ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘เรื่องสั้น’

ณ รัก (๔) : เสื้อหนาว

พฤศจิกายน 11, 2009

L-04-h

ฤดูหนาวเดินทางถึงช้ากว่ากำหนด เล็กน้อย
และเมื่อมันมาถึงไม่นาน มันก็ปลิวหายไปอย่างที่ไม่ทันเอ่ยปากทักทาย – แย่ (เขาคิด)

แต่ถึงกระนั้นเขาเองก็มักชอบสวมใส่เสื้อคลุมตัวเก่งเดินไปมาระหว่างวัน โดยเฉพาะหลังเลิกลาจากการงานที่ชวนเวียนหัว

 

(เพิ่มเติม…)

ณ รัก (๓) : ซ่อนแอบ

พฤศจิกายน 11, 2009

 

L-03

ดอกชบากลีบขาวอมชมพู่บานรับแสงแดดยามเช้า เสียงระฆังตีบอกเวลาเข้าเรียน ‘ก๊องๆ’ เด็กในเครื่องแบบวิ่งไปยังหน้าเสาธง ร้องเพลงประจำชาติและ ท่องจำคุณธรรมตามกันและกัน จากนั้นเดินตามกันเป็นแถวเข้าห้องเรียน

 

(เพิ่มเติม…)

ณ รัก (๒) : รอย

พฤศจิกายน 11, 2009

L-02-h

ในร้านหนังสือ  มีบ้างที่เขาและเธอ อาศัยสถานที่นั้น – เดินเล่น – พูดคุย และอื่นๆเท่าที่นึกได้ในเวลาไม่กี่วินาที

บางทีแผนการต่อเวลามักแปรผันตามอารมณ์  มันไม่ถึงกับสร้างความวุ่นวายนัก เพียงเข้าใจและปรับรับความเปลี่ยนแปรได้ทุกขณะ เพียงเท่านั้นคืนวันก็ผ่านไปอย่างราบรื่น

เธอ : หยิบหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม ให้เขาดูว่าดีหรือไม่

เขา : บอกเธอว่า "ไม่รู้แหะ – ไม่เคยอ่าน" และหยิบหนังสือที่เขาอยากอ่านให้เธอดูบ้าง เป็นหนังสือแปล ผลงานนักเขียนชาวญี่ปุ่น

เธอ : มองหนังสือแล้วบอกเขาว่า "ปกสวยดี – ทำไมชอบเลือกแต่ที่ปกสวยละ?" เธอยิงคำถาม

(เพิ่มเติม…)

ณ รัก (๑) : ตามใจ

พฤศจิกายน 8, 2009

in love

เวลาเย็น ความจริงควรเป็นเวลาเลิกงานของใครหลายคน แต่มีบ้างที่บางคนยังต้องอยู่ในที่ทำงาน ภาระหน้าที่ ภัยทางธรรมชาติ หรือความอยากส่วนตัว

เธอ : เขียน จม. ดิจิตอล หาเขา

"ตอนนี้ถึงบ้านแล้ว วันนี้ฝนตกหนัก คุณคงกลับดึกสินะ"

เขา : อ่าน จม. ของเธอ ครุ่นคิด นั่นสินะ ฝนตกหนักแบบนี้ ทางเข้าบ้านคงน้ำท่วม รอให้น้ำลดลงหน่อยค่อยเดินเข้าบ้านดีกว่า ว่าแต่ – ระหว่างนั้น เขาจะทำอะไรดีนะ? (คิด)  เขาอมยิ้ม พิมพ์ จม. ตอบเธอไป

 

(เพิ่มเติม…)

เรื่องสั้น : รูป-รส

มีนาคม 12, 2009

 

021

มันเป็นเรื่องราวประจำยามเช้าของคนปกติ ที่เดินตามทางเท้า ข้างถนน

“ขี้หมา?”

หลานสาวของผมมักชอบตั้งคำถาม มันเป็นเรื่องราวประจำวันอีกเช่นกันของเด็กวัยเรียนรู้ ที่ต้องเดินตามทางเท้า -เหมือนผม

“ใช่จ๊ะ- อุจจาระสุนัข” ผมแหย่เล่น อะไรจะสนุกเท่าการปรุงแต่งความคิดน้อยๆที่กำลังเจริญเติบโต เด็กก็เหมือนบอนไซไม้ดัด เราค่อยๆจัดตัดแต่งให้มันเป็นไปตามที่เราอยากได้ จะทำไม? ผมคิดอย่างนั้น

“สวยนะน้า” เธอยังไม่ลดละสายตาจากกองขี้หมาทรงงาม

“จ๊ะ สวยงามและ ตั้งใจ” ผมหยุดมองพร้อมกับเธอ เวลาแห่งการเรียนรู้ของเด็กสำคัญเสมอสำหรับผม เราไม่ควรปล่อยให้เด็กต้องอารมณ์ค้างเมื่อเข้าต้องการศึกษาเรียนรู้ การผลักดันเป็นหน้าที่โดยชอบธรรมของน้าต่อหลาน

“หนูดูสิ มันต้องตั้งใจอย่างมาก ถึงสามารถเรียงร้อยกองอุจจาระกองนี้เป็นเกลียวม้วนกลมงาม”

หลานสาวเงยหน้าขึ้นมองผม ผมยิ้มให้อย่างน้าชายที่ใจดี “คนเราจะทำอะไรก็ต้องมีความตั้งใจรู้มั้ย” ผมสอนหลานสาวต่อ

“ค่ะ หนูจะตั้งใจ” เธอรับคำง่ายดาย ทว่าความตั้งใจของเด็กนั้นแสนยากเย็นในโลกของผู้ใหญ่ ผมนึกถึงความตั้งใจในวัยเด็กมากมายที่อยากทำ แต่ถูกผู้ใหญ่ขัดขวาง เด็กๆคล้ายเป็นผุ้ขออยู่อาศัยร่วมโลกกับผู้ใหญ่ โลกของเด็กและโลกของผู้ใหญ่บางครั้งก็ไม่ค่อย ประนีประนอมซึ่งกัน

“ปะ- รีบกันดีกว่าเดี้ยวจะสายนะ” ผมเร่งหลานสาว ให้ผละจากกองขี้หมากองงามนั้น เวลาของการประนีประนอมจบลงชั่วขณะ ผมต้องพาเธอไปฝากไว้กับโรงเรียนโดยที่ไม่ได้มีหลักประกันอะไรเลยว่าสิ่งที่เธอเรียนในนั้นจะสามารถทำใหเธอใช้ชีวิตในสังคมภายนอกได้อย่างสอดคล้องและมั่นคงทางจิตใจ

เราถูกสอนให้ท่องนั้นเขียนนี้โดยที่เราก็แทบไม่รู้ที่มาที่ไปของมันเลย เวลามีน้อยสำหรับครุ่นคิด แต่มีมากมายเหลือเฟือสำหรับกองหนังสือสำหรับท่องจำ ผมเคยนึกหวาดหวั่นอยู่เหมือนกันว่า หากเธอ(หลานสาว) ของผมเติบโตขึ้นมา ในชั้นเรียนลำดับที่สูงขึ้น ในเย็นวันใดวันหนึ่งเธอถือสมุดการบ้านเดินเข้ามาถามผม แล้วผมตอบในสิ่งที่โรงเรียนสอนไม่ได้ ความรักศรัทธาที่มีต่อน้าของเธอจะสูญสลายหายไปเพียงใด

แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาเสียเวลาขบคิดตอนนี้ ผมโบกมือบ้ายบายเธอ ในขณะที่ร่างน้อยๆเดินลับหายไปในโรงเรียนอนุบาล

ความตั้งใจน้อยๆของผม

ย่ำเย็น- เด็กหลายๆคนเฝ้าคอยการมาของรถขนมและเงินในกระเป๋าของพ่อแม่ ผมเดินผ่าความโกลาหลของเสียงหวีดร้องคร่ำครวญของกิเลส อัตตา สัญญา อุปทาน มันจับต้องไม่ได้ และไม่ใช่ว่าใครจะรับรู้ถึงความมีอยู่ของมัน ถึงแม้จะถูกสั่งให้ท่องจำมาแต่ยังเด็กก็ตามที

“รอน้านานมั้ย?” ผมถามเมื่อเจอหลานสาวนั่งหน้างอที่โคนต้นหูกวาง

“ทำไมหน้างอแบบนี้ละ ไม่สวยเลยนะรู้มั้ย” ผมนั่งยองๆให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับสายตาของเธอ

“วันนี้หนูถูกครูดุ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าก้มมองพื้นดินราวกับว่ามันเป็นที่พึ่งแห่งสุดท้ายทางจิตวิญญาณ

“เพื่อนหัวเราะหนูตอนครูดุ”

ผมเริ่มเข้าใจสถานการณ์ มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคมเฮงซวยที่ชอบหัวเราะเยาะความผิดพลาดของคนอื่น เมื่อเราดูทีวีเราสามารถพบภาพเหตการณ์เหล่านี้จนชินไปในหัวใจ ในนั้นมีเสียงหัวเราะดังนำขึ้นมาก่อน แม้บางครั้งดูไม่เป็นเรื่องตลกเราก็หัวเราะตามๆกันมา โดยไม่สนใจในเนื้อหาสาระของมันเลย ความเฮงซวยก็ทำตามๆกันมาด้วยความเคยชินเช่นกัน

“หนูทำอะไรผิดล่ะ ครูถึงดุฮื-อ” ผมลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน จากนั้นกอดเธอไว้ข้างกาย เด็กที่ไม่มีพ่อกับแม่ลองเจอเรื่องแบบนี้มันสาหัสเกินไป – เกินไปจริงๆ

“หนูไม่ได้ทำอะไรผิด หนูตั้งใจ – ความตั้งใจคือความงดงามไม่ใช่เหรอน้า”

ผมหายใจติดขัดเหมือนกันเมื่อเจอคำถามนี้ ผมไม่ฉลาดเพียงพอสำหรับบางเรื่อง ผมเริ่มเห็นเค้าลางในความกังวลเมื่อตอนเช้าแล้ว ผมจะแนะนำเธอได้ยังไงในเมื่อผมยังโง่อยู่ ทำไมไม่มีครูคนไหนสอนผมเลยว่าการเลี้ยงหลานมันต้องทำอย่างไร ผมตอบคำถามนี้ไม่ได้ ผมโง่ ผมควรโดนหัวเราะจากเด็กในห้องแทนเธอ ผมสมควรโดนคุณครูของเธอดุด่า คนที่สมควรไม่ใช่เธอ หากแต่ควรเป็นผม

ผมสับสนมึนงง ขณะนั้นเองผมเหลือบมองเห็น ถุงใส่ขนมเล็กๆที่เธอกุมไว้ในมือ

“อะไรเอ่ย?” ผมหยอกถามเธอเพื่อหันเหเรื่องราว

“วันนี้เรียนทำคุ๊กกี้ค่ะ” เธอยิ้มเมื่อผมถามถึง

“อร่อยมั้ย ท่าทางน่าอร่อยนะ- ขอน้าชิมได้มั้ย?”

“อร่อยค่า – ตั้งใจและงดงามด้วย”

เธอหยิบคุ๊กกี้ในถุงเล็กๆออกมาให้ผมหนึ่งชิ้น รูปร่างของมันคล้ายเคียงกองขี้หมาที่พบเจอเมื่อยามเช้า เป็นก้อนกลมๆม้วนเป็นเกลียวค่อยลดหลั่นเรียงทับทีละชั้น ผมเห็นถึงความตั้งใจของเธอ สาบาน ผมเห็นความตั้งใจของเธอจริงๆ  ผมเริ่มสานต่อเรื่องราวในใจ ในขณะที่ส่งขนมคุ๊กกี้รูปร่างคล้ายกองอุจจาระสุนัขเข้าปาก

“อืมม์- อร่อย รสชาติดี” ผมบอกเธอ ด้วยความสัตย์จริง

เธอยิ้ม พร้อมหยิบอีกหลายชิ้นส่งมาให้ผม เธอบอกว่าเพื่อนๆในห้องไม่มีใครยอมชิมคุ๊กกี้ที่เธอทำเลย แม้แต่คุณครู ผมมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ผมกล่าวในใจขณะที่มืออีกข้างลูบไหล่และหลังเธอเบาๆ

พระอาทิตย์ดวงกลมสีแดง แซมสีชมพูออกช้ำๆลงทุกขณะนาที ลึกแล้วมันมองดูเหมือนเวลาเศร้าสร้อย แต่ในตัวมันเองขณะเดียวกันก็ยังคงมีความอบอุ่นแฝงอยู่

ใช่ ความตั้งใจนั้นงดงามเสมอ โดยเฉพาะ ความตั้งใจน้อยๆ

 

ของผม…

เรื่องสั้น : ขลานาคิม (๒)

กันยายน 10, 2008

เรื่องสั้น : ขลานาคิม (๒)

เรื่องสั้นเชิงทดลอง ร้อยเรียงจากทัศนะการอ่านหนังสือ
เนื้อหาจบในตอน (อ่านตอนที่แล้ว)

ตอนที่ ๒ พาขลาไปตากลม

เปลวแดด-สาดผ่านช่องเล็กของรอยปลิแยกของผนังไม้ซ้อนเกล็ด เห็นได้เป็นแนวลำแสง เรือนไม้เงียบสงบเสมอมา ไม่ว่าเวลาใด มีเพียงเสียงกระซิบเบาๆของลมเท่านั้นที่ไม่เคยเงียบเหงา

นาคิมอุ้มร่างน้องสาวออกมาจากเรือน

“นั่งตรงไหน” เด็กชายสอบถาม
“ตรงโน้น” เด็กหญิงขานไข

“ไกลนะนั่น..”
“แม่นแล้ว”

“ใจร้าย” เด็กชายโรยถ้อยความคล้ายรำพึง ใบหน้าซ่อนยิ้มไว้ภายใน

ขลาดีใจที่วันนี้ได้ออกมานั่งในที่โล่ง ลมโชยผ่านพุ่มดอกแก้ว กลิ่นหอมเจือความสะอาดเย็น เงาร่มของไทรย้อยริมน้ำระบายพื้นหญ้าหน้าเรือนจนครึ้ม ระหว่างคมแดดและขอบใบ เกิดภาพเงาที่เคลื่อนไหว นาคิมขึ้นเรือนไปจัดการกับชั้นหนังสือของพ่อเงียบๆ อากาศอวลไปด้วยไอชื้นกลิ้นอับของหนังสือไม่ดีเท่าไร หลายวันเหลือเกินที่ไม่มีแดดสดทอดกายให้ความอบอุ่นแก่เรือนหลังน้อย ฝนตกหนักบ้างเบาบ้างบางครั้งเพียงโปรยเบาบางได้ทั้งวัน

เวลาเช่นนั้น ขลาจะนั่งมองเม็ดฝนหยดลงผ่านร่องหลังคาทุกวัน ส่วนนาคิมมักนั่งมองสายน้ำและเรือลำเล็กที่แจวผ่านไปมา ซึ่งก็นานๆครั้งที่จะได้เห็น เพราะการสัญจรทางเรือนับวันยิ่งน้อย ขลาส่งยิ่มให้พวกเขาทุกครั้งที่เห็นพายเรือผ่านมา หากแต่ในใจเธอหม่นหมอง นาคิมเข้าใจว่าน้องอยากส่งยิ้มให้ใครบางคนที่จากไปนานแสนนาน

“นาคิม” เสียงขลาเอ่ยขึ้นลอยๆ คล้ายต้องการบางอย่าง

“หือ..” เด็กชายเพียงส่งเสียงรับ ขณะเดียวกันนั้น ยกหนังสือกองหนึ่งออกมาผึ่งแดดตรงชานเรือน ไม่ห่างนักจากที่ขลานั่งเล่น

“วันนี้ไม่ทำงานที่ร้านป้านวลเหรอ?” เป็นคำถาม

“ไม่ล่ะ วันนี้ป้าแกมีคนช่วยเยอะแล้ว แกเลยให้พี่กลับมาที่เรือนไม้”

“ใคร?”

“ลุงไท แกกลับมาจากกรุงเทพ เห็นว่ามาอยู่สองสามวัน”

นาคิมหันมาสนใจหนังสือในชั้นต่อ ปล่อยให้คำตอบของตนลอยหายไปในสายลม เขาไม่อยากพูดเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับคนที่มาจากกรุงเทพ ขลาอยากถามต่อแต่เห็นท่าทางพี่ชายจึงได้แต่เงียบ หันมามองชายริ้วสายของไทรหวิวไหวไปมา ในดวงตานั้นสะท้อนเงาไหวของสายน้ำขรึมสงบสำรวม ขลานึกถึงการเดินทางของเจ้ากระต่ายหนุ่ม เอ็ดเวิร์ด ทูเลน หากเธอสามารถหรือมีโอกาสเป็นได้เช่นนั้นก็คงดีไม่น้อย

คงจะดีไม่น้อยหากเธอได้นั่งมองดาวและเรียนรู้ชื่อเรียกไปพร้อมกับลอว์เรนซ์และคุณนายเนลลลี ฟังเธอเล่านิทานก่อนนอน และยามเย็นนั่งมองคุณนายทำขนมปัง เจ้าหมาลูซีวิ่งวนไปมารอบบ้านส่งเสียงรื่นเริง บูลนั่งอยู่ตรงระเบียงด้านหน้าโดยไม่ต้องออกเดินทางพเนจรไปแห่งหนใด ไม่ต้องเจ็บปวดใจเมื่อต้องโดนไล่ออกจากโบกี่รถไฟ เสียงเพลงของบูลทำให้ไบรซ์คลายเหงาเมื่อเขากำลังคิดถึงน้องสาว ซาราห์รูธกอดเจ้าแจงเกิ้ลสแนบแน่นในทรวงอก คือภาพฝันในห้วงคำนึงของไบรซ์

ทำไมนะ? เธอคิด ทำไมคนเราถึงมีในสิ่งที่อีกคนขาด ทำไมแต่ละคนจึงได้ขาดแคลนในสิ่งที่คนอื่นมี หากพวกเขาได้มาเจอกัน ได้อยู่ร่วมกัน แบ่งปันในสิ่งที่เขาแต่ละคนต่างมี อาทรต่อกัน ความทุกข์บนโลกคงน้อยลง ลอว์เรนซ์และคุณนายเนลลีคงไม่เศร้าสร้อยที่ลูกของตนไม่อยู่บ้านเพราะมีไบรซ์ค่อยดูแลและคลายเหงา และทั้งหมดนั่งมองดูดาวยามราตรีโดยมีเสียงเพลงของบูลขับขาน ความสุขถูกนำมาเชื่อมต่อด้วยสายใยรัก

มันคงดี – ขลาคิดและยิ้มในใจ

ขลานึกถึงนิทานของเจ้าหญิงเลอโฉมผู้ไม่มีความรัก ผู้ถูกแม่มดในป่าสาปให้เธอกลายเป็นหมู นิทานเรื่องนี้จบโดยไม่มีความสุข เพราะเจ้าหญิงไม่มีความรัก โลกนี้จะเป็นยังไงนะถ้าไม่มีความรัก ไม่มีความห่วงใย มนุษย์ควรถูกลงโทษให้ต้องพลัดพรากจากสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นค่าเสียบ้าง เพื่อที่เขาจะได้เรียนรู้ถึงความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของความรัก ความห่วงหาอาทรต่อกันและกัน เหมือนตอนจบของเรื่องราวเจ้ากระต่ายน้อยเอ็ดเวิร์ด

เมื่อเอ็ดเวิร์ดเข้าใจและศรัทธาในความรักแล้ว สายใยของความรักจะนำพาสิ่งที่ได้พลัดพรากจากไปแสนนานกลับมาหามันอีกครั้ง เมื่อเอ็ดเวิร์ได้พบอะบีลีน เจ้าของคนแรกของมัน เป็นการจบเรื่องราวที่มีความสุข

“คิดอะไรอยู่?” เสียงของนาคิมปลุกขลาให้ตื่นจากห้วงคิด

“ขลารักพี่ค่ะ” เธอตอบและซ้อนยิ้มในแววตา

นาคิมประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มรับรักจากน้องสาว ขลาหยิบดอกไม้ที่หล่นอยู่บนพื้น ปัดดินที่เกาะอยู่ตามกลีบอย่างถนอมอ่อนโยน “อะ.. ให้” พร้อมยื่นออกไปให้พี่ชาย

เธอรักพี่ชาย เธอมีความรักให้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ธรรมชาติที่โอบกอดรอบรายตัว – ความรักทำให้ตอนจบของเรื่องมีความสุข – เธอคิดเช่นนั้นขณะที่นาคิมเอื่อมมือมาหยิบดอกไม้จากมือของเธอ และส่งยิ้ม

ขลานั่งตากลม ตาก ลม โชยอ่อนจนถึงเวลาที่สุริยาอัสดงลงลับชายขอบของเส้นตัดท้องฟ้า