ผงฝุ่นเล็กๆที่ติดตามซอกหลืบทีวีโต๊ะต่าง ค่อยๆกระเดียดตัวเองติดไปกับผ้าขี้ริ้วที่ซับน้ำพอหมาด ที่มุมปากข้าพเจ้าเกิดรอยยิ้มประหลาด ในความเงียบงันของยามเช้า ไอ้หมูอ้วนเด็กหน้าบ้านมันทำลายความสงบด้วยการ จุดปะทัดแท่งโต หมูหมากาเป็ดแตกกระเจิง ก้นที่เปลือยเปล่าของมันก็ลายตามเสียงปะทัดยักษ์เฉกเช่นเดียวกัน
เป็นเช้าของวันหยุดที่ใครๆก็ต่างซุกตัวเองอยู่ในอ้อมอุ่นของนวมผ้าหนานุ่ม มีไม่มากนักที่จะตื่นมาดูชมพระอาทิตย์ยามเช้า ข้าพเจ้าแม้จะตื่นแต่เช้าแต่ก็ไม่อาจมองเห็นหัวเหม่งๆของพระอาทิตย์ตอนโผล่ศีรษะมาทักทายชาวโลก นั่นเพราะเมื่อเดินมานอกระเบียง ก็ต่างเห็นระเบียงและระเบียงของตึกตรงกันข้าม ชาวตึกอย่างเราได้ตื่นแต่เช้าก็บุญหนักหนาแล้ว อย่าว่าแต่จะได้เห็นดวงอาทิตย์ริบๆชายเขาแบบชาวบ้านที่อาศัยบนที่ราบและไม่เรียบสูงกับเขาเลย ห้า… ว่าไปทำไมมี
ข้าพเจ้าตื่นแต่เช้า เช้าแรกของวันหยุดแรก ก็รำพึงกับตัวเองแล้วว่า “ทำความสะอาด” แน่นอนบอกใครไม่ได้ ก็อยู่คนเดียว ไม่ทำเองแล้วใครจะทำ เริ่มทำความสะอาดจากภายนอกมุ่งสู่ภายในขยายพลังลมปราณสู่มวลอากาศอังเวิ้งว้าง สติสมองแตกซ่าน ความบ้าเริ่มมาเยือน โอ้วไม่ นี้มันบ้าไปแล้ว คนบ้าที่ใหนหลุดมา ช่วยจับมันกลับไปที่เดิมที
เอาใหม่
เช้าวันแรกเป็นวันที่ดีเป็นวันที่ดียิ่งอากาศแม้เย็นแต่มิถึงกับเหน็บหนาว ผู้คนคราพ่อแม่ต่างออกมานั่งรอใส่บาตร พรพร่ำร่ำคาถาบาลีสวดส่งลอยถึงระเบียงรูหนูของผู้คนเมือง ข้าพเจ้าเอารองเท้าผ้าใบมาตากแดด รองเท้าหนังคราคร่ำ ขัดเสียมันวาบเอาผ้าขนหนูผืนเก่าเช็ดถูลูบไล้ไปมาราวกับจะให้ยักษ์เจนนี่(ยักษ์ตัวเมีย)ออกมาให้พร อะหะแล้วถ้าเจนนี่ออกมาจริงๆละข้าพเจ้าจะขออะไรดี คิดไม่ออกแหะว่าจะขอไร ขอให้คิดได้ดีมั้ยนะ อะช่างมันเหอะเอาไว้เจนนี่ออกมาก่อนค่อยว่ากัน
รองเท้าแม้ว่าจะเป็นของต่ำแต่ตอนเรียน รด. (นักศึกษาวิชาทหาร) อาจารย์ผู้ฝึกบอกเสมอ ทหารที่เดินไม่ได้ก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นแล้วเท้าและรองเท้าเรานี่ก็สำคัญไม่แพ้กะบาลที่เก็บก้อนเหลวที่เรียกว่าสมองขนาดสามกิโลกว่าๆ อ่า..เกิดมาไม่มีสมองก็น่าจะดีนะจะได้ไม่ต้องหนักหัว ว่าด้วยเรื่องรองเท้าต่อ รองเท้าคู่นี่อายุท่านก็เกือบปีแล้วละมั้ง (มั้ง..แสดงว่าไม่แน่ใจ) แต่จะอายุเท่าไหรก็ช่างรองเท้ามันเหอะส้นของมันสึกไปไม่มาก “รองเท้าที่ดี รองเท้าที่ทน” ข้าพเจ้าคำรามในใจ
หนังสือกองใหญ่ ธรรมะ ปรัชญา นวนิยายจีน ฝรั่ง หนังสือแปล ฮุ้ยๆๆ พ่อแก้วแม่ขวดเขียนเหมือนคนของหมดคล้ายคนจะอดยา หนังสือหนังหาตั้งตาอ่านมิละวางตอนนี้ค่อยลดลงลดลง ที่อ่านไปก็คล้ายจะจบจนเกือบทุกเล่มแล้ว บางเล่มนึกสนุกกลับมาปัดฝุ่นเล็มบางช่วงบางตอนอ่านอีกรอบ นี่ถ้ามีอาชีพนักอ่านละก็ข้าพเจ้าตกสิ้นปีคงรับโบนัสอื่อซ้าหาทางใช้เงินเดือนไม่หวัดไม่ไหวเลยทีเทียว เป็นเรื่องแปลกที่ว่าบางช่วงบางตอนเคยอ่านไปแล้วมีความรู้สึกกับมันอย่างหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไป เลขของอายุตัวเองมากขึ้น เมื่อหวนกลับมาอ่าน บรรทัดเดิม เล่มเดิมเติมเวลาของการอ่านใหม่ อะไรที่เคยได้จากมันกลับเพิ่มพูนลึกซึ่งและ เรียกเสียง อืมม์ออกมาจากลำคอได้ อืมม์…
ข้าพเจ้านั่งลงกลางห้องเล็กๆขนาดสามคูณห้าเมตรห้องน้ำในตัวโกโลโกโสแต่ชักโครกไม่เสียอ่างล้างหน้าสีขาวยังวาววับสะอาดจนแทบรองน้ำไว้ดื่มกินได้ กำลังวางแผนการทำความสะอาดห้องครั้งใหญ่ส่งท้ายปี การวางแผนมักทำให้ดูฉลาด แต่แผนบางอย่างก็แสดงความโง่อย่างประหลาดๆ ออกมาเช่นกัน อืมม์ ข้าพเจ้าคิดได้ดังนั้นจึงเปิดหนังสือกลการศึกของท่านอาจารย์ซูนวู ห่าเอ้ยมึงจะทำความสะอาดหรือทำสงคราม การทำความสะอาดก็เหมือนกับการต่อสู้กับความสกปรก มันคือสงครามขนาดย่อมๆที่ผู้ทำความสะอาดตะลุมบอนกับผงฝุ่นแลคราบไคล ของใคร?ก็ของเราเองนี่หว่า ข้าพเจ้าประเมินจำนวนข้าศึกอย่างลางๆ อ่า… ข้าพเจ้าเลือกจัดการกองกำลังในแนวดิ่งเสียก่อนอะไรที่มันอยู่เหนือพื้น จัดการสะสางแยกหมวด หมวดหนึ่งทิ้ง หมวดสองเกือบทิ้ง หมวดสามเก็บ หมวดหนึ่งโดนข้าพเจ้ากำจัดอย่างอำมหิต จับยัดถุงดำอย่างไร้ความปราณี ราวกับพวกจับเป็ดไก่เป็นไข้หวัดนกลงถุงดำยังไงยังงั้น อืมม์ เล่นเอาเสียเวลาอยู่นานโข แต่หมวดหนึ่งโดนกำจัดเสร็จสิ้นทำให้พื้นที่การศึกเหลือกว้างขวางพอสมควรที่จะจัดกำลังพลดำเนินแผนการต่อ ฮึๆ คำรามในลำคออีกครั้ง
แม่ทัพแห่งความสะอาดยังคงประกาศกร้าวที่จะเอาพวกเชลยแห่งความสกปรกที่แอบซุกซ้อนตามซอกหลืบของสังคม นายกองพลย่อยต่างๆล้วนโห่ร้องให้กับชัยชนะในสนามรบแม้ว่าจะไม่หมดจดราบ(คราบ) เดิมทีคิดปลดปล่อยพวกเศษผงคลีเหล่านั้นใว้ในซอกหลืบนั่นเพราะเมื่อมองโดยรอบแล้วพวกผงฝุ่นเหล่านี้ก็มิได้ก่อความรำคาญตาแต่อย่างใด แต่ แต่ แต่ แต่ มันกลับเป็นสิ่งที่รำคาญจิตใจท่านแม่ทัพยิ่งนัก เหมือนสายฟ้าฟาด คำสังจากแม่ทัพคล้ายเป็นแซ้หวายฝังตะปูลงอาคมโบกโบย “ฆ่ามันให้หมดอย่าให้เหลือ “ ฮึๆเสียงหัวร่อรับฟังแล้วสยองรูหูยิ่งนัก
เมื่อจัดการกับสะสารที่มีน้ำหนักแล้วข้าพเจ้าก็เริ่มจัดการ“กวาด”สิ่งเล็กๆที่มือจับไม่ค่อยได้ไม่กวาดเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เคยพัฒนามาแล้วหลายร้อยปีแต่ก็ยังใช้ดีจนถึงปัจจุบัน นั่นเพราะมันไม่ต้องอาศัยหลักการซับซ้อนมากมายไม่ต้องมีกลไกเดจิตอลคอยควบคุมการทำงาน แน่นอนเพียงท่านมีมือและข้อแขนที่ปกติชนท่านก็สามารถใช้ประโยชน์จากไม้กวาดได้แล้ว บ่นบ้าอะไร ใช่!! ข้าพเจ้าก็คิดยังงั้น งั้นกวาดบรรทัดนี้ทิ้งไปเลย ชิ้วๆๆ กวาดผงฝุ่นที่เกาะอยู่ตามพื้นกองรวมๆกันแล้วจัดการยัดฝุ่นผงเหล่านั้นลงถังขยะที่จัดเตรียมไว้
ถุงขยะที่เตรียมไว้ใช้หมดไปหลายถุง ไม่น่าเชื่อถ้าไม่เห็นกับตาว่าสิ่งที่ไม่จำเป็นในห้องจะเยอะมาก ทั้งๆที่มันนอนยิ้มอยู่กับเราทุกวี่วันแต่เราก็ชินตาและไม่ว่าอะไร นั่นเพราะเราไม่เคยมานั่งคิดแบบถี่ถ้วนว่า อะไรที่ใช้อะไรที่ไม่ได้ใช้ อะไรที่ไม่ได้ใช้มันมาจากไหนละ มันมาจากของแถมส่วนหนึ่ง ของแถมเป็นนวัตกรรมการฟุ่มเฟือยอย่างหนึ่งของสังคม แถมกันเข้าไปแถมมาแล้วกูเราก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร สุดท้ายแล้วเป็นขยะที่รอเก็บกวาดตอนสิ้นปี
สมองคนเราก็คงไม่ต่างจากห้องสี่เหลี่ยมที่ผมกำลังเก็บกวาดทำความสะอาดมีหมวดหมู่ของสิ่งที่จำเป็นและสิ่งที่ไม่จำเป็นลอยฟุ้งไปทั่ว ความรู้ที่เราร่ำเรียนมาแต่เล็กน้อยก็เช่นเดียวกัน อย่าเถียงว่าคุณจำได้แทบทุกอย่างที่ร่ำเรียนมา แน่นอนไม่ได้เถียงว่ามันไม่มีประโยชน์ อย่างน้อยมันใช้สอบเลื่อนชั้นได้ อืมม์ ในหนึ่งปีเรารับข้อมูลข่าวสารมากมายมีที่ลืมบ้างมีที่จำได้บ้าง แต่จะมีสักกี่ข้อมูลละที่เราควรจำมีข้อมูลอย่างไหนบ้างละที่ควรลบทิ้งทำความสะอาด อันนี้ข้าพเจ้าก็ตอบไม่ได้ ห้องนอนใครก็ของนอนมันละครับเก็บกวาดกันเอาเอง
ผงฝุ่นค่อยๆติดผ้าซับน้ำบิดพอหมาด สีของมันน้ำตาลออกไปทางดำ ข้าพเจ้าชุบผ้าที่ใช้แล้วลงในถังน้ำเขย่าเอาสิ่งที่ไม่ต้องการออก น้ำค่อยๆดำ ข้าพเจ้าเทน้ำทิ้ง เปลี่ยนน้ำใหม่ใสแจ๋วแวววับ หลังพื้นห้องโดนถูเช็ดอย่างเอี่ยมอ่อง ลมโชยเล็กๆพลิ้วผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ข้าพเจ้าได้กลิ่นความสะอาด ในสมองกระซิบบอกข้าพเจ้าว่า ได้เวลา”จัดห้องใหม่“แล้ว
…
