ประวัติเอกสารสำหรับ กุมภาพันธ์, 2009

ลองดูเจ้าค่า

กุมภาพันธ์ 21, 2009

 

 

อะแหม่  windows live writer เขาแหล่มจริงๆ ^_^

memo : วัตถุอันตราย

กุมภาพันธ์ 20, 2009

p1000122x

“ความอุดมสมบูรณ์มิได้ประกอบสร้างจากสมบัติที่เรามี หากเกิดจากสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข”

-เอพิคิวรัส (๓๔๑-๒๗๐ ปี ก่อนคริสตกาล)-

ของหวานหลังอาหาร – เรื่องชาวบ้านก็ส่วนหนึ่งล่ะ ที่มักยกขึ้นมาบนโต๊ะ ไม่เรื่องดาราก็การเมือง ระยะนี้ถ้าให้อยู่ในกระแส ก็มักแซวกันเรื่องเศษอาหารที่เหลือในจาน บ้างเป็นพริก ข่า ตะไคร้ ‘เฮ่-ท่านมีไว้ครอบครองอยู่ในปริมาณที่ต้องไปขออนุญาติหรือเปล่า’ บนโต๊ะไม่มีผู้ผลิต จำหน่ายหรือนำเข้า วัตถุอันตรายดังว่า หากจะมีนำเข้าก็นำเข้าท้องให้อิ่มอร่อยจำเริญอาหารก็เพียงเท่านั้น

พอพูดถึงพริกมันก็พาให้นึกถึงปู่ ถ้าแกยังอยู่นึกไม่ออกเหมือนกันว่าแกจะว่ายังไงกับประกาศว่าด้วยเรื่อง’วัตถุอันตราย’ ปู่ไม่ใช่เพียงเป็นผู้บริโภค หากแต่ปู่เป็นทั้งผู้ผลิตและจำหน่าย ครอบครัวเรายามนั้นมีทั้ง ไร่ พริก หอมแดง ข่า ตะไคร้ พ่อก็โตมากับพริกในไร่ในสวนนั่นล่ะ ผมก็โตมาพร้อมพ่อเหมือนกัน(แต่โตตามมาทีหลัง)

ผมว่าปู่คงไม่ร้องไห้ฟูมฟาย หากแต่พอนึกท่าแกออกว่า แกคงนั่งชันเข่ามือทั้งสองยียาเส้นไปบนมวนตองแห้ง หยิบตะเกียงน้ำมันก๊าดขึ้นมาต่อเข้ากับมวนยาเส้น ดูดควันละเมียดจนแก้มตอบ ก่อนโรยออกมาระบายม่านราตรี ณ ชานเรือนริมสวน จากนั้นโปรยประโยคอมยิ้มที่พิธีกรข่าวท่านหนึ่งมักพูดตบท้ายถ้อยความ

“แหม- ทำไปได้”

tv

โทรทัศน์ : ซะห์นูน อะหมัด
แปลโดย : อับดูล ราซัค

ผมหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเล่าก็เพราะว่า น่าจะเข้าข่ายวัตถุอันตรายชนิดหนึ่งซึ่งควรระบุไว้ในประกาศเหมือนกัน เป็นวัตถุอันตรายที่อ่านแล้วได้ประโยชน์ต่อความคิดทีเดียวเชียว

โทรทัศน์ เป็นวรรณกรรมเรื่องสั้นขนาดยาว มีเนื้อหาเกี่ยวกับแนววิถีชีวิตของคนมุสลิมในชนบทของประเทศมาเลเซีย ที่กำลังถูกคุกคามความสงบโดยความเจริญทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมตะวันตก เป็นภาพเหตุการณ์ในครอบครับเล็กๆครอบครัวหนึ่งซึ่งส่งลูกสาวคนโตไปทำงานในเมือง เป็นสาวโรงงานทำสกรู

อะไรดูดีขึ้นเพราะมีเงินส่งกลับมาบ้าน มีของใช้เสื้อผ้าวาบหวิวจากเมืองที่เรียกว่าเจริญ หลายอย่างขัดกับวิถีคิดของชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ คำตอบง่ายๆที่ลูกสาวใช้โต้แย้งความเห็นของชาวบ้านคือ พวกเขาอยู่แต่ที่นี่ อยู่แต่ในกะลา ไม่เคยออกไปข้างนอก จะไปรู้เรื่องราวได้อย่างไรว่าคนข้างนอกเขาทำอะไร เขาไปกันถึงไหนแล้ว ซึ่งพ่อแม่จากที่เคยเห็นค้านก็ค่อยๆเห็นดีเห็นงามตามไปด้วย

เรื่องราวเน้นไปที่ภาพฉายต่างๆที่ปรากฏในจอทีวี เป็นภาพหวาบหวามในฉากอิโรติก ท่วงท่าของการแสดงความรักอย่างตะวันตก ครอบครัวนี้ใช้หลักคิดง่ายๆว่า ถ้ามันเป็นสิ่งไม่ดี ทำไมรัฐบาลถึงได้ปล่อยให้มันออกฉายให้คนดูละ เป็นประเด็นที่ยิงหมัดเข้าใต้เข็มขัดผู้มีอำนาจอย่างแรง ทว่าหนังสือเล่มนี้ได้บรรยายวิถีเรียบง่ายและงามสงบของชนบทได้อย่างเห็นภาพ กิจวัตรประจำวันของผู้ชายหัวหน้าครอบครับ เด็กผู้หญิงเด็กชาย แม่บ้านที่ดี

และจากนั้นจึงค่อยๆบอกเล่าเชื่อมโยงสิ่งที่เปลี่ยนไปของครอบครัวนี้ มีระยะเริ่มแรกที่สื่ออารมณ์ถึงความกระหายเฝ้าคอยให้โทรทัศน์เดินทางมาถึงบ้านโดยไว และระยะสุดท้ายที่พวกเขาต่างเสพสิ่งต่างที่สาดแสงออกมา เป็นแสงของความเจริญตามวิถีเมือง

เพียงครอบครัวนี้เท่านั้นที่ผู้เขียนบรรยายถึง แม้ตอนจบบทสุดท้าย เรื่องราวก็จบลงในอาณาเขตของครอบครัวนี้เท่านั้นเอง

dsc01186

ครับ-บอกไม่ได้เต็มปากว่าควรโทษสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นอันตรายอย่างสมบูรณ์ ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นตามปัจจัยและเจตนาของผู้ก่อให้เกิด หมอชีวกโกมารภัจจ์เมื่อครั้งยังเรียนไม่จบ ต้องทีสิทก่อนจบ โดยการเดินออกไปสำรวจดูต้นไม้ทุกต้นหญ้าทุกชนิด ทั่วทั้งสี่ทิศภายในรัศมี 400 เส้น ให้ดูว่าไม้ชนิดไหนใช้เป็นยาอะไรบ้าง อย่างไหนใช้ไม่ได้เลย แม้แต่ต้นหญ้าก็ให้บอกถึงชนิด และสรรพคุณให้ได้หมดทุกอย่าง

ว่าที่หมอเดินทอดน้องออกไปเจ็ดวันเจ็ดคืนรอบเมืองตักศิลา กลับมาได้คำตอบว่า

“ต้นไม้ใบหญ้า และสมุนไพรใด ๆ ในชมพูทวีปนี้ที่ใช้ทำยาไม่ได้นั้น ไม่มีเลย ทุกอย่างเป็นยาทั้งนั้น ขอรับ”

พระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกว่า “โอ๊-เค เอ็งสอบผ่าน คราวนี้เอ็งลองเดินไปทางทิศตะวันออก เมื่อเจอเมืองๆหนึ่งชื่อสุวรรณภูมิ เอ็งลองไปดูถีเถอะว่า อะไรบ้างที่แห่งนั้นที่เป็น วัตถุอันตราย และอะไรบ้างที่ไม่เป็นวัตถุอันตราย”

-จบข่าว-

dsc01154

หมายเหตุ : ประโยคคำพูดสุดท้ายแต่งเองครับ อย่าได้เชื่อเชียวพระคุณทั้งหลาย

memo : ผ้าพันแผล

กุมภาพันธ์ 19, 2009

dsc_6111

2552 : 02 : 19

เมื่อคืนได้ชมข่าวๆหนึ่งทางทีวีไทย เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่ง หัวข้อเรื่องว่า นักสืบจำเป็น (รึเปล่าไม่แน่ใจ)

เรื่องมีอยู่ว่า เธอไปทำธุระกรรมการเงินที่ธนาคารแห่งหนึ่ง และเผลอวางซองเงินสดไว้ตรงช่องธุระการช่องหนึ่งเพื่อไปทำเรื่องอีกเรื่องในช่องถัดไป และซองเงินที่วางห่างจากเธอเองไม่ถึงหนึ่งช่วงตัวก็โดนผู้หญิงคนหนึ่งแอบหยิบติดมือไป

แน่นอน- เกิดเรื่องแบบนี้สิ่งที่ต้องทำคือแจ้งตำรวจ จากนั้น.. รอ เพราะที่เหลือหลังจากนี้คือหน้าที่ตำรวจ

ด้วยพฤติกรรมสะสมของตำรวจหรือเหตุผลกลใดก็ตามแต่ เธอลุกจากเก้าอี้นั่งรอ ออกมาสืบค้นหาข้อมูลถึงตัวคนร้ายด้วยตัวเธอเอง โดยผ่านช่องทางอินเทอร์เนต ขอข้อมูลจากกล้องวงจรปิดในที่ต่างๆ อะไรที่สามารถทำได้เอง เธอทำ

ผลตอบกลับดีมาก เธอให้สัมภาษณ์ว่า เธอได้ทั้งข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงได้ มีคนช่วยกันคิดมากมาย และที่มากกว่านั้นคือกำลังใจ ผมไม่ได้นึกเลยไปถึงว่า เธอจะสามารถจับคนร้ายได้ก่อนตำรวจหรือเปล่า สิ่งที่วับขึ้นมาในสมองครู่นั้นกลับเป็นหนังแผ่นเรื่องหนึ่ง

the-bandage-club

the-bandage-club

ชื่อภาษาไทย อ่านว่า “รักใสๆ หัวใจ ซ่อมได้” ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ชื่อไทยจะมีคำว่า ‘รัก’ เสมอ ไม่ทราบว่าเป็นกฏของสมาคมการตั้งชื่อหนังหรือเปล่า แต่-ช่างเรื่องรักมันเหอะ ที่กำลังเล่าถึงนี่สิ น่าสนใจกว่า

เช้าวันหนึ่ง นางเอกเผลอทำมีดบาดแขน เธอเข้าโรงพยาบาลไปทำแผล ในระหว่างนั้น หมอผู้รักษากลับถามคำถามที่เข้าใจได้ว่า เธอคิดจะฆ่าตัวตายงั้นเหรอ? บางครั้งเราเอาประสบการณ์ของเราคอยตัดสินคนอื่นเสมอ ภาษาพระเรียกว่า ‘สัญญา’ ว่าต้องเป็นอย่างนั้น เหมือนเราเห็นข่าวดาราแต่งงานกัน คำแรกที่หลุดจากปากคือ “ท้องชัวร์- คอนเฟิร์ม-ฟันธง-กราบทีน”ว่ากันนั่น นั่นคือการสัญญาหมายมั่นว่าต้องเป็นไปตามนั้น ตามที่ประสบการณ์ผ่านมา

กลับมาที่หนัง

มันเป็นอุบัติเหตุ คนดูหนังก็คิดได้เพราะเราเฝ้ามองตลอด เราเฝ้ามองในมุมที่ไม่อาจมองเห็นจากชีวิตปกติ นางเอกยืนบนราวกันตกดาดฟ้าโรงพยาบาล ผ้าพันแผ่นเธอปล่อยชายยาว โบยไหวไปตามลอนลม มันค่อยๆคลี่คลายออกจากแขนของเธอ จากนั้นจึงหลุดออกจากการร้อยรัด เธอหันไปมองผ้าพันแผลนั้น เหลือบเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

“ว้า.. ใส่กางเกงพละไว้ข้างในนี่หน่า” เสียงคร่ำครวญเด็กหนุ่ม หญิงสาว(นางเอก)หันหลังกลับมามอง เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งกับขาเหล็กที่ใช้แขวนน้ำเกลือ เขานั่งยองๆ เงยหน้ามองผ่านกระโปงของเธอ เธอกระโดดลงจากราวกันตก เขาและเธอพูดคุยกันถึงเรื่องการฆ่าตัวตาย เด็กหนุ่มคิดว่าเธอกำลังจะฆ่าตัวตาย เธอว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นหรอก อย่ามาตัดสินคนอื่นด้วยความคิดตัวเองสิ

“ขนาดจะตายยังไม่ยอมให้คนอื่นเห็นกางเกงใน” เขาว่า

เด็กหนุ่มหยิบผ้าพันแผลที่หลุดจากมือนางเอก ไปผูกไว้กับราวกันตกของโรงพยาบาล “มันมีแผล” ในหัวใจเธอ เขาทำให้เธอเห็นว่า มันได้ถูกทำการรักษาแล้ว เธอ(นางเอก) มองผ้าพันแผลที่ปลิวไปมา ในใจเธอตอบกับตัวเองว่า มันทำให้ความเจ็บปวดลดลงได้จริงๆ

the-bandage-club2

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นตอนนั้น

ภายหลังพวกเขาตั้งชมรม ผ้าพันแผล ขึ้น เพื่อที่จะไปพันแผลตามสถานที่ต่างๆที่ผู้ร้องขอรู้สึกเจ็บปวด แล้วถ่ายรูปส่งไปให้เขาดู เด็กบางคนโหนบาร์ไม่ได้ พวกเขาก็เอาผ้าพันแผลไปพันแล้วเปาลมให้เหมือนกับผ้าพันแผลนั้นโหนบาร์ได้จริงๆ บางคนมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ “ผ้าพันแผลหากมันเปลี่ยนโลกได้ มันก็น่าจะดี” เป็นอุดมคติที่สร้างขึ้นมาเพื่อปลอบใจตัวเอง

พูดก็พูดเถอะ ลองมองให้ลึกและลืมคำว่า ‘ผ้าพันแผล’ ไป สิ่งที่มันทำให้คนที่มองเห็นวัตถุหรือสถานที่อันถูกพันไปด้วยผ้าพันแผลนั้นรู้สึกดีขึ้น มันไม่ได้เกี่ยวกับผ้าพันแผล ผ้าพันแผลเป็นเพียงสื่อโยงระหว่าง ความหวังดีและความตั้งใจของผู้ผูกต่างหากที่ช่วยบำบัดปัดเป่าความเจ็บปวดภายในใจ

ผ้าพันแผลเปลี่ยนโลกไม่ได้ นั้นเป็นเรื่องจริง

แต่คนกับผ้าพันแผลรวมกัน- ไม่แน่

อะไรก็เกิดขึ้นได้

the-bandage-club3

หนังจะน่าสนใจก็ต่อเมื่อมันมีรากอยู่บนความเป็นจริง ไม่แง่ใดก็แง่หนึ่ง สิ่งต่างๆจะชวนขันได้ก็ต่อเมื่อมันหยั่งรากอยู่บนความเป็นจริง และมันจะชวนรวดร้าวได้ก็ต่อเมื่อหยั่งรากอยู่บนความเป็นจริงเช่นกัน

-ไมค์ ลีห์-

อ่านบทความย้อนหลังได้ที่ http://swordbelt.wordpress.com

memo : 2552:02:19

กุมภาพันธ์ 19, 2009

poo

“นายชอบทำอะไรมากที่สุดในโลก พูห์”

“เอ้อ” พูห์ตอบ “ที่ฉันชอบมากที่สุด…”

มันจำต้องหยุดคิด เพราะถึงแม้การกินน้ำผึ้งจะเป็นสิ่งที่น่าทำมาก แต่ก็ยังมีชั่วขณะก่อนลงมือกิน ซึ่งดีกว่าตอนกำลังกินเสียอีก แต่มันไม่รู้จะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร การอยู่กับคริสโตเฟอร์ โรบิน เป็นสิ่งที่น่าทำมาก และ การมีพิกเลตอยู่ใกล้ๆ ก็เป็นสิ่งที่อบอุ่นมาก ดังนั้น เมื่อคิดละเอียดดีแล้ว มันจึงบอกว่า

“ที่ฉันชอบมากที่สุดในโลกนี้ทั้งโลกก็คือ ฉันกับพิกเลตไปหานาย และนายพูดว่า ‘อะไรสักนิดหน่อยดีมั้ย’ แล้วฉันพูดว่า ‘เอ้อ ฉันไม่รังเกียจอะไรนิดๆ หน่อยๆ หรอก นายก็เหมือนกันใช่มั้ยล่ะพิกเลต’ และวันนั้นก็เป็นวันที่มีเพลงลอยอยู่ข้างนอก และนกกำลังส่งเสียงร้อง”

ดังนั้น ทั้งสองจึงไปด้วยกัน แต่ไม่ว่าจะไปไหน และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง…ในแดนแห่งมนตรา บนจุดสูงสุดของป่านั้น เด็กชายเล็กๆคนหนึ่งกับหมีของเขากำลังเล่นกันเสมอ

บ้านมุมพูห์ / เอ.เอ . มิลน์ – เรื่อง /อี . เอช . เชปเพิร์ด – รูป / ธารพายุ – แปล
เขียนรูปและเรื่องซ้ำโดย : (…)

ผมอ่านเล่มนี้จบ ดวงใจอมยิ้มและโปร่งโล่ง มีอะไรมากมายที่ละเลยให้ระลึก
มีอะไรอีกมากมาย ที่ควรใส่ใจ คนใกล้ตัว คนแวดล้อม ดอกไม้กลีบช้ำที่ระบาย-รายทาง
ที่สุดในโลกมันหาได้หมายถึงขนาด หากแต่หมายถึง’ความสุข’

หนังสือทำให้นึกถึงเพลง

You know I can’t smile without you
เธอรู้ไหม ว่าฉันยิ้มไม่ออกเลย ถ้าฉันไม่มีเธอ

I can’t smile without you
ฉันยิ้มไม่ออกเลย ถ้าฉันไม่มีเธอ

I can’t laugh and I can’t sing
ฉันหัวเราะไม่ได้ และฉันก็ร้องเพลงไม่ได้

I’m finding it hard to do anything
ฉันจะพบว่าอะไรมันก็ยากไปหมดไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

You see I feel sad when you’re sad
เธอเห็นไหม ว่าฉันรู้สึกไม่ดี เมื่อใดที่เธอเศร้า

I feel glad when you’re glad
ฉันรู้สึกดี เมื่อใดที่เธอมีความสุข

If you only knew what I’m going through
แค่อยากให้เธอรู้ว่าฉันได้ฝ่าฟันอะไรบ้าง

I just can’t smile without you
ฉันก็แค่ยิ้มไม่ออกเลย ถ้าฉันไม่มีเธอ

You came along just like a song
เธอผ่านเข้ามาเหมือนบทเพลง

And brighten my day
และทำให้ทุกวันของฉันนั้นสดใส

Who would of believed that you were part of a dream
ใครจะเชื่อล่ะว่าเธอคือส่วนหนึ่งของความฝัน

Now it all seems light years away
ตอนนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะเนิ่นนาน

And now you know I can’t smile without you
และตอนนี้เธอก็รู้แล้วว่าฉันยิ้มไม่ออกเลย ถ้าฉันไม่มีเธอ

I can’t smile without you
ฉันจะยิ้มไม่ออกเลย ถ้าฉันไม่มีเธอ

I can’t laugh and I can’t sing
ฉันหัวเราะไม่ได้ และฉันก็ร้องเพลงไม่ได้

I’m finding it hard to do anything
ฉันจะพบว่าอะไรมันก็ยากไปหมดไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

You see I feel sad when you’re sad
เธอเห็นไหม ว่าฉันรู้สึกไม่ดี เมื่อใดที่เธอเศร้า

I feel glad when you’re glad
ฉันรู้สึกดี เมื่อใดที่เธอมีความสุข

If you only knew what I’m going through
แค่อยากให้เธอรู้ว่าฉันได้ฝ่าฟันอะไรบ้าง

I just can’t smile
ฉันก็แค่ยิ้มไม่ออกเลย

Now some people say happiness takes so very long to find
ใครบางคนบอกไว้ว่าเราอาจต้องใช้เวลามากมายกว่าจะพบกับความสุข

Well, I’m finding it hard leaving your love behind me
และฉันกำลังเรียนรู้ว่ามันยากเย็นแค่ไหนที่จะทิ้งความรักของเธอไว้เบื้องหลัง

And you see I can’t smile without you
และเธอได้เห็นว่าฉันยิ้มไม่ออกเลย ถ้าฉันไม่มีเธอ

I can’t smile without you
ฉันยิ้มไม่ออกเลย ถ้าฉันไม่มีเธอ

I can’t laugh and I can’t sing
ฉันหัวเราะก็ไม่ได้ ร้องเพลงก็ไม่ได้

I’m finding it hard to do anything
ฉันพบว่าจะทำอะไรมันก็ยากไปซะหมด

You see I feel glad when you’re glad
เธอเห็นแล้วใช่ไหม ว่าฉันรู้สึกยินดีแค่ไหน เมื่อยามเธอมีความสุข

I feel sad when you’re sad
ฉันเศร้าแค่ไหน เมื่อยามเธอเศร้า

If you only knew what I’m going through
ถ้าเธอจะรับรู้สักนิด ว่าฉันต้องผ่านอะไรบ้าง

I just can’t smile without you
ฉันไม่สามารถจะยิ้มได้เลยนะ ถ้าฉันไม่มีเธอ

ขอบคุณคำแปลจาก บล็อก : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=kittymintz&month=11-2008&date=13&group=3&gblog=6

เก็บมาฝากยามบ่ายครับผม :)

memo : ปลง-ผม

กุมภาพันธ์ 18, 2009

page-2552-02-11-04
2552:02:18

เวลาคิดอะไรไม่ออกมักพึงพิงกล่องแห่งกาลเวลา

สมุดบันทึก-เป็นกล่องเก็บเวลาเก็บความคิด ชนิดจำลองเก็บไว้ในมาตราส่วนหนึ่งต่อสวย บางความทรงจำบิดเบี้ยวไม่เหลือเค้าร่างเดิมด้วยเพราะเราเลือกให้มันบันทึกเก็บไว้ในภาพเลวร้าย บางความทรงจำงดงามเกินกว่าจริง ด้วยเพราะเราแต่งแต้มเสริมใส่ให้ตระการใจ ให้ดวงใจวูบไหวเล็กน้อยยามเมื่อเปิดกล่องเฝ้ามองดู

นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่ดูจากสารคดีโทรทัศน์ เกี่ยวกับชนเผ่ามาไซ ชนเผ่าที่สวมใส่ชุดคลุมสีแดงและชอบกระโดดไปมา เนื้อหาในตอนนั้นว่าถึงเรื่อประเพณีการปลงผมก่อนจะเข้าวัยอาวุโส ก่อนหน้านี้พวกเขา(ชายหนุ่ม) ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ล้วนต้องผ่านการเป็น ‘นักรบ’

ภาพของนักรบที่เราเห็นคือ ชายหนุ่มผิวดำไว้ผมยาวถักเป็นเกลียวร้อยลูกปัด สีแดงที่สวมใส่นั้นสดใส คึกคักและสำแดงให้เห็นถึงความสง่างามในฐานะนักรบประจำเผ่า ผู้คนต่างชื่นชมและยกย่องให้เกียรติ ด้วยเพราะหน้าที่ของนักรบนั้น คือเป็นทหารผู้เฝ้าปกป้องคุ้มครองดูแล เป็นหน้าที่อันทรงคุณค่า

การล่วงพ้นการเป็นนักรบก็เป็นหน้าที่เหมือนกัน ไม่มีผู้ใดสามารถเป็นนักรบได้ตลอดชั่วอายุ พวกเขาต้องเข้าพิธีเพื่อเข้าสู่วัยอันเป็นผู้ใหญ่ผู้อาวุโสประจำชนเผ่า วิธีการคือเขาเอาโคลนสีแดงผสมไขมันสัตว์ ทาตามตัวให้ทั่ว มีรายละเอียดมากมายเช่นการวิ่งกระโดด ไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อเอา ดินสีขาวทาตัวให้เป็นลายทางคล้ายม้าลาย จากนั้น สุดท้ายของช่วงวัยการเป็นนักรบคือ การปลงผมที่ไว้มานานตลอดช่วงการเป็นนักรบ

พวกเขาจะไม่สามารถไว้ผมยาวได้อีก จะไม่สามารถใส่เครื่องประดับลูกปัดหลากสีสันได้อีก ต้องเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้อาวุโส ในขณะที่คนเป็นแม่โกนผมให้ลูกชายเพื่อสละความเป็นนักรบ ว่าที่อดีตนักรบหลายคนถึงกับร้องไห้ เสียดายวัยหนุ่ม เสียดายความสง่างามและเกียรติยศในฐานะนักรบของเผ่า ที่ถูกปลงลงจากศีรษะหาใช่เพียงเส้นผมเพียงอย่างเดียว ผมในที่นี้แทนความหมายได้ถึงตัวตน หมายถึงตัว’ผม’ ผมที่เคยเป็นนักรบ

ตัวตนที่ได้สะสมสร้างมันขึ้นมา เป็นตัวตนที่น่าหลงไหลภาคภูมิใจ บัดนี้มันกำลังจากหายไปจากภาระหน้าที่ จากหน้าที่หนึ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกหน้าที่หนึ่ง

ระหว่างรายการ นักวิชาการท่านหนึ่งเปรียบการปลงผมของชนเผ่านี้คล้ายเคียงการปลงผมออกบวชของประเพณีทางพุทธศาสนา จากคนดิบเป็นคนสุก เป็นคนที่ได้ก้าวพ้นวิถีทางโลก เข้าสู่มรรคผลในทางธรรม

สารัตถะความหมายนัยความของการปลงผมออกบวชควรเป็นเช่นนั้น ความคุ้นชินของเราปัจจุบันเข้าใจกันว่า การออกบวชคือหน้าที่ เป็นหน้าที่ทางสังคม เป็นหน้าที่ๆลูกพึงควรทำให้พ่อแม่ เพื่อให้ผ่านช่วงวัยหนึ่งส่งต่อสู่วัยหนึ่ง บ้างได้เกี่ยวเก็บแก่นสาระของธรรมนำมาประพฤติใช้ในชีวิตวิถีในทางโลก บ้างอาศัยผ่านเกิดเพื่อให้พ้นสิ้นภาระหน้าที่ทางสังคม หาได้มีอะไรติดร้อยออกมานอกจีวรหลังสึกจากร้างลา กู๊ด-บาย นะมามิ

ราวสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อนนั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่ง เดินทางด้วยรถม้า ยามรุ่งบรรลุถึงริมแม่น้ำอโนมานที จากนั้นข้ามแม่น้ำไปอีกฟากฝั่ง ใช้มีดตัดผมและส่งชุดเครื่องทรงฝากให้คนรถเทียมม้านำพากลับสู่แหล่งที่จากมา บุรุษผู้นี้เดินทางสวนทางกับผู้คนมากมายที่มุ่งเข้าหาสิ่งที่เขาจากมา สมบัติมากมาย ยศศักดิ์อันทรงค่า ความสวยสดงดงามเริงใจ เขานั่งเพียงเดียวดายที่ริมฝั่งน้ำ ธรรมชาติเป็นพยานรับรู้ต่อสิ่งที่เขาวาดหวัง มรรคผลอันนำไปสู่ความพ้นทุกข์โดยเที่ยงแท้

สองพันห้าร้อยกว่าปีหลังจากนั้น ชายหนุ่มหลายคนปลงผมท่ามกลางเสียงดนตรีและสักขีพยานที่เมามายโดยอำนาจสุราเมื่อค่ำคืน พ่อแม่ทุ่มเทเงินทองมากมายเพื่อให้เขาได้เข้าไปใช้ชีวิตภายใต้ผ้าเหลืองเพียงไม่กี่วัน พนมมือครุ่นคิดคำนวณถึงปริมาณกุศลบุญอย่างอิ่มใจ

เมื่อปอยผมโรยลงใบบัว พึงพิจารณาเพียงสักนิดว่า ที่ปลงลงเบื้องหน้านั้น เป็นเพียงขน หรือเป็นผม

ผมที่หมายถึงตัวตน ผมที่สะสมตัวตนอันปรุงแต่งมานับเวลาเนิ่นนาน

-จบบันทึก-

page-2552-02-11-05

ปล. เก็บมาคิดมาเล่าต่อน่ะครับ :)

memo : ทักษะในการลืม

กุมภาพันธ์ 17, 2009

page-2552-02-11-02

2552 : 02 : 17

เมื่อไม่นานมานี้ มีเรื่องบางเรื่องต้องทำให้จบ งานเก่าที่เคยทำไว้ต้องรื้อมันขึ้นมาทบทวน เรียกอีกอย่างก็ เอามันขึ้นมาทำต่อ บางเรื่องก็ลืม ต้องทบทวนอยู่นาน เอาเอกสารมาดูก็รู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ในขณะที่อีกงานหนึ่งก็ต้องดำเนินต่อไปเรื่อยอย่างไม่มีหยุด อีกงานหนึ่งก็แทรกเข้ามา

มันเหมือนเวลาทำข้อสอบ เวลาเจอข้อที่ยากเรามักข้ามข้อนั้นไป ในข้อถัดไปหากยังคิดไม่ออกก็ข้ามมันไปอีก แต่ต่อให้ข้ามข้อที่ยากไปสักเพียงไหน เราก็ต้องย้อนกลับมาทำในข้อที่ยากอยู่เหมือนเคย และมีหลายครั้งที่เราสามารถนำเอาคำตอบจากข้อที่ง่ายๆนั้น มาเป็นแนวทางสำหรับครุ่นคิดโจทย์ข้อที่แสนยากนั้นได้

ชีวิตในการงานช่วงนี้ก็เช่นเดียวกับการทำข้อสอบ มีคำถามให้ตอบมากมาย ในปริมาณเท่าเทียมกันคือ มีคำตอบให้รับฟังและตัดสินใจเลือกมากมาย คำตอบมีทั้งที่ดีและมีทั้งที่เอาความอะไรไม่ได้เสียอย่าง เมื่อมองในปัญหาขณะนั้นแล้ว เรียกคำตอบเหล่านี้ว่า ‘ตอบไม่ตรงคำถาม’ เป็นความคิดความเห็นต่อปัญหา หลีกไม่พ้นที่ต้องรับฟัง แต่จะเอามาเป็นข้อมูลนั้นขอดูอีกที

ในสมองคนเรานี้จะมีข้อมูลพวกนี้เยอะมาก บางครั้งก็บดบังความคิดดีๆไปเสียหมด หากจัดการกับมันไม่ได้ก็จะกลายเป็นว่า เราปล่อยให้ความคิดพวกนี้ลากจูงเราไป มันทำให้เกิดอาการอุดตัน มึน หาทางออกไม่เจอ เพราะไม่รู้จักระบายมันออกเสียบ้าง

มีคนกล่าวว่า “คนที่ลืมง่ายนั้นถือเป็นความโชคดีชนิดหนึ่ง” เป็นพรสวรรค์(เขาว่างั้น) จะว่าไปแล้ว คนเราไม่ได้ว่าจะอยู่ด้วยความจำเสมอไป ที่ดีที่สุดน่าจะเป็นทักษะ ไม่ว่าจะเป็นทักษะพื้นฐานในการมีชีวิต ทักษะการเดิน การวิ่ง การหลบ การมอง เหล่านั้นมันไม่ได้เป็นความรู้ความจำ แต่เป็นทักษะ ความคิดก็น่าจะเป็นทักษะด้วย มันไม่ได้เป็นพรสวรรค์ แต่เกิดจากการฝึกฝน คิดที่จะปล่อยวาง คิดที่จะไม่โกรธ คิดที่จะลืมบางเรื่องราว

เมื่อครั้งหนึ่งเคยอ่านหนังสือเรื่องมังกรหยก ภาพเตียบ่อกี่ร่ายรำกระบี่ตามคำบอกของเตียซ่ำฮง เมื่อหยุดร่ายรำ เตียซ่ำฮงถามเจ้าหนุ่มน้อยว่า “ลืมได้กี่ส่วน” เตียบ่อกี่ก็ว่า “ลืมได้หมดแล้ว” ทำไมต้องลืมให้หมด ทำไมเตียซ่ำฮงไม่ถามว่า “จำได้หมดรึเปล่า” เหมือนที่ครูบาอาจารย์ในสถานศึกษาชอบถามนักเรียน คำตอบน่าจะเป็นเรื่องของทักษะ คือไม่มีการจำว่าท่วงท่าอะไร หากแต่ใช้ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นทักษะ

เหมือนเพลงดาบของมูซาชิ ที่เป็นเพลงดาบที่ไร้ความคิด เมื่อฟาดฟันดาบออกไป สิ่งที่ขีดขวางวิถีของดาบนั้นคือความคิด กระแสของดาบจึงยังคงฝืดขัด ไม่ลื่นไหลตามสภาวะเหล่านั้น มูซาชิใช้เวลาหลายเพลา กว่าจะเข้าใจว่า เขาไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนเพื่อขวางทางน้ำที่คอยท่วมที่นาของเขา เขาค่อยขุดร่องน้ำเล็กๆ จากนั้นกระแสน้ำที่เคยถาโถมท่วมนาก็เปลี่ยนทิศทางการไหล

ทักษะบางอย่างก็ไม่ได้เป็นเรื่องเรื่องดี บางครั้งเราเองก็ฝึกทักษะที่ไม่ดีอย่างไม่รู้ตัวเหมือนกัน อย่างเรื่องความโกรธ ความเฉยชา ความอิจฉามาดร้าย เหล่านี้นั้น ท่านติช นัท ฮัช เปรียบเทียบไว้น่ารักว่าเหมือนเรา ปลูกต้นไม้และรดน้ำให้มันเติบโตทุกวัน หากที่เราปลูกเป็นต้นไม้แห่งความเกลียด เราใช้ความโกรธ ความอิจฉาเป็น้ำเป็นปุ๋ยบำรุงเลี้ยงมันอยู่เสมอ ต้นแห่งความเกลียดนั้นก็งอกเงยขึ้นทุกวี่วัน และมันก็ออกผลเป็นผลกรรมต่างๆเช่น ผลแห่งการเข่นฆ่า ผลแห่งความรุนแรง เหล่านี้มีปัจจัยมาจากต้นไม้และสิ่งเอื่อบำรุงให้เติบโต

นึกง่ายก็อย่างเช่น เราโดนยุงกวน เราก็เอามือตบโน่นนี่ บางทีตบเข้าตัวเอง เจ็บมากเสียกว่าที่โดนยุงกัดเสียอีก แต่เราไม่รู้สึกเพราะความรู้สึกสำเร็จโทษยุงนั้น บดบังปริมาณความเจ็บที่แท้ หนักไปกว่านั้นก็ทำข้าวของเสียหายด้วยเพราะไล่ตีไล่ตบเจ้ายุงตัวเดียว เมื่อมารู้ตัวอีกทีก็โทษยุงเพราะยุงแท้ๆ ทำให้ข้าวของเสียหาย

นี่ก็ลองคิดดูเล่นๆว่า มันมีที่ทักษะในเรื่องดีและทักษะในเรื่องไม่ดี ใครได้มีเวลาอยู่นิ่งๆ เงียบๆ เงียบเพียงพอที่จะมองเห็นและสดับยินเสียงของตัวเอง ว่า ตัวเรานั้นมีทักษะอะไรบ้าง ทักษะนั้นเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี ไม่มีอะไรที่เราไม่สามารถฝึกได้ ในเมื่อทักษะที่ไม่ดีนั้นเกิดจากการบ่มเพาะฝึกฝนมาเหมือนกัน ทำไมเราจะไม่สามารถบ่มเพาะฝึกฝนให้เปลี่ยนแปรไหลรินไปในทิศทางที่ดีได้เล่า

เหมือนที่มุซาชิค่อยๆเปลี่ยนเส้นทางการไหลของสายน้ำ มิได้ว่าเอาแข็งเข้าขวาง แต่โอนอ่อนผ่อนตามและนำพาให้รินไหลไปตามครรลอง

ความคิดเราก็เช่นกัน ฝึกให้เป็นทักษะ
เมื่อเป็นทักษะแล้ว ก็ไม่ต้องจำอีกต่อไป เมื่อไม่ต้องจำ ก็ไม่ต้องลืม

-จบบันทึก-

page-2552-02-11-03