วันหยุด(๓) : วันเด็กแห่งบ้าน ๑ : เจนและแจ๊ป
เล่นกับหลานจนปวดหลัง-และเหนื่อย
วันหยุดไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้อยู่พร้อมหน้า
สำหรับครอบครัวเล็กๆ มันเป็นข้อดีที่ไม่ต้องวุ่นวาย จัดเตรียมอะไรก็ไม่ต้องมากความ และฝนที่ตกลงมาชั่วเวลาหนึ่ง ช่วยเสริมบรรยากาศความอบอุ่นได้อย่างยอดเยี่ยม (ขอเชยชม และชมเชยธรรมชาติ)
แม้จะเป็นวันหยุดแต่บ้านก็เหมือนปกติ พ่อและแม่ตื่นมาทำอะไรเหมือนเดิม ที่แตกต่างไปคือมีผมเพิ่มมาในจังหวะการขับเคลื่อนชีวิตอีกหนึ่ง อาหารที่เคยทำกินกับแบบง่ายๆ เอาของเหลือจากเมื่อวานมาอุ่นกิน หรือบางครั้งก็ไม่กินกันเลย อาจกินผลไม้อย่างกล้วยมะละกอก็อยู่ได้ พอมีลูกชายเพิ่มมาอีกหนึ่ง กลับกลายเป็นต้องมีอาหารมื้อพิเศษ อะไรบางอย่างที่ในเมืองหากินไม่ได้ หรือถ้าหาได้แต่ราคาแพงสำหรับกระเป๋าลูกจ้างรายเดือน
มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยเล่าให้แม่ฟังว่าลูกชิ้นในเมืองแบบที่เป็นลูกชิ้นอนามัยหนึ่งไม้มีแค่สามลูก ไม้ละสิบบาท แถมมีคนไปยืนรอต่อแถวซื้อกันเสียอีก รุ่งเช้าได้เรื่อง แม่ไปหาซื้อมาเลย แบบเดียวกัน หนึ่งไม้เสียบไว้ห้าเม็ด ไม้ละสามบาท แม่ซื้อมาสิบไม้ได้มั้ง
“เอ้า-กินให้หายอยาก จะได้ไม่ต้องไปอยากกินแบบเขา”
ส่วนเช้านั้นมีขนมครกแบบดั้งเดิม- ที่ว่าดั้งเดิมคือ เป็นแบบที่ใช้ช้อนควักขนมขึ้นมา ไม่เหมือนขนมครกสมัยนี้ ราดแป้งแบบเป็นแพ พอกรอบได้ที่ก็หยิบมันขึ้นมาทั้งแผง แล้วใช้กรรไกรตัดขนมครกเป็นชิ้นแป้งเยอะกว่ากระทิ หอมซอยไม่ต้องเอ่ยถึง กลิ่นแป้งกลบหายไม่เหลือ
วันเดียวกันนี้ (วันจันทร์) น้องชายกำลังเดินทางมาจากกรุงเทพพร้อมด้วยภรรยาและหลานสาวสุดน่ารัก บ้านเราดูสดชื่นและอ่อนกว่าวัยเสมอเมื่อมีเสียงเด็กทารกร้องอ้อแอ้ในบ้าน
หลังทานอาหารเช้า เสือเฒ่าออกปากชวนกันไปหาหลานสาวคนโต ‘ขวัญข้าว’ ชื่อนี้ผมคิดให้หลานเมื่อวันแรกที่เขาลืมตา แต่พี่ชายเลือกชื่อจริงที่แม่ตั้งให้ ‘กษม’ ชื่อเล่นเรียก ‘เจน’
ปกติเสือเฒ่าจะรับหลานกลับมาที่บ้านบ้างอาทิตย์ละครั้ง แต่มีบางครั้งที่ผมกลับมาแล้วหลานไม่ยอมมาบ้าน เพราะผมนานๆกลับบ้านที เลยทำให้หลานรู้สึกไม่ค่อยคุ้น แต่ถามว่าเจนรู้จักผมมั้ย หลานบอกว่า “รู้-อามิ้นไง” (มิ้น-ชื่อน้องชาย)
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมเลยต้องไปหาหลานถึงบ้าน คราวนี้ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าเธอจะยอมออกมาให้ผมคุยด้วย และคราวนี้(อีกครั้ง) เธอยอมกลับบ้านมาพร้อมกับผมด้วย ทั้งๆที่ผมบอกเธอว่า วันนี้อามิ้นมาบ้านนะ พาน้อง ‘ฝนชมพู’ มาด้วย ครั้งก่อนเธอไม่ยอมมา ให้เหตุผลว่า อามิ้นไว้หนวดยาว-น่ากลัว
น้องเจนอยู่กับแม่ของเขาในอีกอำเภอหนึ่ง เรียนอนุบาลแบบเด็กบ้านนอก เดินเท้าเปล่าไปตามทางเดินดินราวกับว่ามันเป็นพื้นพรม คลุกฝุ่นดินโคลนได้ตามประสาเด็ก คุณแม่สอนดี เจนเป็นเด็กหัวไว-และปากไวไม่แพ้กัน ออกจะเป็นเด็กคิดเยอะเวลาเขาเงียบ นั่นแสดงว่าเขากำลังวางแผนอะไรบางอย่าง เจนมีสุขภาพร่างกายใหญ่โตแข็งแรงเกินไปสำหรับเด็กสามขวบ(จะสี่ขวบเดือน ตุลาคม) แต่บทจะป่วยไม่สบายขึ้นมาก็เป็นหนักจนน่าห่วง
- ภาพนี้อาอัดขยายให้หลานเลย : )-
หมู่บ้านที่เจนอยู่ยังคงรูปแบบของหมู่บ้านชนบทอยู่ แต่ไม่ถึงกับอยู่กลางทุ่งกลางนา มีแม่น้ำไหลผ่านและบ้านเรือนหลังเล็กเรียงต่อกันเป็นชุมชนเมืองระดับตำบล คุณตาของเธอทำอาชีพตีดาบ พวกของมีคมจำพวกมีดตัดอ้อย มีอีโต้ ตลอดจนมีดเล็กๆที่ใช้ในครัวเรือน คุณตาของเจนก็ทำ
อาชีพนี้รายได้เป็นอย่างไรผมไม่ได้ถามตาเพราะไม่รู้จะถามทำไม (สงสัยมั้ยว่าทำไมคนเมืองเวลาคุยกันได้สักพักรู้จักกันสักหน่อย พอรู้อาชีพแล้วชอบถามเรื่องเงินเดือน) เท่าที่คาดเดาเอาจากสภาพครอบครัวแล้ว ตามีลูกสาวหลายคนเท่าที่นับและนึกได้น่าจะห้าคน และแต่ละคนก็มีลูกมีครอบครัวกันหมดแล้ว ช่างตีดาบมีลูกห้าคน เลี้ยงจนโตและเรียนจบ บวกกับมีบ้านและห้องให้ลูกๆได้อาศัยกันในรั้วบ้านเดียวกันแถมเลี้ยงหลานๆกันอีกหลายหน่ออีกแน่ะ เจอแบบนี้ลืมค่า จีดีพี ไปเลย-สนใจไปทำไม
แจ๊ป- แจ๊ปเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจน ในครอบครัว มีแจ๊ปกับเจนเป็นหัวหน้ากลุ่มลูกพี่ลูกน้อง ผมไม่แน่ใจว่าแจ๊ปเป็นน้องหรือเป็นพี่ของเจนกันแน่ เพราะดูไปแล้ว แจ๊ปเหมือนเป็นลูกน้องเจนเสียมากกว่า ทั้งๆที่แจ๊ปแก่กว่าเจนเสียอีก
แจ๊ปผอมลงมาก เท่าที่จำได้ ปีก่อนนั้นแจ๊ปดูอวบอ้วนกว่านี้เยอะ อาจเพราะเริ่มโต และเป็นเด็กที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา เลยไม่ค่อยอ้วนเหมือนเด็กๆในเมืองที่ถ้าไม่อ้วนจนอุ้ยอ้าย ก็จะผอมไปจนดูเหมือนเป็นโรค
แจ๊ปมีตากลมโต คิ้วหนา และขนตายาว มอมแมมมากจนถึงปานกลาง-ไม่มีเล็กน้อย ตามปกติของเด็กวัยนี้ เวลายิ้ม แจ๊ปเป็นเด็กที่ยิ้มได้ใจผมที่สุด รองจากหลานสาวตัวดี ตรงไหน? ตรงประกายตาของเด็กๆนี่ละ ที่ผมชอบ การมาครั้งนี้ผมเก็บภาพหลานสาวและแจ๊ปไว้เยอะ เพราะนานๆมาที หลานสาวเปลี่ยนไปมากในแต่ละครั้งที่มา เลยอยากถ่ายเก็บเอาไว้เยอะๆ เผื่อแกโตขึ้นมาจะได้มีรูปในอีกอารมณ์หนึ่งไว้ดู
แจ๊ปทำตาซึ้ง- เป็นช่วงที่หายากที่สุดของแจ๊ป เพราะแจ๊ปจะฉีกยิ้มหัวร่อ และ วิ่งไปไหนแล้ว?
คุยเล่นกับแจ๊ปและเจน จนคิดว่าน่าจะกลับบ้านกันได้แล้ว เสือเฒ่าลองถามหลานสาวตัวน้อยดูว่า
“ไปบ้านปู่มั้ยวันนี้” เจนไม่ตอบ แต่เดินไปหยิบกระเป๋าเล็กๆที่มีเสื้อผ้าเตรียมไว้แล้วสำหรับไปอาบน้ำที่บ้านปู่ ส่วนอาก็ยืนแปลกใจเล็กน้อย ไม่พูดอะไร เดินตามหลานสาวขึ้นรถต้อยๆ
ถ้าถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้ วันนั้นผมคงเห็นตัวเองยิ้ม : )
เมื่อขึ้นบนรถคุณปู่ ฝนก็โปรยลงมา เจนค่อยๆเอนตัวและหลับตา อาคิดว่าเธอน่าจะฝันดี เพราะหลับยาวนานจนถึงบ้านเราเลย
ฝนซาไปแล้ว ไม่นานต่อมา น้องชายของผมก็มาถึง ‘ฝนชมพู’ ก็พรมความชุ่มเย็นและร่าเริ่งให้กับใบไม้สีเขียวในบ้านอีกครา
- มีต่อ -
ปล. ครานี้ภาพเยอะเรื่องน้อย – อย่าว่ากันเล้ย.. เห่อหลาน : )