ปรับทุกข์ - นั่นดูเหมือนเป็นเรื่องประจำทุกครั้งจนเริ่มรู้สึกว่าขาดกันไม่ได้แล้ว สำหรับกิจกรรมระหว่างพักทานอาหารของเพื่อนร่วมงาน ปัญหาบางอย่างอาจสามารถช่วยกับขบคิดคลี่คลายได้ แต่ในบางเรื่อง การรับฟังและรู้สึกเข้าใจในปัญหากลับเป็นการบรรเทาทุกข์อีกวิธีหนึ่ง
เรื่องราวในครอบครัว นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มักยกขึ้นมาปรับทุกข์นอกเหนือเรื่องงาน ทุกข์ในครัวเรือนจึงกลายเป็นทุกข์ส่วนรวมโดยปริยาย เรื่องบางเรื่องบางครั้งมันก็น่าตลก หัวร่อกันเพราะเห็นว่าไม่น่าเอามาใส่ใจ ลืมๆมันเถอะ-ก็มักปลอบกันง่ายๆ แต่บางครั้งก็น่าเห็นใจน่าสงสาร รวมๆกันแล้วเท่าที่จับความได้ ปัญหาทั้งหลายทั้งมวลย่อมเกิดจากการถกเถียง และ เหตุผล
เรื่องบางเรื่องก็ไม่อาจยกเหตุผลขึ้นมาเพื่อถกเถียงได้ ด้วยเพราะขณะนั้น ต่างฝ่ายต่างถือเอาอารมณ์คือเหตุผลสูงสุด
"ก็เขาไม่มีเหตุผลเลย" บางคนพูด
"แบบนี้ก็หาจุดลงตัวไม่ได้สิ" บางคนเสริม
"แล้วสรุปเรื่องจบยังไง" ผมถาม
"ผมก็ต้องยอมนะสิ" บางคนพูดอีกครั้ง
"แต่นั้นมันไม่ใช่ข้อสรุปนะ" เขาทวนอีกรอบ
"นั่นละ วิธีแก้ปัญหา" ผมบอก
มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวของเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งเถียงกับแม่ของตัวเองเรื่องสีทาไม้ชายคา เพราะความชอบทางสีเกิดไม่ตรงกัน ต่างคนก็ต่างยกเหตุผลขึ้นมาอ้างอิงสีที่ตัวเองชอบ (แต่ไม่ได้พูดถึงว่าตัวเองชอบนะ -มันดูไม่มีเหตุผล) จะว่าไปแล้ว ความชอบนั่นก็คือเหตุผล เพียงแต่เป็นเหตุผลส่วนตัวก็เท่านั้นเอง ซึ่งความส่วนตัวนั้นหากมันไม่ไปกระทบคนอื่นสักเท่าไร นั่นก็เป็นเรื่องที่น่าจะยอมกันได้ เพื่อนคนนั้นถึงกับขอร้องให้ผมช่วยคุยกับแม่เรื่องสีทาชายคา นัยว่าเอาวิชาชีพของผมไปข่มท่าน(คิดได้)
ปัญหานั้นจบลงตรงที่ผมฟันงธงให้ใช้สีของแม่เธอเถอะ ผมให้ความเห็นว่า แม่สำคัญกว่าความชอบส่วนตัว เลือกเอาระหว่างแม่กับสีทาไม้ ถ้าหากว่าแม่ไม่อยากให้มีฐานรากของบ้านนี่ละก็ นั้นก็อีกเรื่อง เรื่องแบบนั้นผมก็ยอมแม่ไม่ได้เหมือนกัน
เจ้าของโครงการที่ผมทำงานให้ท่านหนึ่ง เสนอขอเปลี่ยนสีพื้นห้องซึ่งสีนั้นแตกต่างจากที่ผมเคยเสนอไว้แล้ว ซึ่งผมเองก็เห็นว่าไม่น่าจะมีอะไร ก็เลยยอมให้เปลี่ยน และที่จริงแล้ว มันก็เป็นเรื่องของเขาเหมือนกันที่จะชอบอีกสี เพียงผมตอบตกลงเท่านั้นละ เขาถึงกับหลุดปากออกมาว่า รู้สึกดีใจจริงๆที่เปลี่ยนแปลงความคิดผมได้
ผมฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้ม ในใจกลับคิดว่า เออวะ-จะได้หมดเรื่องเสียที
ในส่วนต่อจากนี่เป็นเรื่องราวระหว่าง ยุทธศาสตร์ และ กลยุทธ์
สงครามและสนามรบ
บทตอนหนึ่งในนิยายเรื่องเงาฝันของฝีเสื้อ โดยเอื้ออัญชลี ในขณะที่กองทัพของจูหยวนจาง โอบล้อม เตรียมที่จะเข้าตีกองกำลังของ จางซื่อเฉิง ด้วยสมรภูมิรบและกลยุทธ์การศึกที่เหนือกว่า ขณะนั้นเอง จูเซิน กูนซือไร้พ่ายของจูหยวนจาง กลับรีบเร่งควบม้าเข้ามาเพื่อแจ้งให้จูหยวนจางระงับการโจมตี
เนื่องด้วยเพราะแม้หากว่าเอาชนะการศึกนี้ได้ กลับไม่คุ้มเสียในเรื่องภาพลักษณ์ของผู้นำ ยุทธศาสตร์ของสงครามครั้งนี้คือการกอบกู้แผ่นดินจีนให้พ้นจากอำนาจของราชวงศ์มองโกล หากจูหยวนจางอาศัยกำลังและหลักยุทธ์เหนือกว่า เอาชนะกองกำลังของจางซื่อเฉิน เพียงเพื่อมิให้ขุมกำลังของจางซื่อเฉิงเติบโตขวางอำนาจของจูหยวนจาง คนทั้งแผ่นดินจะรู้สึกต่อจูหยวนจางในทางที่ไม่ดีกลับกลายเป็น ได้ชัยในกลยุทธ์แต่กลับสูญเสียยุทธ์ศาสตร์การสงคราม
จูหยวนจางเห็นจริงตามนั้น จึงยินยามเชื่อกุนซือ ปลดปล่อยกองทัพของจางซื่อเฉินให้ถอยกลับไป
จนเมื่อจางซื่อเฉิงสถาปนาตัวเองเป็นเจ้าเมือง เหลิงในอำนาจ ประชาชนเดือดร้อนถูกเหล่าขุนนางรังแกเอาเปรียบ เสวยสุขจนลืมดูแลประชาชน จูหยวนจางจึงได้ยกทัพมาตั้งทัพที่นอกเมือง โดยมิได้ทำการบุกเข้ามา จางซื่อเฉินแม้เห็นเช่นนั้น แทนที่จะรู้สึกว่าต้องจัดเตรียมกำลังป้องกันเมือง กลับคิดว่า จูหยวนจางไม่มีน้ำยา เพราะได้แต่ตั้งท่า ไม่ยอมบุก
จูหยวนจางนั้น ในขณะที่ตั้งค่าย เวลาหนึ่งกลับเดินทางออกนอกค่ายทหาร เข้าไปดูความเป็นอยู่ของชาวบ้าน จนชาวบ้านรู้สึกคุ้นเคยกับทหาร อีกทั้งรู้สึกไม่ดีต่อผู้ปกครองของตน ที่เมื่อเห็นทหารข้าศึกมาประชิดเมือง กลับไม่เตรียมตัวตั้งรับป้องกันประชาชน บางส่วนจึงเริ่มแปรพรรค์
สุดท้ายแล้ว จูหยวนจางเข้ายึดเมืองนี้โดยสูญเสียน้อยที่สุด นั่นเพราะยึดถือเอายุทธ์ศาสตร์เป็นที่ตั้ง ไม่หลงกระหายในชัยชนะเล็กๆ
…
กลับมาที่โต๊ะปรับทุกข์ของชมรมคนเกรงใจภริยา
แน่นอนว่าครอบครัวไม่อาจเปรียบได้กับสนามรบ(แม้บางเวลาอาจคล้ายเคียง)หากแต่จริงหรือไม่ว่า ย่อมมียุทธ์ศาสตร์หลักในการอยู่ร่วมกัน ความสงบ-ก่อเกิดความสุข จึงเรียกว่า ความสงบสุข จะมีประโยชน์อะไร หากข้อถกเถียงจบลงว่าฝ่ายหนึ่งชนะฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ แต่แล้วเกิดศึกครั้งใหม่อยู่เรื่อยไป
แต่พูกก็พูดเถอะ ในความคิดผมแล้ว สำหรับคนที่คุณรัก เถียงให้ตาย ยังไงคุณก็แพ้-แพ้ใจ : )
หลักพิชัยยุทธ์ซุนวูบทหนึ่งกล่าวว่า
"เช่นนั้น ผู้เชี่ยวชาญในหลักการสงครามจึ่งสยบปรปักษ์โดยมิพักต้องรบ ยึดเมืองโดยมิพักต้องโจมตี"
พฤษภาคม 30, 2009 ที่ 1:14 pm
ยอม……..แล้วจ้า
พี่..เตรียมทิปต่างจังหวัดได้เลยผมจะถอยม้าศึกแล้ว
เร็วๆนี้ ขอทำใบขับขี่ก่อน
พฤษภาคม 30, 2009 ที่ 1:37 pm
ก็ได้แต่รอ ได้แต่ทน ก็คนมันรักนี่นา
จุดอ่อนของฉันคือรักเธอมากกว่า
ฉันเลยเซ็งโครตๆ เลย ^^”
มิถุนายน 4, 2009 ที่ 1:24 pm
ก็จุดศูนย์ถ่วงไม่ได้อยู่ตรงกลางเสมอไปนี่คะ
การถอยคนละก้าวจึงไม่สามารถยุติความขัดแย้งได้ทุกครั้ง
มิถุนายน 19, 2009 ที่ 8:31 pm
มิ้น -ได้เลยน้อง ขอให้กระเป๋าตังและเวลาเป็นใจ
ท่านแซด -เพลงอะไรของท่านนะ ฮือ หรือข้าพเจ้าเกิดไม่ทัน
สหายโซล- กลัวว่าจะถอยไปตั้งหลักเตรียมฟาดกันใหม่นะซี่
มิถุนายน 20, 2009 ที่ 11:52 am
เพลง เซ็ง อัลบั้มใหม่ของ ไท ธนาวุธ ค่ะ ^__^
พฤศจิกายน 26, 2009 ที่ 10:28 am
ยอมถอยในบางสนามรบเพื่อชัยชนะแห่งมหาสงครามทั้งมวล ยอมสูญเสียบางพื้นที่ เพื่อรักษา
กำลังคน และเพื่อพิชิตชัยในสงครามทั้งหมด ดังเข่น เหมาเจ๋อตงยอมสูญเสียเมืองเอี๋ยนอันซึ่ง
เปรียบดังเมืองหลวงของพรรคคอมมิวนิสจีนที่แห้งแล้งให้แก่ทัพเจียงไคเช็ค แต่สามารถยึดแคว้นแมนจูเรียและดินแดนภาคกลางอันสมบูรณ์ และได้รับชัยชนะในสงครามชิงแผ่นดินใหญ่