ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘หนังสือหนังหา’

เรื่องของเรา : คณะพลเมืองเรื่องสั้น

พฤศจิกายน 7, 2009

 

IMG522

 

 

 

 

 

เรื่องของเรา : 9 Short Stories

โดย : คณะพลเมืองเรื่องสั้น

(เพิ่มเติม…)

Bakery Attack : Haruki Murakami

พฤศจิกายน 5, 2009

IMG520

 

 

 

THE SECOND

BAKERY ATTACK : คำสาปร้านเบเกอรี่

รวมเรื่องสั้น แปลจากงานเขียนของ ฮารูกิ มูราคามิ

ชุด แฟนมูราคามิรวมหัว ๒/๓

(เพิ่มเติม…)

หนังสือหนังหา : เหมือนหนึ่งนกที่จากรัง : รพินทรนาถ ฐากูร

มีนาคม 20, 2009

 

DSC01172

เหมือนหนึ่งนกที่จากรัง : รวมเรื่องสั้น

รพินทรนาถ ฐากูร : เขียน

เรืองอุไร – กรุณา กุศลาสัย : แปล

สำนักพิมพ์ : แม่คำผาง

อากาศร้อนเป็นปกติดังวานวัน ภาระกิจแม้เร่าร้อนทว่าไม่อาจกระทำอันใดจิตใจข้าพเจ้าได้-ในขณะนั้น ด้วยเรือนใจเหนื่อยล้าเกินไปที่จะรับเอาความทารุณนั้นไว้ใน-จิตใจ

เหนื่อยจนหลับไหลได้มันเป็นเรื่องดีอย่างนี้เอง (ข้าพเจ้ารำพึง) แต่นั่นก็เป็นเพียงระยะเวลาไม่กี่นาทีหรือกินเลยไปเป็นชั่วโมง  ขอเพียงหลับนอนผ่อนคลายให้กายได้หยุดทำงานเสียบ้าง ธรรมชาติมักซ่อมแซมส่วนสึกหรอภายในอย่างเงียบงัน

เมื่อความมืดและสงัดทำงาน จึงมีเวลาหยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งได้มาโดยบังเอิญ เล่มนี้จะว่าไปแทบจะไม่พบเห็นตามแผงหิ้งวาง เพราะเจอะเจอว่านอนกองราบไปกับพื้นทางเดินเล็กๆ ในบุ๊คสโตร์แห่งหนึ่ง

ต้องยอมรับว่าช่วงนี้ข้าพเจ้ามักชอบเดินเซาะหาหนังสือเก่าๆมาอ่าน ยิ่งเวลาอ่านงานเขียนของใครหลายๆคนแล้วมีช่วงบางช่วงได้เอ่ยถึงหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งขึ้นมา ทำเอารู้สึกคันเนื้อตัวอยากหามาอ่าน ซึ่งนั่นเป็นกิเลสอย่างเดียวที่ข้าพเจ้าไม่อาจสละวางมันได้

เหมือนหนึ่งนกที่จากรัง เป็นเรื่องราวของ สองศรีพี่น้องและการกลิ้งลงมาของปรัชญาร่างเล็ก สืบเนื่องจากนั้นคือการต่อยตีที่ทำให้คนเป็นพี่ต้องเสียน้ำตา ความเคียดแค้นผลักดันความคิดให้หลงผิดเสมอ ผะติก(พี่ชายวัยสิบสี่) ภายหลังจากทะเลาะกับน้องชาย เขาตัดสินใจอย่างไม่ได้ไตร่ตรองเลยเมื่อพี่ชายของมารดาเดินทางมาเพื่อขอรับเด็กคนใดคนหนึ่งไปเลี้ยงที่บ้าน ในเหตุผลที่ว่า น้องสาวนั้นเป็นม่ายและต้องเลี้ยงลูกถึงสองคน อาจเป็นการลำบากอยู่

จากชนบทสู่เมือง ผะติกใช่ว่าเป็นสิ่งที่คนเมืองโหยหา ในบ้านเมืองเรือนตึกทั้งหลาย คล้ายเป็นกรงขังขนาดมหึมา ที่กักขังเขาไว้ได้มีเพียงอัตตาแลไมตรีของลุงผู้ซึ่งเดินทางไปรับเขามา ซึ่งนอกจากลุงของเขาแล้ว ทุกอย่างรอบกายคล้ายตั้งหน้าตาเป็นศัตรูกันเขาไปเสียหมด จนเมื่อผะติกเริ่มไม่ไหวแล้วในการต้านรับ เขาจึงออกเดินทาง แต่นั่นก็ใช่เป็นจุดสิ้นสุด

พอพลบค่ำ มีรถยนตำรวจคันหนึ่งแล่นมาจอดที่หน้าประตูบ้านพิศัมพร ฝนยังคงตกพร่ำๆอยู่ พื้นถนนนองไปด้วยน้ำ ตำรวจสองคนช่วยกันอุ้มผะติกมาวางไว้ตรงหน้าพิศัมพร ร่างกายของผะติกเปียกโชกตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า มีโคลนเปอะมอมแมมไปทั่วทั้งตัว ใบหน้าและนัยน์ตาของเขาแดงก่ำ ด้วยความร้อนของพิษไข้ มอเท้าสั่นอยู่ตลอดเวลา พิศัมพรอุ้มร่างหลานชายแล้วพาเข้าไปในบ้าน พอเห็นเขา ภรรยาของเขาก็ส่งเสียง อุทานขึ้นทันทีว่า

“แหม! เจ้าเด็กคนนี้ช่างสร้างความยุ่งยากอะไรเช่นนี้ เมื่อไรเธอจึงจะส่งเขากลับไปบ้านช่องเสียที?”

ผะติกคงแว่วได้ยินคำพูดของป้า จึงพูดออกมาด้วยอาการสะอื้นว่า

“ลุงครับ ผมกำลังจะกลับบ้านอยู่แล้ว แต่เขาไปลากผมกลับมาทำไมก็ไม่รู้”

ท้ายสุดของบทจบเรื่องราวมักเศร้าสร้อยสะเทือนใจ ด้วยแท้จริงแล้วส่วนลึกในอาณาเขตแดนใจของญาติมิตร คงมีเพียงความรักยิ่งเสมอ หากแต่เมื่อเราอยู่ร่วมกันกลับไม่แสดงความรักอันล้ำลึกเหล่านั้นต่อกันเล่า ไฉนจึงต้องรอเวลาใด รอโอการวาระใด เพื่อเศร้าโศกสลดไห้

เนื้อความเพียงไม่กี่หน้าวรรคตอน หากแต่สะท้อนแนวคิดแลเรื่องราวอย่างกระชับและเรียบง่าย ถามว่าอ่านเล่มนี้แล้วได้อะไรมากกว่าเนื้อหาในเรื่องสั้น อืมม์

เรื่องราวเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีของอินเดียฮินดูพรามณ์ ก็เป็นสิ่งที่สอดแทรกในเนื้อหาตลอดเกือบทุกเรื่องที่อ่าน บางเรื่องราวอ่านแล้วต้องย้อนมองเปรียบเทียบกัน ความเป็นไปในสังคมบ้านเรา ความเชื่อและสิ่งยึดถือ ในทางปรัชญาและศาสนา

หากใครที่อยากลองอ่านลองศึกษาเรื่องสั้นในฉากหลังที่ต่างไปจาก บรรยากาศบ้านเรา หรือฝั่งอเมริกา ยูโรป หรือทางญี่ปุ่น แล้วละก็ งานเรื่องสั้นในทางอินเดียนั้น ก็นับได้ว่าน่าสนใจให้ลองหามาอ่าน เพื่อดูจังหวะการเรียงร้อยภาษาเหมือนกัน

ฝนไม่ตก แต่ลมภายนอกเย็นพอดู สงสัยว่าคงหอบเอาความชื่นจากสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งมาเป็นแน่

ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเรื่อยไปจนไม่รู้สึกว่า ความร้อนภายนอกมีผลในจิตใจ

 

-จบบันทึกการอ่าน-

หนังสือหนังหา : ปริศนาแห่งหิมพานต์

พฤษภาคม 23, 2007

978.jpg

ปริศนาแห่งหิมพานต์ : พิศณุ ศุ ภ.

นรกสวรรค์ และพรหมโลก สามดินแดนที่เฉียดใกล้ประตูนิพพาน

“ชีวิตมนุษย์ดุจความฝันดั่งมายา ดั่งเป็นจริง ท่านแน่ใจหรือว่า ขณะนี้มิได้กำลังฝันไป
โลกตื่นหรือโลกฝันกันแน่แท้จริง”

-วาทะของเลี่ยจื่อ-

“หิมพานต์” นับเป็นสถานที่ๆข้าพเจ้าใฝ่ฝันอยากเดินทางเข้าไป นั่นเป็นภาพฝันตอนเมื่อยังเด็กครั้งที่ยังนั่งอยู่หน้าจอดูละครย้อนยุค สี่กุมาร พระทินวงศ์ สุวรรณสาม หรือเรื่องอะไรมากมายจำไม่ได้ ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานั้นล้วนมีฉากหลังเป็นภาพของไตรภูมิตามความเชื่อทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

ไม่ว่าจะเป็นเมืองบาดาล ดินแดนวิมานสวรรค์อันเป็นถิ่นอาศัยพำนักของเหล่าทวยเทพเทวดา ที่ชอบจุติลงมาเมืองมนุษย์ เพื่อลองใจหรือประทานพรตามที่ได้สัญญากับผู้คนเอาไว้ หรือเป็นองค์อินทร์เสด็จลงมาตีฮ๊อกกี้บนหลังม้า ไหนจะพระมเหสีที่อยู่ดีๆท้องก็ป่องออกมาเพราะเทวดามุดหัวเข้าไปเกิดกำเนิดเป็นโอรสสวรรค์ สมัยก่อนไม่มียาสตรีเบนโลคงได้แต่อ้างว่ามีนิมิตฝันว่าเทวะเทวาจะมาเกิดในครรภ์ แถมยังมีมารตามมาเกิดตามล้างตามเช็ดกันถึงเมืองมนุษย์ เดือดร้อนถึงฤษีตาไฟใส่แว่นโอ๊คเล่ต้องออกโรง สั่งสอนวิชาและสรรพาอาวุธให้กับโอรสสวรรค์

ฮ้วย!! ไม่ว่าเมืองสวรรค์หรือแดนมนุษย์มันก็วุ่นเหมือนยุงตีกัน ทำไมคนเราถึงอยากไปเกิดบนสวรรค์กันจังนะ

เมืองสวรรค์เมืองมนุษย์ใกล้ชิดติดกันราวกับเป็นเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เพิ่งมาบอกตอนนี้ แต่บอกมานานแล้ว หลายร้อยปีโดยผ่านความเชื่อเรื่องไตรภูมิ

เรื่องราวมหัศจรรย์ล้ำลึกเหนือจินตนาการมากมายแทรกร่างอยู่ในป่าหิมพาน์ต์ ครั้งเมื่อเห็นหนังสือเล่มนี้หนแรก ผมหยิบขึ้นมาอย่างไม่รั้งรอ เปิดผ่านๆรอบหนึ่งก่อนเพียงเช็คว่าเหมือนหนังสือวิชาการที่มีแต่ศัพท์แสลงสำนวนชวนเวียนเกล้าหรือไม่

อ่า.. สำหรับเล่มนี้ไม่แหะ ตลอดเส้นทางที่ผู้เขียนพาท่องไปในโลกภูมิทั้งสามและสวรรค์ชั้นพรม ด้วยสำนวนภาษาติดตลกผสมผสานกับเรื่องราวในความเป็นจริงและวิเคราะห์ตามเหตุตามผลได้อย่างน่าสนใจ ผมเองก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าจะอ่านรวดเดียวจนจบโดยไม่ต้องหยิบเล่มอื่นมาคั่นเวลาเลย

จะว่าไปพออ่านจนจบหน้าสุดท้ายผมเองยังคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเรียกว่าพาเดินท่องไปในไตรภูมิเสียมากกว่า เพราะเนื้อหาส่วนของป่าหิมพานต์มีอยู่นิดเดียวจริงๆให้ตายเถอะจ๊อด แต่ว่ามันก็ยังยอดมากอยู่ดี เพราะมันทำให้ผมรู้เรื่องราวของไตรภูมิเพิ่มมากขึ้น

เมื่อก่อนก็เคยเข้าใจว่าไตรภูมินั้นเป็นเรื่องของ โลกมนุษย์ สวรรค์ นรก แต่แท้จริงแล้วไตรภูมิกลับเป็นมีความหมายของภูมิแตกต่างจากที่เราคิด ภูมิทั้งสามคือ

กามภูมิ อันมี สุคติภูมิ ๗ บวกกับ อบายภูมิ๔

จากนรกขุมแปด มหาอเวจีจนถึงสวรรค์ชั้น๖ ปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ (แดนแห่งอิสระ สวรรค์ชั้นสูงสุด) ทั้งหมดเป็นอยู่ในชั้นกามภูมิเท่านั้น ในความคิดผมแล้ว ภูมิต่างๆในชั้นกามภูมินี้ล้วนเปรียบได้กับจิตใจคนในสภาวะต่างๆ ที่เขาว่าสวรรค์ในอกนรกในใจก็คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินเลยไปจริงๆ เพราะสวรรค์กับนรกอยู่ใกล้กันจนเกือบเป็นญาติกันอยู่แล้ว

นึกเอาง่ายๆ อกหักอยู่ดีๆกิ๊กเก่าโทรมา วาบเดียวนั้นก็เหมือนกับนางอัปสรร่อนร่างลงมากระชากจิตออกจากขุมนรกขึ้นไปท่องเล่นในแดนสวรรค์ แต่พอรู้ว่าเธอโทรมาทวงตังที่ยืมไป ดวงใจก็พลันตกมาอยู่ในนรกอีกหน ดูเถอะครับ การเดินทางไปสวรรค์กับนรกนั้นช่างว่องไวกว่ารถไฟฟ้าสายสีใดๆในโลกจริงๆ

วิมานแห่งรูปพรหม มีทั้งหมด๑๖ขั้นพรหม เดาเอาตามขมองน้อยๆของกระผมว่า อาจหมายถึงสภาวะจิตที่หลุดพ้นจากสภาวะของกามภูมิ ประมาณว่าสามารถละซึ่งอุปทานและอายตนะทั้งหกจนหมดสิ้น ดวงจิตที่อยู่ในชั้นพรหมจึงนิ่งสนิทไม่เคลื่อนไหวใดๆสิ้นตราบชั่วกัลป์เลยละครับ

อรูปพรหม ชื่อก็บอกแล้วขอรับว่าไร้รูปไร้อัตตา ไม่ยึดติดกับใดๆในโลกทั้งสิ้น เป็นชั้นสุดท้ายของภูมิทั้งสาม เพราะเหนือขึ้นไปในผังแสดงไตรภูมิ สูงสุดคือนิพพาน คือดับสิ้นแล้วทุกอย่าง ไม่เกิดก็ไม่มีดับ หลุดพ้นจากวัฏสงสารโดยสิ้น

มิน่าเล่าคนเราถึงอยากจะไปอยู่แค่สวรรค์ชั้นหกชั้นเจ็ด เพราะเหนือกว่านั้นไม่ทราบว่าชีวิตดูน่าเบื่อเพียงใด แต่จะว่าไปแล้วหนังสือเล่มนี้ก็นำพาผมให้หลงไปรู้จักกับเจ้าหนุ่มกามนิต ผู้เปิดตำนานรักข้ามภูมิทั้งสาม ซึ่งในเรื่องกามนิตนั้นผมเห็นว่าได้อธิบายภาพของวิมานของพรหมได้สวยงามและเห็นชัดยิ่ง (ซึ่งจะเล่าให้ฟังในครั้งต่อไปครับ)

เรื่องราวมากมายในหนังสือเล่มนี้หากจะให้เล่าทั้งหมดคงต้องแบ่งเป็นหลายภาค และจะว่าไปหนังสือเล่มนี้ก็เป็นธรรมมะย่อยง่ายถ่ายสบายอีกเล่มหนึ่งสำหรับ คนที่อยากเรียนรู้ธรรมมะเบื้องต้น แต่อาจจะแทรกซึมอยู่ในเนื้อหาเสียจนไม่รู้สึกเลยก็ว่าได้ว่าผู้เขียนแอบใส่ธรรมมะไปในสมองไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ด้วยภาษาเพรียวลมลื่นไหลทำให้อ่านแล้วเพลิน ทั้งภาพประกอบก็สมบูรณ์และเห็นภาพได้ง่าย

เรื่องราวของแกนจักรวาล อสุราและเหล่าเทวดาทั้งหลาย ที่มาที่ไปของดาวประจำวัน ทวีปทั้ง๔ อันลอยในมหานทีสีทันดรสมุทร นรกภูมิ สวรรค์ชั้นฟ้า รอให้ท่านได้ทัศนศึกษาไปกับหนังสือเล่มนี้แล้ว โดยมีผู้พาทัวร์อารมณ์ดีบอกเล่ากล่าวความไม่ให้พวกท่านเบื่อหน่ายแน่นอนขอรับ

ที่ต้องบอกเล่าหนังสือเล่มนี้ เพราะเป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่ได้อ่านเล่มนี้ก่อน ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับเจ้าหนุ่มกามนิต และสาวเจ้าวาสิฏฐี ในนวนิยายวรรณคดีอิงพุทธศาสนาฝ่ายลัทธิมหายาน เลยทำให้ระหว่างที่อ่านเรื่องนี้ไม่ต้องนึกภาพมากนัก

จะว่าไปแล้วผมเองก็เลยลืมไปเลยว่าเขียนถึงเรื่องหิมพานต์ (ฮาๆ) คิดเสียว่าโดนผมหลอกให้อ่านเรื่องไตรภูมิก็แล้วกัน เพราะผมก็เพิ่งโดนหลอกมาอีกทีเหมือนกัน (ฮ่าๆๆ..หัวเราะอีกรอบ)

ขอบคุณที่เสียเวลาอ่านขอรับ

ด้วยมิตรภาพเหมือนเคย

หนังสือหนังหา : the old man and the sea

พฤษภาคม 19, 2007

เพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดครับ เดินทางไปกลับหนึ่งวันเล่นเอาเพลียแทบสลบ กลับมาหลับเป็นตาย (อ่อ..แต่ยังไม่ตาย) เมื่อวันจันทร์คล้ายๆมีประโยคหนึ่งแว่วเข้าหู

“มนุษย์นั้นถูกทำลายได้ แต่แพ้ไม่ได้”

ประโยคคลาสสิกที่หลายๆคนชอบยกขึ้นมาพูด ประโยคนี้อยู่ในนิยายเรื่อง “เฒ่าผจญทะเล” งานเขียนรางวัลโนเบลปี๑๙๕๔ ของปาป้าเออเนส เฮมิงเวย์ ช่างบังเอิญที่ผมเองก็เพิ่งอ่านจบไปเมื่อไม่นานเช่นกัน อารมณ์ที่ได้จากการอ่านยังคงอุ่นๆกรุ่นๆอยู่เลย อากาศตอนนี้เย็นๆชื้นอยู่ด้วย เอาเป็นว่ารับเรื่องราวอุ่นๆไปอ่านเสียสักเรื่องเป็นไร

the old man and the sea เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว เป็นเรื่องของชายชราที่บอกตัวเองว่าโชคของเขาหมดไปเสียแล้ว เพราะเขาเองจับปลาไม่ได้เป็นเวลานาน เพื่อนต่างวัยของเขาเอง มาโนลินถูกพ่อแม่ของเธอสั่งให้ไปทำงานกับเรือลำอื่นด้วยเพราะว่าจะได้ค่าตอบแทน

(เพิ่มเติม…)

หนังสือหนังหา : สิทธารถะ

พฤษภาคม 9, 2007

เรียนท่านมารดำที่เสมอต้นเสมอปลาย

ข้าพเจ้าอู้ส่งจดหมายท่านมาสองวันเต็มต้องขออภัยอย่างยิ่ง อาจเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยข้าพเจ้าเลยพลอยฟ้าพลอยฝนแอบอู้งาน(ว่าไปนั่น)

อ่านเรื่องที่ท่านเล่าแล้วให้นึกถึงประโยคๆหนึ่งที่นักกอฟบ้านเราเคยพูดออกโฆษณาทีวี อะไรประมาณว่า “แม้จะไม่ถึงดวงจันทร์แต่ก็ได้อยู่ท่ามกลางดวงดาว” อ่า… นกที่บินเข้าหาดวงจันทร์แล้วเวลามันเหนื่อยมันจะเกาะอะไรละครับเนี้ย สงสัยต้องไปหามาอ่านซะแล้ว

หนังสือมากมายที่ตั้งประเด็นเรื่องการ”แสวงหา” เป็นการเล่าเรื่อง เรื่องที่ข้าพเจ้าจะเอ่ยถึงต่อไปนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นการแสวงหาคำตอบของชีวิตในอีกแบบหนึ่ง เป็นคำตอบที่เกิดจากคำถามที่ว่าสุดท้ายแล้วชีวิตคืออะไร สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไรหนอชีวิต

ผู้ที่ออกแสวงหาผู้นี้ที่ข้าพเจ้าจะเอ่ยไม่ได้เป็นนก แต่เป็นคน เป็นคนที่ช่างสงสัยต่อโลกต่อชีวิตจนเหลือเกิน

sittrta.jpg

สิทธารถะ : siddhartha : นิยายเชิงปรัชญาของนักเขียนรางวัลโนเบล
เฮอร์มานน์ เฮสเส : ผู้เขียน
สำนักพิมพ์ : สร้างสรรค์บุ๊คส์
๑๔๘ หน้า ในราคา ๑๐๐ บาท

สิทธารถะเป็นเรื่องของพราหมณ์หนุ่มรูปงามนามคล้ายกับองค์พระพุทธเจ้า เป็นนิยายอิงพุทธประวัติคลอเหตุการณ์กันไป การเดินเรื่องราวราบเรียบและตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อน ไม่ต้องนอนตะแคงอ่าน ลำดับเรื่องราวเรียงจาก ๑ ไปหา ๑๐ เป็นลำดับไม่ซับซ้อนซ่อนปม มีคติให้ขบคิดตลอดรายทาง ไม่อาร์ทแน่นอนขอรับ

จากเด็กน้อยที่เติบโตในครอบครัวพราหมณ์ ออกจากบ้านเพื่อแสวงหาคำตอบสูงสุดของชีวิต โดยการเป็นสมณะ กับเพื่อรักที่มีนามว่า โควินทะ แล้วทั้งสองก็ต้องแยกจากกันด้วยเพราะโควินทะ เปลี่ยนทางเดินจากสมณะเข้าหาพุทธะธรรมของพระศากยมุณี ณ.ที่สวนเชตวัน ส่วนสิทธารถะเลือกที่จะเดินทางต่อไปเพื่อแสวงหาคำตอบในข้อคำถามที่ตนมีตลอดเวลา

เรื่องราวตรงจุดเปลี่ยนนี้มิได้หมายความว่าสิทธารถะมิได้เชื่อว่า พระธรรมอันที่พระสัพพัญญูพุทธเจ้าแสดงนั้นไม่ได้เป็นธรรมอันสุงสุดที่นำพาผู้ปฏิบัติเข้าสู่ความดับความสงบ หากจะตีความตรงส่วนข้อสนทนาที่พระสมณโคดมมีต่อสิทธารถะก่อนที่สิทธาถะจะออกเดินทางนั้น ข้าพเจ้าลองคิดแบบตื้นๆขอรับ ว่าตาพราหมณ์น้อยนี่ตะแกออกจะดื่อเสียหน่อย

แต่ก็นั่นละขอรับ ตาละพ่อเฮอร์มานน์(ผู้เขียน) แกคงอยากใช้ปากกาของพรมเทพขีดเส้นของการแสวงของสัจธรรมของสมณะพราหมณ์สิทธารถะให้แตกแถวผ้าเหลืองสักหน่อย

สมใจอยากแกละขอรับ สิทธารถะเดินหน้าเรียนรู้โลกกระโจนโต้คลื่นในโลกีย์ซะเมามันส์โดยอาศัยอาวุธที่เธอพกติดตัวแลภูมิใจนักหนาคือ “ฉันคิดได้ ฉันรอได้ ฉันอดได้” แต่เมื่อลงลึกเข้าไปในคลื่นโลกีย์ทุกวี่วันไอ้ที่ฉันคิดได้ ก็เริ่มคิดไม่ออก ไอ้ที่ฉันรอได้ก็เริ่มจะไม่อยากรอ ไอ้ที่อดได้ ก็เริ่มจะหิวง่ายและก็อดไม่ได้

สุดท้ายแล้วสิทธารถะก็จำต้องถอยมาตั้งหลัก คิดใหม่ทำใหม่แบบไม่เดือดร้อนชาวบ้าน โดยพบกับครุทางปัญญาอีกคนคนผู้นี้เป็นคนแจวเรือที่เคบพาสิทธารถะข้ามไปยังฝั่งโลกีย์ คนผู้นี้คือ วาสุเทพ แล้วทั้งสองก็เรียนรู้ซึ่งกันและกัน สิทธารถะค้นพบสัจจะมากมายจากการเฝ้ามองสายน้ำ และฟังเสียงสายน้ำ

จะว่าไปก็เหมือนกับการเรียนรู้จากธรรมชาตินั้นเอง ในยุทธนิยายของท่านโกวเล้งเรื่อง “นักสู้ผู้พิชิต” จอมยุทธจิวฮึงซึ่งโดยนัยเป็นอาจารย์ของปึงป้อเง็กก็ชี้แนะเพลงกระบี่จากสายน้ำนี้เหมือนกัน หรือว่ายุทธนิยายเรื่องนี้กลับได้แนวทางมาจากวรรณกรรมเรื่องสิทธาถะนี้ ข้อนี้ไม่สำคัญเท่ากับเนื้อหาที่ท่านจะได้รับ

ท้ายสุดของเรื่องราวดำเนินจนถึงบทสรูปเรื่องราว ผู้เป็นชาวพุทธอันคร่ำเคร่งคัมภีร์บาลีคาถาอาจไม่สบใจนักกับฉากสุดท้าย หากแต่นั้นแสดงความหมายออกมาได้อย่างเด่นชัดถึงกระบวนการที่จะนำเราไปสู่”ความสงบ”ในจิตใจเราการนำไปสู่”ความดับ”ในภูมินี้ภพนี้ ต่างเพียงแต่ว่าโควิทะเลือกที่จะเกาะชายผ้าเหลืองเดินตามพระธรรม แต่สิทธารถะเลือกที่จะท่องเดินโต้คลื่นเพื่อแสวงหาความสงบด้วยตัวเอง ซึ่งสุดท้ายก็ดับได้เช่นกัน

เรื่องราวโดยย่อก็เป็นประการนี้ละขอรับ ส่วนลายระเอียดหากท่านได้ไล้ตาอ่านเองท่านได้รสอักษรอันสุขุมลึกซึ้งของภาษาอย่างแน่นอน จะว่าไปงานเขียนที่ได้รางวัลก็ไม่ได้อ่านยากอย่างที่ข้าพเจ้าเคยคิด ในทางกลับกันความเรียบง่ายนี้เองที่มีพลังสะเทือนจิตใจผู้คนได้ดีนักแล โดยไม่ต้องตีความ ไม่ต้องอาร์ทก็อ่านได้

ด้วยความเคารพอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

-มารขาว-