
วันที่ ๒๔ เดือน มกราคม ปีพศ. ๒๕๕๒
เวลาบ่ายวัยกระเตาะ อุ้มถ้วยกาแฟใบน้อยในอ้อมมือ รับกลิ่นของมวลไอหลับตามพริ้ม เล็มจิบเล็กน้อยให้ความอุ่นระบายไปทั่วห้วงคิด ทอดตาอ่านข้อความที่สหายท่านหนึ่งวางทิ้งไว้เป็นของฝาก
“งานจิตรกรรม วรรณกรรม หรืองานสร้างเสริมปัญญาพัฒนาจิตใจที่ดีต่างๆ ล้วนถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในขณะที่ผู้สร้างสรรค์งานชิ้นนั้นทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับงานนั้นๆ ของตน มีอิสระจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง ไม่เอาตัวตนใส่เข้าไปในงานเหล่านั้นด้วย”
-วอร์โปลา ราหุล ภิกขุ-
พี่ชายท่านหนึ่งได้นำวาทะข้างต้นมาฝากไว้กล่องจดหมายข้าฯเมื่อหลายวันก่อน ข้าพเจ้านั่งอ่านนั่งคิดสืบเรื่องราวจากนี้ คิดต่อยอด-ภาษาน่าจะเรียกอย่างนั้น โดยเฉพาะประโยคที่ว่า” มีอิสระจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง”
ข้าพเจ้าเลยลองมาตั้งหลักที่“วรรณกรรม”เสียก่อน หากแปลความอย่างอุตริโดยข้าพเจ้าแล้ว วรรณะ ความหมายตามดิกชันนารีดิจิตอล มีสองอย่าง อย่างแรกเรียกว่า”ผิว” อย่างต่อมาเป็นที่รู้กันโดยทั่วว่าหมายถึง “ชั้น” ชนชั้น ส่วน กรรม นั้น ความหมายที่ชาวบ้านร้านค้าเข้าใจคือสิ่งที่จะได้รับเมื่อทำเรื่องราวที่ไม่ดี ที่พูดติดปากกันบ่อยเช่น “กรรมตามสนอง” – “เวรกรรม” หรือ “กรรมเวรแท้ๆ” ความหมายคล้ายกันคือเป็นไปในทางที่ไม่สู้ดี หากมองความหมายในระดับผู้ศึกษาธรรมมะหลักโลกุตระ “กรรม” ให้ความหมายแบบเรียบง่ายว่า “การกระทำ” เพราะทำกรรมเช่นนี้จึงได้รับผลกรรม(อันเกิดจากการกระทำ)เช่นนั้น
เมื่อจับรวมผสมความกันอย่างมั่วนิ่มแล้ว “วรรณกรรม” จึงหมายถึง การทำชั้น หรืออีกความหมายหนึ่ง คือการทำผิว แน่นนอนว่าสาวๆที่กำลังบำรุงผิวจึงเท่ากับกำลังสร้างวรรณกรรมโดยไม่รู้ตัว อืม-ม์ เข้าท่า
ครับ- มั่วเอาพอกระสาย เดี้ยวจะโดนโจมตีจากนักวิชาการ เอามาลองดูความมายที่มีสมาคมหรือสถาบันรับรองกันดีกว่า
วรรณกรรม (อังกฤษ: Literature) หมายถึง วรรณคดีหรือศิลปะ ที่เป็นผลงานอันเกิดจากการคิด และจินตนาการ แล้วเรียบเรียง นำมาบอกเล่า บันทึก ขับร้อง หรือสื่อออกมาด้วยกลวิธีต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว จะแบ่งวรรณกรรมเป็น 2 ประเภท คือ วรรณกรรมลายลักษณ์ คือวรรณกรรมที่บันทึกเป็นตัวหนังสือ และวรรณกรรมมุขปาฐะ อันได้แก่วรรณกรรมที่เล่าด้วยปาก ไม่ได้จดบันทึก
จากวิกิพีเดีย
ความหมายดูน่าเชื่อถือกว่าข้างบนเยอะ-ฮา ดูเหมือนว่าอะไรๆก็ตามที่เป็นผลผลิตทางความคิดดูจะเป็นวรรณกรรมไปเสียหมด ทว่า ในวรรณกรรมนั้นก็มีลำดับความรายละเอียดที่แบ่งคุณค่าประเภทของมันขึ้นมาอีกระดับ คือ วรรณกรรมที่มี วรรณศิลป์ คือ มีศิลปะในการนำเสนอ หากเป็น”วรรณกรรมลายลักษณ์” ตามความหมายข้างต้น ก็หมายถึง ศิลปะในการเขียน นั่นเอง
ต่อ-วรรณกรรมที่มีวรรณศิลป์ที่ดีงดงามจนน่าประทับใจ ประสานักวิชาการเรียกว่า “วรรณคดี” ซึ่งอย่าให้ข้าพเจ้าแปลต่อโดยอารมณ์อุตริเลยครับ-ฮา
เรื่อง “วรรณคดี” เคยเรียนถามท่านผู้มีอาวุโสทางวรรณกรรมและคานทอง-แท้ท่านหนึ่ง (ตอนนี้เห็นว่าท่านสละแล้วสิ้นซึ่งคานเงินคานทอง-และทองแดง) ท่านให้ความหมาย เรียบง่ายว่า คือ เป็นวรรณกรรมที่ส่งผลกระเทือนใจ สะเทือนใจ สะท้อนใจ สะท้านใจ หรือ ประทับใจ ง่ายๆคืออ่านแล้ว”อิน”ไปกับมันก็เรียกได้ว่าเป็น วรรณคดี ว่าจะถามท่านต่อว่า แล้วจดหมายทวงหนี้กับหมายศาลนี่ เรียกว่าเป็นวรรณคดีได้รึเปล่าเพราะมันก็ทำให้สะเทือนใจเหมือนกัน(ผ่านขั้นตอนของ วรรณศิลป์แล้วด้วย)
ลากกันมายืดยาวถึงเรื่องวรรณกรรมเลยไม่ได้เข้าเรื่องของวาทะคารมของท่าน ภิขุ วอร์โปลา เสียที
มีอิสระจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง ไม่เอาตัวตนใส่เข้าไปในงานเหล่านั้นด้วย
ต่อไปนี้คงเป็นความคิดเห็นในส่วนตัวเกี่ยวกับ”รูปแบบ”วรรณกรรม เรียกยังไงดีล่ะ วรรณกรรมในอุดมคติของข้าพเจ้าก็เป็นได้ ด้วยส่วนตัวแล้ว(เน้นว่าส่วนตัวจริงๆ) ข้าพเจ้าเห็นจะชอบงานเขียนหรือวรรณกรรมที่ช่วยสร้างเสริมให้เกิด กระบวนการ(process) มากกว่าสร้างบทสรุปทางความคิด โดยงานเขียนนั้นควรมุ่งเน่นที่จะสะท้อนมากกว่าสั่งสอนให้กรอบความคิดมุ่งตรงไปยังชุดความคิดเดียว งานเขียนที่ผู้อ่านอ่านแล้วสามารถตีความได้หลากหลาย หรือเป็นตัวจุดประเด็นให้คิดต่อยอดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์(ในทางดีงาม) แม้แต่ตัวข้าพเจ้า พยายามเท่าไรก็ยังทำไมได้ มีนักเขียนหลายต่อหลายท่านให้นิยามวรรณกรรมที่ตนเองเขียนอย่างลูกชายลูกสาว หากเทียบเคียงความหมายเช่นนั้น คนเป็นพ่อเป็นแม่คงทำใจยากเสียหน่อยว่า ลูกที่คลอดออกมาไม่มีหน้าตาผิวพรรณคล้ายพ่อแม่
เรียกง่ายๆว่า อัตลักษณ์(identity) นั้นย่อมมีให้สัมผัสใด้จากผลงานทุกชิ้น บางครั้งข้าพเจ้าเรียกว่า ทำนอง หรือ สำเนียง แต่ละผู้นามย่อมมีจังหวะทำนองในการเล่าเรื่องเรียบเรียงที่แตกต่างกันไป แม้จะคล้ายแต่ก็ไม่เหมาะเหมือนลงตัวราวก๊อปปี้กันมา ทว่างานเขียนนั้นจำต้องจัดสรรค์สัดส่วนระหว่าง สัจจะ และ อัตตา ให้มีส่วนผสมพอเหมาะพอควร
มีหลายครั้งที่อ่านงานเขียนที่แสดงออกทางความเห็นอย่างหนักหน่วง จนแทบจะไม่มีพื้นที่ว่างทางวรรณกรรมให้เป็นลานโล่งทางความคิดแก่ผู้อ่านเลย “เมาความคิด” ใช่ครับ- รู้สึกอย่างนั้นเมื่ออ่านจบ ซึ่งข้อเขียนที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ก็เช่นกัน-แห่ะ
แล้วถ้างานเขียนนั้นไม่มีอัตตา หรือทัศนะความคิดเห็นของผู้เขียนล่ะ งานชิ้นนั้นคงมีแต่บทบรรยายพรรณา มีเพียงภาพสะท้อนแต่ไร้อารมณ์ปลุกเร้า ผู้อ่านจำต้องอาศัยจินตนาการของตนในการเสริมต่อเรื่องราวที่ว่างไว้ ข้าพเจ้ากำลังนึกถึงเวลาที่เด็กตัวเล็กๆกำลังเล่นต่อท่อนไม้เป็นรูปต่างๆ หรือตัวต่อ Lago (ผลิตขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1930 โดย ปาปา คริสเตียนเสน พ่อค้าชาวเดนมาร์ก) ที่มีเพียงรูปทรงสัดส่วนมาตราฐาน หากแต่สามารถใช้สอยร้อยเรียงกันเกิดรูปและเรื่องราวต่างๆนาๆ จากหน่วยฐานเรียบง่าย
วรรณกรรมเยาวชน ให้ความรู้สึกเช่นนั้นได้ ภาษาง่ายๆ ตรงไปตรงมาและบริสุทธิ์ เวลาข้าพเจ้ารู้สึกว่าเริ่มเอียนหรือเมาความคิด ข้าพเจ้ามักหาวรรณกรรมประเภทที่เขาเขียนให้เด็กๆอ่าน มันเหมือนเราได้กระโดดลงไปเล่นในสนามที่เป็นลานโล่งอันนุ่มนิ่มไปด้วยลอนหญ้าเขียว -ประมาณนั้น
เพลงๆหนึ่งเขียนขึ้นมาได้นอกจากประกอบด้วยตัวโน๊ตและบันไดเสียงแล้ว ความว่างก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีซ่อนอยู่ในช่วงจังหวะเว้นว่างจากโน๊ตตัวหนึ่งไปหาอีกตัวหนึ่ง
ในความคิดข้าพเจ้า(เน้น) งานเขียนก็เช่นเดียวกันย่อมต้องมีพื้นที่ว่างให้ผู้อ่านได้พักคิดและผ่อนคลายอาการเมาที่ว่า องค์ประกอบไม่ว่าจะเป็น สัจจธรรม,อัตลักษณ์,ที่ว่าง ต่างต้องอาศัยจังหวะและสัดส่วนที่เหมาะสมในการก่อร่างสร้างประโยคหรือข้อความ
“มีอิสระจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง ” ทำยากนะ
แต่ก็น่าลอง
คำคมส่งท้าย
นักเขียนมักถามว่า คุณเขียนอย่าไร โดยโปรแกรมพิมพ์ พิมพ์ดีดไฟฟ้า ปากกาขนไก่ หรือเขียนด้วยลายมือ แต่คำถามสำคัญคือ “คุณพบพื้นที่ – พื้นที่ว่างที่ควรอยู่รายล้อมตัวคุณเมื่อคุณเขียนได้หรือยัง ในพื้นที่นั้น ซึ่งเป็นเหมือนการฟังรูปแบบหนึ่ง เป็นการใส่ใจ ถ้อยคำจะบังเกิดขึ้น เป็นคำที่ตัวละครของคุณจะพูด จะเกิดความคิดและแรงบันดาลใจ” ถ้านักเขียนไม่พบพื้นที่นี้
บทกวีและเรื่องราว จะเป็นเพียงทารกที่ตายแต่แรกคลอด
-ดอริส เลสซิง /สุนทรพจน์ รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม คศ 2007-

หนังสือน่าอ่าน
ไหนๆก็ว่ากันมายาวเนิ่นนานกินเวลาไปทั้งวันแล้ว วันนี้เลยขอเหน็บเรื่องหนังสือที่เพิ่งหามาอ่านเวลาว่างๆก็แล้วกัน
ชื่อหนังสือ : Sex and The English Language 1
หนังสือที่ช่วยให้คุณเข้าใจภาษารักและรักภาษาอังกฤษ
ผู้เขียน: นพพร สุวรรณพานิช
ข้าพเจ้าว่า ข้าฯผ่านตาหนังสือเล่มงามนี้มาหลายครั้งหลายหน มันวางนิ่งๆไม่ค่อยทักทายใครเพียงรอให้คนเดินผ่านหันมองเพราะสีสวยสะดุดตา (ปกของโอเพนนี่ทำได้ถูกจริตข้าพเจ้าจริงๆ) ครับ- แต่ไม่เคยเปิดอ่าน เพราะคิดว่าน่าจะเป็นหนังสือเชิงวิชาการ(ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ)
ทว่างานเขียนของคุณ นพพร มีความคล้ายเคียงกับงานเขียนบทความสารคดีของคุณวันชัย-ตัน บก.แห่งสำนักสารคดีอยู่บ้าง กล่าวคือเป็นความเรียงอ่านง่าย เข้าใจไม่ยาก และไม่ตกหล่นในความงดงามทางด้านวรรณศิลป์ ( อ่าน บทความของคุณวันชัยได้ที่ บล็อก oneton ครับ )
เล่มนี้อ่านแรกๆ ก็ออกจะมึนๆนิดๆ เพราะไม่ค่อยคุ้นเคยกับทำนองจังหวะงานเขียนเชิงภาษาศาสตร์ แต่ถ้าอึดถึก อดทนอ่านผ่านไปเสียสามสี่บทก็จะเริ่มปรับตัวได้ ประสาชาวบ้านเรียกว่าชิน ต่อมาก็เริ่มชิว ประสาวัยรุ่นเรียกว่า สบาย-สบาย
เป็นหนังสือว่าด้วยเรื่อง”ภาษา” เป็นภาษาที่เราใช้ๆกันในชีวิตประจำวันนี้ละ ทั้งภาษาพูดและภาษาที่ใช้เขียน คำบางคำพูดๆเขียนๆ กันไป ก็ไม่ค่อยได้นึกว่ามันมีที่มาอย่างไร บางครั้งมันก็ชินใช้ติดปาก ติดมือตามกันมา อย่างไอ้คำว่า ถึก ที่ข้าพเจ้าใช้ไปนะ จริงมันก็ใช้กับ ควายเท่านั้น ความถึก=ควายหนุ่ม-เปลี่ยว เวลาใครเขาบอกว่า “ถึกจริงๆเลยไอ้คนนี้” เขาอาจหมายความว่า มันอดทนจริงๆ โดยไม่ได้มีภาพของควายอยู่ในสมองเลยก็เป็นได้ ซึ่งจะว่าไปแล้ว การเป็นควายมันก็ไม่ได้เสียหายตรงไหน
หนังสือเล่มนี้จะว่าไปแล้ว เหมาะสำหรับนักหัดเขียน(อย่างข้าเจ้า) และนักหัดอ่าน (อย่าง ข้าเจ้าอีกนั่นละ) เพราะทำให้เราได้รู้รากที่มาของความหมายในคำแต่ละคำที่เราไม่เคยรู้จริงๆ สำหรับนักหัดเขียนนั้น ช่วยให้เรารู้ว่าไอ้คำที่เราเขียนลงไปนั้น จริงๆแล้วมันมีเรื่องราวที่มาอยู่ นั่นอาจทำให้เราระวังในการใช้หรือมั่นใจในการใช้ยิ่งขึ้น อีกทั้งความรู้สึกที่มีต่อคำนั้นๆก็ช่วยให้เราคิดอะไรได้ลึกขึ้นไปอีก
เล่มนี้ไม่ต้อง review เพราะเข้าไปอ่านที่เขาเขียนแนะนำหนังสือไว้ใน open แล้ว-กืด ตามไปอ่านกันเอง- ฮา ( ที่ open )
อีกเล่มหนึ่งที่เพิ่งได้มาเมื่อวานสดๆร้อน อ่านไปได้บางส่วนบางตอน แล้วประทับใจ เป็นหนังสือรวมบทความว่าด้วยเรื่องสันติวิธี ระยะนี้เราเวลาพูดถึงคำว่าสันติวิธีนั้นมักแวบขึ้นมาในสมองถึงสถานการการเมือง หรือเรื่องของสีสันวันนี้ ว่าจะสันติวิธีกันอย่างไร ตรงไหน แต่อยากให้อ่านลึกลงไปในความมีสันติวิธี หรือวิถีในระดับครอบครัว ในระดับชีวิตประจำวันที่ใกล้ตัวยิ่งเข้าไปอีก เจดีย์องค์ใหญ่เริ่มจากอิฐก้อนแรกฉันใด สันติของโลกก็เริ่มจากสันติในครัวเรือนฉันนั้น
สันติวิธี วิถีแห่งอารยะ
โดย พระไพศาล วิสาโล
สำนักพิมพ์ มูลนิธิโกมลคีมทอง
เล่มนี้เรียบเรียงเรื่องราวนับตั้งแต่ระดับสังคม ชุมชน จนถึงครอบครัวเลยทีเดียว โดยที่ชอบก็ตรงท่านพระอาจารย์ไพศาล ท่านมีเรื่องเล่าเทียบเคียงประกอบบทความเสมอ และเรื่องราวแต่ละเรื่องนั้น ก็เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจซึ่งเกิดขึ้นจริงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะความขัดแย้งนั้นมันไม่มีพรมแดนด้วยละ
อย่างหัวข้อเรื่อง “เปลี่ยนได้ด้วยไมตรี” ท่านขึ้นด้วยเรื่องเล่าของเด็กอเมริกันผิวดำที่ถูกเพื่อนในห้องเรียนแกล้งทำร้ายด้วยการปาลูกมะเขือเทศใส่เป็นประจำ หนักถึงขนาดที่ว่ามีเศษเหล็กอยู่ในลูกมะเขือเทศด้วย เธอไม่ได้โต้ตอบด้วยความรุนแรงแบบที่ว่า “แรงมาแรงไป” เหมือนที่ครูพละโรงเรียนประจำ(จริงเรียก สถานพินิจ)ในหนังเรื่อง the chorus พูดบ่อยๆเมื่อจะลงโทษเด็ก
กลับมาที่อเมริกา เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ตอบโต้กลับด้วยการกระทำแบบเดียว แต่ก็ไม่ยอมรับการกระทำเหล่านั้น และแสดงออกโดยการ เก็บลูกมะเขือเทศที่หล่นข้างๆโต๊ะเธอ จากนั้นเดินไปวางบนโต๊ะเบื้องหน้าคนขว้าง จากนั้นจึงพูดว่า “นี่ของคุณใช่มั้ย?” จากนั้นจึงเดินกลับไปนั่งที่เดิมของเธอ ทุกคนในห้องโห่ให้คนที่ขว้างเธอ หลังจากวันนั้นก็ไม่มีใครขว้างอะไรใส่เธออีกเลย
จากหนังสือ
“สันติวิธีนั้นมีพลัง แต่ไม่ใช่พลังที่เกิดจากอาวุธหรือพละกำลังที่เหนือกว่า หากเป็นพลังทางใจ ความกล้าหาญและใจที่ให้อภัยนั้น มีพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของอีกฝ่ายได้ ทำให้ผู้ที่คิดประทุษร้ายเกิดความละอายใจหรืออับอายในการกระทำของตน หรืออย่างน้อยก็ขาดความชอบธรรมที่จะใช้ความรุนแรงต่อไป คนเรามักมีข้ออ้างในการใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น เช่น เห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนเลว เป็นมนุษย์ชั้นต่ำ หรือมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าตัว แต่เมื่ออีกฝ่ายแสดงออกซึ่งคุณธรรมที่เหนือกว่า สถานการณ์ก็พลิกกลับ นอกจากข้ออ้างหรือความชอบธรรมในการทำร้ายของเขาจะหมดไปแล้ว การไปทำร้ายเขายังเท่ากับเป็นการประจานตัวเองว่าเป็นคนเลวและต่ำทราม”
-เปลี่ยนได้ด้วยไมตรี-
จะว่าไปแล้ว ชีวิตประจำวันของเราก็ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในสงครามที่ต้องสู้รบอยู่ตลอดเวลา ทั้งความคิดคนรอบข้าง ในครอบครับ หรือแม้แต่นั่งเฉยๆยังนึกเถียงกับตัวเองเลย โดยมาชอบแต่ว่า สันติๆ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มคลี่คลายจากตรงไหน เพราะไม่รู้ว่าเหตุมันเกิดจากอะไร
หนังสือเล่มนี้จึงได้มีส่วน ชี้แจงให้เห็นถึงเหตุ และ สร้างรูปแบบตัวอย่างในการสร้างสรรค์สันติด้วยตัวเองภายใน จนไปถึงระดับสังคมโดยภาพรวม
อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้อ่านเรื่องเล่าที่ประทับใจ เพื่อให้จิตใจเรารู้สึกว่า
โลกนี้มันก็ไม่เลวร้ายนักหรอก… นะ

หายหัวไปตั้งแต่ปีใหม่ เพิ่มจะโผล่มา ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดี ย้ายที่ทำงาน อะไรๆเลยไม่ค่อยลงตัว แต่ตอนนี้น่าจะดีขึ้น ขอถือเอาโพสนี้เป็นโพสสวัสดีปีใหม่ทุกท่านในสำนักหนอนแห่งนี้ก็แล้วกันครับผม
หากมีถ้อยคำอะไรที่ไม่ดีในปีที่แล้วหรือต้นปี ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ขอให้ทุกคนแจ่มใส สุขภาพกาย-ใจแข็งแรง และ มีแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือกันต่อไป
ขอให้เจ้าสำนัก ลุงวินทร์ มีสุขภาพแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญกำลังใจให้ลูกๆหลานๆหนอนรุ่นแก่และรุ่นใหม่ในที่นี้ตลอดไปด้วยครับ
จบด้วยภาพงามๆเช่นเคย
