|
Memo : ส่วนแบ่ง 18-09-2551 – 17:20 น. เพลง : Flowers and sword |
มีคนเล่าให้ฟัง – เมื่อไม่นานมานี้ – วันนี้
มีอาหลานคู่หนึ่งไปตลาด เจ้าหลานตัวเล็ก ไปดึงล็อตเตอรี่บนแผงขาย – อาเห็นแล้วห้ามก็ไม่ฟัง หลานฉีกติดมือออกมา
อาเลยตามเลยซื้อด้วยความจำใจ
…
หวยเกิดถูก(ว่ะ)
…
คนเล่าถามผมว่า "เป็นคุณ.. คุณจะแบ่งเงินให้หลานยังไง"
ผมลองตั้งคำตอบดู
ก. เอาเฉพาะค่าล็อตเตอรี่ – ที่เหลือให้หลาน
ข. แบ่งครึ่งๆ
ค. แบ่งให้นิดหน่อย ที่เหลือเอาเอง
ง. ไม่แบ่งเลย
…
คำตอบที่ว่ามามีทั้งคำตอบของผม และคำตอบของอาคนนั้น
ลองทายดูสิ
…
|
Memo : ความผิด 19-09-2551 – 10:27 น. เพลง : Utada hikaru – Flavor of Life (Ballad Version) |
อยู่ๆก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา
เป็นคำถามที่มักถามเพื่อนเวลาไปเดินดูงานศิลปะ
ชิ้นงานนั้นใหญ่ สูงท่วมหัว แผ่ไกลสามคนโอบ กระหวัดลายเส้นอย่างบรรจง วิจิตรตระการใจ ให้เป็นที่น่าทึ่งต่อผู้พบเห็น แม้เราไม่เห็นตอนศิลปินทำงาน ยังสัมผัสได้ถึงความมานะบรรจงของมนุษย์คนหนึ่ง ฮ่า
เข้าคำถาม ?
เราเคยนึกเล่นๆว่า ถ้าศิลปินท่านนี้มีลูกน้อยที่กำลังล่วงวัยเข้าดินแดนจินตนาการเพริดพราว ว้าว.. มันเป็นเรื่องน่ายินดีของมนุษย์และคนเป็นบิดามารดา ในภาพที่กำลังบรรจงสร้างสรรค์ความยิ่งใหญ่ให้ประดับประดาฟ้าดิน
วันหนึ่ง – วันดี คืนงาม
บังเกิดเส้นสายลายยุ่ง ของเจ้าลูกน้อย สาดโถมเข้าสู่ผืนผ้าใบ
"พ่อแม่มันคงโกรธชิ๊ปหาย" เพื่อนบางคนตอบ
"แล้วถ้าเด็กมันเขียนว่า – หนูรักพ่อ รักแม่- ล่ะ"
อืมม์… จะโกรธมันดีมั้ยเนี้ย อีกใจก็ดีใจที่ตัวหนังสือตัวแรกที่ลูกมันเขียนออกมาหายใจชมโลก นี่กระมังที่คำโบราณเขาใช้เรียกเด็กเล็กตัวน้อยว่า "น่ารักน่าชัง"
ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ บางทีก็ใช้ไม้วัดต่างกัน นั่นบางครั้งขึ้นอยู่กับกาลเวลา และ ตัวผู้สร้างสรรค์
อืมม์… พ่อแม่ก็รักลูกน่ะ
|
Memo : เบาพอ 20-09-2551 – 10:10 น. เพลง : ฝน / P.O.P |
วันทีฝนพรมทั่วราตรีกาล
เสียงแปะๆ แปะๆ จากเม็ดฝนกระทบเนื้อสังกะสีเกรอะขี้สนิมเมือง นั่น เป็นสำเนียงเรียงง่ายไม่ต้องตีความ ยิ่งเน่นถี่ยิ่งเป็นดนตรีโนต๊เดียว บรรเลงกลบเสียงอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่เสียงเคียงคลอของทีวี-วิทยุ
นั่นเป็นการกล่าวเกริ่น
>>> เร่งขีดเส้นของเสียงทีวีให้โดดดังขึ้นไปอีก ด้วยว่าต้องการเข้าใจในเนื้อความ จนหยุดไว้ในระดับหนึ่ง ระดับที่เพียงพอรู้ความ
…
ฝนซาซาง จางลงจนแทบไม่เหลือทิ้งร่องรอยของการผ่านมา
ขีดเสียงยังคงระดับในที่เดิม เพราะคุ้นชิน – ดังเกินไปรึเปล่า – หากสำเหนียกคิดย่อมมีคำตอบ
…
<<<<<< กดเบาเสียง ลดขีดลง ลงจนเพียงพอว่ายังสามารถสดับรับฟังเนื้อความ
<< ยังคงได้ยินอยู่ รู้ได้ถึงเนื้อหา
<<< ยังได้ยินอยู่ – นั่นหมายถึงว่า เมื่อครู่นั้นเสียงดังเกินความต้องการ
<< เงียบ …
> เร่งขึ้นหนึ่งขีด – รับฟังได้อยู่
…
ในเวลาหนึ่ง ความเงียบนั้นงดงาม ในเวลาหนึ่ง เสียงดัง ก็มากมายเกินความจำเป็น
เพียงสดับรับได้ และแปลความหมายในความถ้อย แม้จะเบาบาง
แต่ก็ เบาพอ
…
ราตรี – บันทึกหลังฝน
|
Memo : หวอ 21-09-2551 – 11:15 น. เพลง : ไอ้มดแดง |
แสงแดดอ่อนๆ วันอาทิตย์ – ฟะวิ้ว. เปาปาก ฟะวิ้วๆ นึกถึงคำถามครึ้มใจ
..
ในชั่วโมงเรียนวิชา สุนทรียศาสตร์ – นานมาแล้วที่เมืองเหนือ จำได้แบบขาดๆหายๆในบางรายละเอียด
ทว่าจำได้แบบแม่นมั่นอยู่เรื่องเดียว "คำถาม"
ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม อย่างที่เกริ่นไว้บรรทัด 3 (แบบขาดๆหายๆ) อาจารย์ประจำวิชามี-บัญชาให้จับกลุ่มทำกิจกรรม มีการตั้งคำถาม ตอบคำถาม คำถามพื้นๆ ตอบได้ฉับไว คำถามง่ายๆ ตอบได้โดยตรองคิดนิดหน่อย ไม่เหนื่อยหน่าย
แต่.. คำถามว่า
เมื่อคุณขึ้นรถสองแถว (รถเมล์แดงที่เชียงใหม่ใช้สัญจร) สตรีนางหนึ่งขึ้นมาบนรถ นั่งตรงข้ามกับคุณ และอีกหลายๆคุณถัดมา สาวใส จิตใจเพลินเพลิดไปกับความงามของเมืองเหนือ (เจ้า-ว) เป้ากางเกงยีนต์เนื้อหนา เปิดอ้าซ้า ภาษาช่างเรียก"หวอ" ศัพท์ทางวิชาการยังมิได้จาระไน
คุณจะทำยังไง? (คุณจะทำยังไง ๆ ประโยคนั้นลอยฟ่องในหัว)
ก. นั่งชมจนเธอรู้ตัว
ข. แนะนำให้เพศเดียวกันชี้แนะ
ค. ถ้าบนรถมีแต่ผู้ชายล่ะ
ง. บอกเธอด้วยตัวเอง
แล้วถ้าบอกเธอไปแล้ว.. อะไรจะเกิดขึ้น สถานการณ์เช่นนี้เหมือนซื้อหวย ยากกว่าเลขท้ายสองตัว ว้า..
ก. เธอยิ้มให้กล่าวขอบคุณ (มึงเห็นของกรูแล้วใช่มั้ย)
ข. เธอลุกหนี ชี้หน้าว่า "ไอ้ลามก" ( ทำดีอัปปรีย์กินหัว )
ค. เธอเงียบ ไม่พูดอะไร ใช้สายตาต่อว่า ( มึงจะบอกให้กูอายทำไม )
ง. เธอปรบมือแสดงความดีใจ บอกว่า "คุณคือผู้โชคดีคนแรก.. นี่เป็นรายการหยอกให้ยิ้ม" (ขณะนั้นชี้นิ้วมาที่กล้อง)
…
แม้เป็นเหตุการณ์ชั่วแวบหนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน แต่มันก็บอกอะไรเราได้หลายอย่าง
อะไรคือการทำดี อะไรคือผลตอบแทน มีหลายครั้งหลายหนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้แล้วคนส่วนใหญ่ได้แต่มอง ขบขัน ปล่อยผ่าน เห็นความผิดพลาดของคนอื่นเป็นเรื่องบันเทิงเริงใจ อะไรถูก อะไรผิด ไม่มีคำตอบแน่ชัด หากวัดจากตัวเอง อาจเกรงกลัวผลที่ตามมา เพราะคิดจากตัวเองเป็นที่ตั้งเหมือนกัน
คำถามง่ายๆ ถ้าคิดมาก ตอบยาก-ไม่อยากตอบ
คำถามยาก ตอบง่ายๆ ก็โดนว่า – หาว่าไม่คิด
คำถามผิด ตอบยังไง ก็ไม่ถูก ถึงถูก ก็ตอบผิดข้อ
…
อะไรถูก อะไรผิด ช่วยตอบหน่อย
หวออออออออออออออออ……….
|
Memo : ข่วง 23 : 09 : 2550 – 20:12 น. เพลง : Don’t Worry Be Happy – Bob Marley |
เมื่อครั้งตอนลงมาเรียนที่กรุงเทพ
อาจารย์ท่านหนึ่ง ใจดีเหลือเกิน เกรงว่าเด็กกรุงเทพ จะไม่ได้สัมผัสบรรยากาศ และความนึกคิดของคนเหนือ เลยทำให้เกิดโครงการศึกษางานสถาปัตยกรรมร่วม โดยเดินทางไปที่เชียงใหม่ หัวข้อการศึกษาร่วมว่าด้วยเรื่อง "เมือง"
โจทย์ให้ปรับปรุงเมือง ก็นะ
ในตอนนั้นมีความรู้สึกไม่เหมือนกับตอนนี้ ตอนนั่นน่ะ อยากจะทำอะไรเสียมากมาย เพิ่มนั่นเติมนี่ อะไรไม่รู้ ไม่รู้ว่าไปพัฒนาหรือไปทำลายกันแน่ แต่ก็ดีอย่างหนึ่ง ที่เป็นแค่งานศึกษาทดลอง ไม่ได้นำไปทำกันจริง
…
เมื่อทำงานเสร็จแล้วก็ต้องนำเสนอ มีอยู่กลุ่มหนึ่ง นำเสนองานได้แปลกมาก และเพราะความแปลกนี้ล่ะ ที่ทำให้จดจำมาถึงปัจจุบัน
…
พวกเขา (กลุ่มพวกเขา) ทำการเอาผ้าดิบ กระดาษชำระ มาพันรอบๆเวที วนไปเกือบทั่วห้อง เขาเรียกงานนี้ว่า " ข่วง " พวกเราหลายคน รวมทั้งอาจารย์ผู้ให้โปรแกรมถึงกับงุนงง สอบถามถึงแนวคิด เพราะไม่มีอะไรสามารถจับต้องเป็นรูปธรรมได้เลย ไม่มีโมเดล ไม่มีแม้แต่การนำเสนอผลงานผ่านบอร์ด กระดาษ เขียนรูประบายสีให้เห็นผังปรับปรุง
ยิ่งยิงคำถามเท่าไร ยิ่งสร้างความไม่พอใจสำหรับอาจารย์หลายคน เพราะดูเหมือนงานไม่มีอะไร ไม่มีความคิดที่จะแสดงออกมา หรือว่าทำงานไม่เสร็จกันแน่ ถึงแกล้งทำเป็นแอ็คอาร์ท -ว่ะ ก็มันดูเล่นง่ายจริงๆ (ในความคิดขณะนั้น)
จนทุกคนในห้องประชุมได้เสนอแนะว่า น่าจะทำงานแบบนั้น น่าจเป็นแบบนี้ แม้แต่สุดท้ายอาจารย์ผู้ให้โปรแกรมเองยังบอกกล่าวแนะนำ ถึงความน่าจะเป็นในส่วนของโปรแกรมงานที่ให้
…
และหัวหน้าโปรเจคกลุ่มนั้น ก็ลุกขึ้นกล่าวสรุปผลงานของเขา ว่า
ไม่ว่าทุกคนในห้องประชุมจะมีความคิดเห็นอย่างไรก็ตามแต่ เกี่ยวกับผ้าดิบและกระดาษชำระ แต่สำหรับกลุ่มเขาแล้ว ตอนนี้ เดี้ยวนี้ เขาได้สร้างสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า"ข่วง" เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว
"ข่วง" เป็นชื่อเรียกลานกิจกรรมที่คนในหมู่บ้านใช้สำหรับทำกิจกรรม รวมความคิดความเห็น แสดงออกโต้แย้ง และชุมนุมหาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าบรรยากาศนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตามที่ แต่เมื่อมีพื้นที่เช่นนี้เกิดขึ้นมา ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี
…
ทุกคนในห้องประชุมอึ่ง เงียบอยู่พักหนึ่ง แล้วพวกเราทุกคนก็ต้องปรบมือให้กับผลงานชิ้นนี้
ด้วยเพราะ พวกเขา ได้สร้างมันขึ้นมาจริงๆ
และทุกคนในห้องนั้น ได้ใช้พื้นที่แห่งนั้นจริงๆ
…
กลับมา ณ. ปัจจุบันขณะ
อากาศเริ่มเย็นแล้ว ความอบอุ่นเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเราไม่รู้สึกเดียวดาย
"ข่วง" ความคิดของสังคมบ้านเราเริ่มแสดงออกให้เห็นลางๆ หลังจากที่ตัวใครตัวมันมานาน
เอาเถอะ ใช้พื้นที่แห่งนี้ให้คุ้มค่ากับที่ลืมเลือน
และแน่นอน
ข่วง ไม่ใช่ลานกิจกรรมสำหรับความคิดเดียว
…
เทียนไขไม่ได้สูญเสียอะไรเลย เมื่อมันต่อแสงสว่างให้เทียนเล่มอื่น
-บาทหลวงเจมส์ เคลเลอร์-
|
memo : ห้าม(คลิก)อ่าน 24:09:2551 – 15:26 น. เพลง : สองคำ /friday |
กะแล้ว..
คลิกจนได้..
อะ.. ไหนๆก็คลิกมาละ ทนอ่านสักหน่อยแล้วกัน ห้ามไม่เชื่อนิ
"ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตก็คือ การทำในสิ่งที่คนอื่นห้ามคุณทำ"
-วอลเตอร์ เบกฮอต-
ฝรั่งนี่ก็คิดคำคมแปลกๆเน๊าะ /แต่ก็นั่นล่ะ อะไรๆที่มันเปลี่ยนแปลงโลก-สังคม ก็เพราะมีคนที่ทำในสิ่งที่คนอื่นห้าม/ ชอบกันจริงนะ อะไรที่เขาห้ามเนี้ย เห็นเป็นไม่ได้ เวลาไปเที่ยว เห็นป้ายว่าห้ามจับนั่นนี่ ก็จับกันเสียจนสีลอกเห็นเนื้อใน ไอ้ผนังที่ห้ามเขียน ก็เขียนกันลายพรืบ เป็นจารึกประจำวัย ในวาระโอกาสที่ได้เดินทางผ่านไปที่นั่น > ที่นี่ เป็นการทิ้งร่องรอยเพื่อแสดงการมีตัวตน
อืม.. มันต้องแสดงตนกันหน่อย
เคยเห็นป้ายว่า "ห้ามทิ้งขยะตรงนี้" กันมั้ย – เออนั่นล่ะ – เคยเห็นที่ว่า ตรงป้ายนั้นไม่มีขยะมั้ย เจอป้ายแบบนี้สิบป้าย มีขยะกองตรงหน้าป้ายเกือบทุกป้าย ตรงไหนเขียนว่า"ห้ามจอดรถขวางประตู" มีรถจอดขวางประตู ตรงไหนมีป้าย"ห้ามหมาขี้" มีขี้หมา ตรงไหน "ห้ามหมาเยี้ยว" มีคราบเยี้ยว – คราบคนหรือคราบหมาก็ไม่ทราบได้ ต้องให้ใครไปพิสูจน์
…
อาจารย์ท่านหนึ่งพึ่งจะมาบ่นกับผมเรื่องที่แกทะเลาะกับเพื่อนบ้าน – ก็ไอ้เรื่องขี้หมานั่นละ เป็นเรื่องขี้หมาจริงๆ ไม่รู้เป็นไง ต่อหน้าก็คุยกันดี แต่พอหันหลังเมื่อไร เป็นต้องปล่อยหมาออกมาขี้ที่บ้านแก ทั้งๆที่อยู่อีกฝั่งเชียวนะ ผมไม่รู้จะหาทางออกให้แกยังไง แค่แนะนำให้แกลองทำกะบะทราย ให้มันขี้เป็นที่เป็นทางไปเลยดีมั้ย น่าจะเป็นการสงบศึกได้ดีกว่า
แกว่า "น่าสน – ประชดมัน แม่-ง เลย" (เป็นงั้นไป)
…
พอนึกถึงเรื่อง"ห้าม"เนี้ย เลยทำให้นึกถึงป้ายห้ามอันหนึ่ง – เมื่อครั้งนั้นไปเยี่ยมรุ่นน้องคนหนึ่งในคุก อ่อ. เรือนจำแถวนนทบุรีน่ะ ไปวันนั้นเรือนจำเขามีจัดนิทรรศการเกี่ยวกับ เรือนจำ – การทรมานนักโทษ – การสำเร็จโทษ – การประหารชีวิต
ในงานมีการนำเอาของที่เคยใช้กับนักโทษในอดีตมาแสดง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผ่านมาแล้วกี่ราย หรือว่า ทำขึ้นมาใหม่เพื่อเอามาจัดแสดง ก็นะเวลาที่เราเห็นมีดที่เคยกูดหัวคนแล้วมันพาลให้จินตนาการต่อ หยืย..
เดินผ่านๆ ดูภาพสยึมกึ๋มมากมาย เห็นป้ายห้ามจับมาก็เยอะ แต่มีรอยมือจับทุกชิ้น เอากับเขา -มีอยู่ชิ้น รู้สึกจะเป็นเครื่องทรมานนะ จำไม่ได้ จำได้แต่ป้าย(แหะๆ) เป็นชิ้นที่ไม่มีคนจับเลย ฝุ่นติดนิดหน่อย แต่ไร้รอยนิ้ว ป้ายเขียนว่า
"ห้ามจับ มีอาถรรพ์"
อืม… คิดนะ ตอนอ่าน . จินตนาการมากมาย "มีอาถรรพ์"
หรือว่ามีคนเคยจับแล้วเป็นอะไร? เป็นอะไรวะ? ไม่เสี่ยงดีกว่า ประการฉะนี้แล้ว อุปมาอุปมัยได้ว่า ไอ้ป้ายที่เคยเขียนกันอยู่ในบ้านเมืองเราจำต้องปรับปรุงแก้ไข
ห้ามเขียน มีอาถรรพ์ ระวังนิ้วหงิก หำงอ ฝ่อถาวร
ห้ามจอด มีอาถรรพ์ระวังรถหาย
ห้ามเยี้ยว ระวังหด ตดเปียก
ห้ามทิ้งขยะ(ตรงนี้) ระวังจะถูกทิ้งเหมือนขยะ
…
สุดท้าย
ห้ามอ่าน เพราะอ่านแล้ว จะหน้าตาดี หล่อสวย รวยสุข ไร้ทุกข์ กุ๊กกิ๊ก ติ๊ดตี่ติ๊ด วิ๊ดวิ้ว
(น่ากลัวตรงไหนเนี้ย)
…
ตุลาคม 31, 2009 ที่ 3:41 pm
คำว่า ‘อาถรรพ์’ กับคำว่า ‘สาปแช่ง’ เนี่ยอันเดียวกันมั้ยพี่ท่าน
หรือ…? เป็นคำเกี่ยวเนื่องที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันจึงจะได้ผลลัพธ์สูงสุด
เช่น ต้องมีคำ ‘สาปแช่ง’ จึงเกิด ‘อาถรรพ์’ หรือ อาถรรพ์เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องการคำสาปแช่ง?
รู้มั้ย อาถรรพ์มีที่มาที่ไปยังไง? ข้าพเจ้าน่ะ ไม่รู้! แต่ถ้าท่านรู้ รบกวนสักนี้ดด
โปรดตอบ เพราะถ้าตอบ จะหน้าตาดี หล่อสวย รวยสุข ไร้ทุกข์ กุ๊กกิ๊ก ติ๊ดตี่ติ๊ด วิ๊ดวิ้ว แอนด์ กิ๋วกิ้ว
พฤศจิกายน 1, 2009 ที่ 10:00 pm
ไม่น่าจะอันเดียวกันนะคุณน้อง
เพราะเขียนไม่เห็นเหมือนกันเลย ออกจะคนละพ่อคนละแม่เสียด้วยซ้ำ (ฮ่า)
อันไหนมาก่อน สาปแช่ง น่าจะมาก่อน อาภรรพ์ ไม่เชื่อลองเปิดพจนานุกรมดูสิ สอ-เสือ มันมาก่อน ออ-อ่าง (ชัวร์) – (ฮา เข้าไปอีก)