นักเขียนหนุ่มไม่มีวันตาย:กนกพงศ์ สงสมพันธุ์

“ไม่มีวันตาย”ในความหมายเดียวกับกับคำว่าอมตะ,ตลอดกาล นักเขียนจากไปเหลือไว้ให้พื้นดินแม่คืองานเขียน แต่มีงานเขียนไม่มากนักที่ไม่มีวันตาย อะไรบ่งบอกถึงความมีอยู่ของงานเขียน การมีคนพูดถึงงานของเขาตลอดเวลากระมัง ที่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า ตัวตนของนักเขียนและงานเขียนคนผู้นั้นได้สลักลงลึกภายในความคิดอ่าน และจิตใจของผู้คนในสังคมนั้นๆไปแล้ว กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ก็เป็นหนึ่งในนักเขียนแบบนั้นแบบที่ทุกคนกล่าวถึงเช่นกัน

หากนับจากครั้งแรกที่ได้ผ่านตางานเขียนของพี่กนกพงศ์ หลับตานึกดูนี่ก็ล่วงเข้าปีที่สองแล้ว ที่ข้าพเจ้ารู้จักกับงานเขียนประเภท”วรรณกรรมเพื่อชีวิต” งานเขียนที่อุดมไปด้วยข้อคิดและสะท้อนภาพความจริงในสังคม สังคมที่ผู้คนต่างเลือกเสพสรรค์แต่สิ่งของดีๆในทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นสังคมพื้นถิ่นหรือสังคมเมืองหลวง

คำว่า “ทรงพลัง” คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินไปนักหากข้าพเจ้าจักเอ่ยถึงความรู้สึกที่มีต่องานเขียนของนักเขียนหนุ่มผู้นี้ บอกเล่าอย่างคนผู้เป็นน้องชายเอ่ยถึงพี่ชายที่เคารพนับถือ หากแต่จะเขียนอย่างไรดีเล่า เรื่องนี้ข้าพเจ้าขบคิดอยู่หลายเพลาหลากราตรี เรื่องจังหวะขั้นตอนในการบอกเล่า มาคิดตกได้เมื่อไม่กี่วันนี้ว่า ข้าพเจ้าคงต้องเริ่มตั้งแต่ข้าพเจ้ารู้จักพี่ชาย(งานเขียน)ท่านนี้เป็นครั้งแรกก็เมื่อ…

เราเดินสวนกันตรงแผงหนังสือ

black-cat.jpg

แมวแห่งบูเก๊ะกรือซอ : เรื่องสั้นขนาดยาว จากรวมเรื่องสั้นแผ่นดินอื่น
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ : ผู้เขียน

“เธอจะสอนให้เด็กๆรักสันติได้อย่างไร? ในเมื่อเพียงหันหน้าออกนอกห้องเรียน พวกเขาก็เห็นผู้ใหญ่ถือปืน อยู่เต็มสนาม”

ประโยคสะดุดใจเพียงไม่กี่บรรทัดนี้ดึงสายตาข้าพเจ้าให้ทำความรู้จักกับงานเขียนประเภทวรรณกรรมเพื่อชีวิตเป็นครั้งแรก กล่าวตามตรงว่าข้าพเจ้ามิได้อ่านงานประเภทเคี้ยวกรำอารมณ์มากนัก ในมุมหนึ่งของความคิด(ก่อนนั้น) แมวแห่งบูเก๊ะกรือซอ เป็นหนังสือเล่มแรกที่ข้าพเจ้าอ่านงานของพี่กนกพงษ์ อ่านทั้งๆที่ไม่รู้จักชื่อของผู้เขียนเสียด้วยซ้ำ แต่นั่นเป็นเรื่องเมื่อก่อน เดี้ยวนี้รู้แล้วว่า หนังสือเรื่องสั้นขนาดยาวเล่มนั้นเป็นของพี่

เรื่องสั้นขนาดยาว(ประมาณ๔๐หน้า)เรื่องนี้เดินเรื่องในแบบที่นำเสนอเหตุการณ์ตอนท้ายก่อน แล้วจึงนำกลับไปหาอดีตที่จุดเริ่ม

ผู้เล่า(ที่ข้าพเจ้าไม่ทราบชื่อ) เรียงเหตุการณ์ตั้งแต่เข้ามาในหมู่บ้านทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ฮาราน เวง และผู้เล่ามีหน้าที่ ฟาริดา(ครู)ผู้ใหญ่บ้าน ก็มีหน้าที่ หรือ อับดุลกาเดร์ก็มีหน้าที่ บรรยากาศภายในหมู่บ้านเป็นเรื่องราวของการทำงานของทหารที่จัดชุดเข้ามาดูแลครูที่โรงเรียนผู้เขียนสอดแทรกความเชื่ออันเกิดจากมุมมองทั้งสองฝ่ายที่มีต่อกัน อธิบายจนทำให้ข้าพเจ้าผู้อ่านมองเห็นและสัมผัสได้ถึงความหมายของการเปล่งถ้อยคำว่า”เพื่อเห็นแก่อัลลอฮ์” จนวาระสุดท้ายของห้วงหายใจของฮาราน แมวดำมีความสำคัญเช่นไร การกล่าวอาซาน การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน แลอื่นๆเป็นรายละเอียดยิบย่อยที่กล่าวไม่หมด

บูเก๊ะกรือซอ หมู่บ้านเล็กๆที่ขึ้นตรงต่อกิ่งอำเภอสุคีริน จังหวัดนาราธิวาส เป็นฉากบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้น
เรื่องสั้นเรื่องนี้ได้เปิดมุมมองและเสนอความเชื่อของคนที่แตกต่างกัน การทำให้คนยอมรับตวามต่างได้นั้นอย่างแรกคือทำให้เขาเข้าใจความเป็นไปของความต่างที่ว่า ความเชื่อผิดๆอาจทำให้ผลทีเกิดขึ้นไม่มีฝ่ายไหนได้ประโยชน์เลย

ข้าพเจ้าวางเรื่องนี้ลงแล้วหันไปอ่านหนังสือแบบอื่นเสียพักใหญ่ กล่าวอย่างหน้าไม่อายข้าพเจ้าไม่ได้จำชื่อผู้เขียนเลย(เด็กๆอย่าเอาอย่างขอรับ)

undergroundbt-7-k.jpg

UNDERGROUND BULEteen : หนังสือวรรณกรรมและสังคมสำหรับคนคอแข็ง
ฉบับที่ ๗: นักเขียนหนุ่มไม่มีวันตาย

“คอแข็ง”มักเป็นสำนวนชวนให้ใช้กับนักดวดสุรา คำกล่าวอ้างนี้คงหมายถึงถ้าหนังสือเล่มนี้เป็นสุรา ปริมาณแอลกอฮอลคงเทียบได้กับเหล้าโรงรสแรงเลยทีเดียว ข้าพเจ้าคงยังคอไม่แข็งเท่าไรนักเพราะตับที่ใช้งานอยู่ทุกวันยังอ่อนนุ่มอยู่ (นอกเรื่องอีกละ)UNDERGROUND BULEteenเล่มนี้เป็นเล่มที่จัดทำขึ้นหลังจากพี่กนกพงศ์จากพวกเราไป เป็นเล่มสำคัญที่ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มทำความรู้จักกับตัวตนของพี่กนกพงศ์มากยิ่งขึ้น จากที่จำไม่ได้แม้แต่ชื่อ ภายในประกอบด้วยเนื้อหาหลายส่วนจนเกือบจะเรียกว่าทั้งเล่มเป็นเรื่องของพี่กนกพงศ์ ส่วนแรกนั้น เป็นเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายที่พี่กนกพงศ์ได้เขียนไว้ ชื่อเรื่องว่า “กลับบ้าน”

กลับบ้าน เป็นเรื่องสั้นความยาวทั้งหมดประมาณ ๑๔ หน้ากระดาษ เนื้อหาเอ่ยถึงการเดินทางของคนที่ได้ชื่อเรียกว่า “ลูก” ที่ต้องบึ่งรถฝ่าสายฝนอันบ้าคลั่ง เพื่อกลับไปหามารดาผู้ให้กำเนิด “ปฏิหาริย์” ดูจะเป็นบทสรูปท้ายเรื่อง หากแต่ว่าข้าพเจ้าเมื่ออ่านแล้วกลับชอบเนื้อหาที่แทรกสลับระหว่างปัจจุบันแลอนาคต อันเป็นห้วงความคิดของตัวละครในขณะนั้น

“ผมเคยเข้าใจว่าผมเป็นเด็กมหัศจรรย์ มีปาฏิหาริย์ สามารถเรียกลมได้ ทุกหนทุกแห่งที่แม่ตากข้าวเปลือกเพื่อส่งโรงสี และเมื่อแม่โรยข้าวจากกระด้งลงสู่พื้น ผมก็จะผิวปากเรียกลม ลมพัดมาหอบข้าวเม็ดลีบไปตกนอกเสื่อ แต่แม่กลับหัวเราะ แม่ว่าใครๆก็เรียกลมได้ทั้งนั้น น้องสาวของผมยังเรียกได้เลย “

เป็นส่วนลดทอนความเคร่งเครียดของบรรยากาศปัจจุบันได้น่ารักและอมยิ้มไปกับเรื่องราวเลยทีเดียวในความเห็นของข้าพเจ้า ส่วนเรื่องราวเป็นอย่างไร ลองอ่านเองจะดีกว่าขอรับ

” ข้าพเจ้าไม่ได้พบความสำเร็จเพราะความบังเอิญ ข้าพเจ้าพบความสำเร็จเพราะทนทำงานหนัก”

-เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์-

ในทุกบทความของพี่กนกพงศ์มักสอดแทรกแนวคิดของนักเขียนหลายท่าน ปาป้าเฮมิงเวย์ ท่านนี้ข้าพเจ้าผ่านตาพบเจอพี่กนกพงศ์กล่าวถึงบ่อยครั้ง

ส่วนที่สอง นี้เอ่ยถึงเรื่องราวการทำงาน แนวคิดการใช้ชีวิตของนักเขียนหนุ่มตลอดกาลท่านนี้ อย่างเรียกได้ว่าเกือบครบถ้วนกระบวนความ

หากแต่เมื่อข้าพเจ้าผ่านตาแล้ว เนื้อหาภายในกลับยิ่งเชิญชวนให้ข้าพเจ้าติดตามค้นหา หนังสือหนังหาที่เนื้อหาในส่วนนี้กล่าวอ้างผลงานของพี่กนกพงศ์ไว้ นับเป็นการเปิดประตูสู่เส้นทางงานเขียนของพี่กนกพงศ์เป็นอย่างดีทีเดียว หากใครยังไม่เคยรู้จักงานเขียนของพี่กนกพงศ์แล้วละก็ ส่วนที่สองของหนังสือนี่ช่วยได้มาทีเดียวเทียวขอรับ อ่า… ไปกันที่ส่วนที่สามกันดีกว่า

นักเขียนสองคน เป็นบทสัมภาษณ์ของ อุรุดา โควินท์ จากคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ใกล้เงาของพี่กนกพงศ์มากที่สุด

k-p2.jpg(ภาพจากหนังสือ)

อุรุดา เป็นนักเขียนชาวเชียงรายที่อาศัยใต้เงาหลังคาเดียวกันกับพี่กนกพงศ์จนวันสุดท้ายของการทำงาน นามปากกาของอุรุดา โควินท์ ถือกำเนิดขึ้นในบรรณพิภพครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๔๒ กระทั่งถึงปี ๒๕๔๔ “มิตรภาพยังอยู่กับเรา” รวมเรื่องสั่นเล่มแรกของเธอก็ได้รับการตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไม้ยมก จากคำบอกเล่าทำให้เห็นถึงการทำงานของนักเขียนสองคนในอีกมุมหนึ่งเป็นมุมความคิดที่น่าสนใจ ข้าเจ้ากล่าวมากไปไม่ได้นอกจากบอกว่า”อ่านเอง” (แฮ…)

ก็อย่างที่ข้าพเจ้าว่าละครับหนังสือเล่มนี้เริ่มถีบข้าพเจ้าให้เข้าไปใกล้กับตัวอักษรของพี่กนกพงศ์มายิ่งขึ้น มากเสียอาจใช้คำว่า”ติด”ประกอบรูปประโยคก็เป็นได้

valleymemo-k.jpg

บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร : นักเขียนหนุ่มหมู่บ้าน ชีวิตและป่าฝน
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ : ความเรียงเชิงบันทึกทัศนะ

ความเรียงอารมณ์ดีเล่มนี้ คล้ายเป็นพิมพ์เขียนชีวิตขนาดพกพาได้ ขนาดเล่มน่ารักน่าพกพาเป็นอย่างยิ่ง เล่มนี้อ่านรวดเดียวจบอย่างชนิดที่วางไม่ลง ชีวิตในหมู่บ้านที่สงบราบเรียบในหุบเขา การทำงานอันหมายถึงการเขียนหนังสือ ภาษาที่ใช้ไหลลื่นในบรรยากาศสบายๆ แนมเรื่องขบขันเป็นช่วงๆ แต่ก็เคร่งเครียดขึ้นมานิดนึ่งตอนเอ่ยถึงตอนทำงาน

ในแต่ละหัวข้อภายในเล่มทุกครั้งที่จบเรื่อง พี่กนกพงศ์จะมีแนมหนังสือที่น่าสนใจ แนะนำให้ไปลองอ่านกัน นั้นเป็นการทำให้หนังสือเล่มหนึ่งส่งข้อความถึงหนังสืออีกเล่มหนึ่ง คล้ายเป็นลายแทงขุมทรัพย์ที่ต้องถอดรหัสไปเรื่อยๆไม่มีสิ้นสุด จากหนังสือหนึ่งเล่มเดินทางแตกยอดไปหาหนังสืออีกร้อยเล่ม งานเขียนวรรณกรรมแปลต่างประเทศหลายเรื่องที่ข้าพเจ้าผ่านตามักทำเช่นนี้คล้ายกับเป็นธรรมเนียมการเขียนหนังสือไปเสียแล้ว นักเขียนเกิดจากนักอ่านจึงเป็นคำกล่าวที่ไม่ผิดเพียนเลยทีเดียว

บทลงท้ายหน้าสุดท้ายเป็นงานเขียนของอุรุดา “หมู่บ้านฝนป๊อกแป๊ก”(หุบเขาฝนโปรยไพร๑๐ปีให้หลัง)

วรรครองสุดท้าย(หน้าเกือบสุดท้าย)

ฤดูฝนแรก ฉันคล้ายนักท่องเที่ยวผู้โรแมนติกกับสวนผลไม้ เทือกเขา และลำคลองสายน้อย ฉันตื่นเต้นเมื่อเห็นฝนเม็ดละอียดโปรยสายแต่เช้าตรู่ ฉันบอกว่าฝนตกแต่เช้าอย่างนี้ทำอะไรร้อนๆ อร่อยๆ กินกันดีกว่า

แต่กนกพงศ์บอกว่า ฤดูฝนมาถึงแล้ว เราควรจะเขียนหนังสืออย่างจริงจังเสียที ดวงตาของเขาเจิดจ้าและภาคภูมิ เขามองสายฝนและพูดว่า “หุบเขาฝนโปรยไพร”

เช้าวันนั้นเสียงพิมพ์ดีดดังก้องบ้าน นักเขียนหนุ่มนั่งชันเข่าซ้าย มือขวาคีบบุหรี่.. เขาเขียนหนังสือ เช่นเดียวกับเช้าต่อมา และทุกเช้า เขาจะตื่นขึ้นมาเพื่อเขียนหนังสือ

เช้าวันหนึ่ง ในหมู่บ้านฝนป๊อกแป๊ก หลังจากฉันยืนมองเขากระแทกแป้นพิมพ์อยู่ครึ่งชั่วโมง ฉันก็เดินไปที่โต๊ะ นั่งลงเหลาดินสอ และเริ่มเขียนหนังสือ

วันนี้ฝนไม่ตกสักแอะข้าพเจ้าตอกนิ้วเขียนหนังสือเหมือนกัน แต่หนังสือที่กล่าวถึงหนังสือ

earth-k.jpg

แผ่นดินอื่น : รวมเรื่องสั้น ชุดที่ ๓
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ : เรื่องสั้นขนาดยาว

จากหลังปก

งานเขียนคือการแสดงทัศนะต่อชีวิตและสังคม ตั้งคำถามต่อสิ่งดังกล่าว ทั้งพยายามค้นหาคำตอบ ทำความเข้าใจ

นี่เป็นงานอันยากลำบากเสมือนจะเกินเลยไปจากศักยภาพมนุษย์คนหนึ่งพึงมี หลายปีมานี้ ผมจึงรู้สึกว่างานหนักของนักเขียนไม่ได้อยู่ที่การนั่งตอกพิมพ์ดีดหามรุ่งหามค่ำ ทว่ากลับอยู่ที่การพยายามทำความเข้าใจกับชีวิตและสังคมเป็นสำคัญ การทำความเข้าใจดังกล่าว ดำเนินควบคู่ไปกับการจัดระบบชีวิตตนเอง ประสานความคิด ความเชื่อและศรัทธาเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับกระบวนการพฤติกรรม

เป็นเรื่องยากที่นักเขียนคนใดจักเสกสร้างงานเขียนขึ้นมา ท่ามกลางภาวะขัดแย้งของบรรดาสิ่งเหล่านี้ ในเมื่อเบื้องหลังวรรณกรรมคือตัวตนสัมบูรณ์ของนักเขียนสัมฤทธิผลของนักเขียนย่อมมีฐานรากมาจากศักยภาพของชีวิต

จากบันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร ข้าพเจ้าเดินทางด้วยสายตาต่างเท้าที่เหยียบย่างไปใน”แผ่นดินอื่น” ในผืนแผ่นดินไทยนี่เอง ก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปในถนนอักษรข้าพเจ้าได้เรียนรู้เรื่องราวของเด็กกลุ่มหนึ่งที่มีเรื่องราวบางอย่างซุกซ่อนอยู่ในตรอกถนนที่ชื่อว่า “โคลีเซียม”

จากนั้นเดินตามท่วงทำนองของบทเพลง“ชะตาชีวิต”ที่สอดประสานไปกับเนื่อเรื่องของเด็กน้อย ในครอบครัวชาวสวนที่พ่อชอบเล่นดนตรีในเรื่อง“บ้านเกิด” หากแต่เรื่องต่อจากนั้นก็คือ “แมวแห่งบูเก๊ะกรือซอ” เรื่องนี้ผ่านเลยไปเพราะข้าพเจ้าเอ่ยไปแล้ว

“บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้น” เป็นการนำเสนอที่ข้าพเจ้าเพิ่งเคยเจอเรื่องนี้ออกจะสั่นอารมณ์นิดๆเพราะข้าพเจ้ามีความรู้สึกเหมือนกับ มีคนอีกคนหนึ่งที่เป็นตัวละคร นั่งเล่าเรื่องของเธออยู่อีกฟากหนึ่งของข้าพเจ้านี่เอง เนื่อหาของเรื่องคือการถูกกระทำของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่สังคมมองเธอและกระทำต่อเธออย่างโหดร้าย เรื่องราวสลับเวลาไปมา แต่เมื่ออ่านจนจบขมวดเรื่องราวแล้ว เล่นเอาข้าพเจ้าพ่นลมหายใจหอบ คำรามในใจว่า”สุดยอดเลยวะ”

“ผีอยู่ในบ้าน” ปกหลังของหนังสือเล่มนี้เขียนถึงบางช่วงว่า”ด้วยลีลาที่ทั้งจริงจัง เข้มข้น สะเทือนใจ และอุดมไปด้วยอารมณ์ขันขืน” เรื่องผีในบ้านแสดงออกถึงสิ่งที่ว่ามาทั้งหมดได้อย่างครบถ้วน ดำเนินเรื่องคล้าย”บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้น” หากแต่คราวนี้ผู้เล่าพาท่านเคลื่อนไหวไปกับสถานที่ต่างๆด้วยกัน ผีในบ้านพาท่านเปลี่ยนจากเรื่องราวทางภาคใต้นำท่านเข้าเมืองเรียนรู้วิถีของคนทำงานที่ต้องรับแรงกดดันจากการวิ่งหาเงินทองด้วยข้อบังคับทางสังคม “เหนื่อย” เรื่องนี้ทำเอาข้าพเจ้าหอบแฮกๆราวกับวิ่งไปพร้อมกับตัวละคร สะท้อนใจเล็กน้อยเพราะมันใกล้ตัวเราเองจริงๆ

“แม่มดในหุบเขา” เรื่องราวของคนเผาถ่านการเปลี่ยนแปลงไปของหมู่บ้านความเชื่อความเหลือเชื่อความไม่น่าเชื่ออยู่ในเรื่องนี้ ไม่เชื่อลองอ่านขอรับ(แฮ…)บางบทบางตอนของเรื่องนี้ข้าพเจ้าชอบมาก

ในสายฝนมีความฉ่ำเย็นและความเหี้ยมโหด สำหรับหมู่บ้านในหุบเขาแห่งนี้ สายฝนคือสัญญาณของการยุติทุกสิ่งทุกอย่าง มันเข้ามากล่อมให้หมู่บ้านนอนหลับ
(แม่มดแห่งหุบเขา)

การบรรยายรายละเอียดสิ่งแวดล้อมอย่างยิบย่อยทำให้ผู้อ่านเห็นภาพและคล้อยตามไปกับอารมณ์อักษรเป็นอย่างดีนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าไล้ตาผ่านอักษรเหล่านั้นอย่างวางไม่ลง เป็นเรื่องยากมากที่จะอ่านหน้าสองหน้าและหันไปทำอย่างอื่น ข้าพเจ้าเข้ากลับมาอ่านอีกทีบางครั้งต้องกลับไปอ่านแต่เริ่มใหม่เพื่อให้ได้รสของความต่อเนื่อง

“แพะในกุโบร์”เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงบรรยากาศตอน”ย้ายบ้าน” ข้าพเจ้าเป็นลูกข้าราชการที่ต้องเปลี่ยนที่ทำงานอยู่บ่อย หลายครั้งที่ย้ายบ้านทำให้ต้องเสียใจกับสิ่งที่คุ้นเคย สิ่งที่ต้องเสียไป และอะไรใหม่ๆที่เราไม่รู้จักที่ต้องพบเจอเมื่อแปลกที่แปลกถิ่น ใครเคยย้ายบ้านย่อมเข้าใจอารมณ์นี้เป็นอย่างดี เหนืออื่นใดเรื่องราวของแพะในกุโบร์นำเสนอคือวิถีชีวิตของชนชาวมุสลิมที่ถูกความเจริญเบียดแทรกตัวเองเข้ามาแทนที่พื้นที่อาศัยพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตประจำวันที่สานต่อกันมารุ่นสืบรุ่น

“มันไม่ใช่แพะของผมหรอก” … วะกอเส็มเหมือนรำพึง “ทั้งไม่ใช่แพะของคุณ แม้พวกมันอาศัยอยู่บนผืนดินของคุณก็ตาม มันไม่ได้เป็นแพะของใครเลย นอกจากของพระเจ้า พวกมันมีชีวิตและเคลื่อนไหว..”

ชายชราก้มหน้า หยิบดอกลั่นทมขึ้นมองจ้องราวค้นหาความหมาย

“ในความกรุณาแห่งอัลลอฮ์!!”

ถ้อยรำพึงแผ่วเบา ทั้งร่างชายชราเหมือนยิ่งนิ่งงัน

“น้ำตก”เป็นเรื่องสั้นเรื่องสุดท้ายของรวมเล่มชุดนี้ข้าพเจ้าอ่านไปยิ่งนึกถึงบางส่วนบางตอนของบันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร อ่า… ก็ตัวเอกของเรื่องเป็นนักเขียนเสียด้วยสิขอรับเล่าเรื่องของคุณแม่ลูกติดที่มีโนราอยู่ในสายเลือดและผสานเรื่องราวของช้างป่าที่ตกเขา พิธีกรรมและบรรยากาศของไพรน้ำตก

รวมเรื่องสั้น“แผ่นดินอื่น” เป็นเรื่องสั้นขนาดยาวที่ข้าพเจ้าใช้เวลาอ่านนานมากด้วยความยาวทั้งเล่มรวมเกือบ ๔๐๐ หน้าและเนื้อหาแต่ละเรื่องนั้นเข้มข้นจนเส้นสมองปูดโปน แต่นั้นทำให้ข้าพเจ้ามองงานเขียนประเภทวรรณกรรมเพื่อชีวิตว่าคล้ายเป็นยาขมที่ทำให้คนเห็นคุณค่าของชีวิต มิใช่ชีวิตตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่มองเห็นคุณค่าชีวิตของผู้อื่นที่อาศัยภายใต้ฟ้าเดียวกัน อย่าทำให้ความแตกต่างทางวิถีชีวิตสร้างสิ่งที่เรียกว่า “แผ่นดินอื่น”

bridge-torn-k.jpg

สะพานขาด : รวมเรื่องสั้นเล่มแรก รางวัลหนังสือแห่งชาติ ปี ๒๕๓๕
กนกพงษ์ สงสมพันธุ์ : ผู้เขียน

valley-k.jpg(๑) ในหุบเขาwatercourse-k.jpg(๒) ป่าน้ำค้าง

(๑) ในหุบเขา : กวีนิพนธ์

(๒) ป่าน้ำค้าง : กวีนิพนธ์

one-humen-k.jpg

คนใบเลี้ยงเดี่ยว : รวมเรื่องสั้น / ภาพชีวิตไม่สามัญของคนสามัญ

world-revolve-k.jpg

โลกหมุนรอบตัวเอง : รวมเรื่องสั้นลำดับ ๔ / เรื่องเล่าของประเทศนี้

๔ เล่มด้านบนนั้น สะพานขาดข้าพเจ้าอ่านได้เพียงครึ่งเล่ม ยังมิอาจหาญกล้าบอกเล่าได้แต่เป็นเรื่องสั้นที่เข้มข้นปนอารมณ์ขันที่ไม่เคี่ยวกรำอารมณ์เหมือน “แผ่นดินอื่น” ส่วนที่เหลือนั้นยังค่อยๆเริ่มหยิบมาอ่านให้จบเป็นเล่มๆ หากจะให้เอ่ยถึงหนังสือที่ยังอ่านไม่จบ ข้าพเจ้าคงไม่กล้า

ดังนั้นแล้วหากเพื่อนนักอ่านท่านใดได้ผ่านตาเรื่องใดบ้างข้างต้น อยากบอกกล่าวเล่าความอย่างที่ข้าพเจ้าเล่ามา จะเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งยวดขอรับ รูปภาพทั้งหมดนำไปใช้ประกอบได้เลยขอรับ ข้าพเจ้าเต็มใจอย่างยิ่งที่จะเห็น นักอ่านด้วยกันบอกต่อหนังสือซึ่งกันและกัน และร่วมสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา เมล็ดพันธุ์ที่ออกดอกออกผลไม่มีวันหมด ดังเช่นงานเขียนของพี่กนกพงศ์ที่ยิ่งใหญ่คล้ายไพรอุดมแห่งอักษร

สมนามที่ว่านักเขียนหนุ่มตลอดกาลนั้นจึงไม่ได้กล่าวเกินจริง ในห้วงคิดข้าพเจ้า คิดอยู่เสมอว่าพี่กนกพงศ์ยังคงมีความสุขกับการพักผ่อนหลังจากกรำงานหนักมานาน แลยังคงเหลือบมองพวกเราทำงานอย่างเอาใจช่วย หากแต่งานที่ต้องทำต่อจากพี่นั้น เป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลังอย่างเราๆ ไพรอักษรจะไม่ซบเซาหากเราช่วยกันพรมน้ำ เพาะเมล็ดแห่งปัญญา พักผ่อนอย่างมีความสุขขอรับท่านพี่

ด้วยจิตคารวะ

น้องสาม(นักอ่านที่ยังไม่ได้พัก)

k-p.jpg

“หนึ่งชีวิตคน ดูเหมือนนาน แต่ความจริงแล้วไม่นานเลย คนหลายคนตายไปโดยไม่ทันได้เฉียดกรายเข้าใกล้ความหมายของ”ชีวิต” เลยด้วยซ้ำ ตายไปโดยไม่ทันมีชีวิตเลยด้วยซ้ำ!

หนึ่งชั่วชีวิตคน ดูเหมือนน้อยสำหรับการค้นหาความหมายของ”ชีวิต” แต่หากเราเริ่มต้นค้นหาแต่วันนี้ วินาทีนี้ ในขณะลมหายใจนี้ เวลาเท่าไหร่ก็ไม่น้อยเลย เพราะ “ชีวิต” สามารถค้นพบได้ในแวบใดแวบหนึ่ง ขณะใดขณะหนึ่ง แท้แล้วเราสามารถค้นพบชีวิตได้ทุกขณะ

เสมือนการขยับปีกของผีเสื้อ แต่ละแวบแต่ละหน แต่ละครั้งล้วนเปี่ยมอยู่ด้วยคำว่า “ชีวิต”

(สมุดบันทึกนักเขียน ยามเช้าของชีวิต ๒๕๔๖)

Advertisements

3 Responses to “นักเขียนหนุ่มไม่มีวันตาย:กนกพงศ์ สงสมพันธุ์”

  1. tuleedin Says:

    โอ…แม่เจ้า!!!

    ข้าพเจ้าเห็นแว่บแรก วาบคิดวูบผ่าน “Feed มันเล่นข้าพเจ้าอีกแล้ว!”
    คลับคล้าย ๆ มันโชว์ unread 8 !!

    ได้อย่างไรกัน?

    ข้าพเจ้าเพิ่งเก็บของท่านหมดมาหมาด ๆ จะทะลึ่งเหลือแปดได้กระไร ฮึ?
    จะอย่างไรก็เปิดมาดูเสียหน่อย แต่คิดในใจว่า ต้องเป็นหน้าที่อ่านแล้วแหงม ๆ

    แล้วก็ต้องโต๊กกะใจ!!

    โอ…พระคุณ…พ่อเจ้า…แม่เจ้า…!!!

    เล่นปล่อยหมัดชุดเช่นนี้
    พี่ท่านสมควรจะป่วยไข้ไม่สบายเป็นอย่างยิ่งยวดแล้วล่ะขอรับ
    เรียนเชิญพี่ท่านพักผ่อนให้สบายเถอะนะขอรับ
    แล้วเกล้ากระผมข้าพเจ้าจะตามเก็บตามอ่านมิยอมให้ตกหล่นแม้สักหนึ่งพยัญชนะ!

    ด้วยเพราะว่าทุกจั่วหัวที่พี่ท่านได้กรุณาประทาน
    ล้วนเป็นเสมือนเครื่องลางที่จัดวางอยู่บนหิ้งใจผู้น้อยเสมอมา

    ช่างสรรบรรจงได้ตรงอัตตารมณ์นัก
    ตรงราวกับได้นั่งจรดปลายนิ้วจิ้มเขียนด้วยตนเอง
    ซึ่งเป็นการดีต่อผู้น้อยอย่างยิ่งที่ไม่ต้องลงเรี่ยวลงแรง
    อ่านลูกเดียว อิ อิ อิ

    นายดิน ร้านกาแฟท้ายซอย

  2. bysoul Says:

    “หนังสือ หนังหา” ของท่าน เป็นชุดตัวอักษรที่เจี๊ยบอ่านแล้วต้องจดไปด้วย จดรายชื่อหนังสือ หรือไม่ก็ผู้แต่งที่ท่านแนะนำน่ะค่ะ .. อิอิ

    อาจจะต้วมเตี้ยมสักหน่อย แต่ก็ทยอยตามเก็บอ่านเรื่อย ๆ อ่านไปพร้อมกับที่มีอยู่ใกล้มือ ที่บอกว่ามีอยู่ใกล้มือนี่หมายถึง ที่ได้ซื้อหามากองไว้และที่มีอยู่ในห้องสมุดประชาชนใกล้บ้าน

    โชคดีที่เป็นคนรักการอ่านมาแต่เล็กแต่น้อย จึงสนิทสนมกับป้าบรรณารักษ์จนมักทราบข่าวของหนังสือใหม่ ๆ ที่ห้องสมุดจัดหามาไว้ รวมถึงมักถูกสอบถามถึงรายชื่อหนังสือที่น่าสนใจ ควรหามาไว้ให้เด็ก ๆ และผู้สนใจของที่นี่ได้อ่านกัน

    หากว่างเว้นจากหนังสือหนังหาที่ “ต้องอ่าน” ตามสายการทำงานแล้ว จะไปบอกเล่าถึง “หนังสือ หนังหา” ที่คุณแนะนำมา กับป้าบรรณารักษ์อย่างแน่นอน ..

    ขอบคุณไอเดียอันบรรเจิดของคุณเหลือเกินค่ะ ..
    Keep working .. ^ ^ v

  3. ความเรียง : นักเขียนหนุ่มไม่มีวันตาย กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ « bookblogstorage Says:

    […] (อ่านต่อ…) […]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: