เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสหยุดกับเขาช่วงบ่าย ก็เลยได้ทีรีบเข้าเมืองเพื่อดูงานแสดงศิลปะที่ตั้งตารอดูมากว่าครึ่งเดือน
“The 2nd Bangkok Triennale International Print and Drawing Exhibition”
เป็นงานแสดงภาพเขียนลายเส้น จากหลายประเทศ มีทั้งภาพพิมพ์ ภาพวาด และงานกราฟฟิกคอมพิวเตอร์ ผสมอยู่ด้วย นับว่าเป็นงานใหญ่ของปีนี้เลยทีเดียวสำหรับหอศิลป์กรุงเทพ เพราะไม่บ่อยนักจะมีงานของต่างประเทศเข้ามาแสดง
ใช่ว่าตัวข้าพเจ้าเองจะเห่อของนอก เพียงอยากเปิดหูเปิดตาว่า ศิลปินต่างประเทศเขาคิดเขาเขียนงานกันอย่างไร
วันนั้นที่ไปถึงมีงานแสดงสามส่วน ส่วนล่างสองสามชั้นเป็นงานแสดงภาพถ่าย ทั้งที่เป็นผลงานนักศึกษาและผลงานช่างภาพระดับอาชีพ เดินมองๆภาพไปก็แปลกตาดี มีมุมมองในกรุงเทพที่ไม่ค่อยได้เห็นเหมือนกัน หรือบางทีเห็นแล้วก็ผ่านตาไป ไม่ได้สนใจ
ส่วนงานของนักศึกษาก็ดี แทบไม่ต่างอะไรกับมืออาชีพที่แสดงกันอีกชั้นเลย
ส่วนข้าพเจ้าเดินขึ้นชั้นบนมาดูงานภาพเขียนที่ตั้งใจเอาไว้ก่อน เลยไม่ได้ยืนมองภาพถ่ายข้างล่างอย่างละเอียดนัก เดี้ยวค่อยมาเก็บรายละเอียดคราวต่อไป
มาถึงพอดีว่าเขามีการสาธิตทำภาพพิมพ์โลหะ มีคนนั่งดูเยอะเหมือนกัน เป็นเอาแผ่นทองแดงมาขึ้นลาย จากนั้นมีกระดาษ มีน้ำยาอะไรมากมาย (จำไม่หมด) เห็นว่าท่าจะนานแหะ และเราก็ใช่ว่าจะเอากลับไปลองทำที่บ้าน เลยผละจากมาเพื่อดูงานแสดงภาพ แต่ถ้าใครสนใจเขามีทำสาธิตในวันเสาร์อาทิตย์เวลาบ่ายโมงนะ สนใจก็ไปนั่งชมกันได้ แอร์เย็น ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
ตามความเป็นจริงแล้ว ข้าพเจ้าควรจะเดินเข้าทางด้านหน้าของงาน แล้วเดินย้อนกลับมาทางออก มาหนนี้กลับเดินเข้าไปในส่วนของทางออก เริ่มดูงานภาพจากท้ายๆมาเรื่อย เดินหลุดประตูมาก็เห็นภาพเยอะแยะ ติดเรียงต่อๆกันไป
ส่วนใหญ่เวลามองงานศิลป์ ในส่วนตัวข้าพเจ้าไม่ค่อยจะสนใจดูชื่อหรือคำอธิบายภาพด้านข้างเสียเท่าไร ชอบก็ยืนมอง ไม่ชอบก็เดินผ่านๆ ไม่ได้มีหลักคิดพิจารณาความนัยกับเขาหรอก (ปวกหัว) เพราะงานศิลปะในความเห็นของข้าพเจ้านั้น น่าจะแสดงตัว หรือสื่อสารกับคนชมได้โดยที่ไม่ต้องมีคำอธิบาย
เราอยากให้คนมองภาพรู้สึกสงบเย็น เราก็เขียนภาพให้มองแล้วรู้สึกได้แบบนั้น ส่วนแต่ละคนจะมองเห็นในสิ่งที่ต้องการสื่อหรือตีความขยายอณาเขตความคิดออกไป ได้มากหรือน้อย หรือตรงกันข้ามคนละทาง นั้นก็เป็นอีกเรื่องราวหนึ่ง
ทีนี้น้องคนหนึ่งเคยทักว่าให้เอารูปมาฝากพร้อมคำอธิบายภาพด้วย ไงดีละ ไอ้เราก็ได้แต่มองๆ ซึ่งๆไปกับภาพ ไม่ค่อยได้คิดอะไรที่แปลความหมายมันออกมาเป็นถ้อยคำเสียด้วย เอาเป็นว่าขอบรรยายภาพแบบเบาสมองไม่ต้องคิดอะไรมากก็แล้วกัน
สำหรับภาพคุณยายนอนเท้าแขนข้างบนนั้น ข้าพเจ้าชอบลายเส้นนะ ส่วนท่าทางของคุณยายก็ รู้สึกได้ถึงความเซ็ง (มันเอากูมานอนแก้ผ้าทำไมวะ หนาวชิ๊ป) คิ้วของยายขมวดเล็กน้อย
ภาพนี้ขนาดไม่ใหญ่โตมาก เป็นภาพออกกราฟฟิกเล็กน้อย ใช้สีไม่มากแต่ดูเด่นที่สุดในแผงผนังนั้น เพราะสีแดงที่ให้นี่ละ ดูดสายตาได้ดีนักเชียว และเจ้าดวงตาโตๆสองดวงนั่นละ กำลังคิดอะไร? ข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจนักหรอกว่าคนเขียนภาพคิดอะไร แต่มองจากกริยาท่าทางแล้ว เหมือนกับมือเขากำลังจะเปิดเปลือกหุ่มสีแดงจุดนั้นออก
ก็หวังว่า เมื่อเปิดออกมาให้เห็นเนื้อในแล้ว ด้านในจะไม่แดงเป็นจุดๆเหมือนข้างนอก
สองคนนี้หน้าตาคล้ายกัน แต่งตัวคล้ายกัน แต่ท่าทางไม่เหมือนกัน ไอ้คนข้างหลังกำลังร้องตะโกนออกมา ไม่รู้ตะโกนว่าอะไร “ฮานาก้า” น่าจะเป็นคำนั้น หรือ “ฮานิบะเฮ้ย” อันนี้ใกล้เคียง ลายเส้นโทนสีสวยครับ แต่สำหรับข้าพเจ้าเมื่อดูภาพนี้แล้ว ไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่า
“ฮานาก้า”
ภาพนี้เหมือนเธอกำลังจ้องมองเรา ข้าพเจ้าก็มองสวนเธอไป มองกันไปมองกันมาจนปวดตาข้าพเจ้าก็หันไปมองภาพที่แขนไว้ข้างๆเธอ เป็นชายชราหน้าย่นคนหนึ่ง ท่าทางใจดี ผมก็ลองถามแกเล่นๆว่า “ลุงว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่” ลุงแกตอบว่าไงรู้มั้ย?
“ไอ้หนุ่ม ลุงเหล่ของลุงมาหลายวันแล้ว เอ็งอย่า…”
ข้าพเจ้ารู้สึกว่าลุงแกเอาจริงตามที่พูด เพราะสายตาของแกนอกจากจะดูอบอุ่นแล้ว ยังดูจริงจัง และรอยย่นบนใบหน้า ก็ได้บงบอกว่า แกได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เอาเถอะ ผมผละจากลุงน่ารักท่านนั้น ไปตามทางที่ผนังมีภาพแขวนเรียงรายไปเรื่อย
ภาพส่วนใหญ่เป็นงานกราฟฟิก หรือเป็นพวกอะไรล่ะ ที่เขาเรียกว่า แอ๊ปแตก (หรือแอ๊ฟแถก-หวา) จะอะไรก็ช่าง(มัน)เหอะ ข้าพเจ้าไม่ค่อยถูกโฉลกกับงานประเภทนี้มากนัก ยิ่งพวกนามธรรมใต้จิตสำนึกพิลึกทิงนองนอยด้วยแล้ว เข้าไม่ถึง ข้าพเจ้าออกจะหัวโบเสียหน่อย เลยชอบงานประเภท สมจริง เสมือนจริง หรือจริงเหนือจริงที่เขาเรียวอะไรนะ? เรียวลิสถีบ แต่อย่าให้เหนือเกินประเภท แอ๊ปแถก ก็แล้วกัน
งานนี้ภาพประเภทกราฟฟิกกับมโนนึกเยอะมาก ทำเอาที่ตั้งใจไว้ว่า จะได้ชมภาพลายเส้น อย่างที่นึกไว้ในมโนนึกสมองจิตวิญญาณในซอกตัวตนของอนุภาคภพ แบบถึงอกถึงใจ ถึงสองร้อยกว่าภาพเป็นอันว่าฝันกะบ่าย แต่ก็เอาเถอะ ไหนๆมาแล้ว ชมงานศิลป์กินแอร์หลวงก็โอเคแล้ว
ภาพข้างบนนี้ไม่มีแสดงในงานครับ ข้าพเจ้าก็ลอง ‘แอบแถก’ กับเขาดูเหมือนกัน
เอ้า- แถกอีกรูป นานๆจะได้ว่างมาแถกกับเขาเสียที อิอิ (มองสองภาพผสมกันจะเป็นรูป คนคิ้วหนามีหนวด) ว่าไปนั่น
จะว่าไปแล้ว เวลามาชมงานศิลปะเนี้ย เขามีกฏข้อห้ามเหมือนกัน เรื่อถ่ายเนี้ย บางครั้งก็ห้ามถ่าย บางทีห้ามถ่ายเป็นบางอย่าง บางทีก็ให้ถ่าย (ถ่ายภาพนะ) แต่ห้ามใช้แฟลช กับขาตั้งกล้อง เพราะอาจจะไปรบกวนการชมภาพของคนอื่นได้ แต่บางครั้งก็ใช่ได้ในบางที่ (ถ้ารู้จักและคุยกันได้นะ)
เคยเหมือนกันกำลังถ่ายอยู่ ก็จะมียามเดินเข้ามาข้างหลัง “ถ่ายไม่ได้ครับ” เราก็ต้องรีบเก็บกล้องลดกล้องลง คิดในใจ “ก็ถ่ายไปแย้ววนิ” แล้วก็เดินเงียบๆไปพักหนึ่ง เพราะเริ่มขาดความมั่นใจ
ภาพนี้ไปชมภาพจริงๆสีจะตุ่นๆ มองแล้วเย็นๆ แต่ตอนนั้นไม่รู้ไปปรับโหมดภาพยังไง ภ่ายออกมาออกมา สีมันสดออกโทนร้อนไปเลย ภาพจริงขนาดใหญ่ได้ใจครับ ยืนมองชิวๆ สบายๆ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องดีความ สวย-สงบ-เย็น
จะว่าไปแล้ว ภาพนี้เป็นอีกภาพหนึ่งที่อยากไปดู – ที่ผ่านมาเคยชมภาพของนักเขียนท่านนี้มาแล้วหลายภาพ แต่ละภาพมีขนาดใหญ่มากๆ ดูแต่ละครั้งต้องรู้สึกถึงความมานะจริงๆ แต่ภาพนี้ที่แสดงในงานออกจะมีขนาดเล็กกว่างานที่ผ่านๆมา แต่พอลองมองแบบละเอียดแล้ว ภาพนี้ก็มีรายละเอียดที่น่าตื่นใจไม่แพ้ภาพที่มีขนาดใหญ่ๆเลย
แบบขยาย ๑.
แบบขยาย ๒.
ภาพนี้ไม่รู้หมายถึงอะไร เหมือนภาพฟัน แต่ตรงรากฟันใส่รองเท้า
ภาพนี้อีกมุมหนึ่ง เป็นคนสองคนกำลังคุยกัน
“นี่-มาน-ภาบ-อาร้ายย”
“ไอ-ก่อ-ม้าย-รุ”
ยูไม่รู้ไอมายรุ แต่ข้าพเจ้ารู้อย่างหนึ่งว่า เวลาฝรั่งดูงานศิลปะกับคนไทยดูงานศิลปะ ท่าทีไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไร ฝรั่งดูภาพหนึ่งนานมากๆ แถมพูดคุยกันตรงหน้าภาพคล้ายกับว่า มันมีเรื่องให้พูดมากมาย ส่วนคนไทย
“ตะเอง ดูภาพนี้สิ สวยนะตะเอง ต๊ายเหมือนลิ้นจี่ผสมพันธุ์กับเงาะ มีขาด้วยละตะเอง”
“จ๊ะ สวยจ๊ะ ตะเอ็งว่ามันน่าตาคุ้นๆมั้ยจ๊ะ?”
“ต๊าย ตะเอ็ง- ทะลึ่ง บ้าๆๆๆๆ”
“แหมตะเอ็งคิดอะไรกัน เค้าว่ามันเหมือนลูกสละล่อนเปลือกต่างหาก”
“บ้าๆๆๆ ตะเอ็ง เขางอลแล้ว”
มาลองนึกๆดู ไม่ว่าฝรั่งจะมองภาพแล้วตีความอย่างไร คนไทยชายหรือหญิงจะใช้บริการงานศิลปะไปในแนวทางไหน ตีความถูกต้องตามสิ่งที่ศิลปินต้องการสื่อถึงหรือไม่ นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับ เราได้รับอะไรจากการมาเดินดูงานศิลป์
อาจเป็นการใช้เวลาว่างให้กับครอบครัว หรือเป็นการผ่อนพักในขณะที่สนามรบภายนอกกำลังคุ-กรุ่น วางใจไว้ในตำแหน่งหนึ่ง เพื่อเปิดพื้นที่ว่างในความคิด การมองงานศิลป์สำหรับข้าพเจ้ามักวางความคิดไว้ข้างนอก จากนั้นเข้าไปตัวเปล่า เก็บเกี่ยวบางสิ่งจากข้างใน
ความนิ่งเงียบ ความสงบเย็นที่ถ่ายทอดออกมาจากภาพเหล่านั้น ช่วยเติมเสริมในส่วนที่สึกหรอในความคิด ต่างคนก็ย่อมแตกต่างในผลที่ได้รับ
งานศิลปะที่ดีย่อมเป็นงานศิลปะที่ ‘ให้’ มากกว่า ‘ทำลาย’ หรือ ‘สลาย’ มากกว่า ‘พอกพูน’
หากมีงานแบบนี้อีก และเวลาว่างลงตัว ก็คงไม่พ้นต้องมาเดินเติมเต็มหรือย่อยสลายบางอย่างที่อยู่ในใจเหมือนเคย
เจอกันใหม่โอกาสหน้า- ด้วยมิตรภาพ
เหมือนเคย

พฤษภาคม 20, 2009 ที่ 8:09 pm
ดูภาพศิลปะยากๆ ไม่เป็น
คิดได้แค่ สวย ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ กับไม่รู้เรื่อง – -”
เวลาดูงานศิลปะ ข้าพเจ้ามักทำสมองให้ว่างเปล่า
และออกมาอย่างว่างเปล่า เอ๊ะ ยังไง -*-
พฤษภาคม 21, 2009 ที่ 11:16 am
เยี่ยมยอดเลยทั่น
เป็นเอ็นทรี่คุณภาพโฆตรโฆตร
เหมียนเดิม
พฤษภาคม 24, 2009 ที่ 2:01 pm
อืมมมม ..
บางที บางที่มีเพื่อน หรือ ใครไปด้วยก็จะได้อีกบรรยากาศนะคะ คราวหน้านัดสาว เอ้ย ! พาเพื่อนไปเดินดูด้วยสิคะท่าน เผื่อจะมีเรื่องหวาน ๆ มัน ๆ มาเล่าให้เหล่าสหายฟัง
พฤษภาคม 28, 2009 ที่ 3:24 pm
จะว่าไป ข้าพเจ้าก็ไปชมมาหลายงาน แต่มิพักมีเวลาเอามาลงให้ชมกันเสียที
ขอบพระคุณทุท่านที่แวะเวียนมาชมขอรับ
มิถุนายน 10, 2009 ที่ 2:05 pm
มาแอบอ่านได้ความรู้อีกแล้ว คราวนี้ได้แรงบันดาลใจด้วย
คนเขียนได้บุญนะคะเนี่ย ^^
จะตามไปดูค่ะ
ขอบคุณมิใช่น้อยนะคะ
มิถุนายน 19, 2009 ที่ 8:29 pm
ขอบคุณที่แวะมาเช่นกันครับผม
มิถุนายน 27, 2009 ที่ 3:51 pm
[...] ชมภาพที่ไปเดินชมมาที่ link นี้ครับผม [...]