หนังสือหนังหา:เรื่องชวนขันของนาสรุดดิน

“สุขภาพจิตดีไม่มีขาย ต้องสร้างเอง”

ฟังดูหอมหวนดีแท้สำหรับตัวอักษรที่เรียงตัวเป็นประโยคนี้ เวลาอารมณ์เสียเรานึกถึงอะไร ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ที่เรานึกถึงย่อมเป็นอะไรที่ช่วยให้เราอารมณ์ดีขึ้นอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไร แต่ส่วนตัวผมเองมักจะมีหนังสือเล่มหนึ่ง เล่มที่หยิบขึ้นมาอ่านเวลาเซ็งๆ เบื่อๆ เอียนๆ มันคงอารมณ์เดียวกับคนที่มีหมอนกอดประจำตัว ผ้าห่มสุดเลิฟ ซึ่งไม่ว่าจะขาดริ้ว เหม็นเน่าน้ำลายเพียงใด ก็ยังคงเป็นของสุดรัก

เคยลองนึกดูเล่นๆไหม่ละครับว่า.. มีหนังสือสักกี่เล่มเชียวที่เราสามารถอ่านซ้ำเกินกว่าสองรอบได้โดยไม่เบื่อ แน่นอนว่าในข้อนี้ไม่รวมพวกหนังสือจรรโลงใจอันใช้ปลุกใจเสือป่า(คอนกรีต) ที่เดี้ยวนี้แปรร่างปรุงสภาพตัวได้ต่างๆนาๆหาได้เป็นหนังสือปกขาวที่ซ่อนอยู่หลังราวแผงหนังสือ อย่างเช่นเก่าก่อน อ่า..ชักเตลิด เอ้า!! กลับเข้าเรื่อง หนังสือที่อ่านได้เกินสองหนมีอยู่สองอย่าง คืออย่างที่อ่านแล้วเป็นคำถามปลายเปิด เปิดประเด็นให้เก็บไปคิดต่อยอด อย่างเรื่อง เจ้าชายน้อย(อันนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวนะขอรับ)

เล่มนี้อ่านแยกเป็นตอนก็ได้ อ่านรวดเดียวก็ได้ อ่านจบตอนก็นอนคิดอะไรเพลินๆ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ประมาณอะไรเทือกนั้นละขอรับครับผม อีกอย่างที่เหลือก็คืออ่านแล้วอมยิ้มอ่านแล้วเบาสมอง อย่างเรื่อง”เด็กหญิงข้างหน้าต่าง” โต๊ะโตะจังเล่มนี้ผมจำไม่ได้แล้วว่าเริ่มอ่านตอนไหน

ถ้าจำไมผิดละก็น่าจะเคยเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสมัยเด็กแต่ มอ. อะไรนั้นไม่แน่ใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าเด็กๆนักเรียนสมัยนี้ยังได้อ่านหนังสือนอกเวลากันอยู่หรือเปล่า แต่หวนนึกถึงอารมณ์ตอนนั้นที่ได้อ่านโต๊ะโตะจังแล้ว ก็อดขำตัวเองไม่ได้ว่าตอนนั้นร้องไห้เพราะหนังสือเล่มนี้ได้อย่างไร หลังจากพอโตแล้วลองหามาอ่านอีกรอบ ความรู้สึกก็เปลี่ยนไป กลับได้แง่คิดจากเรื่องนี้มากขึ้นแม้จะไม่ร้องไห้เหมือนตอนนั้นก็ตาม

จะว่าไปมีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมร้องไห้ได้ เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาเหมือนกันใครแต่งไม่เคยจำเช่นเคย ชื่อหนังสือถ้าจำไม่ผิดชื่อ “ฉันอยู่นี่ศัตรูที่รัก” หากเพื่อนๆคนไหนยังพอหาอ่านได้ เพียงช่วยบอกเล่ากันฟังจะเป็นการดีอย่างยิ่ง(คิดถึงหนังสือเล่มนี้จริงๆ)แต่วันนี้ไม่ได้จะเล่าเรื่องของสองเรื่องด้านบนหรอกขอรับ เพราะเรื่องข้างนี้ข้าพเจ้าชอบใจเป็นพิเศษ เป็นเรื่องของชายคนหนึ่ง

บางคนบอกว่าเขาติ๊งต๊อง

บางคนบอกว่าเขาทึ่ม

แต่บางคนบอกว่า

เขาฉลาดปราดเปรื่อง

และมีบางคนบอกว่าเขาคือ

ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่

เขาไม่ใช่มิสเตอร์บีน

เขาคือ..

นาสรุดดิน

เรื่องชวนขันของ นาสรุดดิน :
รวบรวมโดย : นริศฟา
สำนักพิมพ์ :โลกสวย

นาสรุดดินคือใคร? จากคำนำในหนังสือนาสรุดดินยังไม่แน่ชัดว่าเป็นชาวอะไร แต่นาสรุดดินถูกกล่าวถึงอย่างมากในช่วงศตวรรษที่๑๓-๑๔ จะว่าไปแล้วหากใครเคยได้อ่านนิทานพื้นบ้านของจีนบางเรื่อง จะพบความคล้ายของเรื่องเล่า โดยเฉพาะในช่วงของสมัยม่อจื้อ มีบางเรื่องราวนั่นเหมือนกันอย่างประหลาด อาจคิดได้ว่า การติดต่อค้าขายระหว่างดินแดนตะวันออกถึงตะวันออกกลางแถบตุรกี อีหร่าน หรืออัฟกานิสถานได้มีการส่งต่อเรื่องราวเล่านี้ต่อกันมา อาจเป็นแค่เรื่องที่พ่อค้าจีนเอาไว้คุยสนุกกับพ่อค้าแขกก็เป็นได้ (นึกถึงนิทานอีสปเลย) แต่มีอยู่บางเรื่องที่ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันคือ บางเรื่องนั้นคล้ายเรื่องของศรีธนชัยในบ้านเราด้วยเหมือนกัน แต่เพราะความไม่แน่ใจเลยไม่กล้าฟันธง (ใครเคยได้อ่านทั้งสองเรื่องช่วยตอบทีขอรับ)

หากกรีกมีอีสป อาหรับก็มีนาสรุดดินนี่ละขอรับ หากแต่เรื่องเล่าของนาสรุดดินนั้นออกจะเป็นเรื่องตลกร้ายบ้างในมุมมองของใคร บางเรื่องก็ชี้ให้เห็นถึงความคิดอันคมแหลมลึกซึ้ง

บางคนบอกว่าเขาติ๊งต๊อง ต๊องไม่ต๊องก็ต้องลองอ่านเรื่องนี้ดูขอรับ

๐ ขี้ลืม ๐

นาสรุดดินชอบใจลอยขี้หลงขี้ลืมเป็นประจำ คืนหนึ่งก่อนเข้านอนเขาจุดไม้ขีดไฟเพื่อดูว่าตัวเองดับเทียนแล้วหรือยัง

เรื่องบนนี้เป็นต๊องเล็กเล็กต๊องใหญ่ก็มีอีกเรื่องขอรับ

๐ นาสรุดดินเป็นตุลาการ ๐

มีชายสองคนมาพบนาสรุดดิน ที่ทำหน้าที่เป็นตุลาการ ชายคนแรกบอกว่า

“เจ้าหมอนี่มันกัดหูข้าครับท่าน.. ข้าต้องการเงินชดใช้ค่าเสียหาย”

ชายอีกคนแก้ตัวว่า “ไม่จริง! เขากัดหูตัวเองครับท่าน”

นาสรุดดินพักการพิจารณาคดีไว้ชั่วครา แล้วเข้าไปในห้อง พยายามทำท่ากัดหูตัวเองอยู่นานสองนาน แต่ก็ไม่สำเร็จ ตัวเองกลับต้องเจ็บตัวหกล้มหน้าผากแตก เมื่อกลับมาในห้องพิจารณาคดี ตุลาการนาสรุดดินก็ประกาศว่า

“จงตรวจร่างกายชายที่โดนกัดหู หากหน้าผากมีรอยแผลแสดงว่าเขาทำร้ายตัวเอง คำร้องเรียนถือเป็นอันตกไป ถ้าไม่มีแผลที่หน้าผาก แสดงว่าจำเลยเป็นคนผิด ให้จ่ายค่าชดใช้เป็นเงินสามเหรียญ”

บางทีความต๊องของนาสรุดดินก็เป็นความต๊องที่พยายามเหมือนกัน เพื่อให้ได้รู้ความจริงว่าคนเรากัดหูตัวเองได้ไหม่ถึงกับทดลองด้วยตัวเอง หากจะว่านาสรุดดินต๊องก็อดชื่นชมความต๊องในความพยายามไม่ได้เช่นกัน

บางคนบอกว่าเขาทึ่ม การกล่าวหาว่าคนนั้นนี่ “ทึ่ม”นั้น บางที่คนส่วนใหญ่มักใช้การกระทำตัวเองเป็นตัวตัดสินใจ นั้นเพราะไม่มีใครยอมรับแน่นอนว่าตัวเองทึ่ม นั่นหมายความว่าหากมีคนที่เห็นต่างจากเขาจากเรา หรือกระทำสิ่งที่ไม่เหมือนเขาเหมือนเรา เขาและเราก็จะพร้อมเรียกใครคนนั้นว่าทึ่ม แต่ลองมาอ่านความทึ่มปัญญาอ่อนของนาสรุดดินคนนี้บ้างดีกว่า บางทีความคิดเกี่ยวกับเรื่อง ทึ่มๆ ของเขาๆเราๆอาจจะเปลี่ยนไปก็เป็นได้

๐ เหรียญอันเล็กกับคนปัญญาอ่อน ๐

นาสรุดดินเคยยืนขอทานที่ถนนในวันที่มีตลาดนัด ปล่อยให้คนชี้ว่าเป็นคนโง่ปัญญานิ่ม เพราะไม่ว่าจะมีใครให้เงิน เขาจะเลือกหยิบเหรียญเล็กกว่าเท่านั้น วันหนึ่งมีชายท่าทางใจดีเข้ามาพูดกับเขาว่า

“นาสรุดดินเอ๋ย เจ้าน่าจะหยิบเหรียญอันใหญ่ไป เจ้าจะได้มีเงิน ไม่ต้องให้ใครมาชี้หน้าว่าปัญญาอ่อนอีก”

“ที่ท่านพูดก็ถูก” นาสรุดดินพูด
“ถ้าข้าหยิบเหรียญใหญ่แสดงว่า ข้าไม่ได้ปัญญาอ่อนกว่า ชาวบ้านก็จะเลิกให้เงินข้า แล้วข้าก็จะไม่มีเงินสักแดง”

เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงพวกตลก “มืออาชีพ” คนพวกนี้สร้างเสียงหัวเราะจากความปัญญาอ่อน การแสดงให้เห็นว่าเป้นคนไม่ฉลาดคนทึ่ม เราๆ ท่านๆ หัวเราะให้กับความปัญญาอ่อนความทึ่มเหล่านั้น ในขณะเดียวกัน มาลองคิดดูอีกที นั่นเองคือความฉลาดที่จะหาเงินจากความปัญญาอ่อนความทึ่ม อ่า.. เป็นแบบนี้จะมาว่าคนทึ่มไม่ฉลาดไม่ได้แล้วนะขอรับเพราะความฉลาดกับความทึ่มมันคนละประเด็นกัน(หากเทียบกับเรื่องข้างบนนะขอรับ)

มาลองคิดดูอีกทีเดี้ยวนี้นะ คนเราตลกขบขำกับความล้มเหลวของคนอื่นอยู่บ่อยไป ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะกลายเป็นนิสัยที่ไม่ดีรึเปล่า ยังไงก็ขอให้มันจบที่หน้าจอทีวีก็แล้วกันอย่าจำมาใช้กับชีวิตจริงเดินดินข้างนอกเลยขอรับ มันเป็นเรื่องไม่ตลกเลย(นะ)ขอรับ

แต่บางคนบอกว่า

เขาฉลาดปราดเปรื่อง

ความฉลาดปราดเปรื่องนี่กระมังขอรับที่ผมเห็นว่ามีส่วนคล้ายฉลาดแกมโกงของศรีธนชัย แต่จะว่าเรื่องพวกนี้ก็ทำให้เราได้แง่คิดที่จะได้คอยระวังพวกที่คิดหัวหมอพวกนี้ ว่าแล้วก็มาดูสิว่ามีเรื่องอะไรของนาสรุดดินที่แสดงถึงความปราดเปรื่อง

๐ ไม่มีสักแดง ๐

นาสรุดดินให้หมอดูดวงให้ พอดูเสร็จ นาสรุดดินไม่ยอมจ่ายเงิน เชิดหน้าเดินจากไป หมอดูก็ดึงตัวนาสรุดดินไว้

“นี่ นาสรุดดิน ท่านยังไม่จ่ายเงินค่าดูดวงเลย”
“ท่านเป็นหมอดูแท้ๆ ไม่รู้รึไงว่าข้าไม่มีเงินสักแดง”

นาสรุดดินตอบ

ถึงแม้ว่าผมเองจะไม่ชอบดูหมอ หรือให้หมอมาดูก็เถอะ เจอมุขนี้เข้าไปก็อดสงสารไม่ได้เหมือนกัน อาวละ มาลองดูความปราดเปรื่องในอีกมุมบ้างดีกว่า

๐ พูดความจริง ๐

วันหนึ่งพระราชาทรงมีพระประสงค์จะให้ประชาชนของพระองค์พูดแต่ความจริง ทรงสั่งให้เอาที่แขวนคอมาตั้งหน้าประตูเมือง และให้เจ้าพนักงานประกาศว่า

“ใครก็ตามที่ต้องการเข้าเมืองต้องตอบคำถามตามความจริงเสียก่อน”

เผอิญนาสรุดดินเป็นหัวแถว ทหารยามก็เข้ามาถามเขาว่า
“เจ้าจะไปไหน บอกความจริงมา มิฉะนั้นเจ้าจะถูกแขวนคอ”

“ข้ากำลังจะไปโดนแขวนคอบนลานประหาร”
“ข้าไม่เชื่อ”

“ก็ได้ หากข้าโกหกก็จงแขวนคอข้าได้เลย”
“ก็เท่ากับเจ้าพูดจริงน่ะสิ”

“ก็ใช่นะสิ” นาสรุดดินพูด “ท่านต้องการความจริงไม่ใช่รึ ข้าผ่านเข้าไปได้รึยัง?”

ในบางตอนนาสรุดดินมีข้อโต้แย้งกับพระราชาอยู่หลายหน แต่ดูจากการคิดกระทำเรื่องอะไรพิเรนๆของราชาองค์นี้แล้วก็คงพอเดาได้ว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ในบางตอนถึงกับมีการเสียดสีอย่างแสบคัน

๐ เงินทองกับความเป็นธรรม ๐

วันหนึ่งพระราชารับสั่งถามนาสรุดดินว่า

“นาสรุดดิน ถ้ามีเงินมาวางตรงหน้าเจ้า กับอีกสิ่งหนึ่งคือความเป็นธรรม เจ้าจะเลือกอะไร”

“ข้าพเจ้าก็ต้องเลือกเงินอยู่แล้วพะย่ะค่ะ”

“อะไรนะ นาสรุดดิน ถ้าเป็นข้าต้องเลือกความเป็นธรรมไม่เลือกเงินทองแน่ๆ เงินทองนะรึ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ ความเป็นธรรมต่างหากที่หาได้ยาก”

“คนที่ขาดแคลนอะไร ก็มักจะอยากได้อย่างนั้นพะย่ะค่ะฝ่าบาท”

ข้าพเจ้าไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลยว่านาสรุดดินจะแก่ตาย(ฮ่าๆ)

และมีบางคนบอกว่าเขาคือ

ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่

ไม่ใช่ว่าทั้งเรื่องจะมีแต่เรื่องตลกร้ายชวนขันเสียอย่างเดียว เรื่องราวที่ให้แง่คิดเกี่ยวกับชีวิตก็มีด้วยเช่นกันขอรับยกตัวอย่างมาสักเรื่องก็เห็นจะเป็นเรื่องนี้ที่ผมชอบๆ

๐ ผู้ทรงความรู้ ๐

วันหนึ่งครูหนุ่มของหมู่บ้านมาร่ำลานาสรุดดิน บอกว่าจะไปหาความรู้เพิ่ม เมื่อครูคนนั้นถามว่าคนที่เขาควรแสวงหาและยกย่องให้เป็นครูคือคนจำพวกใหน นาสรุดดินท่องสุภาษิตที่เขาเคยได้ยินจากคนในตลาดให้ฟัง

คนที่ไม่รู้ และไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้คือคนโง่ จงเลี่ยงเสีย
คนที่ไม่รู้ และรู้ว่าตัวเองไม่รู้คือเด็ก จงสอนเขา
คนที่รู้ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองรู้คือคนหลับ จงปลุกเขา
คนที่รู้และรู้ว่าตัวเองรู้คือคนฉลาด จงเดินตามเขา

นาสรุดดินหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า

“แต่เจ้ารู้ไหมว่ามันยากแค่ไหนที่จะแน่ใจว่าใครที่รู้และรู้ว่าตัวเองรู้จริง”

นั่นสิขอรับ แม้แต่ความรู้ที่เรามีอยู่เองเราก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเลยว่าไอ้ที่เรารู้นั้นมันถูกหรือผิด อ่า..งั้นกระผมก็คงคงเป็นประเภทที่สองกระมังขอรับ การเป็นเด็กก็ดีไปอย่าง มันทำให้เรารู้สึกตื่นตัวกับการเรียนรู้อยู่เสมอ

เรื่องของนาสรุดดินนั้นกระผมเองยังคงหยิบขึ้นมาอ่านคลายเครียดและยังขบคิดเรื่องบางเรื่องอยู่เสมอ น่าแปลกขอรับที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้หลายรอบโดยไม่นึกเบื่อเลย มันก็คงคล้ายกับตอนที่อ่าน”โต๊ะโตะจัง”ตอนโตแล้ว เราก็จะได้ความคิดอีแง่หนึ่งที่เปลี่ยนไป บางทีเมื่อแก่ตัวไปลองหยิบ เจ้าชายน้อยมาอ่านอีกรอบอาจจะได้คำตอบที่คนเราค้นหามาตลอดชีวิตก็เป็นได้

ก่อนจากกันวันนี้ขอจบท้าย”หนังสือหนังหา” ที่อารมณ์ขันครั้งสุดท้ายของนาสรุดดินขอรับ

๐ อารมณ์ขันครั้งสุดท้าย ๐

เมื่อนาสรุดดินชราภาพเป็นไม้ใกล้ฝั่งใกล้ตายอยู่รอมร่อ ภรรยาสองคนร้องห่มร้องไห้อยู่ข้าเตียง เพราะรู้ว่านาสรุดดินคงไม่รอดแล้ว ทั้งสองจึงแต่งตัวไว้ทุกข์เตรียมไว้

“อะไรกันนี่” เขาพูดเมื่อเห็นภรรยาของตนร้องไห้ไม่หยุด

“ไปถอดชุดไว้ทุกข์ออกเดี้ยวนี้ และแต่งตัวแต่งหน้าหวีผมเผ้าให้สวย แต่งชุดที่ดีที่สุดของเจ้าออกมาเลยนะ”

เราจะทำอย่างนั้นได้ยังไง ท่านกำลังจะตายอยู่ทั้งคน” ภรรยาคนแรกพูด แต่นาสรุดดินกลับตอบพร้อมรอยยิ้มว่า

“ตอนที่ยมทูตเข้ามาเอาตัวข้าไป พอเห็นพวกเจ้าแต่งตัวสวยๆ อาจจะเอาเจ้าคนใดคนหนึ่งไปแทนข้ายังไงละ”

พอพูดจบ เขาก็หัวเราะกับตัวเองและสิ้นลม

ขอทุกคนจงมีสติ .. และมีอารมณ์ดีเป็นของตัวเอง

ด้วยมิตราภาพขอรับสหายทุกท่าน

Advertisements

5 Responses to “หนังสือหนังหา:เรื่องชวนขันของนาสรุดดิน”

  1. tuleedin Says:

    อ่า…โม้ไว้ที่บ้านหนอนแล้ว
    ลืมเอาติดปลายนิ้วมาขอรับ

  2. bysoul Says:

    ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสออกจากป่าจากดอยไปเข้าเมืองเลย .. ส่งมาให้สักเล่มสิคะท่าน .. อุอิ อุอิ

    – – –
    พี่เรน ๆ หนูยังยืนยันค่ะว่า ชื่อของพี่มันน่าอ่านเพี้ยนเป็น พิเรนทร์ จริง จริ๊งงงง 555+

  3. swordbelt Says:

    ง่า..เดี้ยวจัดไปให้ขอรับแม่นาง แถมหุบเขาฝนโปรยไพรอีกเล่ม

    เรียนสหายเถ้าแลเพื่อนพ้องที่ผ่านมา ยามนี้ม่านตาข้าพเจ้ามันมีแต่งานแหะ (อ้วก..) จัดสรรค์ลงตัวเมื่อได้ค่อยได้มาวางนิ้วพิมพ์อะไรอีกแน่ๆ ยามนี้ฉะแวบบบก่อน (เจ้านายมา..)

  4. แลกกันอ่าน : เรื่องชวนขันของนาสรุดดิน « bookblogstorage Says:

    […] [อ่านต่อ…] […]

  5. jaja Says:

    เรื่อง นาสรุดดินขาย ที่ไหนหรอ?
    อยากได้…. ไครู้บอกที *บอกด้วยราคากี่บาท*

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: