ประวัติเอกสารสำหรับ พฤษภาคม, 2009

memo : แพ้ในสนามรบ ชนะในสงคราม

พฤษภาคม 28, 2009

ปรับทุกข์ - นั่นดูเหมือนเป็นเรื่องประจำทุกครั้งจนเริ่มรู้สึกว่าขาดกันไม่ได้แล้ว สำหรับกิจกรรมระหว่างพักทานอาหารของเพื่อนร่วมงาน ปัญหาบางอย่างอาจสามารถช่วยกับขบคิดคลี่คลายได้ แต่ในบางเรื่อง การรับฟังและรู้สึกเข้าใจในปัญหากลับเป็นการบรรเทาทุกข์อีกวิธีหนึ่ง

เรื่องราวในครอบครัว นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มักยกขึ้นมาปรับทุกข์นอกเหนือเรื่องงาน ทุกข์ในครัวเรือนจึงกลายเป็นทุกข์ส่วนรวมโดยปริยาย เรื่องบางเรื่องบางครั้งมันก็น่าตลก หัวร่อกันเพราะเห็นว่าไม่น่าเอามาใส่ใจ ลืมๆมันเถอะ-ก็มักปลอบกันง่ายๆ แต่บางครั้งก็น่าเห็นใจน่าสงสาร รวมๆกันแล้วเท่าที่จับความได้ ปัญหาทั้งหลายทั้งมวลย่อมเกิดจากการถกเถียง และ เหตุผล

เรื่องบางเรื่องก็ไม่อาจยกเหตุผลขึ้นมาเพื่อถกเถียงได้ ด้วยเพราะขณะนั้น ต่างฝ่ายต่างถือเอาอารมณ์คือเหตุผลสูงสุด

 

(เพิ่มเติม…)

ห้องภาพ : The 2nd Bangkok Triennale International Print and Drawing Exhibition

พฤษภาคม 20, 2009

 

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสหยุดกับเขาช่วงบ่าย ก็เลยได้ทีรีบเข้าเมืองเพื่อดูงานแสดงศิลปะที่ตั้งตารอดูมากว่าครึ่งเดือน

“The 2nd Bangkok Triennale International Print and Drawing Exhibition”

เป็นงานแสดงภาพเขียนลายเส้น จากหลายประเทศ มีทั้งภาพพิมพ์ ภาพวาด และงานกราฟฟิกคอมพิวเตอร์ ผสมอยู่ด้วย นับว่าเป็นงานใหญ่ของปีนี้เลยทีเดียวสำหรับหอศิลป์กรุงเทพ เพราะไม่บ่อยนักจะมีงานของต่างประเทศเข้ามาแสดง

ใช่ว่าตัวข้าพเจ้าเองจะเห่อของนอก เพียงอยากเปิดหูเปิดตาว่า ศิลปินต่างประเทศเขาคิดเขาเขียนงานกันอย่างไร

วันนั้นที่ไปถึงมีงานแสดงสามส่วน ส่วนล่างสองสามชั้นเป็นงานแสดงภาพถ่าย ทั้งที่เป็นผลงานนักศึกษาและผลงานช่างภาพระดับอาชีพ เดินมองๆภาพไปก็แปลกตาดี มีมุมมองในกรุงเทพที่ไม่ค่อยได้เห็นเหมือนกัน หรือบางทีเห็นแล้วก็ผ่านตาไป ไม่ได้สนใจ

ส่วนงานของนักศึกษาก็ดี แทบไม่ต่างอะไรกับมืออาชีพที่แสดงกันอีกชั้นเลย

ส่วนข้าพเจ้าเดินขึ้นชั้นบนมาดูงานภาพเขียนที่ตั้งใจเอาไว้ก่อน เลยไม่ได้ยืนมองภาพถ่ายข้างล่างอย่างละเอียดนัก เดี้ยวค่อยมาเก็บรายละเอียดคราวต่อไป

(เพิ่มเติม…)

ห้องภาพ : กลีบใบ ไม้ร่ม ลมคลอ

พฤษภาคม 15, 2009

 

 

DSC_9023-2

นานเพียงใดแล้วที่ข้าพเจ้าไม่ได้ถ่ายภาพต้นไม้ – นานเหลือเกินสำหรับความเห็นข้าพเจ้า -และอาจไม่นานสำหรับใครอื่นที่มีเวลาเล็กๆน้อยๆเป็นของตัวเอง โดยมิต้องให้ใครมาใช้สอยแทน

เฮอะ!!

ข้าพเจ้ามักคำรามแบบถอนทอดใจ เฮอะ!! ระบายเฮือกหนึ่งก็คล้ายๆว่าเรื่องราวภายในตัวถูกกระแทกออก แต่ก็อีกนั้นละ มันที่ว่าก็ย้อนกลับมาซุกนอนให้ห้องใจเหมือนเคย  เอาเถอะไม่มีใครว่าแกหรอก อยากจะซุกนอนตรงไหนก็ตามสบาย ข้าพเจ้าละความคิดจากมันหันมามองภาพถ่ายเก่าๆ ที่เคยถ่ายเก็บเอาไว้เมื่อครั้งเคยว่าง

ว่าง- อ่อใช่!! ข้าพเจ้าเคยว่าง ใครๆก็ต้องเคย… มันเป็นเรื่องธรรมดา

(เพิ่มเติม…)

memo : พักรบ-สงบจิต

พฤษภาคม 10, 2009

P1000979

ก่อนฟ้าแดงครึ้ม สีฟ้ายามเย็นนั้นเข้มคราม

ศีรษะข้าพเจ้าหนักอึ่ง ไม่ทราบว่าภายในบรรจุสิ่งใดหนักหนา

ริมระเบียง

เพียงกองใจไว้ตรงหน้า ความคิดปลดปลงลงห้วงขณะ

ให้สิ่งต่างๆสะท้อนอย่างควรจะเป็น

ลมครวญระใบหู เย็นรื่น ณ แห่งนั้น

หัวใจหม่นหมองเบื้องหน้า คล้ายถูกชำระ

ความคิดขุ่นระคาย ประหนึ่งกองตะกอนนอนสงบ

รับรู้การเคลื่อนผ่านของลมหายใจ

จากแห่งใด ไปยังแห่งใด

เดินทางผ่านพ้นห้วงหนึ่งใช้เวลาเนิ่นนาน

อุ่นเล็กน้อย ณ แห่งกำเนิดเริ่มต้นและบรรจบสิ้น

ตระเตรียมเคลื่อนไหวระลอกใหม่

ยังคงดำเนินต่อไปอย่างนั้น

เชื่องช้า เย็นและอุ่น

บางครั้งหลงลืมไปว่าได้ถอดใจวางไว้เบื้องหน้า

เมื่อมีลมสายหนึ่งโบยพัดมา

ใจก็ปลิวลอย

ล่องเล่นโผนพริ้วระเริงจนหวาดเสียว

เมฆาขุ่นครามแปรเปลี่ยนเป็นลอนคลื่น

คลี่คลายม้วนคลุมวรุณแซมแดงทอร้อยให้ชอกช้ำ

อัญมณีฟ้าพร่างพรมลง

หัวใจนั้นยังลิ้วลอยล้อกระแสไม่หยุดหย่อน

โบกมือเรียกคืนกลับ

หากแต่น้ำเสียงขาดหาย

ฟ้าคำรามร้อง เสียงและแสงแปลบปลาบ

ดวงใจสะท้านหนึ่งคราด้วยอาการตระหนก

โผลอยกลับมายังแห่งหนที่จากมา

“เจ้าเกรงกลัวอันใดเล่า”

เขาถามเจ้าดวงใจ

“ข้าพเจ้าเกรงกลัวแสงวาบ เสียงคำรามเกรี้ยวกราดนั้น”

เจ้าดวงใจเพ้อรำพึง

“หากแต่วรุณชุ่มเย็นมลายความหมองมัว”

ดวงใจกล่าวต่อขณะนั้นตั้งท่าลอยท่องย้อนคืนนภาฟ้า

เจ้าของดวงใจยื่นมือออกคล้ายต้องการหยุดยั้ง

เปล่าเลย

เขาหยิบความคิดส่งให้ดวงใจ

จากนั้นกลับมา ณ จุดบังเกิดและบรรจบของ

ห้วงลมหายใจ

กาแฟร้อน : กลับบ้าน

พฤษภาคม 1, 2009

‘กลับบ้าน’ 

ในคำเดียวกันนี้ หากเรากล่าวออกมาต่างวาระ ย่อมมีความหมายแตกต่างกัน อาจเป็นถ้อยความที่ใช้บอกกล่าวกันหลังเลิกลาการงานในหนึ่งวัน อาจหมายถึงการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดที่พลัดพรากจากมาแสนไกล ระยะทางหนึ่งอาจไกลกันถึงต้องข้ามขอบเขตเส้นแบ่งปันประเทศ หรืออาจเพียงใช้เวลาเดินทางไม่กี่ชั่วโมงเพื่อข้ามเขตจังหวัดอำเภอหรือตำบลใดตำบลหนึ่งในบ้านเมืองเรา

คนบางคนอาจมีบ้านเพียงหลังเดียว นับตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลกตราบจนวันสุดท้ายของลมหายใจ คนบางคนมีหลายหลังจนจำแทบไม่ได้ว่าหลังไหนควรสำคัญดูแล และมีอีกหลายคนที่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ยังคงต้องอาศัยเช่าจ่ายเป็นรายเดือน ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าหลายคนที่กล่าวถึงข้างต้นคือคนที่ไร้บ้าน อาศัยซุกหัวนอนตามข้างทางเดินเท้า ร่มเงาภายใต้สะพานลอยตามที่ต่างๆในมหานครที่เราอาศัยอยู่

(เพิ่มเติม…)