‘กลับบ้าน’
ในคำเดียวกันนี้ หากเรากล่าวออกมาต่างวาระ ย่อมมีความหมายแตกต่างกัน อาจเป็นถ้อยความที่ใช้บอกกล่าวกันหลังเลิกลาการงานในหนึ่งวัน อาจหมายถึงการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดที่พลัดพรากจากมาแสนไกล ระยะทางหนึ่งอาจไกลกันถึงต้องข้ามขอบเขตเส้นแบ่งปันประเทศ หรืออาจเพียงใช้เวลาเดินทางไม่กี่ชั่วโมงเพื่อข้ามเขตจังหวัดอำเภอหรือตำบลใดตำบลหนึ่งในบ้านเมืองเรา
คนบางคนอาจมีบ้านเพียงหลังเดียว นับตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลกตราบจนวันสุดท้ายของลมหายใจ คนบางคนมีหลายหลังจนจำแทบไม่ได้ว่าหลังไหนควรสำคัญดูแล และมีอีกหลายคนที่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ยังคงต้องอาศัยเช่าจ่ายเป็นรายเดือน ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าหลายคนที่กล่าวถึงข้างต้นคือคนที่ไร้บ้าน อาศัยซุกหัวนอนตามข้างทางเดินเท้า ร่มเงาภายใต้สะพานลอยตามที่ต่างๆในมหานครที่เราอาศัยอยู่
หลายวัน ก่อนหน้านี้ เราได้มีโอกาสเดินทางออกต่างจังหวัด เป็นการเดินทางทุกครั้งเรามักชอบเฝ้ามองบ้านเรือนรายทาง โดยเฉพาะยิ่ง บ้านเรือนไม้หลังเล็กที่ซุกซ้อนภายใต้เงาร่มไม้ใบเขียวชุ่มชื้น นั่นทำให้เรารู้สึกว่าบ้านหลังนั้นมีความสมบูรณ์พร้อมในนิยามของคำว่าบ้าน (ในความเห็นของเรา) ผ่านไปเจอโรงเรียนแห่งหนึ่ง นึกอยากเข้าไปดู ด้วยเพราะว่าเมื่อครั้งเยาว์เราเองก็เคยได้เรียนโรงเรียนแบบนี้เหมือนกัน
โรงเรียนเป็นแบบที่ยังคงเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงเพียงเอว ใต้ถุนมีการก่ออิฐโบกปูนเรียบร้อย ผิดจากภาพที่นึกไว้เหมือนกัน ด้วยเพราะเมื่อครั้งก่อนนั้นอาคารเรียนของเรามักเปิดใต้ถุนโล่ง อาจเป็นเพราะว่าเด็กๆมักซุกซนชอบแอบมุดเข้าไปเล่นข้างใต้นั้น
เรามาสะดุตาเข้าก็ตรงที่บ้านหลังหนึ่งตรงท้ายสุดของโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ ภาพเก่าๆในวัยเด็กพาดทับสิ่งที่สะท้อนเห็นในปัจจุบันขณะนั้น
เป็นบ้านพักครูเรือนไม้สองขั้นใต้ถุนสูง มีบันไดขึ้นเพียงทางเดียว ภายในนั้นไม่มีใครอาศัยอยู่ มีเพียงเรือนไม้เปล่าๆ ถ่ายภาพนั้นเก็บไว้เอากลับไปให้พ่อดู พ่อบอกว่านี่ละ บ้านพักครูสมัยที่พ่อเคยเป็นครูใหม่ๆ แต่ภาพที่เก็บมาให้พ่อดูนั้น พ่อบอกเราว่า บ้านหลังนี้ต่อเติมห้องน้ำด้านล่าง ซึ่งแบบที่พ่อเคยอยู่นั้นเป็นแบบที่ไม่มีห้องน้ำ
“ไม่มีห้องน้ำแล้วไปปล่อยหนักปล่อยเบาที่ไหนละพ่อ?” เราก็ถามพ่อแบบงงๆ พ่อได้แต่ยิ้มแล้วบอกว่า ก็ก่อนนั้นบ้านนอกเราไม่ได้ทำส้วมแบบส่วนตัวเหมือนสมัยนี้ อย่างบ้านพักครูก็ต้องไปใช้ห้องน้ำร่วมกันกับครูคนอื่นที่สร้างเอาไว้ใกล้ๆโรงเรียน พ่อเล่าให้ฟังเราก็นึกภาพตาม
ความจำค่อยๆดีขึ้น เหมือนภาพถ่ายที่ถูกฝุ่นเกาะพร่าพราง จากนั้นเราค่อยๆเช็ดฝุ่นเหล่านั้นออก
นึกย้อนไปถึงบ้านปู่บ้านย่าที่เราเคยไปเยี่ยมท่านเสมอเมื่อตอนปิดเทอม บ้านท่านก็หาได้มีห้องน้ำห้องส้วมสำหรับอาบน้ำถ่ายหนักเบาเป็นของส่วนตัว ด้วยเพราะคนในหมู่บ้านจะเพาะเรือนขึ้นเป็นกลุ่ม มีพื้นกระดานไม้เชื่อมต่อกันไปเป็นแถว แหล่งน้ำเป็นสิ่งจำเป็นเพราะการประปาของทางราชการยังเข้าไม่ถึง น้ำในหมู่บ้านจึงเป็นของส่วนกลางที่ไม่มีใครคนใดจะยึดไว้เป็นของส่วนตัวได้
ที่ไปที่มาอย่างนี้กระมังที่เราคิดว่า ห้องน้ำสมัยก่อนนั้นจึงเป็นห้องน้ำที่เราใช้ร่วมกันทั้งหมู่บ้าน ไม่เพียงแต่เรื่องขับถ่ายเท่านั้น พื้นที่ส่วนกลางนี้ยังเอาไว้สำหรับซักผ้าตากผ้า
ย่ำเย็นเราจึงเห็นว่าแม่บ้านจะจูงลูกหลานมายังบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน เพื่อซักผ้าและอาบน้ำเจ้าตัวเล็ก ได้พูดคุยหยิบยืมสิ่งของใช้สอยบางอย่างหากว่าพอดีขณะนั้นเกิดขาดมือ พ่อบ้านก็ชวนกันนั่งคุยกันเรื่องหวยมวยตู้หรือแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าเกี่ยวกับปัญหาเรื่องปากท้อง แบ่งปันยาเส้นกอนฉุน มวน-จุด-สูบปื๊ด! โรยควันคลายใจ
ใต้ถุนบ้านยกสูงบางหลังมีคอกหมูครางเสียงอี๊ดอู๊ดตลอดเวลา กลิ่นตัวและมูลของมันโชยไปได้ระยะทางทีเดียว แต่มันน่าแปลกตรงที่เราก็เคยอยู่มาได้ แถมบ้านของตาเราก็เป็นแบบนั้น คือเลี้ยงหมูไว้ใต้ถุนบ้าน
มีไก่และลูกๆของมันเดินไปมารอบๆ กระเดืองสำหรับตำข้าว และบางครั้งคนในหมู่บ้านก็ช่วยกันทำแป้งขนมจีน เป็นอาหารที่เราจะได้กินเฉพาะวันเวลาที่มีงานบุญงานแต่ง ไม่ใช่ว่าจะหาซื้อกินได้เหมือนเราอยู่เมือง อาหารในงานนั้นเกิดจากการรวมเอาของหลายอย่างที่แต่ละบ้านเรือนใครจะมี ใครปลูกผักเอาผักมากัน ไม่มีก็เดินออกไปตามท้องนา หาต้นมะพร้าวสักต้น ออกปากเจ้าของขอปีนเด็ดลงมาซักสามสี่ลูก พอเอามารวมกันได้เยอะ ทำกินในงาน
มีงานบุญใหญ่กันทีเด็กๆก็ชอบ เราก็เหมือนกัน เพราะได้เจอคนเยอะ บางครั้งคนบ้านอื่นหรือคนที่อยู่อีกหมู่บ้านก็มาช่วยงาน เพราะงานบางงานเป็นงานแต่งของคนต่างหมู่บ้านกัน หรือเป็นงานบุญนาค แบบรวมกันบวชหลายคนก็ต้องมาเตรียมงานด้วยกันหลายครอบครัว แปลกหน้าแปลกตาแต่ก็ร่วมทำงานกันได้ เพื่อให้ได้ผลบุญร่วมกัน
ที่เราจำได้ดีและประทับใจก็น่าจะตรงที่ว่า เวลาที่เรารำนำหน้าขบวนแห่นาค แตร์วงก็ระดมเพลงสนุกคึกคัก มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีแตร์วงสามวงเล่นติดๆพร้อมกันเลย เพลงตีกันฟังไม่รู้เรื่อง แต่เราก็ยังรำกันได้ ไม่รู้สึกว่ามันกวนกัน คุณน้าคุณยายก็มาร่วมรำด้วยกัน ทั้งที่อยู่กันคนละบ้าน มาช่วยงานของอีกคน ก็มารำด้วยกัน ไม่มีใครเห็นแก่ตัวว่าใครมาก่อนมาหลัง หรือเสียงดังกลบเสียงของใคร ต่างคนต่างช่วยให้งานผ่านไปอย่างราบรื่นและมีรอยยิ้ม
เพราะเมื่อถึงคราวต่อไป ไม่ใครก็ใครในหมู่บ้านมีงานแบบนี้ พวกเขาก็จะมาช่วยเหลืองานกันอีก บ้านนอกก็แบบนี้ ใครช่วยเรา เราก็ต้องคอยจำไว้ เวลาที่เขามีงาน เราก็จะได้ไปร่วมช่วยกับเขาด้วย การทำอะไร่วมกันนั้นเป็นเรื่องดี เราก็ชอบเพราะเราได้รู้เรื่องอะไรๆที่เราไม่รู้จากคนอื่นอีกมาก คนเฒ่าคนแก่ก็ช่างพูดเจรจา สรรหาเรื่องราวสนุกๆมาเล่าให้ฟังเสมอ เป็นการส่งต่อภูมิปัญญาอีกทางหนึ่ง
จะว่าไปแล้ว เวลาเรานึกถึงบ้าน เราไม่เคยนึกถึงตัวบ้านที่เป็นอาคารโดดเดี่ยว ที่มีรั้วรอบชิด ปิดประตูทำอะไรต่ออะไรเพียงคนเดียว มีฝาบ้านปิดมิดชิดในพื้นที่ส่วนตัว
ไม่เลย บ้านที่เราจำได้ไม่ได้มีรูปแบบนั้นสักนิดเดียว บ้านของปู่เป็นเรือนไม้เปิดโล่งสองทาง มีประตูเตี้ยๆเป็นระแนงไม้ตีห่างกันเพียงคืบ พอที่จะกันไม่ให้หมูหมาเดินเข้ามาตรงส่วนที่ใช้หลับนอน
ไม่มีห้องนอน ห้องดูทีวีหรืออ่านหนังสือรับแขกเป็นสัดส่วน เหมือนบ้านในเมืองที่ต้องมีผนังกันห้องไว้ แปะป้ายว่าห้องนี้ใช้ทำอะไร ฝรั่งสมัยก่อนก็เป็นแบบนั้น เพิ่งมาไม่นานนี้เองที่เริ่มคิดได้ว่าการเปิดพื้นที่โล่งไว้ใช้ไปอเนกประสงค์เป็นทางออกของบ้านในพื้นที่จำกัด แต่คนบ้านนอกเราอยู่แบบนี้กันนานแล้ว พื้นที่ว่างของบ้านนั้นทำกิจกรรมแทบทุกอย่าง ไม่ว่าทำอาหาร พูดคุย ทำงานเล็กๆน้อย หรือหลับนอนเรียงรายต่อๆกันไปโดยใช้มุ้งกางโยงสายไปมา
“พ่อ แล้วบ้านหลังนั้นเป็นยังไงแล้ว…?” เรานึกได้เลยลองถามพ่อ พ่อส่ายหน้า บอกไม่รู้เหมือนกัน อาจยังอยู่เหมือนบ้านที่อยู่ในรูป หรืออาจถูกรื้อออกไปเพื่อสร้างอะไรใหม่ๆเข้ามา เพราะเดี้ยวนี้ข้าราชการมักซื้อบ้านอยู่กันเอง บ้านพักครูก็ไม่ค่อยมีใครอยู่กันแล้ว
อยากเห็น อยากรู้เหมือนกันว่าบ้านหลังนั้นเป็นยังไงตอนนี้ เรานะ พอเห็นแค่บ้านที่คล้ายๆกับที่เราเคยอยู่ เราก็นึกถึงเรื่องอะไรเยอะแยะมากมาย
ลองถ้าเป็นบ้านหลังเดิมนั้นจริงๆ ความทรงจำของเราจะมากมายเพียงไหนนะ? เราจะนึกออกว่าพ่อนั่งอยู่ตรงนั้นทำอะไร แม่เล่า แม่ทำอะไรตรงไหนประจำ คุณตาเดินทางบ้านมาเยี่ยมพ่อ ออกปากชักชวนไปช่วยงานบุญ แม่เดินเอาขันน้ำใส่น้ำฝนออกมาให้ตา เราทั้งหมดนั่งคุยกันหน้าบ้านในตอนกลางคือ เรานั่งนับดาว พ่อนั่งคุยกับคุณลุง
คุณตานั่งโบกผ้าขาวม้าไปมาเพื่อไล่ยุง คุยโม้เรื่องราวสมัยยังหนุ่ม จนยายทนไม่ไหว เดินลงจากบ้านไปเด็ดเอาใบพรูสดๆจาดต้นมากินหมาก เสียงตึกๆของสากครกดังแผ่วเบาขับคลอไปกับเสียงร้องของกบเขียด ไม่เป็นจังหวะทำนอง แต่ฟังเพลินดี กลิ่นปูนสำหรับกินหมากของยายติดตัวยายเสมอ เราหลับตาแล้วฟังเสียงนั้น สูดกลิ่นนั้น คล้ายกับว่าได้กลับย้อนไปยังตรงที่แห่งนั้นจริงๆ
บ้านๆๆ
เฮ้อ…อยากกลับบ้านแล้วสิเรา
พฤษภาคม 1, 2009 ที่ 11:18 am
แล้วตกลงจะกลับบ้านจริงๆ ป่าวเนี่ย หรือว่าแค่คิดอยากกลับไปอีกครั้ง
บ้านสำหรับบางคนอาจเป็นความทรงจำดีๆ สำหรับบางคนอาจมีเพียงสำนึกแย่ๆ กัดกิน
แต่สำหรับข้าพเจ้าอ่ะนะ คลุกเคล้ากันทั้งสองอย่างนั่นแหละ หลายเรื่องราวงดงามอยู่เหนือกาลเวลา และก็อีกหลายเรื่องราวเช่นกันที่…เฮ้อ…
นี่แหละ คือบ้าน
สุขสันต์วันแรงงานค่ะ
พฤษภาคม 1, 2009 ที่ 11:48 am
บ้านบางหลังยังคงอยู่ เราก็กลับไปได้ครับ
แต่บ้านบางหลังไม่อยู่แล้ว ให้คิดอยากกลับไป ก็คงทำได้แค่เพียงเฝ้าคิดถึงมัน
แต่บ้านบางหลังยังอยู่ที่เดิมแต่ไม่เหมือนเดิม
นั่นก็เป็นอีกความรู้สึกที่มีต่อบ้านครับผม
สุขสันต์วันแรงงานเช่นเดียวกันครับ ^^
พฤษภาคม 1, 2009 ที่ 2:28 pm
อาศัยขนำเล็ก ๆ มันยังมาพังซะได้
ตอนนี้นอกจากไม่มีบ้าน ยังได้ไม่มีที่ซุกหัวนอนอีกตำแหน่ง…แฮ่..
พฤษภาคม 1, 2009 ที่ 2:50 pm
อย่างนี้ต้องหาตักอุ่นซุกนอนขอรับท่านพี่ ^_^
พฤษภาคม 3, 2009 ที่ 11:49 am
อืมมมม.. ใช่! ต้องหาตักอุ่นซุกนอน
แต่เลือกดีๆ หน่อยนะทั่น หาที่แข็งแรงๆ เพราะตัก(จะอุ่นไม่อุ่น)ก็อาจพังได้เหมือนกัลล์
: )
พฤษภาคม 10, 2009 ที่ 12:56 pm
: )
นั่นสิ แต่ของแข็งมักเปราะบาง หากให้ดี เอาที่อ่อนนิ่ม นวลกรุ่นหอมเสียหน่อย เวลานอนนั้น นิ่มนวลอารมณ์ดี
พฤษภาคม 18, 2009 ที่ 9:52 am
^
^
คุยอะไรกั๊นนน แต่ก็มิได้นำพา กิกิกิ
.
.
บ้าน คือ ที่พัก
บ้าน คือ ความอบอุ่น
บ้าน คือ ทุกสิ่งแต่มิใช่ทุกอย่าง
นิยามคำว่าบ้านของนู๋ในตอนนี้
พฤษภาคม 19, 2009 ที่ 2:53 pm
“บ้าน คือ ทุกสิ่งแต่มิใช่ทุกอย่าง”
แล้วมันเป็นยังไงละฮือ หนูบาล์ม?