memo : ทักษะในการลืม

By swordbelt

page-2552-02-11-02

2552 : 02 : 17

เมื่อไม่นานมานี้ มีเรื่องบางเรื่องต้องทำให้จบ งานเก่าที่เคยทำไว้ต้องรื้อมันขึ้นมาทบทวน เรียกอีกอย่างก็ เอามันขึ้นมาทำต่อ บางเรื่องก็ลืม ต้องทบทวนอยู่นาน เอาเอกสารมาดูก็รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ในขณะที่อีกงานหนึ่งก็ต้องดำเนินต่อไปเรื่อยอย่างไม่มีหยุด อีกงานหนึ่งก็แทรกเข้ามา

มันเหมือนเวลาทำข้อสอบ เวลาเจอข้อที่ยากเรามักข้ามข้อนั้นไป ในข้อถัดไปหากยังคิดไม่ออกก็ข้ามมันไปอีก แต่ต่อให้ข้ามข้อที่ยากไปสักเพียงไหน เราก็ต้องย้อนกลับมาทำในข้อที่ยากอยู่เหมือนเคย และมีหลายครั้งที่เราสามารถนำเอาคำตอบจากข้อที่ง่ายๆนั้น มาเป็นแนวทางสำหรับครุ่นคิดโจทย์ข้อที่แสนยากนั้นได้

ชีวิตในการงานช่วงนี้ก็เช่นเดียวกับการทำข้อสอบ มีคำถามให้ตอบมากมาย ในปริมาณเท่าเทียมกันคือ มีคำตอบให้รับฟังและตัดสินใจเลือกมากมาย คำตอบมีทั้งที่ดีและมีทั้งที่เอาความอะไรไม่ได้เสียอย่าง เมื่อมองในปัญหาขณะนั้นแล้ว เรียกคำตอบเหล่านี้ว่า ‘ตอบไม่ตรงคำถาม’ เป็นความคิดความเห็นต่อปัญหา หลีกไม่พ้นที่ต้องรับฟัง แต่จะเอามาเป็นข้อมูลนั้นขอดูอีกที

ในสมองคนเรานี้จะมีข้อมูลพวกนี้เยอะมาก บางครั้งก็บดบังความคิดดีๆไปเสียหมด หากจัดการกับมันไม่ได้ก็จะกลายเป็นว่า เราปล่อยให้ความคิดพวกนี้ลากจูงเราไป มันทำให้เกิดอาการอุดตัน มึน หาทางออกไม่เจอ เพราะไม่รู้จักระบายมันออกเสียบ้าง

มีคนกล่าวว่า “คนที่ลืมง่ายนั้นถือเป็นความโชคดีชนิดหนึ่ง” เป็นพรสวรรค์(เขาว่างั้น) จะว่าไปแล้ว คนเราไม่ได้ว่าจะอยู่ด้วยความจำเสมอไป ที่ดีที่สุดน่าจะเป็นทักษะ ไม่ว่าจะเป็นทักษะพื้นฐานในการมีชีวิต ทักษะการเดิน การวิ่ง การหลบ การมอง เหล่านั้นมันไม่ได้เป็นความรู้ความจำ แต่เป็นทักษะ ความคิดก็น่าจะเป็นทักษะด้วย มันไม่ได้เป็นพรสวรรค์ แต่เกิดจากการฝึกฝน คิดที่จะปล่อยวาง คิดที่จะไม่โกรธ คิดที่จะลืมบางเรื่องราว

เมื่อครั้งหนึ่งเคยอ่านหนังสือเรื่องมังกรหยก ภาพเตียบ่อกี่ร่ายรำกระบี่ตามคำบอกของเตียซ่ำฮง เมื่อหยุดร่ายรำ เตียซ่ำฮงถามเจ้าหนุ่มน้อยว่า “ลืมได้กี่ส่วน” เตียบ่อกี่ก็ว่า “ลืมได้หมดแล้ว” ทำไมต้องลืมให้หมด ทำไมเตียซ่ำฮงไม่ถามว่า “จำได้หมดรึเปล่า” เหมือนที่ครูบาอาจารย์ในสถานศึกษาชอบถามนักเรียน คำตอบน่าจะเป็นเรื่องของทักษะ คือไม่มีการจำว่าท่วงท่าอะไร หากแต่ใช้ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นทักษะ

เหมือนเพลงดาบของมูซาชิ ที่เป็นเพลงดาบที่ไร้ความคิด เมื่อฟาดฟันดาบออกไป สิ่งที่ขีดขวางวิถีของดาบนั้นคือความคิด กระแสของดาบจึงยังคงฝืดขัด ไม่ลื่นไหลตามสภาวะเหล่านั้น มูซาชิใช้เวลาหลายเพลา กว่าจะเข้าใจว่า เขาไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนเพื่อขวางทางน้ำที่คอยท่วมที่นาของเขา เขาค่อยขุดร่องน้ำเล็กๆ จากนั้นกระแสน้ำที่เคยถาโถมท่วมนาก็เปลี่ยนทิศทางการไหล

ทักษะบางอย่างก็ไม่ได้เป็นเรื่องเรื่องดี บางครั้งเราเองก็ฝึกทักษะที่ไม่ดีอย่างไม่รู้ตัวเหมือนกัน อย่างเรื่องความโกรธ ความเฉยชา ความอิจฉามาดร้าย เหล่านี้นั้น ท่านติช นัท ฮัช เปรียบเทียบไว้น่ารักว่าเหมือนเรา ปลูกต้นไม้และรดน้ำให้มันเติบโตทุกวัน หากที่เราปลูกเป็นต้นไม้แห่งความเกลียด เราใช้ความโกรธ ความอิจฉาเป็น้ำเป็นปุ๋ยบำรุงเลี้ยงมันอยู่เสมอ ต้นแห่งความเกลียดนั้นก็งอกเงยขึ้นทุกวี่วัน และมันก็ออกผลเป็นผลกรรมต่างๆเช่น ผลแห่งการเข่นฆ่า ผลแห่งความรุนแรง เหล่านี้มีปัจจัยมาจากต้นไม้และสิ่งเอื่อบำรุงให้เติบโต

นึกง่ายก็อย่างเช่น เราโดนยุงกวน เราก็เอามือตบโน่นนี่ บางทีตบเข้าตัวเอง เจ็บมากเสียกว่าที่โดนยุงกัดเสียอีก แต่เราไม่รู้สึกเพราะความรู้สึกสำเร็จโทษยุงนั้น บดบังปริมาณความเจ็บที่แท้ หนักไปกว่านั้นก็ทำข้าวของเสียหายด้วยเพราะไล่ตีไล่ตบเจ้ายุงตัวเดียว เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็โทษยุงเพราะยุงแท้ๆ ทำให้ข้าวของเสียหาย

นี่ก็ลองคิดดูเล่นๆว่า มันมีที่ทักษะในเรื่องดีและทักษะในเรื่องไม่ดี ใครได้มีเวลาอยู่นิ่งๆ เงียบๆ เงียบเพียงพอที่จะมองเห็นและสดับยินเสียงของตัวเอง ว่า ตัวเรานั้นมีทักษะอะไรบ้าง ทักษะนั้นเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี ไม่มีอะไรที่เราไม่สามารถฝึกได้ ในเมื่อทักษะที่ไม่ดีนั้นเกิดจากการบ่มเพาะฝึกฝนมาเหมือนกัน ทำไมเราจะไม่สามารถบ่มเพาะฝึกฝนให้เปลี่ยนแปรไหลรินไปในทิศทางที่ดีได้เล่า

เหมือนที่มุซาชิค่อยๆเปลี่ยนเส้นทางการไหลของสายน้ำ มิได้ว่าเอาแข็งเข้าขวาง แต่โอนอ่อนผ่อนตามและนำพาให้รินไหลไปตามครรลอง

ความคิดเราก็เช่นกัน ฝึกให้เป็นทักษะ
เมื่อเป็นทักษะแล้ว ก็ไม่ต้องจำอีกต่อไป เมื่อไม่ต้องจำ ก็ไม่ต้องลืม

-จบบันทึก-

page-2552-02-11-03

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “memo : ทักษะในการลืม”

  1. soul Says:

    ค่ะ :)

ใส่ความเห็น