ประวัติเอกสารสำหรับ มีนาคม, 2009

กล่อมเธอ (๒) : ๙๐๐ กิโลเมตร

มีนาคม 26, 2009

P1020268

ถึงเธอ ในยามอัสดงกาล

วานก่อนนี้ เป็นวันที่ฉันได้ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทางระยะทางรวมแล้วหลังจากสิ้นสุด ๙๐๐ กว่ากิโลเมตร ในหนึ่งวันเราเดินทางอะไรได้มากมายขนาดนั้น  ฉันเดินทางไปไกลขนาดนั้นแต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนฉันเดินออกไปเพียงไม่กี่ก้าวจากสถานที่เดิมเลย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นเล่า? 

บนถนนที่ไม่ค่อยราบเรียบนั้น มันทำให้ร่างกายของฉันสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา คล้ายกับว่ามีคนคอยเอามือมาผลักหลัง ใบหน้า ท่อนแขนและขาทั้งสองข้างอยู่ตลอด  เหมือนเวลาที่จอกแหนสั่นไหวเมื่อมีรอยน้ำกระเพื่อม เวลาเช่นนั้นมันเคลื่อนไหวตามๆกันไป ด้วยเพราะมันเรียงชิดติดกัน หากเป็นดอกไม้น้ำก็จะโยกไหวไปมาเหมือนคนโบกมือ

ภาพสองข้างทางระหว่างนั้น มีความแห้งแล้ง และความอุดมสมบูรณ์สลับกันไปในแต่ละช่วงกิโลเมตร  นาข้าวที่เขียวชะอุ่มและอีกไม่ไกลจากนั้นก็เป็นท้องนาสีทอง  มีกองฟางข้าวที่เกี่ยวเก็บเรียบร้อย มัดไว้เป็นตับเรียงรายตามพื้นดิน 

เมฆมากบางช่วงและอากาศร้อนอ้าว ทำเอาเพื่อนร่วมเดินทางแทบไม่สบาย ฝนทำท่าว่าจะตกลงมา แต่ฉันไม่มีโอกาสเห็นหรือสัมผัสมัน เพราะเมฆก้อนใหญ่อารมณ์ขุ่นขรึมเหล่านั้นเดินทางไปตามทิศทางที่ลมนำไป ตามแต่กระแสของความกดอากาศ สูงหรือต่ำ

เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าลมนั้นมีเสรีที่จะเดินทางไปไหนต่อไหน  แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับถูกกำหนดให้เคลื่อนตัวตามช่องว่างของมวลอากาศ  ความรู้ทำให้ฉันทราบว่า สายลมไม่ได้เดินทางอย่างใจนึก หรือความรู้นั้นทำให้ความคิดของฉันนั้นไม่เป็นอิสระกันแน่ พอฉันรู้ว่าสายลมไม่ได้เดินทางเพราะมันอยากไปไหนต่อไหน  ฉันกลับรู้สึกสงสารมัน ทั้งๆที่มันเองอาจไม่รู้สึกอย่างนั้นก็เป็นได้ – ใครจะรู้

 

P1020274

 

มนุษย์เรานั้นกำหนดวิถีชีวิตตัวเองได้จริงหรือ คำถามข้อนี้ฉันควรตอบอย่างไร

จะว่าได้มันก็ได้ จะว่าไม่ได้มันก็ไม่ได้

ที่ว่าได้นั้น ฉันอาจสามารถเลือกได้ว่า จะลองเดินเลี้ยวซ้ายเสียหน่อยหากพบเจอทางแยก แต่หากมันมีเส้นทางเดียวให้เดินเล่า นี่ละที่ฉันเรียกว่าไม่ได้  แล้วฉันจะทำอย่างไร  ฉันก็จะเลือกเดินให้ดีที่สุดในเส้นทางนี้ ในเส้นทางที่ฉันไม่ได้เลือกนี้ละ เพราะอย่างน้อยฉันก็ยังได้เลือกว่า ฉันจะก้าวเท้าซ้ายก่อน หรือก้าวเท้าขวา

การเดินทางเก้าร้อยกว่ากิโลเมตรของฉันครั้งนี้ก็เหมือนกัน ภาระหน้าที่ทำให้ฉันไม่สามารถแตกแถวออกมาจากความรับผิดชอบได้ มันน่าตลกสิ้นดีเธอว่ามั้ย  เราเดินทางนับร้อยกิโลเมตร เพียงเพื่อลงไปประชุมในห้องเล็กๆ สรุปคำถามไปกี่ข้อความ จากนั้นฉันก็โดนผลักใสให้เข้าไปในรถ เดินทางต่อไปอีกที่ โดยที่ฉันแทบจะไม่ได้รับรู้เลยว่า กลิ่นพื้นดิน ณ ที่ห่างไกลนั้น ผิดแผกแตกต่างอย่างไร กับผิวคอนกรีตที่ฉันย่างเท้าไปและกลับห้องพักและทำงาน

คนเรานั้นเดินทางเพื่อเสริมสร้างเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆมิใช่หรอกหรือ เหมือนกับที่เธอเคยพาฉันเดินทางท่องเที่ยวไปไหนมาไหน เมื่อครั้งที่ฉันยังไม่สามารถเดินทางเองได้ เราเดินทางกันบ่อย แม้เพียงเวลาว่างเล็กน้อย เธอจะพาฉันออกไปมองโลกภายนอก ไปเรียนรู้มันอย่างใกล้ชิด

 

P1020300

 

แม้ในวันนั้นฉันจะไม่ได้แตกแถวไปได้อย่างที่ใจนึก แต่ฉันก็พยายามมองผ่านกำแพงกระจกชิ้นบาง ออกไปภายนอก สิ่งต่างๆเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆในระยะไกล และว่องไวในระยะกระชั้นชิด  ก้อนเมฆอมความชุ่มชื้นไว้ตนเนื้อตัวดำ มันดูขรึม และดูหม่นหมองในที ไม่ขาวสะอาดเหมือนแรกเริ่มเดิมที ก้อนเมฆเลือกได้งั้นหรือ เปล่าเลย ก้อนเมฆไม่ได้เลือก มันเป็นไปตามธรรมชาติ ธรรมชาติคือหน้าที่ๆไม่ต้องเลือก

คนเรานั้นไม่ค่อยรู้จักทำตัวให้เป็นธรรมชาติ ไม่เข้าใจธรรมชาติ นั่นหมายความว่า เรานั้นละเลยหน้าที่หรือเปล่า?

ฉันก็ไม่รู้ นักปรัชญา นักวิชาการคงมีคำตอบของตัวเอง เหมือนกันหรือแตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับว่าเขาเหล่านั้นยึดมั่นถือเข้ากับอะไร ฉันรู้เพียงว่า เมื่อเมฆเริ่มหนาคร้ำดำ อีกไม่นานหยดฝนคงพรมความเย็นลงมา ลมจะพัดพาให้สายฝนโปรยกระจายไปทั่วพื้นดิน เมฆเพียงทำตัวนิ่งๆ ให้เจ้าสายลมพัดพาไป  ดอกไม้และเม็ดพันธุ์ ต่างผลิรับความชุ่มเย็นนั้น เพื่อให้ตัวเองใด้เจริญงอกงามต่อๆกันไป

จากรุ่นสู่รุ่น

 

P1010996

แม้ฝนจะตกไม่ทั่วฟ้า แต่ทว่าภูมิประเทศนั้นก็ได้ลำเลียงน้ำจากที่แห่งหนึ่ง ไปสู่ที่แห่งหนึ่ง จากสูงลงสู่ต่ำ จากตาน้ำเล็กๆเดินทางออกจากแหล่งชุ่มชื่นผืนป่า ออกมารวมกันเป็นสายธารน้ำ เป็นแนวคลอง และกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ จากนั้นเดินทางไปตามความลาดที่ธรรมชาติจัดแต่ง แผ่ขยายเป็นสายเล็กๆในระหว่างทาง ธรรมชาตินั้นเชื่อมเข้าหากันเสมอ ดอกไม้หันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์ คล้ายเป็นการคารวะความกรุณาที่ผู้ยิ่งใหญ่มีให้ต่อผู้น้อย

ฉันคิดถึงเมื่อครั้งฉันยังเยาว์ เราเดินทางกันยาวนานเหลือเกินในบางครั้ง เมื่อฉันหลับไหล เธอมักปลุกฉันขึ้นมาดูบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษ  เช่นรุ้งกินน้ำ หรือแสงของดวงอาทิตย์ที่พาดผ่านช่องเมฆ ทุ่งดอกไม้รายทางที่ชาวบ้านปลูกไว้ขาย และแม้แต่ฝูงวัวควายที่เดินกันอ้อยอิ่งในยามอัสดง พระอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงทุกขณะ สิ่นสุดในที่แห่งหนึ่ง เพื่อเริ่มต้นใหม่ในอีกสถานที่หนึ่ง

 

P1020309

ระยะทาง เก้าร้อยกว่ากิโลเมตร

นับเริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นและตก ฉันเดินทางอยู่ในพาหนะของสังคม ภายในนั้นมีทั้งเสียงเพลง เสียงภาพยนต์ที่เปิดไปตลอดทาง  ความหมายหนึ่งคือการฆ่าเวลา ซึ่งแท้จริงแล้ว เวลาไม่มีจำนวนให้ลดลง มีแต่สิ่งมีชีวิตเช่นเราๆเท่านั้นที่ ต้องเสื่อมทรุดไปตามกาลเวลา กำเนิดใหม่แล้วตายจากกัน เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยไป เรื่องราวภายนอกกระจกใสนั้น คือมหาโรงละครของธรรมชาติ ดำเนินฉากแรกแต่เมื่อไรนั้น มนุนษย์ยังงคงวุ่นวายในการหาคำตอบ

ส่วนฉันนั้นเหรอ ฉันเฝ้ามองมัน เรียนรู้และเชื่อมร้อยเข้ากับมัน  เมื่อนั้นฉันจึงรู้สึกว่า ๙๐๐ กิโลเมตรที่ผ่านมานั้น เป็นระยะทางอันแสนสั้นเมื่อเทียบกับความกว้างใหญ่ของธรรมชาติ ต้องขอบคุณเธอเหลือเกินที่คอยปลุกฉันขึ้นมาเฝ้ามองมัน ไม่ปล่อยให้ฉันหลับไหลผ่านไปวันๆเมื่อฉันเดินทาง

และฉันหวังใจอย่างยิ่งว่า เธอจะยังคงตื่นอยู่เสมอสำหรับหน้าที่หนึ่งของธรรมชาติ

ด้วยรักและห่วงใยยิ่ง

 

จากฉัน

 

P1020359

 

- เมื่อเมฆบดบังแสงอาทิตย์ -

กล่อมเธอ(๑) : เมื่อฉันถอดแว่นตา

มีนาคม 22, 2009

DSC_6313

ถึงเธอ ในค่ำคืนก่อนอรุณ

ค่ำคืนนี้ฉันเกิดนึกเรื่องราวบางอย่างขึ้นได้ หลังจากที่ได้พูดคุยกับเธอเมื่อวันวาน ฉันจึงอยากบอกเล่าให้เธอได้รับรู้ในสิ่งที่ฉันคิด และเห็น  ส่วนหนึ่งนั้นก็เพื่อให้เธอสบายใจว่าฉันยังคงเป็นห่วงเธอและเข้าใจว่าเธอเป็นห่วงฉันมากเพียงใด หากเป็นได้ ฉันอยากให้ตัวหนังสือของฉัน สามารถกล่อมหัวใจของเธอที่อ่อนแรง ให้ชุ่มชื้นด้วยถ้อยความอักษรที่ฉันบรรจงตั้งใจเขียนนี้

ในขณะนั่นฉันได้ยืนอยู่หน้าระเบียงห้องพัก  อันเล็กแคบ ซึ่งมันเป็นขนาดที่เหมาะพอสำหรับรายรับรายจ่ายของตัวฉันเอง  มีอะไรมากมายที่อยู่ตรงหน้า เพียงกวาดสายตาจากซ้ายไปขวา จากล่างขึ้นบน ทุกอย่างเรียงรายแน่นขนัด ช่างน่าแปลกเหลือเกินที่ในสังคมที่มีกฏระเบียบมากมาย กลับมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่วางไว้  ฉันจากมากในแหล่งแห่งหนที่กฏระเบียบมากมายยอมจำนนในระยะทาง ยามนี้-ตอนนี้ ฉันแทบไม่ได้จดจำกฏระเบียบอะไรเลย

ด้วยเพราะมันมีมากเหลือเกินที่ฉันจะสามารถจดจำมันได้ เพียงแต่ฉันมีกฏเพียงไม่กี่ข้อของฉันเอง ซึ่งเมื่อเธออ่านถึงตรงนี้ เธอคงยิ้มและเข้าใจว่ากฏที่ฉันหมายถึงนั้นคืออะไร

เธอรู้มั้ยว่าในแต่ละวันนั้น หัวสมองฉันคล้ายถูกอัดแน่นไปด้วยข้อกำหนดต่างๆ มันไม่ต่างจากภาพเบื้องล่างที่ฉันเห็นในขณะนี้ ตึกสูง เสาไป และสายไฟพาดผ่านม่านฟ้าไปมาอย่างไม่ใยดีเหล่านกกาที่ต้องโบยบิน มีเส้นตั้งเส้นนอน สเนทะแยงมากมาย และสายไฟเหล่านั้นก็พันกันไม่มีดี ฉันควรจะนอนหลับเสียบ้างระหว่างเดินทาง เหมือนที่ใครอีกหลายคนเขาทำกัน แทบทุกคนนั้นมีอาณาจักรส่วนตัวภายหลังจากที่พวกเขาหยิบอุปกรณ์บางอย่างยัดใส่รูหู เปิดเสียงเพลงหรือสาระอันใดก็ตามที่เห็นว่าเป็นสุขและประโยชน์ทางใจ  จากนั้นหลับตาลืมทุกอย่างที่วุ่นวายรอบข้าง  ฉันได้แต่เฝ้ามองพวกเขา ทำไมฉันไม่ทำแบบนั้นบ้างเล่า ฉันถามตัวเอง และคำตอบของฉันคือ ฉันรักที่จะเฝ้ามองสิ่งต่างๆเหล่านั้นเอง

ดวงตาฉันอ่อนล้าและระอุร้อนในเวลาไม่นาน  ฉันพบว่าฉันสามารถผ่อนคลายมันด้วยการถอดแว่นตาออก

มันช่วยได้นะ

DSC_6258

ทีแรกฉันอยากชวนเธอให้ลองทำเหมือนฉัน แต่ฉันมาลองนึกดูอีกที เธอไม่จำเป็นต้องทำเหมือนฉันเลย ที่แห่งนั้น ไม่เหมือนที่แห่งนี้ เพียงเธอเดินออกไปจากชายหลังคาเรือน เธอก็สามารถผ่อนคลายสายตาเธอได้แล้ว เธอได้เห็นความเขียวสด ได้สูดรับกลิ่นไอดิน และฉุนเขียวของเนื้อหญ้าที่เพิ่งจะตัดใหม่ๆ

ในยามเช้า เธอจะตื่นมารดน้ำต้นไม้เล็กๆที่เธอเพาะไว้รายรอบ เธอถอดรองเท้าเพื่อรับสัมผัสความนุ่มนวลของธรรมชาติ ความเย็นชุ่มของละอองน้ำค้างที่พร่าพรมไว้เมื่อยามราตรี ซึ่งในค่ำคืนแห่งนั้น มันสงัดเงียบเสียจนสามารถได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น ฉันจำความรู้สึกที่เมื่อฉันได้กลับไปนอนหลับที่นั่นได้

หากแต่ตอนนี้ และในสถานที่แห่งนี้ ฉันทำได้แค่เพียง ถอดแว่นของฉันออก เฝ้ามองสิ่งต่างๆอย่างลางๆ ภาพตรงหน้าไม่สามารถระบุรูปแบบรายละเอียดใดๆได้อย่างชัดเจน แม้ฉันจะรู้ก็ตามทีว่าสิ่นนั้นคืออะไร ณ ตำแหน่งใด มันช่วยหยุดความคิดของฉันได้ ขณะนั้น ฉันหลับตาลง ฟังเพียงเสียงครืนๆของท้องถนนด้านล่าง เมื่อดวงตามืดมิด เสียงต่างๆก็ชัดเจน เพียงแต่ในความชุลมุนเบื้องล่างนั้น เสียงต่างๆคล้ายถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียว เอาสาระอันใดไม่ได้เลย

เหมือนสิ่งต่างๆกำลังร้องรำทำเพลง และมีดวงแสงเล็กๆวูบวาบตรงหน้าฉัน กำลังเต้นระบำ ลมเย็น และฉันยืนอยู่ตรงนั้น เฝ้ามองมัน  อย่างเลือนรางด้วยดวงตาดวงเดิม

 

DSC_6339 

เมื่อยืนนานพอสมควร ฉันว่าจะหาเก้าอี้เสียหนึ่งตัว จัดวางท่าทางให้เข้าที่ เลือกเอาสักมุมหนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ฉันมีทางเลือกเพียงสองมุมเท่านั้น  มันทำให้สามารถนั่งรับลมอ่อนๆได้ดีกว่านั้งมองอยู่ตรงขอบประตู ซึ่งแม้ว่ามันจะห่างกันเพียงไม่เท่าไร แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้นั้น ช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอเชื่อมั้ยว่า ระยะทางเพียงนิดเดียวนั้น มันแตกต่างกันเหลือเชื่อ 

มันเหมือนกันกับตอนที่ฉัน ใส่แว่นและฉันถอดแว่น ภาพที่ฉันเห็น แม้จะคล้ายเคียงกัน แต่สัมผัสรู้สึกนั้น แตกต่างกันเหลือเกิน

ในความคิดของฉันขณะนั้น ฉันอยากบอกกับเธอว่า ฉันเองแม้มีเรื่องราวมากมาย ให้ต้องอ่อนใจเหนื่อยกาย แต่ขอเธออย่าห่วงในข้อนั้น  ฉันมักมีวิธีผ่อนผัน และคลี่คลายปมแน่นเหล่านั้นด้วยวิธีของฉันเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากฉันไม่ได้รับความห่วงใยอย่างเป็นที่สุดจากเธอ มันมีค่ายิ่งสำหรับฉัน  ฉันจึงอยากให้เธอดูแลสุขภาพกายและใจให้ดี ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนที่มีความอดทนมาก แต่ฉันอยากให้เธอผ่อนคลาย มันทำให้ฉันสบายใจด้วยทางหนึ่ง

อีกไม่นานฉันคงได้กลับไปหาเธอ เมื่อวันนั้นมาถึง ฉันอยากกอดเธอให้หายคิดถึง ราตรีสวัสดิ์

 

จาก ฉันเอง

 

DSC_6227

หนังสือหนังหา : เหมือนหนึ่งนกที่จากรัง : รพินทรนาถ ฐากูร

มีนาคม 20, 2009

 

DSC01172

เหมือนหนึ่งนกที่จากรัง : รวมเรื่องสั้น

รพินทรนาถ ฐากูร : เขียน

เรืองอุไร – กรุณา กุศลาสัย : แปล

สำนักพิมพ์ : แม่คำผาง

อากาศร้อนเป็นปกติดังวานวัน ภาระกิจแม้เร่าร้อนทว่าไม่อาจกระทำอันใดจิตใจข้าพเจ้าได้-ในขณะนั้น ด้วยเรือนใจเหนื่อยล้าเกินไปที่จะรับเอาความทารุณนั้นไว้ใน-จิตใจ

เหนื่อยจนหลับไหลได้มันเป็นเรื่องดีอย่างนี้เอง (ข้าพเจ้ารำพึง) แต่นั่นก็เป็นเพียงระยะเวลาไม่กี่นาทีหรือกินเลยไปเป็นชั่วโมง  ขอเพียงหลับนอนผ่อนคลายให้กายได้หยุดทำงานเสียบ้าง ธรรมชาติมักซ่อมแซมส่วนสึกหรอภายในอย่างเงียบงัน

เมื่อความมืดและสงัดทำงาน จึงมีเวลาหยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งได้มาโดยบังเอิญ เล่มนี้จะว่าไปแทบจะไม่พบเห็นตามแผงหิ้งวาง เพราะเจอะเจอว่านอนกองราบไปกับพื้นทางเดินเล็กๆ ในบุ๊คสโตร์แห่งหนึ่ง

ต้องยอมรับว่าช่วงนี้ข้าพเจ้ามักชอบเดินเซาะหาหนังสือเก่าๆมาอ่าน ยิ่งเวลาอ่านงานเขียนของใครหลายๆคนแล้วมีช่วงบางช่วงได้เอ่ยถึงหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งขึ้นมา ทำเอารู้สึกคันเนื้อตัวอยากหามาอ่าน ซึ่งนั่นเป็นกิเลสอย่างเดียวที่ข้าพเจ้าไม่อาจสละวางมันได้

เหมือนหนึ่งนกที่จากรัง เป็นเรื่องราวของ สองศรีพี่น้องและการกลิ้งลงมาของปรัชญาร่างเล็ก สืบเนื่องจากนั้นคือการต่อยตีที่ทำให้คนเป็นพี่ต้องเสียน้ำตา ความเคียดแค้นผลักดันความคิดให้หลงผิดเสมอ ผะติก(พี่ชายวัยสิบสี่) ภายหลังจากทะเลาะกับน้องชาย เขาตัดสินใจอย่างไม่ได้ไตร่ตรองเลยเมื่อพี่ชายของมารดาเดินทางมาเพื่อขอรับเด็กคนใดคนหนึ่งไปเลี้ยงที่บ้าน ในเหตุผลที่ว่า น้องสาวนั้นเป็นม่ายและต้องเลี้ยงลูกถึงสองคน อาจเป็นการลำบากอยู่

จากชนบทสู่เมือง ผะติกใช่ว่าเป็นสิ่งที่คนเมืองโหยหา ในบ้านเมืองเรือนตึกทั้งหลาย คล้ายเป็นกรงขังขนาดมหึมา ที่กักขังเขาไว้ได้มีเพียงอัตตาแลไมตรีของลุงผู้ซึ่งเดินทางไปรับเขามา ซึ่งนอกจากลุงของเขาแล้ว ทุกอย่างรอบกายคล้ายตั้งหน้าตาเป็นศัตรูกันเขาไปเสียหมด จนเมื่อผะติกเริ่มไม่ไหวแล้วในการต้านรับ เขาจึงออกเดินทาง แต่นั่นก็ใช่เป็นจุดสิ้นสุด

พอพลบค่ำ มีรถยนตำรวจคันหนึ่งแล่นมาจอดที่หน้าประตูบ้านพิศัมพร ฝนยังคงตกพร่ำๆอยู่ พื้นถนนนองไปด้วยน้ำ ตำรวจสองคนช่วยกันอุ้มผะติกมาวางไว้ตรงหน้าพิศัมพร ร่างกายของผะติกเปียกโชกตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า มีโคลนเปอะมอมแมมไปทั่วทั้งตัว ใบหน้าและนัยน์ตาของเขาแดงก่ำ ด้วยความร้อนของพิษไข้ มอเท้าสั่นอยู่ตลอดเวลา พิศัมพรอุ้มร่างหลานชายแล้วพาเข้าไปในบ้าน พอเห็นเขา ภรรยาของเขาก็ส่งเสียง อุทานขึ้นทันทีว่า

“แหม! เจ้าเด็กคนนี้ช่างสร้างความยุ่งยากอะไรเช่นนี้ เมื่อไรเธอจึงจะส่งเขากลับไปบ้านช่องเสียที?”

ผะติกคงแว่วได้ยินคำพูดของป้า จึงพูดออกมาด้วยอาการสะอื้นว่า

“ลุงครับ ผมกำลังจะกลับบ้านอยู่แล้ว แต่เขาไปลากผมกลับมาทำไมก็ไม่รู้”

ท้ายสุดของบทจบเรื่องราวมักเศร้าสร้อยสะเทือนใจ ด้วยแท้จริงแล้วส่วนลึกในอาณาเขตแดนใจของญาติมิตร คงมีเพียงความรักยิ่งเสมอ หากแต่เมื่อเราอยู่ร่วมกันกลับไม่แสดงความรักอันล้ำลึกเหล่านั้นต่อกันเล่า ไฉนจึงต้องรอเวลาใด รอโอการวาระใด เพื่อเศร้าโศกสลดไห้

เนื้อความเพียงไม่กี่หน้าวรรคตอน หากแต่สะท้อนแนวคิดแลเรื่องราวอย่างกระชับและเรียบง่าย ถามว่าอ่านเล่มนี้แล้วได้อะไรมากกว่าเนื้อหาในเรื่องสั้น อืมม์

เรื่องราวเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีของอินเดียฮินดูพรามณ์ ก็เป็นสิ่งที่สอดแทรกในเนื้อหาตลอดเกือบทุกเรื่องที่อ่าน บางเรื่องราวอ่านแล้วต้องย้อนมองเปรียบเทียบกัน ความเป็นไปในสังคมบ้านเรา ความเชื่อและสิ่งยึดถือ ในทางปรัชญาและศาสนา

หากใครที่อยากลองอ่านลองศึกษาเรื่องสั้นในฉากหลังที่ต่างไปจาก บรรยากาศบ้านเรา หรือฝั่งอเมริกา ยูโรป หรือทางญี่ปุ่น แล้วละก็ งานเรื่องสั้นในทางอินเดียนั้น ก็นับได้ว่าน่าสนใจให้ลองหามาอ่าน เพื่อดูจังหวะการเรียงร้อยภาษาเหมือนกัน

ฝนไม่ตก แต่ลมภายนอกเย็นพอดู สงสัยว่าคงหอบเอาความชื่นจากสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งมาเป็นแน่

ข้าพเจ้าอ่านหนังสือเรื่อยไปจนไม่รู้สึกว่า ความร้อนภายนอกมีผลในจิตใจ

 

-จบบันทึกการอ่าน-

memo : ระบบ-กันซึม

มีนาคม 19, 2009

หลับดีกว่า

2552 : 03 : 19

ระยะเวลามักผ่านไปเร็วกว่าปกติเสมอ เมื่ออะไรหลายๆอย่างรอบข้างเคลื่อนไหวตลอดเวลา -ช้าๆกันบ้างก็ได้ (ขอร้อง)

การทำอะไรรวดเร็ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการเร่งเครื่องยนต์ให้พุ่งไปข้างหน้า เพียงแต่บางครั้งบางคราว เราก็ต้องมาติดเข้ากับอุปสรรค์บางอย่าง พบหลายคนที่เจอแบบนี้มักชอบเร่งเครื่อง (( บรื้นๆ )) ทำเอาเครื่องยนต์เครื่องกลเผาผลาญความร้อนมากเกินจำเป็น เสียพลังงานและเซลล์บางชิ้นส่วนภายใน- โดยใช่เหตุ

เร่งไปก็ไม่ดี – เพราะบางทีก็ทำให้ต้องมาตามเก็บตามแก้กันภายหลัง เข้าตำราที่ว่า ยิ่งเร่ง ยิ่งรัด หรือที่เขาเรียกกันว่า ‘เร่งรัด’ มันมาจากตรงนี้นี่เอง (อึม..มั่วไปนั่น)

งานที่ทำตอนนี้เริ่มจะจบชั้นสุดท้ายเข้าไปแล้ว บนพื้นที่หลังคาส่วนที่เป็นคอนกรีตต้องมีระบบกันซึมเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่รู้ว่าตัวเองไปเกี่ยวอะไรกับงานตรงนี้อย่างไร ถึงต้องโทรติดต่อเซลล์กันซึมเข้ามาดูพื้นที่หน้างาน

“ว่าไงพี่?” เซลล์สาวรับสาย

“มาดูพื้นให้หน่อย จะทำระบบกันซึมตรงดาดฟ้า”

“น้ำมันซึมเหรอพี่”

“เปล่า- ยังไม่ได้ทำ เลยยังไม่ซึม แต่ต้องเตรียมงานไว้ก่อน”

“อย่างนั้นยังไม่ต้องหรอกพี่ ระบบของหนูมันทำทีหลังพื้นเสร็จแล้วไม่ต้องทำระหว่างนั้น”

“อ้าวงั้นเหรอ อืมม์”

จะว่าไปแล้ว งานก่อสร้างก็วิธีแก้ปัญหาให้เลือกมากมายหลายแบบ งานกันซึมก็มีทั้งแบบที่ต้องทำระหว่างเทคอนกรีต และทำหลังเทคอนกรีต หรือแบบที่ว่า ใช้งานนานๆไปแล้วมันเกิดซึมมาภายหลัง ก็เรียกให้เข้ามาทำซ่อมได้อีก ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้น แพงถูกตามลำดับความยากง่ายของชิ้นงาน พื้นที่ และรูปแบบ เช่น ผนังใต้ดิน ผนังลิฟท์(ชั้นใต้ดินและหลังคา) พื้นดาดฟ้าหลังคา หรือรอยต่อช่วงเทคอนกรีตที่ไม่สามารถเทให้เสร็จในคราวเดียว

อาการซึม จึงมีทั้ง ‘แก้ซึม’ และ ‘กันซึม’ หากมีการเตรียมพร้อมเพื่อกันการซึมไว้ก่อน ก็ไม่ต้องมานั่งแก้ส่วนที่ซึมภายหลัง ซึ่งการทำงานภายหลังนั้นยุ่งยากเสมอ และต้องมีผลกระทบกับงานอื่นๆบางส่วนที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“แล้วงานใต้ดินที่พี่ทำไปแล้วนะ ซึมรึเปล่า?” เธอถามต่อ

“อืมม์ ก็มีซึมบางจุดไม่มาก ตอนนี้ใช้ดูดออกไปก่อน ว่าจะรอให้น้ำหนักอาคารกดลงเต็มที่ค่อยเรียกมาซ่อมที่เดียวเลย”

บางครั้งการซึมก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะบางทีเราก็ไปเฝ้ามองแต่ตรงที่จุดซึม ไม่ได้มองรอบๆออกไปว่า ทำไมมันถึงซึม พอซ่อมตรงนี้เสร็จ ไปทำงานอื่นต่อเสียพัก อ้าว- ไอ้ตรงนี้แคร็ก ซึมอีกล่ะ ตามซ่อมกันไม่หวัดไหว แต่บางพื้นที่อยู่ไกลกับโครงสร้างหลักที่มีเหล็ก เราก็ต้องรีบซ่อม เพราะงานเหล็กภายในคอนกรีตไม่ค่อยถูกกับน้ำและความชื้น ต้องมองกันเป็นกรณีไป

“แล้วพี่ล่ะ?”

“หือ?" อะไร?”

“ซึมอยู่รึเปล่า เสียงออกเพลียๆ”

“ทำไม? จะมากันซึมรึไง?”

“อันนี้ต้องไปดูหน้างานก่อน ว่าซึมมากซึมน้อย”

“กันซึม หรือ จะกันตรึม” (หัวร่อ)

มันก็นะ- คนเราเวลาซึมๆ ก็ต้องรีบป้องกันไม่ให้มันซึมมากไปกว่าเดิม เพราะบางครั้ง เราปล่อยให้ความซึม เกาะกินโครงสร้างภายในจิตใจไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาที่โครงสร้างต้องรับน้ำหนักจริงๆแล้วละก็ มันอาจจะพังทลายลงมา ด้วยเพราะเหล็กเสริมภายในถูกกร่อนเซาะเสียหายไปหมดแล้ว คงเหลือแต่คอนกรีตที่รับได้แต่แรงอัดภายนอก ไม่สามารถรับแรงดึงแรงเฉือนได้เท่าเนื้อเหล็ก

สาเหตุการซึมมีอะไรบ้าง? ทำไมถึงซึม ขาดอะไรไป หรือว่าอะไรมากเกินไป อดอยากหรือเอียนล้น

ลองมองใจตัวเองกันบ้าง ตรวจสอบรอยรั่วซึมดูที มีบ้างกี่จุด ค่อยๆซ่อมค่อยๆแก้ แต่ที่แน่นอนและปลอดภัยกว่า คือกันไว้ก่อน

 

“เอ๋พี่นี่ กันซึมนะ ไม่ใช่กันตรึม” (หัวร่อ)

 

-จบบันทึกซึมๆ-

memo : เมื่อพญาอินทรีโบยบิน

มีนาคม 16, 2009

P1010976

เมื่อเย็นวานนี้

วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒

ในเวลาที่อากาศไม่ร้อนเท่าที่คาดเดา ข้าพเจ้านั่งอ่านหนังสือหลายเล่มเพื่อรวบรวม และ-เรียบเรียงเรื่องราวบางอย่าง ด้วยเพราะในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดผู้อาวุโสทางวรรณกรรมท่านหนึ่ง สมญานามที่ละอ่อนน้อยทางอักษรทั้งหลายกล่าวขานท่านคือ ‘พญาอินทรี’

จึงอยากเขียนความเรียงเกี่ยวกับหนังสือที่ท่านได้จารเขียนประดับไว้ในโลกวรรณกรรม คล้ายเวลาเย็นล่วงมา ในขณะที่พลิกหน้าหนังสือ underground buleteen ฉบับที่ว่าด้วยเรื่อง beat generation ในหน้าหนึ่งเป็นสัมภาษณ์ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เกี่ยวกับเรื่องวรรณกรรมบีทและความเป็นไปของฮิปปี้และขบวนการบุปผาชน

ภาพข่าวโทรทัศน์ก็รายงานข่าวการจากไปของท่านเสียแล้ว

ในทางทฤษฎีอาจกล่าวได้ว่าเป็นการจากไป เป็นการสูญเสีย หากแต่ว่าขณะนั้นข้าพเจ้านั่งอ่านบทสัมภาษณ์ บทนั้นจนจบ ไล่นิ้วไปตามชั้นหนังสือที่เรียงรายเป็นแถวด้วยงานเขียนของพญาอินทรี ข้าพเจ้าหยิบเอาเสเพลบอยชาวไร่มาอ่านจนจบไปหนึ่งตอน แม้จะอ่านจบเล่มแล้วไปหลายรอบ ทว่าผลึกความคิดที่บบรรจงร้อยเรียงไว้ในวรรณกรรมนั้นยังคงพลิ้วไหว ประหนึ่ง-คล้ายสกุณาโบยบินอย่างอิสระเสรีบนฟากฟ้า

P1010982

เหลือบไปเห็น ‘ผู้ดีน้ำครำ’ ก็พาให้นึกถึงบทสัมภาษณ์ในหนังสือที่เพิ่งอ่านจบ

“แน่นอน เพราะเราก็เป็นคนขี้หมั่นใส้คนนะ เพื่อนเขาก็บอกเราว่า “มึงนี่เป็น allergic to rich” เป็นโรคภูมิแพ้คนรวยไง คือชอบเขียนหนังสือด่าคนรวย ที่เพื่อนบางคนด่ามันคงประชดเราน่ะ ทุกวันนี้ยังชอบอยู่  ถึงได้บอกนักเขียนรุ่นน้อง และใครต่อใครว่า ถ้ามึงจะรู้จักคนจนนะ  มึงต้องรู้จักคนรวยด้วย  ไม่งั้นมึงด่าคนรวยไม่เจ็บ  เพราะเอ็งไม่รู้จักคนรวย  เอ็งเข้าข้างคนจนเพราะรู้จักแต่คนจนใช่ไหม  สำหรับเรา  คนรวยก็เป็นเพื่อนหลายคน  ก็นี่ไง ที่ซื้อเครื่องออกซิเจนมาให้  ก็เป็นคนรวยที่มันเห็นว่าเราต้องหายใจ  มันก็เลยซื้อมาให้ เราเองจะซื้อไหวที่ไหนละ เครื่องหนึ่งตั้ง ๘๐,๐๐๐ บาท”

เออ- จริงของปู่ ถ้าไม่รู้จักคนรวยก็เขียนด่ามันไม่เจ็บจริงๆ ข้าพเจ้าคิดคล้ายๆกับว่ากำลังสนทนาอยู่กับท่าน ทั้งๆที่มันเป็นเพียงตัวหนังสือที่ประทับไว้บนกระดาษเท่านั้น

b1.jpg

ในเรื่องนาร์ซิสซัสกับโกลด์มุนด์ ผลงานวรรณกรรมของเฮอร์มานน์ เฮสเส มีบางช่วงตอนที่โกลด์มุนด์เฝ้าครุ่นคิดตั้งคำถามถึงการถ่ายเทตัวตนของศิลปินเข้าไปในชิ้นงาน เพราะศิลปะนั้นยั่งยืนนานกว่าอายุสังขารผู้คน การที่คนสร้างงานศิลปะนั้นสามารถ ถ่ายเทจิตวิญญาณ ของตนลงไปในงานได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เขาได้ให้ชีวิตตัวเองเข้าไปอยู่ในงาน ในชิ้นงาน ในผลงานสร้างสรรค์เหล่านั้น เมื่อนั้นผู้สร้างงานหรือศิลปิน ก็ไม่ต่างอันใดกับได้รับชีวิตใหม่ เป็นชีวิตที่เป็นอมตะ

ในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒ เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. พญาอินทรีแห่งวงการวรรณกรรม ผู้ซึ่งหยุดอายุตัวเองไว้ตรงที่ ๒๘ ขณะนี้ได้โบยบินออกสู่ฟากฟ้าอันว่างเปล่า ท่านจากไปแล้วงั้นหรือ?

เปล่าเลย

แล-เมื่อคราครั้งใด ข้าพเจ้าได้หยิบงานเขียนชิ้นใดของท่านขึ้นมาอ่าน เมื่อนั้นจะรู้สึกได้ถึงเงื้อมเงาทาบผ่าน แลสัมผัสได้ถึงลมปลายปีกอันอ่อนละมุน ภายในจิตใจจะระลึกถึงท่านไว้เสมอ

‘รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีผู้มิมีผู้ใดเสมอเหมือน – ตลอดกาล

P1010984

ด้วยจิตคารวะยิ่ง : ละอ่อนวรรณกรรมที่เพิ่งหัดบิน

 

P1010979

‘รงค์ วงษ์สวรรค์

เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๔๗๕

ร่างกายหยุดทำงานเมื่อ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒

ปัจจุบันอายุ ๒๘ ปีไม่มีมากไปกว่านี้

 

 

หมายเหตุ ภาพจากหนังสือ underground buleteen ฉบับที่ ๑๑

ในความหมาย(๒) : คุณค่า

มีนาคม 13, 2009

 

วิถีแห่งฟ้า มิได้เหมือนดั่งน้าวคันศรดอกฤา
สูงนักก็ลดลง ต่ำเกินก็ยกขึ้น
ล้ำเกินก็เจียดออก ไม่พอก็เติมเข้า
วิถีแห่งฟ้านั้นก็คือการเจียดส่วนเกินมาเติมให้พอ
วิถีของมนุษย์กลับมิเป็นเช่นนั้น
ด้วยเจียดส่วนที่ไม่พอไปเจียดส่วนที่เกินอยู่
ผู้ใดเล่าที่สามารถเจียดส่วนเกินอุทิศแก่โลกหล้าได้
ก็มีแต่ผู้ทรงธรรมวิถีเท่านั้น
ดังนี้ อริยมนุษย์ จึงกระทำโดยไม่มี
สำเร็จกิจโดยไม่ยึดครอง
เช่นนี้แล้ว ย่อมไม่ปรารถนาสำแดงแววอริยะใดๆ

-เต๋า / เหลาจื่อ-

วันที่สองของเดือน

ลมเย็นโบกพัดร่างบางๆของผมแทบปลิว "ให้ตาย" เมื่อวานยังบ่นร้อนๆอยู่ทีเดียวเชียว เดี้ยวกลับมาหนาวให้ได้ซะงั้น เปลี่ยนเร็วเหมือนจิตใจคนเข้าไปทุกที ธรรมชาติหนอธรรมชาติ ธรรมชาติย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ บะ…

ร้านของเอ็มเปิดแต่เช้า เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด มีอยู่วันหนึ่งเคยถามว่า เอ็มหยุดงานวันไหน เอ็มตอบ "หยุดทุกวัน"วะ!..ศิลปินหัวเกรียนตอบได้เนียลล์ ถามต่อเพราะอยากรู้จักศิลปิน "แล้วเอ็มทำงานวันไหน?" เอ็มยิ้มกวนๆ "ทำวันที่**หยุด" ถูกของมัน ถ้าผมไม่ได้หยุดก็คงไม่ได้มานั่งร้านนี้ มันก็คงไม่มีงานทำ วันนั้นผมไม่ได้ถามต่อ หรี่ตามองเอ็มอย่างกวนๆ จำไว้ไอ้ศิลปิน

นับแต่เข้าร้านมาวันนี้ ผมเห็นเอ็มง่วนอยู่กับการเช็ดโต๊ะเช็ดเก้าอี้ที่มีไม่กี่ตัวในร้านของมัน ไม่เร่งรีบ ไม่ร้อนรน ราวกับกำลังสร้างสรรค์งานศิลปะชั้นเลิศ บางครั้งบางคราวคล้ายกับว่ามันอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวคนเดียว มีกำแพงโปร่งแสงรายรอบตัวตลอดเวลา ในขณะที่มันกำลังให้ความสนใจอยู่กับงานที่ทำนั้น ไม่มีใครอยากรบกวนยกเว้นคนที่ไม่คุ้นเคย

วันนี้ก็เช่นกัน ผมเดินเข้าร้านมาเพื่อหลบลมหนาว ทักทายเพียงขยับใบหน้าเหมือนกิ้งก่า เพียงเท่านี้ก็เกินพอสำหรับคนเจอกันประจำ จากนั้นเดินไปเอากาน้ำชาใบเล็ก เปิดกระป๋องใบเล็ก ที่ใส่ใบชามะลิใบเล็กๆไว้สำหรับคนกันเอง จริงๆแล้วเอ็มไม่เคยระบุว่าใครเป็นคนกันเองหรือคนไม่กันเอง เอาเป็นว่ารู้กันเองโดยความชำนาญของแต่ละคนก็แล้วกัน

ได้ชามะลิร้อนๆหนึ่งกา ผมหามุมเล็กๆใต้เพิงไม้เลื้อย ลากเก้าอี้มาหนึ่งตัวหย่อนร่างบางๆอย่างเงียบๆ จอกชาใบเล็กน่ารักส่งเสียงจ้อกๆเบาๆ เมื่อรินของเหลวที่มีฤทธิ์ลงไป "ฟู่" เป่าไล่ความร้อนเล็กน้อยแต่ไม่ทั้งหมด ซดความอุ่นลงลำคอ สายตาเหม่อมองออกไปนอกร้าน รกหญ้าที่อยู่อีกฟากฝั่งถนนโบกโบยไปมาตามลม

เกสรดอกหญ้าที่แห้งเป็นสีน้ำตาลแดงหลุด..ปลิว.. ละลิ่ว

ในขณะดื่มด่ำกับระบำธรรมชาติ เอ็มทิ้งตัวลงเก้าอี้ข้างๆ มือหนึ่งหยิบกาน้ำชามือหนึ่งหงายถ้วยชาใบเล็ก เอ็มล้างถ้วยด้วยชาหนึ่งหน ก่อนที่จะบรรจงรินของเหลวอีกหน ยกจอกดื่มอย่างเชื่องช้าดุจเดียวกับกริยาของยอดยุทธ ห่ะ..!

ห่ะ..! ผมสำทับตามเอ็มอีกหน ตอกถ้วยชาลงโต๊ะหนึงเสียงตัง..
เอ็มหยิบซองบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อออกมา มีภาพเล็กๆภาพหนึ่งติดแนบออกมา เอ็มมองภาพที่ติดมือออกมาเพียงขณะหนึ่งลมหายใจ ก่อนจะส่งมาให้ผม

worth

"คุณค่า"

ผมบอกกับเอ็มในขณะที่มองภาพใบที่เขายื่นให้ดู เอ็มยิ้มไม่กล่าวอะไรเช่นเคย หากแต่ในแววตาเขาดูหม่นหมองพิกล เขาตอกบุหรี่ออกมาหนึ่งมวน ยื่นซองมาทางผมแล้วดึงกลับคล้ายนึกขึ้นได้ว่าภายในว่างเปล่า…

ผมมองภาพขณะครุ่นคิดถึงความหมายที่มีในภาพ เป็นภาพดอกหญ้าธรรมดาที่แห้งลงและอยู่ในวาระสุดท้ายของการมีชีวิต แน่นอนว่าเป็นการมีชีวิตในความหมายทีมนุษย์ตีค่า คุณค่ามักถูกกำหนดด้วยจิตใจส่วนหนึ่งความผูกพันส่วนหนึ่ง แน่ละหากสิ่งๆหนึ่งมีความผูกพันอย่างลึกซึ่งสำหรับคนจิตใจดีๆย่อมสำแดงคุณค่าอย่างสุดคำนึง

"worth" มีสองความหมายให้เลือกใช้ ทั้ง"มูลค่า" และ "คุณค่า" ผมเลือกใช้ความหมายว่าคุณค่า ด้วยเพราะดอกหญ้าที่แห้งลงในภาพนั้นหามูลค่าไม่ได้แล้ว ในแง่มุมความคิดของ"คน" ในอีกทางหนึ่งผมชอบคำว่าคุณค่ามากกว่ามูลค่า มันคงตลกฝืดพิลึกหากมีคนมาบอกคุณว่า

"ตัวคุณมีมูลค่า"

แน่นอนว่ามันฟังเหมือนเราไม่ใช่สิ่งมีชีวิต เป็นสิ่งของที่ถูกตั้งค่า ในทางกลับกันละ

"ตัวคุณมีคุณค่า"

วะ!.. ฟังแล้วตัวลอย ความรู้สึกตอนนั้นประเมินเป็นราคาไม่ได้ ด้วยเพราะมันไม่ใช่มูลค่า(มูล มาจาก ขี้ / ค่า มากจาก ราคา ดังนั้น มูลค่า เท่ากับ "ราคาขี้" ) คุณค่านั้นเหนือกว่ามูลค่าเป็นไหนๆ หากแต่ว่าคุณค่าที่แท้นั้นหาได้มีกันได้ง่ายๆ ต้องผ่านพ้นบ่มเพาะด้วยเวลาและความพากเพียร

สิ่งของบางชิ้นถูกสร้างขึ้นด้วยมือ ผู้ที่เพาะสร้างขึ้นมามองเห็นคุณค่าที่ซุกซ้อนอยู่ภายใน ส่วนผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์จึงสัมผัสได้เพียงมูลค่าที่สิ่งของนั้นๆมี ดอกหญ้าที่แห้งก็เช่นกัน เราคนธรรมดาเดินผ่านไปเห็นดอกไม้ ก็ให้ความใส่ใจแต่ความงามสดใสของดอกไม้ จึงมองข้ามคุณค่าของลำต้นที่แห้งตายอยู่รายข้าง

มิเพียงว่าลำต้นและรากจะมีคุณค่าต่อดอกไม้ในการเป็นแหล่งลำเลียงธาตุอาหาร และปลดปล่อยเกสรให้ลอยลิ่ว เพื่อค้นหาพื้นที่กระจายพันธุ์ความงามครั้งใหม่ แม้แห้งตายลงไป ตัวมันเองยังเป็นร่มเงาให้ผิวดิน เป็นอินทรีย์ธาตุให้กับไม้เล็กหรือใหญ่ที่เติบใหญ่ตามมา แม้แต่แมลงมดหนูก็ยังอาศัยเงาร่มที่ทับซ้องของใบแห้งได้ ดูเถอะแม้ยามจากไปยังคงเหลือคุณค่าทิ้งไว้ให้หลายๆชีวิตได้เกี่ยวเก็บผลโภค

คนเราละ มนุษย์เราละ ในหนึ่งช่วงชีวิตที่ถมลมหายใจทิ้งไว้บนโลก ได้ละทิ้งคุณค่าใดๆหลังจากดับสลายไปตามสังขารบ้าง มีมากน้อยขนาดไหนที่มีคุณค่าเทียบเท่าได้กับดอกไม้แห้งๆดอกหนึ่ง

"กาแฟ" เอ็มทักขึ้นมาขณะที่หน้าของมันเหลือบมองไปทางหลังร้าน
"ไม่วะ" ผมตอบ ขณะโยนรูปใบเล็กลงบนโต๊ะ มือข้างหนึ่งยกกาน้ำรินของเหลวที่อยู่ภายในลงจอกของตัวเอง

"ทำไมวันนี้มันไม่มีคนเลย ว้า.." ผมบ่นลอยๆทำลายความว่างเปล่า

เอ็มหันหน้ามาทางผม รอยยิ้มขณะนั้นร้ายกาจแววตามันเหมือนหมาจิ้งจอกกำลังมองกระต่ายน้อย ชิบ!! … วาบหนึ่งผมนึกได้ว่ามันกำลังจะอ้าปากพูดอะไรออกมา

"คนมีอยู่หนึ่ง… อีกหนึ่งเป็นหมา" เอ็มพูดคำว่าหมาขณะหันหน้ามาทางผม

จำไว้ไอ้ศิลปิน ผมยกจอกชาร้อนดวดของเหลวลงคอ คำรามเบาๆ ห่ะ!!

 

ปล. เก็บของเก่ามาใส่กล่องอีกเช่นเคย เอาไว้จะเขียนตอนต่อไปขอรับ