห้งกรอบ ไม่มีโรงเรียนสอนเต้นรำพวกเราก็มันส์ไม่ยอมใครในงานปิดทองฝังลูกนิมิต ชิงช้าสวรรค์เป็นของสูงที่ต้องขออนุญาติพ่อแม่เพื่อขึ้นไปชมแสงไฟในงานและความมืดเมื่อพ้นเส้นขอบกำแพงวัด แน่นอนว่ามันไม่อันตรายแต่.. ใครจะจ่ายตังละถ้าไม่ขอเอาจากพ่อแม่-ฮา

dsc_9284

ชีวิตคือ-การเรียนรู้ จดจำ และปรับใช้

มันไม่มีอะไรพอเหมาะพอสมที่จะสอดรับลงตัวกันไปเสียหมด ยิ่งการเรียนรู้ด้วยแล้ว บางทีเราเองก็นึกเสียดายที่ว่าตอนเด็กๆทำไมเราถึงไม่มีโอกาสได้เรียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ บางอย่างใกล้ตัวเสียจนมองผ่านข้ามเลย ไม่ใส่ใจ เพราะต้องทำๆไปตามที่ความหวังผู้ใหญ่ผลักดัน ใครเลือกได้ละว่าจะเจออะไรในวันข้างหน้า แต่เราเลือกได้ว่าจะเรียนรู้อะไร มันเป็นเรื่องโชคดีที่เราสามารถเรียนรู้อะไรก็ได้โดยที่มีคนคอยแนะนำส่งเสริม แต่มันก็เป็นเรื่องไม่ดีหากคนที่คอยส่งเสริมแนะนำในสิ่งที่เราไม่ชอบ

แต่ก็นั่นล่ะ สิ่งที่ไม่ชอบสำหรับเราในตอนนั้นบางทีก็เป็นสิ่งที่เราชอบในตอนนี้ และเป็นสิ่งที่ดีเสียด้วย-ใครจะรู้ สำหรับตอนนั้น หากต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบก็เพราะอยากให้พ่อแม่มีความสุขก็ไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไร หากเราสามารถจัดสรรค์พื้นที่ว่างในสิ่งที่เราชอบควบคู่กันไปได้อย่างดี สำหรับเด็กบ้านนอกที่ไม่ต้องแข่งขันกับคนอื่นมากนัก เราจึงไม่ต้องเสียเวลาการทำสิ่งที่ชอบไปกับการเรียนอะไรที่พิเศษ ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็พิเศษในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

dsc_9286

เรียนพิเศษ– เคยมั้ย

เคยสิ เมื่อต้องเข้ามาเรียนในเมืองกับเขา ก็ต้องมีเรียนเสริมเรียนพิเศษกันบ้าง เพราะต้องย้ายมาอยู่ในสังคมที่ทำอะไรเหมือนๆกันเพื่อแข่งขัน ครอบครัวผมก็ลงให้ต้องส่งลูกไปเรียนพิเศษกับชาวบ้านเขา แต่น่าแปลกที่ว่ายิ่งเรียนเกรดยิ่งตก ทางบ้านก็เลยไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยทำใจแทน-ฮา

จากนั้นกลับมาเที่ยวเล่น อ่านหนังสือเอง และรู้จักเรียนรู้อะไรที่แปลกๆนอกบ้านนอกเมือง กับเพื่อนๆที่มีอาชีพหลากหลาย แม้จะอยู่ในวัยเล่าเรียนก็ตามที ประสบการณ์มันไม่ได้มีในโรงเรียนกรวดวิชาหรอกผมว่า

ไม่ได้ว่ามันไม่ดีหรอกนะ เพียงแต่มันไม่เหมาะกับคนบางประเภทมากกว่า โดยเฉพาะ-ผม(แหะๆ)

dsc_9339

ไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดก็ใช่จะสรุปเอาว่า สิ่งที่เด็กดีต้องเป็นควรจะยังไง มันก็แค่เล่าเรื่อยไปเท่าที่นึกออกว่า กว่าจะโตมาได้ มันก็มีอะไรที่ผ่านไปเหมือนชาวบ้านและไม่เหมือนชาวบ้าน ดีบ้างไม่ดีบ้างมันก็ผสมปนลงในช่วงชีวิตนั้นๆ

สำหรับผมแล้ว การเป็นเด็ก-ให้ดี ควรจะมีหลักสัก ๓ อย่าง

๑. รู้ราก – รู้ที่มาของตัวเอง มาจากไหน และกำลังจะไปไหน จะไปทำไม?
๒. รู้เรียน – รู้ว่าควรเรียนอะไร แต่หากมีอะไรมากมายมาให้เรียน ก็รู้จักที่จะเลือกให้ความสำคัญว่าเรียนอะไรแล้วมันได้ใช้งานและได้ใช้จรรโลงจิตใจ
๓. รู้เล่น – รู้ว่ากำลังเล่นกับอะไร เพราะไม่รู้เล่นไปเรื่อยจะไปเล่นของผู้ใหญ่ เดี๊ยวจะโดนตี_เอา

หลายคนอาจเคยได้ยินแค่เรียนกับเล่น แต่ “ราก” ก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งการรู้รากแท้ที่มาของเราเองนั้นยิ่งช่วยให้เรามีความรู้สึกที่ดีต่ออดีตที่มา และได้ศึกษาหาวิธีแก้ไขในสิ่งที่พลั้งพลาดไปในกาลนั้น ทั้งสามอย่างไปอาจแยกแยะแตกออกเป็นข้อได้ จำต้องผสมผสานกันอย่างมีศิลปะ

ส่วนผู้ใหญ่ล่ะ

ผู้ใหญ่ก็แค่คอยช่วยให้เด็กมีสามอย่างที่ว่า ก็พอแล้ว เหมือนปลูกต้นไม้ อย่าไปรีบดึงมันขึ้นมาเพราะอยากให้มันโตเร็ว เพราะนอกจากมันจะไม่โตแล้ว มันอาจตายได้ เพราะผู้ใหญ่อย่างเราๆมันไม่ค่อยจะรู้กันว่า อะไรเรื่องของเด็ก อะไรเรื่องของผู้ใหญ่ บางทีเรื่องของเด็กผู้ใหญ่ก็ชอบเกี่ยวไปซะทุกเรื่อง

จริงๆนะ…

จบบันทึก(วันเด็ก)

dsc_6048

“ผมชอบจินตนาการของคนดู มันคือเสน่ห์ที่มีค่าที่สุด สำหรับคนทำภาพยนต์ ภาพเดียวกัน คนดูคิดได้หลายอย่าง เฟรมเดียวกันแต่คิดได้หลายความรู้สึก เสน่ห์ของหนังคือตรงนี้”

-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง-

Advertisements

4 Responses to “กาแฟร้อน : เรื่องของเด็ก-ผู้ใหญ่ก็เกี่ยว”

  1. z2you Says:

    เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน ^^”

  2. สิญจน์ สวรรค์เสก Says:

    อืมม์ วันนี้วันเด็กสินะท่านพี่

    ไหน มาแถกกันไปตามครรลองเลยถี

    .
    .

    -เด็กดี-

    ก็คงจะเหมือนที่ท่านพี่ว่านั่นแหละ ในเมื่อผู้ใหญ่เป็นคนกำหนดมาตรฐานความเป็นเด็กดีแล้ว เด็กๆ ที่ทำตามคำพูดของผู้ใหญ่จะได้รับประทับตราว่าเป็นเด็กดีอย่างแน่นอน

    ครับใช่ เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย เอ๊ย เชื่อผู้ใหญ่แล้วจะเจริญอย่างแน่นอน

    ว่าไปแล้ว คนสองกลุ่มนี่มีความขัดแย้งกันสูงมากเลยนะครับ กลุ่มเด็กที่ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ในการใช้ชีวิต มักจะมีข้อโต้แย้งอยู่เสมอว่าทำไมผู้ใหญ่ไม่เข้าใจบ้างนะ ว่าการได้เล่นอะไรแบบเสียวๆ นั้นสนุกจะตาย การได้กินอะไรหวานๆ ก็อร่อยเหลือใจจนน้ำจิ้มไหลอาบคางนั่นแหละ

    ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่ที่ร่างกฎขึ้นมาควบคุมชีวิตเด็กโดยใช้พื้นฐานของคำว่าเหตุผล ก็มักจะมีข้อโต้แย้ง ตักเตือน กระทั่งห้ามปรามในบางเรื่องอยู่เรื่อยซีน่า แต่ก็อย่างว่า ถ้าไม่ห้ามปราบเสียบ้างเดี๋ยวก็เล่นกันเลยเถิด จนไปคลำของผู้ใหญ่เล่นอย่างที่ท่านพี่ว่ามา จะมิยุ่งหรือ?

    .
    .

    -แบบอย่าง-

    แบบอย่างในวัยเด็กของผมงั้นหรือครับ

    เอ…ใครหว่า ตั้งแต่จำความได้ยังไม่เคยคิดอยากจะเป็นแบบใครจริงๆ จังๆ เลยนะพระคุณ

    .
    .

    -ปู่-

    ปู่ของท่านพี่ก็คงจะคล้ายตา หรือว่าพ่อใหญ่ของผม แกหากจะเป็นยังงั้น ชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ หากไม่อ่านหนังสือธรรมะ อ่านตำรับตำราขอมโบราณ ก็จะจักโน่นสานนี่ไปเรื่อย หรือบางทีก็จะนำต้นหวายที่เก็บไว้ลงมาจารอักขระขอมจนลายพร้อยทั่วทั้งต้น ว่ากันไปตั้งแต่เหง้าจนถึงปลายกั๊ก

    อ้อ ผมยังจำติดหูติดใจไม่หาย คือตอนเป็นละอ่อนยังนุ่งผ้าไม่เป็นนั้น เวลาผมเข้าไปใกล้พ่อใหญ่ทีไร แกชอบปลิ้นเปลือกตาแดงๆ ขึ้นมาหลอก โอ๊ยยย กลัวใจจะขาด!

    .
    .

    -ชีวิตคือการเรียนรู้-

    ครับใช่ การเรียนพิเศษนั้นเหมาะสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ไม่เหมาะสำหรับคนบางประเภทเลย

    พูดถึงการเรียนของเด็กยุคปัจจุบันแล้ว ผมล่ะนึกถึงคำพูดของพ่อใหญ่ฟุกุโอกะ แกว่าเด็กทุกวันนี้สับสนกับการเรียนรู้

    การเรียนรู้ของคนน่าจะเพื่อทำยังไงจะดำรงชีวิตอยู่ได้ ทำยังไงถึงจะมีความสุข แต่เด็กทุกวันนี้กลับไปเรียนอะไรกันก็ไม่รู้ บางคน(ส่วนใหญ่)เรียนจบมาแล้วก็ไม่ได้ใช้ความรู้ที่ตนเรียนมาตั้งหลายปีนั้นด้วยซ้ำ กลับต้องมาผจญกับความผันผวนของสังคมในรูปแบบใหม่ที่ไม่มีสอนในโรงเรียน

    แกเปรียบเทียบเหมือนการปลูกต้นไม้ของแกน่ะครับท่านพี่

    ต้นไม้แต่ก่อนเติบโตมากับธรรมชาติ อยู่ในระบบนิเวศแบบพึ่งพาทั้งอากาศ พืชที่เกิดรายรอบ และแมลงทั้งหลายทั้งมวล

    ต้นไม้ทุกวันนี้ แม้จะเป็นต้นประเภทเดิม แต่การเติบโตเปลี่ยนไปมาก พึ่งระบบลมฟ้าแบบสร้างขึ้นมาด้วยน้ำมือมนุษย์ก็ได้ ต้องพึ่งเคมี พึ่งสารบำรุงสารพัด พึ่งแมลงต่างๆ น้อยลง หรือบางครั้งก็ไม่ได้พึ่งเลย (ชนิดที่ปลูกในกรีนเฮ้าส์ ในกระโจม)

    เด็กๆ ทุกวันนี้ก็เหมือนกับพืชพรรณในยุคปัจจุบัน คือสับสนในความเป็นคนแบบที่ตัวเองควรจะเป็น

    .
    .

    -หลักการ 3 ข้อ-

    1. รู้ราก – ผมว่าเด็กทุกคนน่ะรู้อยู่นะครับว่าตนเองมีรากมาจากไหน มีกี่ขด กี่ข้อ แต่ยาบำรุง ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดแมลงและศัตรูพืชต่างๆ ที่สังคมราดรดลงมาใส่นี่ซี ทำให้เด็กๆ งงไปหมด สับสนต่อรากเหง้าของตนเอง พาลอยากจะถูกตัดตอน ต่อกิ่ง ให้ไปอยู่บนต้นอื่น ไปใช้รากระบบอื่นที่คิดว่าดีกว่า

    การอยู่ในสถานที่ที่ระบบดิน น้ำ ลม อากาศ ไม่เอื้อต่อรากของตนนั้นลำบากมาก ผู้ใหญ่ก็ควรมองให้ออกด้วยว่า รากของเด็กเป็นแบบไหน และควรจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเด็กด้วย

    2. รู้เรียน – ข้อนี้สำคัญ ทำยังไงจะสร้างนิสัยความเป็นคนใฝ่เรียนให้เด็กๆ ได้ การเพาะบ่มความรู้ที่จะนำไปสู่ความสุข ความสำเร็จในชีวิตให้เด็กๆ นั้นไม่ง่ายเลย

    3. รู้เล่น – เด็กน่ะเล่นไม่เลือกหรอกครับ อยู่ดีๆ จะให้รู้ได้เองว่าอะไรควรไม่ควรนั้นเห็นจะไม่ได้ ค่อยๆ บอก ค่อยๆ สอนกันไปละกัน

    .
    .
    .

    “มนุษย์แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลกใบนี้ตรงที่สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้โดยที่ไม่ต้องประสบกับเหตุการณ์นั้นๆ ด้วยตนเอง มนุษย์สามารถคิดจากจิตใจของคนอื่น จินตนาการว่าตัวเองยืนอยู่ในพื้นที่ของคนอื่น”

    -เจ.เค.โรลลิ่ง-

  3. swordbelt Says:

    คุณz2you ไอ้กระผมว่า จะเป็นเด็กดีได้นะ ถือแค่ศีลห้าก็พอแล้วครับ อิอิ^_^

    โอ่..ท่านพี่ ไม่เสียแรงที่นับถือกัลล์เป็นพี่เป็นน้อง ท่านพี่คอยช่วยสรุปให้กระผมแบบนี้ กระผมจะได้ทบทวนไอ้ที่เขียนไปอีกรอบ ไว้จะได้ปรับปรุงหลักคิดหลักเขียนไปเรื่อยๆขอรับ ช่วงนี้จะลองแถกเขียนแบบนี้ไปเรื่อยล่ะครับ อยากฝึกให้อยู่ตัว แต่ความคิดมันไม่เป็นลำดับเท่าไร อ่านเองยังงงเลย ๕๕

    คารวะ แวบกลับบ้านก่อนล่ะ พรุ่งนี้แถกต่อ ^_^

  4. หนังผู้ใหญ่ Says:

    I always used to study piece of writing in news papers but now as
    I am a user of web thus from now I am using net for posts, thanks to
    web.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: