ค่ำคืนหนึ่ง และ การสนทนา ประสาคนเบลอๆ
ปกติทำงานอยู่กับจอคอมพิวเตอร์มากน้อยแค่ไหนคะ
ปารมิตา… พูดว่า:เมื่อก่อนตอนจบใหม่ๆ แทบเรียกได้ว่าทั้งวัน ทั้งคืน น่าจะมีตอนหลับเท่านั้นที่ไม่ต้องเจอหน้าคอมพิวเตอร์ เดี้ยวนี้..
เดี้ยวนี้เริ่มน้อยลง เพราะส่วนใหญ่ทำงานภาคสนามมากกว่า ไม่ค่อยได้ใช้คอมพิวเตอร์นอกจาก หาข้อมูลในเน็ต หรืออ่านบางอย่าง ที่หาอ่านได้ในเน็ตเท่านั้น
ใช้มือและสมองมากขึ้น
กีรติ พูดว่า:เดี๋ยวนี้คนเราทำงานหน้าจอคอมมากจนมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา ไม่ทราบว่าช่วงเวลาก่อนนี้นี้มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นบ้างหรือเปล่า
ปารมิตา… พูดว่า: ไม่มี – ร่างกายมันบอกเองเวลาที่เราเริ่มรู้สึกไม่ได้ — ร่างกายเรามันเตือนเสมอ เวลาทำงาน สายตาสำคัญ ขาดตรงนี้ เหมือนตัดขาดหนทางทำมาหากิน บางคนชอบเล่นเกม- อันนี้น่าห่วง เพราะเกมมันดึงความสนใจเราได้นาน บางครั้ง นั่งปวดตานานๆก็ไม่รู้สึก ความรู้สึกกับเกมมันแรงกว่า มันเอาชนะ เสียงเตือนของร่างกายได้ แต่พอจบเกม — แทบสลบ ปวดตา สมองเอ้อ – เบลอไปเลยก็มี
กีรติ พูดว่า: คิดว่าสายตาสำคัญมากแค่ไหน
ปารมิตา… พูดว่า: มากแค่ไหน – ตอบยาก ขาดมันแล้วชีวิตขาดความสะดวกสบายหลายอย่าง แต่ถ้าไม่มีมัน บางครั้ง(นะ) เคยคิดว่า มองไม่เห็นอะไรบ้างก็ดี ความจริงมันชัดเจนจนเราปวดหัว
อย่างทุกวันนี้ กลับจากที่ทำงาน ยืนอยู่ริมระเบียง มองอะไรๆมากมายข้างล่าง เห็นความวุ่นวาย จากห้องแถวเกะกะ รถราติดขัด คนเดินเบียดกันแทบตีกันตายเพราะมองหน้ากันและดันใส่เสื้อคนละสี พอถอดแว่นแล้ว — โอ่ เห็นดวงดาวเต็มพื้นดินเลย — มีหลายสีด้วย
กีรติ พูดว่า: ถอดแว่น มองเห็นดวงดาว หมายถึงบางทีภาพที่ไม่ชัดก็สวยกว่าแบบนั้นหรือเปล่า
ปารมิตา… พูดว่า:มันคือความจริงที่ผิดรูปไปเท่านั้น — สำคัญคือ สุดท้ายแล้ว เราก็ต้องหยิบแว่นกลับมาสวมไว้ที่เดิม มันคือการพักผ่อน ความผ่อนปรนให้กับความคิด ไม่งั้นคนเราจะอ่านนิยายทำไมละ มันไม่ใช่ความจริง มีเรื่องแต่ง ปรุงสีสันขึ้นใหม่ บิดภาพของความจริงไปในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่สุดท้ายพอเราอ่านนิยาายเล่มนั้นจบ เรามีแรง มีความคิด มีมุมมองที่หลงลืมไประหว่างทางว่า – นั่นคือทางออก
นักวิทยาศาสตร์ที่คิดอะไรขึ้นมาใหม่ๆในโลก ไม่ใช่ว่าเขาเอาความจริงมาปะติดปะต่อกันจนได้ความคิดใหม่ๆ — บางครั้งมันต้องออกมาบ้าง แล้วมองกลับไปอีกที เราเห็นสิ่งใหม่ๆ จากตรงนั้น
กีรติ พูดว่า: เคยตาลายไหมคะ ตอนนั้นมองเห็นอะไร
ปารมิตา… พูดว่า: ตาลาย (ในภาพที่ปรากฏ) – มักมองเห็นแบบลายๆ สิ่งต่างๆรอบตัว บิดเบี้ยวจนแทบไม่เหลือโครงร่างเดิม มักเป็นเวลาตอนที่เรากำลังจะเป็นลม ใช่-มันตาลายได้พักหนึ่งและจากนั้นก็วูบคิดว่าน่าจะเหลือแต่สีดำ แต่ตอนนั้นสลบไปแล้วจำไม่ได้
ต่างจากการมองภาพแบบเบลอๆ คือ มองไม่ชัดเจน โฟกัสสายตามันไม่ได้เหมือนตอนถ่ายภาพเวลาที่ไม่ได้โฟกัส เพราะเราอยู่ไกลวัตถุที่จะถ่ายมากไปหรือบางทีอยู่ใกล้ไป หากไม่ปรับโฟกัส ภาพที่ได้ก็เบลอ
ชีวิตก็เหมือนกัน
ไกลไป ใกล้ไป มันมีตำแหน่งโฟกัสที่กำลังพอดี — ทำให้ชีวิตชัดเจน
เราต้องเป็นคนปรับ – วัตถุ มันไม่ปรับเข้าหาเรา
เราก็ต้องปรับเข้าหามัน
กีรติ พูดว่า: ทำได้ไหมคะ แล้วยากไหม
ปารมิตา… พูดว่า: ไม่มีอะไรง่าย และ ไม่มีอะไรยาก มีแค่สองอย่างที่ทำคนเราทำกันไม่ค่อยได้
หนึ่ง – เริ่ม
สอง – อดทนทำจนจบ
กีรติ พูดว่า:คิดว่าประโยชน์ของความเบลอมัวมีบ้างหรือเปล่า
ปารมิตา… พูดว่า: มันอยู่ที่คนมอง – และรู้จักเลือกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ มองว่ามันสวยงาม เอาแต่มองมัน ไม่หันมามองความจริงที่ชัดเจนมันก็ไม่ได้
คนเราต้องอยู่กับความจริง แต่เรามีกโลบายมากมายในการผ่อนปรน ส่วนตัวแล้วความเบลอมัวในภาพที่เห็น หรือสิ่งที่ถ่ายเก็บไว้ได้ มันมีแรงกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากกว่าภาพที่ชัดเจน เหมือนเรามองเมฆ มันเป็นปุยๆ บางทีเป็นเส้นจางๆ แต่เราก็นั่งมองและคิดต่อยอดจากตรงนั้นได้ ส่วนที่ว่า
ใครจะคิดไปในทางที่ดี หรือ ใครจะคิดเป็นอกุศล นั่นเป็นเรื่องของพื้นฐานทางจิตใจ ประสบการณ์ และ ปัจจัยแวดล้อม กำลังทะเลาะกับแฟน เห็นก้อนเมฆ อาจคิดถึงแฟนเก่าก็เป็นได้ (หัวเราะ)
อย่างภาพนี้ ถ่ายออกมาเบลอ แต่เราก็รู้ว่ามันคือน้ำ เรารู้สึกเย็น ชุ่มฉ่ำ – แต่คนอื่นอาจมองว่า วุ่นวาย มืดหม่น ไม่ชัดเจน ต่างคนต่างมอง และ ต่างเลือกใช้ประโยชน์จากภาพที่เห็น
กีรติ พูดว่า: ภาพสวยมาก
ปารมิตา… พูดว่า: นั่นแสดงว่า คุณ ใช้ความเบลอให้เป็นประโยชน์ เห็นมั้ย มันไม่ชัดเจน แต่เรารู้สึกกับมันได้
กีรติ พูดว่า: แบบนี้แล้ว สำหรับความทุกข์ไม่สบายใจ เราจะทำเบลอกับมันด้วยได้หรือเปล่า
ปารมิตา… พูดว่า : เบลอได้ – - แต่อย่างที่บอก คนเราต้องอยู่กับความจริง ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่มีใว้ให้หนี กลับมาที่คำถามแรก ทำไมเวลาเรานั่งมองจอคอมนานๆ ถึงปวดตา — เพราะร่างกายเตือนแล้วนะ ว่านั่นเป็นสิ่งไม่ดี ร่างกายมันเซนเซอร์ให้เราเรียบร้อย ถ้าเราดื้อ นั่งดูต่อ ตาอาจบอด แต่พออาการเบลอปวดตาหาย เราก็กลับมาทำงานต่อ
แต่-เราได้บทเรียนแล้วนี่ ว่านั่งมองนานๆ ไม่พัก มันทำให้ปวดตา การแก้ปัญหาทำให้เราโตขึ้น
ธรรมชาติสอนเราเยอะ เคยอ่านเจอในหนังสือบางเล่ม พระท่านว่า เรียนรู้จักวาล เรียนรู้จากร่างกายหนึ่งวาของเรานี่ละ พระพุทธเจ้าท่านไม่ต้องเดินทางไปดวงจันทร์ ท่านก็รู้เท่าทันโลกแล้ว
กีรติ พูดว่า: แล้วเคยมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้อยากมองเห็น รู้สึก รับรู้ถึงความเบลอๆบ้างไหมคะ
ปารมิตา… พูดว่า: หมายถึงว่า อยู่ดีๆก็อยากเบลองั้นเหรอ หรือว่ามันเบลอๆอยู่แล้วอยากเห็นชัดขึ้น
กีรติ พูดว่า: ก็ทำนองไม่อยากรับความจริง
ปารมิตา… พูดว่า : ถ้าอยู่ดีๆก็อยากเบลอ คงเป็นตอนที่เริ่มเอียนกับอะไรบางอย่าง – อาจเป็นสิ่งที่โผล่มากระทันหันโดยไม่ตั้งใจ-และไม่ค่อยน่ามองเท่าไรนัก เหมือนดูหนังไง บางฉากดูแล้ว- เฮ้ย จะอ้วก!! ทำไม่ไม่เบลอมันนะ แต่บางฉาก — เฮ้ย!! (ลุ้นในใจ – จะ จะ จะ ) ว่าเว้ย !!! – เบลอทำไมเนี้ย? ในทางกลับกัน กันอีกคน ผลมันอาจตรงกันข้ามก็เป็นได้
ทำนองไม่อยากรับความจริง ? อืมม์ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตายครับ – เบลอให้ตายมันก็คือความจริง เพียงแต่เป็นความจริงแบบเบลอๆ เหมือนกับว่าเราเจอไฟกำลังไหม้บ้าน มันคือความจริง — เราจะมานั่งนึกว่า โอ่!! น้ำกำลังล้างบ้านเราให้สะอาด — และ พอตื่นมา มันก็สะอาดจริงๆ
สะอาดหมดจด จนเหลือแต่ตอ
กีรติ พูดว่า: หมายความว่า เราจะชนะความเบลอได้ด้วยสติหรือคะ
ปารมิตา… พูดว่า: บางครั้งเราก็มีสติขณะเบลอได้ อาการเบลอต้องจำแนกเป็นสองอย่างนะ ภาพที่ปรากฏให้เห็นในสายตาเราเบลอ
กับตัวเราเองที่เบลอ เบลอแบบที่ว่า ไม่ใช่เบลอแค่ภาพ แต่เบลอไปถึงความคิด ถ้าเบลอแค่ภาพ สติช่วยได้ คือไม่ตกใจกับมัน และพิจารณามันได้ ใช้สอยมันได้ อย่างนั้นเรียกว่า ใช้สติกำกับความเบลอ
แต่ถ้าเบลอที่ความคิดเพราะสมองโหลดข้อมูลหลายอย่างมากเกินไป หรือเรียกกันว่า โอเวอร์โหลด ถึงตอนนั้นร่างกายมันจะจัดการมันเอง หรือไม่ก็คนใกล้ตัวช่วยจัดการ — เบลอหนักหน่อย ไปทำความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน ก็มีตำรวจมาจัดการ แต่หาก ตำรวจพึ่งไม่ได้-ไม่จัดการ ชาวบ้านก็จัดการกันเอง มันเป็นไปตามลำดับ
กีรติ พูดว่า : ความเบลอ กับความลวง ต่างกันอย่างไร
ปารมิตา… พูดว่า :
ความเบลอเกิดขึ้นเอง เป็นไปตามธรรมชาติ มีปัจจัยให้เกิด ความลวงคือความตั้งใจไม่เป็นธรรมชาติ เกิดจากการปรุงแต่ง อะไรปรุงแต่ง ก็มีแต่ทุกข์เท่านั้นเอง