มาทิลดา นักอ่านสุดวิเศษ

“การอ่านคือการบ่มเพาะ เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา”

ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าเปิดพลิกหน้า หนังสือนิยายไม่ว่าเล่มใดของท่านโกวเล้งปรมาจารย์ด้านกำลังภายใน เจ้าของฉายานาม “อัจฉริยะปีศาจ” จากไต้หวัน ข้าพเจ้าก็จะพบวลีอันชินตานี้ ข้าพเจ้าเคยคิดเล่นๆ มิได้จะออกเชิงปรัชญาอันใดหรอกขอรับ ข้าพเจ้าเพียงนึกเล่นๆว่า “หนังสือมีอายุ”

หนังสือมีอายุ .. อายุในที่นี้ข้าพเจ้ามิได้หมายถึงว่าอายุของปีที่เขียนหรือระยะเวลาที่ขายหรอกขอรับ ข้าพเจ้าให้หมายถึง อายุที่ผู้เขียนใส่ลงไปในหนังสือ นักเขียนหนึ่งคนทุ่มเทประสบการณ์ที่ตนเองผ่านโลกมา 30 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง ประสบการณ์การเดินทาง รับประทาน ผจญภัย จีบหญิง พาหนี ตีหัวชู้ ขู่เมียน้อย ต่างๆนานาล้วนเป็นประสบการณ์ที่ต้องใช้อายุแลเลือดเนื้อเหงื่อเคราแลกจึงได้มาเป็นอักษรให้เราๆท่านๆได้ผ่านสายตา

ประสบการณ์อันดีมีค่าควรจดจำแลประทับใจ ประสบการณ์อันไม่ดีเป็นสิ่งบอกเตือนถึงข้อควรระวังในการดำเนินตนต่อไปเบื้องหน้าเพราะนาฬิกามันไม่เดินถอยหลัง ดังนั้นแล้วการที่เราได้อ่านประสบการณ์ของคนผู้หนึ่งก็ไม่ต่างจากได้รับถ่ายทอดพลังวัตรจากจอมยุทธ์ผู้คร่ำเคร่ง จากรุ่นสู่รุ่นแลจะสืบเนื่องต่อไป หนังสือเป็นการส่งต่อประสบการณ์ของคนโบราณสู่ลูกหลานเราๆ อาจถูกบิดเบือนเนื้อหาบ้างเพื่อความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก เปลี่ยนรูปแปรร่างแต่เนื้อหาแกนในยังเหมือนเดิม (เอ่หรือไม่เหมือนหว่า)

หนังสือที่ข้าพเจ้ากำลังเอ่ยถึงนี้ ก็เกี่ยวกับประโยชน์ของการอ่านหนังสือเช่นกัน เอ้า!! ว่าไปทำไมมี เสียเวลา เสียสายตาคนอ่าน เข้าเรื่องเลยดีกว่า …

matilda.jpg

มาทิลดา นักอ่านสุดวิเศษ:เรื่องนี้ผู้เขียนวางแผนนานกว่า 20 ปี
โรอัลด์ ดาห์ล : เขียน
สาลินี คำฉันท์ : แปล

-๑-

“ฉลอง 18 ปีสำหรับวรรณกรรมเยาวชนเรื่องเยี่ยม” หน้าในแผ่นแรกโปรยหัวไว้เสียน่าตื่นเต้น หากแต่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จวบจนหน้าสุดท้าย ข้าพเจ้าไม่แน่ในว่า โรอัลด์ ต้องการเขียนเรื่องนี้ให้เด็กหรือผู้ใหญ่อ่านกันแน่ อ่อ!แน่นอนที่ลืมไม่ได้คือแวบแรกที่ข้าพเจ้าเห็นหนังสือเล่มนี้ มันถูกห่อหุ่มด้วยพลาสติกใส ติดป้ายกากบาทสีแดงสดเขียนตัวหนังสือประมาณว่า เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องให้ผู้ปกครองดูแลขณะอ่านหรืออ่านไปด้วยนี่ละ อันนี้จำไม่ได้ขอรับ เพราะไม่ได้เก็บไอ้ป้ายที่ว่าไว้ ไม่แน่ใจว่าเป็นการสร้างแรงจุงใจให้สนใจหนังสือ หรือเป็นการเตือนภัยให้ระแวดระวังหนังสือจริงๆ อ่า… ไม่รู้แหะเอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักกับ มาทิลดา สาวน้อยนักอ่านคนนี้ดีกว่า…

-๒-

มาทิลดา เริ่มพูดรู้เรื่องกว่าผู้ใหญ่ตั้งแต่เธออายุขวบครึ่งแต่ผู้ใหญ่มักว่าเธอพูดมาก มาทิลดาเริ่มสอนตัวเองอ่านหนังสือ อ่า..อ่านไม่ผิดหรอกครับ มาทิลดาสอนตัวเองอ่านหนังสือโดยอ่านหนังสือพิมพ์และอะไรก็ตามที่เป็นตัวหนังสือที่อยู่ในบ้าน อะไรที่ทำให้มาทิลดาเริ่มอยากอ่านหนังสือนั้นเท่าที่ข้าพเจ้าผ่านตามา โรอัลด์ ไม่ได้เขียนบอกไว้แหะ แต่ก็เหอะเอาเป็นว่า มาทิลดาชอบอ่านก็แล้วกัน หากแต่ว่าในบ้านของเธอกับมีหนังสือให้อ่านน้อยเหลือเกิน

“พ่อคะพ่อซื้อหนังสือให้หนูซักเล่มได้ไหมคะ” เธอพูด

“หนังสืออะไรกันละ—อยากได้หนังสือบ้าๆไปทำไม” พ่อย้อนถาม

“เอาไว้อ่านสิคะพ่อ”

“ให้ตายเถอะ! ดูทีวีมันเสียหายตรงไหน เรามีทีวีจอกว้าง ขนาดสิบสองนิ้วอย่างดี ยังจะขอหนังสืออีก แกมันถูกตามใจมากไปหน่อยแล้วนังหนู!”

อ่า..นั้นละสาเหตุที่ทำให้ มาทิลดาต้องออกไปหาอะไรอ่านนอกบ้าน แน่นอน อ่านที่ไหนนั้นคงต้องตามเนื้อหาในหนังสือกันเองขอรับ (ข้าเจ้าไม่บอก.. อุอุ) เรื่องราวช่วงแรกนั้นกล่าวถึง ชื่อหนังสือวรรณกรรมมากมาย ข้าพเองแทบไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย แต่คิดว่าคงเป็นวรรณกรรมระดับโลกแน่ๆ ใครที่มีความรู้เรื่องวรรณกรรมที่มาทิลดาได้อ่านไปละก็ คงสนุกไปกับข้อคิดที่มาทิดา มีต่อหนังสือเหล่านั้นแน่นอนขอรับ (ข้าพเจ้ารู้จักชื่อ เออร์เนสท์ เฮมิงเวย์ แต่ไม่เคยอ่านงานของป๋าท่านเลยเสียสักครั้ง แฮ่..)

แน่นอนเรื่องราวดำเนินไปอย่างวรรคเริ่มต้นที่ข้าน้องได้เอ่ยไว้ถึงอายุหนังสือและคนเสพอายุเหล่านั้น นั่นเป็นเรื่องดีในด้านหนึ่ง แต่หนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอด้านที่ผู้ใหญ่กระทำไม่ดีต่อเด็กในเรื่องการดูแลความรู้เหล่านั้นโดยเฉพาะ คนในครอบครัว ซึ่งก็แน่นอนอีกเป็นครั้งที่สองคือ มาทิลดามีวิธีจัดการกับเรื่องราวเหล่านั้นได้ สนุกแลตื่นเต้นเลยทีเดียวเทียว

และในบางช่วงตอน โรอัลด์ ได้นำเสนอแง่มมุมของชีวิตความเป็นอยู่ของ คนอังกฤษในระดับของชนชั้นมีอันจะไม่ค่อยพอกิน ต่างๆนานา แนมซ้อนอยู่ในเนื้อหาตลอดเรื่อง (แอบมีเหน็บแนมอเมริกาเล็กน้อย) เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้หากเป็นผู้ใหญ่อ่านย่อมได้แง่คิดดีๆในการมองเด็กๆ ที่อยู่ในการปกครองท่านเสียใหม่แล้วละขอรับ

“ไม่น่าเชื่อเหรอครับ?” อ่อแน่นอนขอรับ ข้าพเจ้าเคยมีประสบการณ์เมื่อครั้งที่เคยแนะนำหนังสือเรื่อง”โลกของจอม” ให้เพื่อนคนหนึ่งอ่าน เธอว่าเด็กแบบจอมนะไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ข้าเจ้าเพียงแต่หัวร่อแฮๆ ไปต่อไม่เป็นเหมือนกัน จำได้เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าอ่านเรื่องของจอมนั้นไม่ได้นึกถึงเรื่องความเป็นไปได้ของที่มาของ”จอม”เลย ไม่สนเสียด้วยว่าพ่อแม่เขาทำงานอะไร เป็นคนจากจังหวัดไหน เรื่องที่ข้าพเจ้าสนใจคือเนื้อหาของสิ่งที่อยู่ภายในมากกว่า

วรรณกรรมเป็นศิลปอย่างหนึ่ง ซึ่งผสานจินตนาการและประสบการณ์ของผู้เขียน บางทีการคร่ำเคร่งอยู่กับเหตุและผลมากเกินไปก็อาจทำให้รสชาติอรรถรสในการเสพงานศิลปลดลงก็เป็นได้ นั่นหมายถึงว่า บางทีเราก็ต้องรู้จักที่จะวางเหตุผลบางอย่างเอาไว้ข้างๆก่อนเวลาจะอ่านหนังสือประเภทวรรณกรรม (แต่อ่านข่าวสารต้องให้เหตุผลหน่อย) แล้วพร้อมที่จะโดยสารยานแห่งจินตนาการที่ผู้เขียนสตาร์ทเครื่องรอไว้อยู่แล้ว … ท่องเที่ยวไป

“ทำไมคนเราต้องรู้เหตุผลไปเสียทุกครั้ง ”

(ชาลี แชปปลิน)

roalddahl.jpg

www.roalddahl.com

เกี่ยวกับผู้เขียน : โรอัลด์ ดาห์ล

ซึ่งความจริงเป็นเนื้อหาที่อยู่หลังหนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าขออนุญาตเอาลงเป็นข้อมูลประกอบด้วยขอรับ

โรอัลด์ ดาห์ล มีเชื้อสายนอร์เวย์ เกิดที่ แคว้นเวลล์ ประเทศอังกฤษ หลังจากเรียนจบมัธยมปลายเมื่ออายุ 18 ปี สมัครทำงานกับบริษัทเซลล์ในแอฟริกา เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ก็สมัครเป็นทหารของกองทัพอากาศอังกฤษ ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก บาดเจ็บสาหัส ครั้นสงครามยุติ ได้ตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารอากาศอังกฤษประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา

โรอัลด์ เริ่มเขียนเรื่องสั้นจากการชักนำของนักเขียนชื่อดังคือ ซีเอส.ฟอร์เรสเต้อร์ ขณะที่ดาห์ลเป็นผู้ช่วยทูตทหารอากาศในสหรัฐอเมริกานั่นเอง เพียงเรื่องแรกก็ได้รับความสำเร็จอย่างยิ่ง จากนั้นจึงเขียนหนังสือเรื่อยมา โดยเขียนทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาว

เมื่ออายุมากขึ้น โรอัลด์ ดาห์ล หันมาเขียนวรรณกรรมเยาวชน และปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านวัยเยาว์ทั้งหลาย จนอาจกล่าวได้ว่า ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางทุกประเทศทั่วโลก และประเทศที่มีการแปลหนังสือจากภาษาอังกฤษสู่ภาษาของตน แทบจะไม่มีชาติใดในจำนวนเหล่านั้นที่ไม่รู้จักชื่อ โรอัลด์ ดาห์ล

โรอัลด์ ดาห์ล ได้เขียนประวัติชีวิตวัยเด็กใว้ในหนังสือเรื่อง BOY (แปลเป็นภาษาไทย ชื่อ เด็กชายโรอัลด์ ดาห์ล) เรื่องในวัยหนุ่มเมื่อเริ่มทำงานและเป็นนักบิน เขียนไว้ในเรื่อง Going Solo (ฉบับแปลภาษาไทยชื่อ บินเดี่ยว )และเขียนเล่าเกี่ยวกับการเริ่มเป็นนักเขียน วิธีการทำงานเขียนหนังสือในระยะแรกชื่อหนังสือ the Wonderful Story of Henry Sugar and Six More (ฉบับแปลภาษาไทยชื่อ เรื่องแรก)

คติพจน์ของเขาเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ คือ

My candle burns at both ends

เทียนของข้าไหม้จนดับไป

It will not last the night

แต่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในคืนนี้

But ah my foes and oh my friends

โอ้ทั้งเพื่อนรัก และศัตรู

It gives a lively light.

นั่นคือแสงแห่งการมีชีวิตอยู่ของข้า .

(พากย์เสียงภาษาไทยโดย เชฟเรน ขนมปังอาบยาพิษ)

โรอัลด์ ดาห์ล ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน คศ. 1990 ขณะที่มีอายุ 74 ปี หนังสือพิมพ์ เกือบทุกฉบับในโลก เสนอข่าวการจากไปของเขา นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับผู้อ่านที่ติดตามผลงานของนักเขียนชื่อ ‘โรอัลด์ ดาห์ล’

ด้วยจิตคารวะ

Advertisements

10 Responses to “มาทิลดา นักอ่านสุดวิเศษ”

  1. tuleedin Says:

    อา…ไรอัลด์ ดาห์ล
    จะและเล็มวันละนิด…ละนิด…

  2. swordbelt Says:

    อะหะ ท่านนี่รวดเร็วจริงๆ ข้าพเจ้ามี กนกพงษ์ชุดใหญ่เตรียมปล่อย ต้นเดือนหน้า ท่านรอเล็มได้เลย วันนี้ หมดห่วงไปอีก หนึ่ง จรลาละท่าน

    เฟี้ยวๆ

  3. bysoul Says:

    “การศึกษานั้นไซร้คิดให้ถูก เหมือนเพาะปลูกต้นไม้ในกระถาง
    ยังเยาว์อยู่ ผู้ใหญ่ดูไปพลาง พอโตต่างพาไปให้ลงดิน”

    (ม.ล.ปิ่น มาลากุล)

    – – –

    โชคดีที่ข้าพเจ้าอายุอานานเกิน 15 ปีมากว่ารอบหนึ่งแล้ว
    ไม่เช่นนั้นคงได้อดอ่านเล่มนี้กันพอดี .. อิอิ

  4. แลกกันอ่าน : มาทิลดา นักอ่านสุดวิเศษ « bookblogstorage Says:

    […] (อ่านต่อ…) […]

  5. ประกายดาว Says:

    เรื่องบางเรื่อง ก็น่าสนใจที่ความไม่น่าเชื่อนี่ละค่ะ

    อยากเขียนบ้าง แต่ตอนนี้มีงานใหญ่ต้องทำ Y_Y

    แต่จะมาเขียนแน่นอนค่ะ

  6. เรด้าร์ Says:

    เหอๆ

  7. ขายยานอนหลับ Says:

    ขายยาเซ็กส์ ยานอนหลับโดมิคุม อัลปราโซแลม ชนิดน้ำ เม็ด ยาสลบพ่น ทิงเจอร์ขาว ยาเสียสาว ยาป้ายสลบ-มึนงง
    ราคายุติธรรม

  8. ขายยานอนหลับ Says:

    Pretty section of content. I simply stumbled upon your website and in accession capital
    to say that I get actually loved account your weblog posts.
    Anyway I will be subscribing on your augment or even I fulfillment you get right of entry to constantly rapidly.

  9. 402180818939897 Says:

    My candle burns at both end. อย่าตรากตรำทำงานหนักเลยทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่หลับไม่นอนเหมือนจุดเทียนทำงานตอนกลางคืนเทียนมอดไหม้จนหมดและคนก็จากโลกนี้ไปพร้อมๆกัน

    สมัยก่อนบ้านเมืองไม่มีไฟฟ้าใช้ต้องจุดเทียนในการทำงานเวลากลางคืน

  10. มาดามวิลเลี่ยม Says:

    เยี่ยม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: