สำหรับสังคมออนไลน์หรือใครก็ตามที่พอจะติดตามข่าวสารต่างประเทศอยู่บ้างในขณะนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ ซูซาน บอยล์ สาวใหญ่วัย 47 เจ้าของเสียงร้องอันทรงพลังที่ใครๆกล่าวถึงมาก(ขณะนี้)
ที่กล่าวถึงนั้นเท่าที่อ่านหรือฟังมักมองไปตรงประเด็นที่ว่า ภาพลักษณ์ของเธอและเสียงร้องของเธอนั้นไม่น่าจะไปด้วยกัน น้ำหนักออกไปทางประหลาดใจมากกว่าที่จะทึ่งในน้ำเสียง
ปรากฏการณ์ ซูซาน ไม่ได้เป็นเรื่องน่าแปลกใจ หรือประหลาดใจสำหรับข้าพเจ้าหรือใครก็ตามที่มองข้ามรูปโฉมโนมพรรณที่สังคมส่วนใหญ่ปรุงแต่งไว้เป็นไม้บรรทัด เพราะจะว่าไปแล้วในบ้านเราก็มีนักร้องเสียงดีอีกมากที่หลบเร้นอยู่ตามซอกหลืบของสังคม ไม่ว่างานเลี้ยงแต่งงาน งานโรงเรียนสมัยประถมมัธยมหรือบางครั้งเป็นการล้อมวงร่ำสุราที่มีเพื่อนเฮฮาร้องเพลงกันเรียบง่าย ใครบางคนร้องขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไร้แอลกอฮอลทำให้หลายคนที่รับฟังคล้ายต้องมนต์คีตาญชลีที่บรรเลงผ่านผู้คนสามัญธรรมดา
มีหลายคนที่เสียงนั้นเข้าขั้นให้เป็นนักร้องอาชีพ ทว่าต่างคนก็หาได้นำพา จะว่าไปแล้วเงือนไขชีวิตคนเราผิดแผกแตกต่าง ใช่ว่าคนร้องเพลงเพราะจะอยากเป็นนักร้องเสมอไป รูปร่างหน้าตานับเป็นเงือนไขอันร้ายกาจที่สุดเท่าที่สังคมเราเคยสร้างเงือนไขให้กับบรรดาผู้มีความสามารถในการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ส่วนคนหน้าตาไม่ดีก็จำต้องหาบางสิ่งบางอย่างมาเสริมให้กลบเกลื่อนรูปพรรณ แต่กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอ
‘โอกาส’ คำเดียวแต่มีคุณค่ามากมายที่ใครๆก็ต้องการ แต่น้อยคนที่จะรู้จักคำว่า ‘ให้โอกาส’
คนในยุคดิจิตอลโชคดีและโชคร้ายในขณะเดียวกันตรงที่ว่า โอกาสที่ดีและโอกาสที่เลวในสังคมข่าวสารจานด่วนนั้น ทำงานสร้างสรรได้ว่องไวและงานทำลายได้รวดเร็วในขณะเดียวกัน ไม่เหมือนกับคนสมัยก่อนที่กว่าจะได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองต่อสังคมในภาพกว้างนั้นใช้เวลายาวนานและบางครั้งนานเกินกว่าที่ชีวิตเขาจะสามารถรอถึงวันที่โอกาสได้พิสูจน์ความจริงมาถึง
ในขณะที่ซูวานกำลังเพลิดเพลินการร้องเพลงไปขณะตากผ้า เพื่อนบ้านของเธอเห็นว่าเธอร้องเพลงเสียงดีจึงบอกให้เธอเดินทางไปประกวดร้องเพลงในในรายการ Britains Got Talent และเธอก็มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลกในชั่วข้ามคืน นั้นทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงชายคนหนึ่ง…
‘Mad moon’ แปลแบบเรียงตัวว่า ‘บ้าดวงจันทร์’ เป็นสมญานามที่สำนักข่าวนิวยอร์กไทมส์ ใช้เรียกขานนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ โรเบิร์ต ก็อดเดิร์ด ผู้คิดค้นริเริ่มแนวคิดในการใช้เชื้อเพลิงเหลวกับจรวด และแนวทางการสร้างจรวดขึ้นไปดวงจันทร์ (นั่นเป็นที่มาของชื่อ ‘Mad moon’ ) แนวคิดของเขาไม่ได้รับการต้อนรับอย่างสวยงามเท่าไรนักสำหรับสังคมขณะนั้น โดยเฉพาะเรื่องการเดินทางไปดวงจันทร์ ทั้งรัฐบาลและสื่อต่างมองเขาเป็นตัวตลก รางวัลของตัวตลกคือเสียงหัวเราะเท่านั้น
ในปี 1919 โรเบิร์ต เขียนบทความชื่อ ‘A Method of Reaching Extereme Altitudes’ ว่าด้วยเรื่องของการสร้างจรวดขึ้นไปสู่ดวงจันทร์ เขาโดยวิจารณ์อย่างหนักโดย นิวยอร์กไทมส์
มันออกจะดูเป็นเรื่องความฝันมากกว่าความจริงสำหรับการเดินทางออกนอกโลกไปเหยียบดวงจันทร์ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้โรเบิร์ตเลิกล้มความตั้งใจที่จะพิสูจน์ความคิดของเขาเอง แต่ความสำเร็จก็ไม่ค่อยเป็นมิตรกับเขาเท่าไรนัก
ปี 1929 ในขณะที่ทำการทดลองจรวด ในห้องวิจัย จรวดลูกนั้นเกิดระเบิด เขารอดตาย แต่ศุนย์วิจัยของเขาถูกปิด ไปพร้อมโอกาสของเขา มองในแง่ดีคือรัฐบาลห่วงใยความปลอดภัยของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจาก ‘Mad moon’ คนนี้ นั้นทำให้เขาต้องดิ้นรนที่จะเดินทางไปหาโอกาสที่อื่น เขาย้ายสถานที่ทดลองวิจัยไปที่ นิวเม็กซิโก แล้วเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งใน ปี 1945
ปี 1957 สปุตนิค1 ดาวเทียมดวงแรกของโลก เดินทางออกนอกชั้นบรรยากาศของโลกโดยหลักทฤษฎีที่โรเบิร์ตคิดค้น ผู้ให้โอกาสต่อความคิดนี้คือโซเวียตรัสเซีย ในขณะที่อเมริกาโดยองค์การนาซ่าทำได้เพียงทุ่มเงินหนึ่งล้านเหรียญ ซื้อลิขสิทธิ์ทางปัญญาของโรเบิร์ตผ่านทายาทของเขา เพื่อนำความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาโครงการจรวดเดินทางออกนอกโลก
ปี 1969 วันที่ 16 กค. อพอลโล 11 เดินทางถึงดวงจันทร์เป็นครั้งแรก (ก่อนนั้นแค่เฉี่ยวมอง) โดยก่อนหน้านั้น นิวยอร์กไทมส์ได้ตีพิมพ์คำขอโทษ โรเบิร์ต ก็อดเดิร์ด เพื่อเป็นการคารวะความคิดแนวคิดที่โรเบิร์ตเคยคิดและนำเสนอไว้
ความคิดและความจริงของโรเบิร์ต เดินทางเพื่อพิสูจน์ยาวนานเหลือเกิน จากวันที่เริ่มนำเสนอความคิด ถึงวันที่ความคิดนั้นสำเร็จผล กินเวลาถึง 50 ปี (นับจาก 1919-1969) ผ่านความเจ็บปวดที่สังคมกระทำย่ำยีต่อความคิด ปิดโอกาสที่เขาจะได้ทดลองพิสูจน์
ซูซานร้องเพลง ‘I Dreamed a Dream’ ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้นว่า บทเพลงอันไพเราะนั้นสามารถส่งไปถึง โรเบิร์ต ได้ แม้เวลาจะแตกต่างกัน หากแต่ว่า ความคิดและความไพเราะเป็นสารัตถะของคนทั้งสองหาได้มีเวลาหรือสิ่งอื่นใดที่จะมาบดบังอำพลางสาระเหล่านั้น
‘ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย’ ไม่แน่ใจว่าใครพูด แต่ความฝันก็เป็นเช่นความจริง มันไม่มีวันตายตราบเมื่อคนฝันไม่หยุดฝัน แม้ในวันนั้นเขาจะไม่ได้อยู่บนโลกแล้วก็ตามที
ข้าพเจ้าคิดว่าเช่นนั้น…

“มันได้รับการพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ความฝันของเมื่อวานคือความหวังของวันนี้เป็นความจริงของวันพรุ่งนี้”
-โรเบิร์ต ก็อดเดิร์ด -
เมษายน 22, 2009 ที่ 1:58 pm
เยี่ยม!!!!!!!!!!~
แวะมาบ้าๆ บอๆ 555
สบีดายไหมท่านพี่?
คุณน้องก็ดีบ้าง ร้ายบ้าง ……….
(พูดถึงการงานนะ มิใช่หน้าตา)
555
เมษายน 22, 2009 ที่ 6:43 pm
มีความสุขดีตามฐานะการเงินและเวลาอันจำกัดครับน้อง ^^
เมษายน 22, 2009 ที่ 7:22 pm
ฝันเล็กๆ ของฉันไม่สำคัญกับเธอเท่าไหร่
แต่สำคัญที่ฉันไม่ห่างกับเธอเหมือนยามตื่น
ต๊กใจ ตื่นมาเสียนี่ แหม..เสียดายจัง ^^”
(มามั่วบลอกชาวบ้านอีกแล้วเรา)
เมษายน 23, 2009 ที่ 6:20 pm
อุ๊ย.. เจอวัยรุ่นป่วยบล็อก 555
เมษายน 25, 2009 ที่ 9:02 pm
แวะมาเจอค่ะ
ขอบคุณมากมาย อ่านแล้วรู้สึกดีจัง
ชอบสำนวนคุณนะ ^^
เมษายน 26, 2009 ที่ 9:52 am
ขอบคุณครับ แวะไปคลายร้อนที่บล็อกท่านแล้วว.. ^_^
อิจฉาคนได้เที่ยวเป็นงานเป็นการดี อิอิ
เมษายน 28, 2009 ที่ 12:52 am
เห็นด้วยครับพี่
เมษายน 28, 2009 ที่ 8:54 am
มองปรากฏการณ์หนึ่งโยงถึงอีกปรากฏการณ์หนึ่ง
ความเรียงท่านเข้มข้นขึ้นทุกทีนะขะรับ
คารวะ
ป.ล. บรรทัดสุดท้าย หากลองเอา ‘ว่า’ ออก ท่านชอบกว่าไหม?
เมษายน 28, 2009 ที่ 6:52 pm
เพิ่งไปดู Youtube มาค่ะ (ตกข่าวสุดๆ แบบไม่ตามข่าวอะไรเลย) ตอนนี้กว่า 47 ล้านวิวแล้ว
ผลปรากฎว่า….
ร้องไห้….
น้ำตาไหลพราก…
คุณแฟนเครียดไปแล้ว ว่าแฟนชั้นเป็นไรมากปล่าวเนี่ย
แต่เธอร้องได้ดีมากๆ มากๆ จริงๆ
^^
ป.ล.: นี่ถ้าไม่ได้เข้ามาอ่านบล็อกคุณ ก็คงไม่ได้รู้เรื่องนี้..ขอบคุณค่ะ
เมษายน 28, 2009 ที่ 7:19 pm
yuth : ยุทธ น้องทิ้งurl ไปดูรูปที่น้องถ่ายไว้ให้พี่มั่งดิ อยากยลมากๆ เออจะว่าไป งานบวชไอ้เคสเสียดายว่ากล้องตัวใหญ่พี่พัง ไม่งั้นถ่ายมันส์กว่านี้เยอะ 555
พี่ดินล์ : บรรทัดสุดท้าย ง่า… ข้าพเจ้าคิดว่า… เช่นนั้นแลขอรับ อิอิ (กำลังอยากลองเขียนบทความกึ่งประวัติศาสตร์อยู่นะขอรับท่านพี่)
ท่านคิกาปู้ : อืมม์ ก็ไม่ได้ตามข่าวเหมือนกันครับ พอดีมีคนเล่าให้ฟัง บรรจบกับอ่านชีวประวัติของนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้อยู่พอดี เลยเอามาโยงเขียนเข้าด้วยกันนะครับ แต่ที่เธอร้องนะ ฟังกี่ทีก็สุดยอดเลย เสียงมันออกมาจากข้างใจจริงๆ ^_^