ถึงเธอ ในยามอัสดงกาล
วานก่อนนี้ เป็นวันที่ฉันได้ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทางระยะทางรวมแล้วหลังจากสิ้นสุด ๙๐๐ กว่ากิโลเมตร ในหนึ่งวันเราเดินทางอะไรได้มากมายขนาดนั้น ฉันเดินทางไปไกลขนาดนั้นแต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนฉันเดินออกไปเพียงไม่กี่ก้าวจากสถานที่เดิมเลย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเล่า?
บนถนนที่ไม่ค่อยราบเรียบนั้น มันทำให้ร่างกายของฉันสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับว่ามีคนคอยเอามือมาผลักหลัง ใบหน้า ท่อนแขนและขาทั้งสองข้างอยู่ตลอด เหมือนเวลาที่จอกแหนสั่นไหวเมื่อมีรอยน้ำกระเพื่อม เวลาเช่นนั้นมันเคลื่อนไหวตามๆกันไป ด้วยเพราะมันเรียงชิดติดกัน หากเป็นดอกไม้น้ำก็จะโยกไหวไปมาเหมือนคนโบกมือ
ภาพสองข้างทางระหว่างนั้น มีความแห้งแล้ง และความอุดมสมบูรณ์สลับกันไปในแต่ละช่วงกิโลเมตร นาข้าวที่เขียวชะอุ่มและอีกไม่ไกลจากนั้นก็เป็นท้องนาสีทอง มีกองฟางข้าวที่เกี่ยวเก็บเรียบร้อย มัดไว้เป็นตับเรียงรายตามพื้นดิน
เมฆมากบางช่วงและอากาศร้อนอ้าว ทำเอาเพื่อนร่วมเดินทางแทบไม่สบาย ฝนทำท่าว่าจะตกลงมา แต่ฉันไม่มีโอกาสเห็นหรือสัมผัสมัน เพราะเมฆก้อนใหญ่อารมณ์ขุ่นขรึมเหล่านั้นเดินทางไปตามทิศทางที่ลมนำไป ตามแต่กระแสของความกดอากาศ สูงหรือต่ำ
เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าลมนั้นมีเสรีที่จะเดินทางไปไหนต่อไหน แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับถูกกำหนดให้เคลื่อนตัวตามช่องว่างของมวลอากาศ ความรู้ทำให้ฉันทราบว่า สายลมไม่ได้เดินทางอย่างใจนึก หรือความรู้นั้นทำให้ความคิดของฉันนั้นไม่เป็นอิสระกันแน่ พอฉันรู้ว่าสายลมไม่ได้เดินทางเพราะมันอยากไปไหนต่อไหน ฉันกลับรู้สึกสงสารมัน ทั้งๆที่มันเองอาจไม่รู้สึกอย่างนั้นก็เป็นได้ – ใครจะรู้
มนุษย์เรานั้นกำหนดวิถีชีวิตตัวเองได้จริงหรือ คำถามข้อนี้ฉันควรตอบอย่างไร
จะว่าได้มันก็ได้ จะว่าไม่ได้มันก็ไม่ได้
ที่ว่าได้นั้น ฉันอาจสามารถเลือกได้ว่า จะลองเดินเลี้ยวซ้ายเสียหน่อยหากพบเจอทางแยก แต่หากมันมีเส้นทางเดียวให้เดินเล่า นี่ละที่ฉันเรียกว่าไม่ได้ แล้วฉันจะทำอย่างไร ฉันก็จะเลือกเดินให้ดีที่สุดในเส้นทางนี้ ในเส้นทางที่ฉันไม่ได้เลือกนี้ละ เพราะอย่างน้อยฉันก็ยังได้เลือกว่า ฉันจะก้าวเท้าซ้ายก่อน หรือก้าวเท้าขวา
การเดินทางเก้าร้อยกว่ากิโลเมตรของฉันครั้งนี้ก็เหมือนกัน ภาระหน้าที่ทำให้ฉันไม่สามารถแตกแถวออกมาจากความรับผิดชอบได้ มันน่าตลกสิ้นดีเธอว่ามั้ย เราเดินทางนับร้อยกิโลเมตร เพียงเพื่อลงไปประชุมในห้องเล็กๆ สรุปคำถามไปกี่ข้อความ จากนั้นฉันก็โดนผลักใสให้เข้าไปในรถ เดินทางต่อไปอีกที่ โดยที่ฉันแทบจะไม่ได้รับรู้เลยว่า กลิ่นพื้นดิน ณ ที่ห่างไกลนั้น ผิดแผกแตกต่างอย่างไร กับผิวคอนกรีตที่ฉันย่างเท้าไปและกลับห้องพักและทำงาน
คนเรานั้นเดินทางเพื่อเสริมสร้างเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆมิใช่หรอกหรือ เหมือนกับที่เธอเคยพาฉันเดินทางท่องเที่ยวไปไหนมาไหน เมื่อครั้งที่ฉันยังไม่สามารถเดินทางเองได้ เราเดินทางกันบ่อย แม้เพียงเวลาว่างเล็กน้อย เธอจะพาฉันออกไปมองโลกภายนอก ไปเรียนรู้มันอย่างใกล้ชิด
แม้ในวันนั้นฉันจะไม่ได้แตกแถวไปได้อย่างที่ใจนึก แต่ฉันก็พยายามมองผ่านกำแพงกระจกชิ้นบาง ออกไปภายนอก สิ่งต่างๆเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆในระยะไกล และว่องไวในระยะกระชั้นชิด ก้อนเมฆอมความชุ่มชื้นไว้ตนเนื้อตัวดำ มันดูขรึม และดูหม่นหมองในที ไม่ขาวสะอาดเหมือนแรกเริ่มเดิมที ก้อนเมฆเลือกได้งั้นหรือ เปล่าเลย ก้อนเมฆไม่ได้เลือก มันเป็นไปตามธรรมชาติ ธรรมชาติคือหน้าที่ๆไม่ต้องเลือก
คนเรานั้นไม่ค่อยรู้จักทำตัวให้เป็นธรรมชาติ ไม่เข้าใจธรรมชาติ นั่นหมายความว่า เรานั้นละเลยหน้าที่หรือเปล่า?
ฉันก็ไม่รู้ นักปรัชญา นักวิชาการคงมีคำตอบของตัวเอง เหมือนกันหรือแตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับว่าเขาเหล่านั้นยึดมั่นถือเข้ากับอะไร ฉันรู้เพียงว่า เมื่อเมฆเริ่มหนาคร้ำดำ อีกไม่นานหยดฝนคงพรมความเย็นลงมา ลมจะพัดพาให้สายฝนโปรยกระจายไปทั่วพื้นดิน เมฆเพียงทำตัวนิ่งๆ ให้เจ้าสายลมพัดพาไป ดอกไม้และเม็ดพันธุ์ ต่างผลิรับความชุ่มเย็นนั้น เพื่อให้ตัวเองใด้เจริญงอกงามต่อๆกันไป
จากรุ่นสู่รุ่น
แม้ฝนจะตกไม่ทั่วฟ้า แต่ทว่าภูมิประเทศนั้นก็ได้ลำเลียงน้ำจากที่แห่งหนึ่ง ไปสู่ที่แห่งหนึ่ง จากสูงลงสู่ต่ำ จากตาน้ำเล็กๆเดินทางออกจากแหล่งชุ่มชื่นผืนป่า ออกมารวมกันเป็นสายธารน้ำ เป็นแนวคลอง และกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ จากนั้นเดินทางไปตามความลาดที่ธรรมชาติจัดแต่ง แผ่ขยายเป็นสายเล็กๆในระหว่างทาง ธรรมชาตินั้นเชื่อมเข้าหากันเสมอ ดอกไม้หันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์ คล้ายเป็นการคารวะความกรุณาที่ผู้ยิ่งใหญ่มีให้ต่อผู้น้อย
ฉันคิดถึงเมื่อครั้งฉันยังเยาว์ เราเดินทางกันยาวนานเหลือเกินในบางครั้ง เมื่อฉันหลับไหล เธอมักปลุกฉันขึ้นมาดูบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษ เช่นรุ้งกินน้ำ หรือแสงของดวงอาทิตย์ที่พาดผ่านช่องเมฆ ทุ่งดอกไม้รายทางที่ชาวบ้านปลูกไว้ขาย และแม้แต่ฝูงวัวควายที่เดินกันอ้อยอิ่งในยามอัสดง พระอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงทุกขณะ สิ่นสุดในที่แห่งหนึ่ง เพื่อเริ่มต้นใหม่ในอีกสถานที่หนึ่ง
ระยะทาง เก้าร้อยกว่ากิโลเมตร
นับเริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นและตก ฉันเดินทางอยู่ในพาหนะของสังคม ภายในนั้นมีทั้งเสียงเพลง เสียงภาพยนต์ที่เปิดไปตลอดทาง ความหมายหนึ่งคือการฆ่าเวลา ซึ่งแท้จริงแล้ว เวลาไม่มีจำนวนให้ลดลง มีแต่สิ่งมีชีวิตเช่นเราๆเท่านั้นที่ ต้องเสื่อมทรุดไปตามกาลเวลา กำเนิดใหม่แล้วตายจากกัน เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยไป เรื่องราวภายนอกกระจกใสนั้น คือมหาโรงละครของธรรมชาติ ดำเนินฉากแรกแต่เมื่อไรนั้น มนุนษย์ยังงคงวุ่นวายในการหาคำตอบ
ส่วนฉันนั้นเหรอ ฉันเฝ้ามองมัน เรียนรู้และเชื่อมร้อยเข้ากับมัน เมื่อนั้นฉันจึงรู้สึกว่า ๙๐๐ กิโลเมตรที่ผ่านมานั้น เป็นระยะทางอันแสนสั้นเมื่อเทียบกับความกว้างใหญ่ของธรรมชาติ ต้องขอบคุณเธอเหลือเกินที่คอยปลุกฉันขึ้นมาเฝ้ามองมัน ไม่ปล่อยให้ฉันหลับไหลผ่านไปวันๆเมื่อฉันเดินทาง
และฉันหวังใจอย่างยิ่งว่า เธอจะยังคงตื่นอยู่เสมอสำหรับหน้าที่หนึ่งของธรรมชาติ
ด้วยรักและห่วงใยยิ่ง
จากฉัน
- เมื่อเมฆบดบังแสงอาทิตย์ -