ประวัติเอกสารสำหรับ มกราคม, 2009

กาแฟร้อน : อุ่นอรุณ

มกราคม 31, 2009

book-page-1

บทนำ

ในห้วงยามแห่งการผลัดเปลี่ยนปีพศ. ระยะนั้นเราได้ผ่านห้วงเวลาแห่งการหยุดพักยาวนาน หลายคนใช้เวลาไปกับความรื่นเริงบันเทิงใจ มีบ้างที่ค้นหามุมเงียบทักทายความสงบและอาศัยเวลาช่วงนั้นสอบถามตัวตนว่าเมื่อปีหนึ่งผ่านไปนั้น มีเรื่องราวให้จดจำเป็นบทเรียนหรือมีสิ่งใดที่ละลืมไม่ได้กระทำตามที่ตั้งหมาย

และมีบ้างที่รู้สึกวางเฉยไร้อาการใดๆ ด้วยเพราะไม่ได้มีส่วนเสียหรือได้อะไรกับใครในการหยุดตามตารางวันที่ เพราะว่าชีวิตนั้นผูกไว้กับค่าแรงรายวัน วันหยุดคือวันที่ไม่ได้ทำงาน เมื่อไม่ได้ทำงานก็ไม่ได้ค่าแรง ไม่ได้ค่าแรงชีวิตชีวาอาจสะดุดหายไปหนึ่งวัน พวกเขาไม่ได้หิวเงินแต่พวกเขาหิวข้าวและกระหายชีวิตที่ดี

การเปลี่ยนแปลงของเลขลงท้ายพศ.ให้อะไรกับความใหม่บ้าง จำนวนชีวิตที่เพิ่มขึ้นและลดลงในระหว่างช่วงระวัง ๗ วันอันตราย อาจมีบ้างที่ปรับเปลี่ยนคำทักทายยามพบหน้า สวัสดีปีใหม่ ขอให้มีความสุขด้วยคำอวยพรและของขวัญตามธรรมเนียมหรือตามสายสัมพันทางจิตใจ

จริงหรือไม่ว่า การได้มีเวลาเว้นว่างหยุดนิ่งนั้น คือการผ่อนพักให้หัวใจได้ตั้งหลัก เพราะเดินทางมายาวนานจนไม่รู้แม้กระทั่งที่เพิ่งดำเนินผ่านมา และกำลังจะเดินล่วงไปภายหน้า บางคนรู้ที่มาแต่ยังไม่รู้ที่ไป ไปอย่างไร เพื่ออะไรเพื่อใคร บางคนยังตั้งคำถาม

ดูเหมือนว่าความว่างเป็นพื้นที่อันบรรจุล้นด้วย อดีตและอนาคต ที่รอให้จัดการสานต่อและละลืม

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ทุกขณะเวลาที่ผ่านพ้นคือการเดินทางเสมอ ไม่ว่าจะหันหัวไปทางทิศใดล้วนแล้วมีเรื่องราวระหว่างทางให้ต้องจดจำใส่ใจ บันทึกลงไว้ในความคิด การเดินทางออกไปพบเจอสถานที่อันแปลกตาหรืออาจเป็นปรากฏการที่เพียงเกิดได้ครั้งเดียวนั้น เป็นความทรงจำที่ดี และมันช่วยเสริมสร้างกำลังใจเสมอเมื่อยามที่เราอ่อนแรงเหนื่อยใจ เป็นบทเรียนที่เรียนรู้ได้เสมอหากยังคงคิดถึงมันได้ ยังคงจดจำได้

(เพิ่มเติม…)

memo : แถลงไขสหายธุลีดิน

มกราคม 29, 2009

“ชีวิตคนเราสั้นนัก ถ้ามัวไปเรียนในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ก็อาจไม่เหลือเวลาสำหรับสิ่งที่เป็นประโยชน์
ความรู้ที่จะช่วยให้พ้นทุกข์จากกิเลสก็จะไม่ได้ เพราะมัวหลงทางไปกับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์”

-ใบไม้ในกำมือ/วิถีแห่งปราชญ์-

30-13

2552 : 01 :29

ค่ำคืนเมื่อวันวาน ข้าพเจ้าเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาก่อนนอน รู้สึก เคืองตาข้างขวาและปวดน้อยๆ แม้ว่าบิดามารดาหรือครูบาอาจารย์ที่เคารพจะสั่งสอนมาว่า การแหกตา เป็นเรื่องไม่ดี แต่วานนี้ข้าพเจ้าจำต้องทำแสร้งเลอะเลือนชั่วขณะ ลองแหกตาตัวเองดูเสียครั้ง

ได้เรื่องครับ

มีหนองเหลืองเกาะอยู่ตรงเปลือกตาล่าง คาดว่าคงเกิดอักเสบจากการกระแทกบางอย่างเข้า(ไม่ใช่แปรงสีฟันนะ) เห็นได้ดังนั้นจึงต้องแสดงอาการผงะก่อน จากนั้นจึงทำการรักษาเบื้องต้นโดยการ ล้างหนองที่อยู่ใต้ตาออกจนหมด จากนั้นข้าพเจ้าจึงบีบไอ้ที่เหลือคาข้างในออกมา จากน้ำเหลืองกลายเป็นเลือดสีแดงสด และกลายเป็นน้ำเมือกใสๆ อาการระคายเคืองจึงลดน้อยลง คงเหลือแต่อาการปวดแปลบๆ เล็กน้อย

คิดในใจ “ถ้าตื่นเช้ามาพรุ่งนี้เกิดตาบอดขึ้นมาจะเป็นไงวะเนี้ย” เป็นคำถาม “ตาบอดก็มองไม่เห็นสิวะ” เสียงความคิดตอบ”เออ!! รู้” ตอบสวนกลับมันไป

รีบกางสมุดจดเที่ยงคืนโดยพลัน

สมุดจดเที่ยงคืน- เป็นสมุดจดเล่มเล็กที่เหน็บไว้ตรงหัวนอน ทุกๆเที่ยงคืน จะก่อนหน้า หรือเลยล่วงไปเล็กน้อย ข้าพเจ้าจะเขียนบันทึกเล็กๆเพียงหน้าเดียวก่อนนอน บ้างเป็นเรื่องเกี่ยวกับหนังสือที่อ่าน บ้างก็เกี่ยวกับหนังที่ดูผ่านเคเบิลทีวี หนังรักหนังตลก หนังแนว ดูรู้เรื่องไม่รู้เรื่องก็ลองเขียนดู นับหน้าได้ก็เกือบเดือนแล้วที่เขียนแบบนี้ประจำทุกคืน

เพียงหน้าเดียวเท่านั้น หากมันยืดยาวเกินกว่านั้นก็จะไม่เขียนต่อ จบหน้าก็จบวัน จบกันฉันและเธอสมุดบันทึกเที่ยงคืน

เนื้อหาภายในสมุดนั้นบ้างก็เคยเอามาเขียน บ้างก็ยังละไว้รอจังหวะเหมาะเอามาต่อยอดอีกที

img_0417

สหายพี่ท่านหนึ่งถามไถ่อาการว่า ระยะนี้ทำไมถึงเขียนอะไรๆได้ทุกวัน(ไอ้อะไรๆ นี่มันอะไร?) จะว่าไปแล้ว คำถามนี้ข้าพเจ้าเคยถามสหายพี่ท่านหนึ่ง เป็นบล็อกเกอร์สาวที่มีงานเขียนเป็นประจำ เขียนได้ทุกวัน ไม่รู้สรรค์หาเรื่องราวอะไรนักหนาออกมาเขียน และเป็นเรื่องที่อ่านแล้วได้สาระได้ประโยชน์เสียด้วยสิ เธอไม่ได้มีหนังสือเป็นรูปเล่มและมีงานเขียนประจำ เขียนจนจำไม่ได้แล้วว่าเขียนอะไรไปบ้าง

คำตอบของเธอส่วนหนึ่งคือเขียนเพื่อบันทึกความนึกคิดขณะนั้น เพื่อสรุปความอย่างย่อ เหมือนเราทำรายงานส่งครูอาจารย์สมัยก่อน เราต้องอ่านๆ อ่าน และก็อ่าน ให้มันซึมลงไปข้างใน จากนั้นจึงตกตะกอนออกมาเป็นการสรุปความที่ได้จากการอ่าน ตอนเด็กๆเราคงเคยได้ส่งการบ้านจากการอ่านหนังสือพิมพ์แล้วสรุปย่อใจสาระของข่าวหนังสือพิมพ์ใช่หรือไม่ การเขียนของเธอก็ไม่ต่างจากการสรุปรูปแบบความคิดของสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี เธอกลับสามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นตัวหนังสือที่ไม่สอดใส่อารมณ์ขุ่นมัวเลยแม้แต่น้อย “มันไม่ใช่ไดอารี่” มันเป็นตัวหนังสือที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ เธอว่าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจึงแนมอารมณ์กวนอวัยวะเบื้องล่างนิดหน่อยว่า “เหมือนกับขี้รึเปล่า”

“ไม่เหมือน” เธอว่า “ขี้มันเป็นการปลดทุกข์ก็จริง แต่มันเหม็น ไม่มีใครชอบกลิ่นเหม็นหรอกนอกจากของตัวเอง”

“อะ..นั้นมันก็เหมือนตดนะสิ แต่เป็นยี้ห้อที่ไม่มีกลิ่น” ข้าพเจ้าย้อนยียวน

“นี่- ถ้า msn ใช้ฆ่าคนได้ แกตายแน่” อักษรแสดงบนหน้าจอ

ในวงเล็บ- “กำขี้ดีกว่ากำตด” เป็นประโยค – อืมม์ เป็น -เป็นประโยคอะไรเนี้ย ภาษิต สำนวน คำพังเพย จะอะไรก็ช่างมันเหอะ ยังไงๆก็ยังสงสัยอยู่ดีว่ามันดีกว่าตรงไหน ใครรู้ช่วยบอกที

img_0509

กลับมาที่คำตอบของข้าพเจ้า ที่กลับมาเขียนได้ทุกวันก็เห็นจะได้แรงผลักมาจากเจ้าหลานสาวตัวน้อยนี่ละ มีวันหนึ่งนั่งอ่านหนังสือ ก็เหลือบไปมองเห็นเธอกำลังเอาหัวแถกคลานไปข้างหน้า สี่เดือนเท่านั้นเองแต่ความพยายามไร้ขีดจำกัด ระยะนั้นข้าพเจ้ากำลังเหนื่อยหน่ายหมดอาลัยตายอยากเพราะต้องย้ายที่ทำงาน เข้าไปอยู่กับปัญหามากมายแบบติดไซต์ติดจอเลยทีเดียว (อ่านเรื่องเกี่ยวกับ “ฝนชมพู-คืบคลานได้นี่บล็อกจ๊ะ)

เจอภาพนั้นเข้าถึงกับหายใจเข้าออกเดินลมปราญทะลวงจุด จุด จุด แต่สภาวะก็ยังไม่เข้าที่ เริ่มเขียนแต่ต้นไป สะเปะสะปะเหลือเกิน แล้วท่านพี่สองก็มาเสกสวรรค์ให้ข้าพเจ้า คอยสรุปคอยเกลาให้เริ่มเข้าที่เข้าทาง แม้ตอนนี้จะยังดูมั่วๆอยู่ แต่อย่างน้อยก็ได้ความด้นมากจากการแถกเขียนในช่วงต้นปีนี้ละ ผ่านพ้นตรงนั้นมาได้จึงโผล่หัวมาพบเจอพวกเหล่าท่านในสำนักหนอนก็ประการนี้ละขอรับ (( ปรบมือให้ท่านพี่สองด้วยความคารวะยิ่งขอรับ ))

อะ- มาถึงคำถามที่ท่านพี่เถ้าถามว่า memo ต่างจาก กาแฟร้อนอย่างไร

ประการแรกคือ มันเขียนและอ่านไม่เหมือนกัน memo (อ่านว่ามีโ-ม่ หรือ เมม-โม่) เป็นประสาอังกฤษ แปลตรงตัวว่า บันทึก,กระดาษจดบันทึก,โน้ต กาแฟร้อน เป็นประสาไทย อ่านว่า กา-แฟ-ร้อน หมายถึง กาแฟร้อน(แล้วมันจะแปลทำไมเนี้ย)

ประการแรกท่านพี่คงทราบแล้ว และคงกำลังคิดว่า ถ้าอีเมล์มันฆ่าคนได้ ท่านพี่จะรีบเขียนจดหมายอากาศมาหาข้าพเจ้าโดยพลัน

ประการที่สองถ้าจะบอกว่าเหมือนประการแรก ท่านพี่คงรีบตีตั๋วรถเมล์จากใต้เข้ากรุงเทพมาเตะเกล้าด้วยตัวเองเป็นแน่ ทว่าเสียใจ มันไม่เหมือนกับประการแรกเพราะมันเป็นประการที่สอง (หลอกคนแก่ให้เบลอนี่หนุกดีแหะ)

กาแฟร้อน เป็นหัวเรื่องที่ข้าพเจ้าเริ่มเขียนครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน ประมาณปลายปี 50 เขียนให้ผู้หญิงคนหนึ่งผู้ที่เพิ่งจะสูญเสียลูกชายคนโตไป ข้าพเจ้าอยากให้เธอได้อ่านสิ่งที่อ่านแล้วได้กำลังใจ รู้คุณค่าของชีวิตตัวและ และคุณค่าของสิ่งต่างๆรอบข้าง ชื่อนี้ได้มาตอนที่เดินทางกลับจากต่างจังหวัดมีเพื่อนคนหนึ่งอาสาขับรถมาส่งถึงกรุงเทพ เราคุยกันเรื่องกาแฟ งานเขียนชิ้นแรกจึงเขียนถึง กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล

กาแฟร้อน 2007
กาแฟร้อน 2008

จากเดิมทีเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวรอบตัว สิ่งมีชีวิตที่นอกเหนือจากผู้คนและกลไกที่ไหวเนืองไปทุกขณะวัน แต่เนื้อหาทั้งหมดพูดกล่าวถึง ความสุข พลังใจ และการมองเห็นคุณค่าของสิ่งรอบข้าง

memo ก็คล้ายกัน เพียงแต่แรกเริ่มนั้นอยากเขียนเพียงสั้นๆ บันทึกๆเล็กๆในแต่ละวัน แต่เขียนไปเขียนมา มันก็ยาวไปเรื่อยโดยไม่ได้ตั้งใจ

รวมงานเขียน memo เก่าๆ

ปี 2009 นี้ เลยอยากจะใช้ memo เป็นงานเขียนประจำวัน แต่ กาแฟร้อน เป็นประจำสัปดาห์ โดยประจำสัปดาห์จะมีเนื้อหาที่ยาวกว่าและเยอะกว่า โดยแยกย่อยคล้ายหนังสืออนไลน์เล่มหนึ่งนั่นเอง ทว่าจะพยายามเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวกับวรรณกรรมงานเขียนเข้าไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนหนอนที่รักการอ่านและการเขียนในพื้นที่แห่งนี้ละครับ

ถ้าจะต่างก็น่าจะตรงเนื้อหาที่มีปริมาณไม่เท่ากันนี้ล่ะขอรับท่านพี่

ตอบแบบนี้หวังว่าข้าพเจ้าคงไม่ต้องโดนเตะแล้วใช่มั้ยขอรับ : )

ข้าพเจ้าตื่นเช้ามา พบว่า ดวงตาของตัวเองยังสามารถใช้การได้ดีอยู่ หนองที่อยู่ในตาไม่อักเสบเพิ่มขึ้น อาการปวดลดลง เปิดสมุดจดเมื่อคืนขึ้นอ่าน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะเมื่อคืนลองปิดตาข้างเดียวเขียนหนังสือ นึกว่าจะอ่านไม่ออกเสียแล้ว คงเพราะแบบนี้ละมั้งครับท่านพี่ ข้าพเจ้าถึงได้ เขียนเอาเขียนเอา

เหมือนกับว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้เขียนอย่างนั้นล่ะ

ครับ ทั้งหมดก็เท่านี้ละครับ

ขอบพระคุณทุกท่านที่เสียเวลาอ่านขอรับ

dsc_8972

- ชีวิตร้อยปีอย่าให้สูญเปล่า -

ฟ้าดินนั้นมีห้วงยืนยาวนับกัปกัลป์ แต่ร่างกายคนเรานี้ไม่อาจฟื้นคืนได้ ห้วงชีวิตคนเราแค่ร้อยปี แต่วันเวลาช่างผ่านไปเร็วยิ่งนัก
ผู้โชคดีที่ได้เกิดมา พึงตระหนักทั้งความสุขของการมีชีวิตอันสูญเปล่า

- คัมภีร์รากผัก / หงยิ่งหมิง -

memo : น้ำชาเปี่ยมจอกคือการรังแกคน

มกราคม 28, 2009

dsc_4033

“สุราเปี่ยมจอกคือการคารวะ น้ำชาเปี่ยมจอกคือการรังแกคน”

-สุภาษิตจีน-

2552 : 01 : 28

เมื่อคืนนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับชา เจอประโยคนี้เลยจดไว้ เอามานั่งคิดนั่งเคี้ยวเล่นไปเพลินๆตอนเดินทางมาที่ทำงาน อืม-ฮือ อา-ฮะ โอ-เฮ่ คนโบราณนี่ช่างล้ำลึก เอาไปบอกต่อเพื่อนฝูงมันคงว่า “จะบ้าเหรอ”

ครับ-ยุคนี้เห็นที่ติดปากกันท่าจะเป็น”ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” ประชาสัมพันธ์จุดนี้ได้ผลหรือไม่ สังเกตจากปีใหม่ที่ผ่านมา ที่ออฟฟิตข้าพเจ้าไม่มีกระเช้าของขวัญที่แนมขวดสุราเลยเสียช่อ(อุเหม่-เวลกัมสำหรับคนรักแอลกอฮอล) ก็โฆษณามันแทงใจซะขนาดนั้น จะให้อะไรใครก็ต้องฉุกคิดกันบ้างล่ะ ไอ้จะไปชินมือเลือกซื้อของขวัญอย่างปีก่อนๆก็คงไม่ได้

อะ- กลับไปที่ชาเปี่ยมถ้วย ทำไม? การรินชาเปี่ยมถ้วยถึงเป็นการรังแกคน

ก็เพราะว่าสุรารินปริ่มจนล้นหกนับว่ายังไม่เท่าชา ที่ต้องเสริฟยามร้อน(ยกเว้นโออิชินะ-ไม่ร้อนแต่แพงว่ะ) หากเมื่อรินปริ่มไป เมื่ออาคันตุกะพลั้งมือถือหกเรี่ยราดมิเท่ากับต้องมือไม้ฟองดอกหรือ เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้จะเป็นไมตรีที่มิได้มีเล่ห์สนกลร้ายเคลือบแฝง ทว่าการความเจ็บปวดก็ก่อเกิดขึ้นแล้ว

(( ค้างอยู่นาน ))

dsc_4412

วันนี้ท่าจะหมดแรงหมดฤทธิ์ยาบ้าจริงๆ (แหะๆ)

อ่อ-เมื่อวานข้าพเจ้าลองเข้าไปอ่านงานเขียนบทความของบล็อกคุณ วันชัย-ตันฯ บทความชื่อว่า “การค้นพบใหม่” เรื่องมีอยู่ว่า มีการค้นพบชนเผ่าที่ยังไม่เคยเจอะเจอกันคนในอารยะธรรมอื่น คือยังใช้ชีวิตเป็นคนป่า ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นและทาตัวสีแดง พวกเขามองเห็นค็อปเตอร์ของทีมสำรวจแล้วคงนึกว่าเป็นแมลงปอยักษ์ เนื้อหาคงตามอ่านกันเอาเองแล้วกัน(แหม-คนเขียนมันใจร้ายจริง แถมขี้เกียจอีก)

ที่นึกถึงเพราะ เมื่อคืนได้ดูสารคดีทางทีวีช่องทีวีไทย(ไอทีวีเก่า) เป็นชุดสารคดี”มหากาพย์ชนเผ่า” เป็นสารคดีของพาโนรามา ที่ทำเกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ ของชนเผ่าต่างๆทั่วโลก เมื่อวานนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชนเผ่าแม็ค ของป่าปาปัวนิวกินี ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าเป็นส่วนเดียวกับประเทศอินโดนีเซียหรือเปล่า เพราะเปิดมาดูช่วงกลางรายการแล้ว

พิธีการอำลาวัยเด็ก หรือการเปลี่ยนผ่านจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาจะออกล่าหมูป่ามาปรุงเป็นอาหารเพื่อประกอบพิธี ไม่เป็นพ่อของเด็กก็เป็นเหล่าเครือญาติ เมื่อประกอบพิธีเรียบร้อยแล้ว เด็กที่ได้เข้าพิธีจะผ่านพ้นการป็นเด็ก คือเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องเชื่อฟังพ่อและเรียนรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการล่าสัตว์หาอาหารจากพ่อของตนและหน้าที่สอนสั่งลูกโดยแม่นั้นก็จบลงในวันนั้นเอง คนทั้งหมู่บ้านออกมาร่วมพิธี และแบ่งปันหมูป่าที่ใช้ประกอบพิธีร่วมกัน

ตัดภาพมายังเด็กผู้ชายอีกคนในเผ่าเดียวกัน

วันนี้เขาไม่ได้เข้าพิธี เขามีแม่เพียงผู้เดียว ไม่มีพ่อ ดังนั้นแล้ว จึงไม่มีใครออกไปจับหมูป่ามาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธี เขาหลบมานั่งคนเดียวขณะที่พวกคนอื่นๆกำลังจัดการเกี่ยวกับหมูป่าที่ใช้ในพิธี เขาบอกว่า ไม่อยากเห็นภาพหมูป่ากำลังโดนเชือด หาใช่ว่ามันเป็นภาพน่ากลัว เพียงแต่ว่า

มันทำให้เขาน้ำลายไหล

dsc_55240045

ครับ- การเปลี่ยนจากเด็กเป็นผู้ใหญ่นั้นทำให้พวกเขาได้สิทธิ์อะไรหลายๆอย่างที่จะได้ทำอะไรร่วมกับผู้ใหญ่ เด็กที่ไม่ได้ผ่านพิธีกรรมนี้เพื่อให้คนทั้งเผ่ายอมรับการเป็นผู้ใหญ่ เขาก็จะยังคงความเป็นเด็กเสมอไป และนั่นหมายถึงสิทธิ์ที่เขาสูญเสียไป หรือไม่ได้มันแต่แรกเริ่มแล้ว

คุณหญิงคุณนายเห็นภาพนี้แล้วอาจอยากช่วยเหลือ กะอิแค่หมูป่าหนึ่งตัว ค่าทำผมออกงานราตรีดูเหมือนจะหามาทำพิธีได้ถึงสามสี่ตัวทีเดียว

แต่มาลองคิดดูอีกที การที่มันเป็นเช่นนี้มันอาจจะเป็นวิถีการเอาตัวรอดของชนเผ่าก็เป็นได้ แม้มันจะดูไม่น่าจะยุติธรรมตามมาตราฐานสังคมที่กำหนดเส้นไว้ มีกี่ชนเผ่าแล้วที่คนนอกวัฒนธรรมเข้าไปมีส่วนร่วมจัดสรรค์ปันผลประโยชน์จากวัฒนธรรมเผ่า วิถีดั่งเดิมถูกดึงลากออกมาเพื่อรับใช้มาตราฐานสังคม มนุษย์ธรรมคือการที่คนสามารถทำอะไรเหมือนกันโดยเท่าเทียม หรือพวกเขามีสิทธิ์ที่จะเลือกในการใช้วิถีที่ไม่บดบังเบียดเบียนธรรมชาติและเพื่อนร่วมโลก

การทำความดีเพื่อช่วยเหลือผู้คนเป็นเรื่องงดงาม สมควรสนับสนุน เพียงแต่ว่าเรื่องราวบางอย่างสมควรตรองให้ละเอียดลึกซึ้ง เพราะแม้แต่น้ำชาที่ร้อนกรุ่นจะเลิสรสแลเอมอิ่มในสุนทรีย์จิต แต่หากรินจนปริ่มล้นไป

น้ำร้อนดังว่า ก็อาจลวกฟองอาคันตุกะที่เราเคารพรักนับถือก็เป็นได้

dsc_38110099

“เราอยู่ในวัฒนธรรมที่กำลังแตกสลาย เราอยู่ในวัฒนธรรมซึ่งนับเป็นเรื่องสามัญที่คนหนุ่มสาวผู้ศึกษาเล่าเรียนมาหลายปีกลับไม่รู้อะไรเรื่องโลกนี้ -ไม่อ่านหนังสือ จะรู้เพียงสิ่งพิเศษบางด้านอย่างเช่นคอมพิวเตอร์ เราไม่เคยฉุกคิดถามว่า เราและความคิดจิตใจเปลี่ยนไปอย่างไรจากอินเทอร์เนตของใหม่ ซึ่งยั่วยวนคนทั้งรุ่นให้โง่เขลา”

-ดอริส เลสซิง /สุนทรพจน์ รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม คศ 2007-

หมายเหตุ : ว่าจะเขียนสั้นๆ ไฉนมันลากยาวแบบนี้หว่า?

memo : หมอกลง

มกราคม 27, 2009

dsc_04740001

2552 : 01 : 26

ประมาณสองสามวันก่อน น่าจะวันศุกร์หรือพฤหัส

ระยะนั้นกรุงเทพแถบชานเมืองมีอากาศเย็นในตอนเช้า เดินออกมายืนริมทางถนนจะสามารถเห็นมวลหมอกลอยเรี่ยผิวถนนอย่างเชื่องช้า ดูตรงกันข้ามกับความเร่งรีบที่บีบอัดรัดร้อยเป็นแนวทอดยาวไปบนถนนหนทาง ถนนเส้นนี้ทอดยาวเป็นเส้นตรงสุดที่ความสามารถของสายตาจะมองเห็น เพียงระยะยี่สิบถึงสามสิบเมตรจึงเป็นระยะที่หมอกลงหนัก ฟากหนึ่งเดินทางเข้าเมือง ฟากหนึ่งเดินทางออกนอกเมือง แม้จะมีความกว้างเพียงใด แต่ดูเหมือนจะไม่เพียงพอให้ล้อรถยนต์ ที่ส่งเสียงคำรามอึงอลทั่วไป ณ บริเวณดังกล่าว

เวลาประมาณเจ็ดนาฬิกาเกือบครึ่ง ข้าพเจ้าได้รถเมล์ประจำทางปรับอากาศโดยพัดลมและกระจกข้าง จะว่าไปแล้วคนไม่ค่อยมากมายนัก เพราะในอัตราค่าโดยสารที่ไม่แตกต่างกันมาก ผู้คนส่วนใหญ่ที่พอมีพอจ่ายมักเลือกระบบขนส่งที่เย็นสบายและไม่ต้องจอดรอตามป้าย รถเมล์เส้นนี้จึงมีสภาพความแออัดแตกต่างไปจากสายที่วิ่งในเขตเมือง

เบาะหลังคนขับเป็นที่นั่งเดี่ยว ไม่มีใครนั่งเพราะคงเป็นที่นั่งสุดท้ายที่ผู้โดยสารเลือกบริการ-หากไม่มีให้เลือก

ระยะการมองเห็นของตำแหน่งนี้แทบไม่ต่างอะไรจากมุมมองคนขับ ติดก็เพียงเบื้องหน้าเราจะเห็นหัวคนขับ และที่พักคอเขียนตัวหนังสือด้วยน้ำยาลบคำผิดตัวไม่โตมากแต่อ่านออกแม้จะดูซีดจางลงไปด้วยการผ่านสัมผัสมาหลายมือ

“ห้ามจับ” ตัวหนังสือสะกดได้ว่าอย่างนั้น

dsc_6114

รถแล่นต่อตูดกันเหมือนเดินทางอยู่บนทางรถไฟ ขยับที่ละไม่กี่เมตร ขาจรอาจร้อนใจว่าแล้วแบบนี้จะไปถึงทันรึเปล่า? ส่วนขาประจำสบายใจเพราะเผื่อเวลาไว้เหลือเฟือ ส่วนคนขับรถไม่มีอะไร ขับๆไปใครกดกริ่งก็จอด -ลาจาก

กลับมาที่เบาะหลังคนขับ

เราได้เรียนรู้คำศัพท์แปลกๆ เช็ด ยัด ฟัด เข้ – อะไรอื่นๆอีกที่ไม่สามารถเขียนได้ บ้างเป็นคำลอยๆที่ปลดปล่อยออกมาอย่างไร้เรื่องราว บางครั้งเขาคิดถึงแม่ แต่ส่วนใหญ่เป็นแม่ผู้อื่น มีภาษามือที่เรียนรู้เข้าใจกันเฉพาะคนในวงการ เพื่อขอทาง เพื่อขออภัย ขอโทษ บางอย่างเพียงโบกมือก็จบเรื่อง คนเราบางทีใช้เพียงท่าทางสื่อสาร ดูเรื่องราวจะจบลงง่ายดายการการใช้คำพูดคำจา

มีเจ้าตัวเล็กนั่งอยู่ตรงฝาปิดเครื่องยนต์ มีผ้ารองนั่ง และมารดาเธอเป็นกระเป๋ารถเมล์ ข้างกายมีกระเป๋าใส่ขวดนมและผ้าต่างๆ อาหารและขนมถุง เป็นองค์ประกอบที่ชินตา เป็นครอบครัวที่ดูสุขดี พ่อและแม่ทำงานที่เดียวกัน โดยไม่ต้องฝากลูกน้อยให้ชาวบ้านหรือโรงเรียนอนุบาลดูแล เด็กน้อยช่างพูดช่างเจรจา และไม่กลัวสายตาผู้คน เธอขอให้มารดาแกะถุงขนม มารดาบอกให้แกะเอง แต่แกะไม่ได้ จึงหันไปมองบิดาผู้เป็นคนขับ ยื่นซองขนมให้บิดาช่วย มารดาเดินมากระชากถุงขนมจากมือ “พ่อขับรถอยู่- อยากกินก็แกะเอง”แล้วส่งถุงขนมให้เด็กน้อย เด็กน้อยพยายามอีกครั้ง จนแกะถุงได้ เธอยื่นถุงขนมให้บิดาของเธอ เขา-คนขับหยิบขนมที่อยู่ข้างในกินและแม่ของเด็กน้อยก็เดินมานั่งข้างๆ พักจากการเก็บค่าโดยสาร เด็กน้อยยื่นถุงขนมให้ผู้เป็นแม่ เสียงขบเคี้ยวฟังดูอร่อยและมีความสุข

เวลาเฝ้ามองความสุขของผู้อื่นั้นรู้สึกว่าเชื่องช้ายาวนาน

18-01

รถแล่นไปได้ครึ่งทาง ผ่านเนินสะพานข้ามคลอง หมอกลอยเหนือผิวน้ำ เห็นเงาเสาสะพานไม้ไกลๆ ผู้คนสัญจรข้ามฝั่งไปมา บ้างเดินเท้า ขับขี่จักยาน หรือเป็นรถเข็นค้าขาย ไม่มีรถยนต์เพราะสะพานเล็กเกินและไม่อาจทานทนน้ำหนัก “ไอ้..ห่-” เสียงคนขับคำราม ตบเกียร์เร่งเครื่อง ถ้อยความกล่าวถึงรถเมล์สายเดียวกันที่เดินทางออกมาก่อนหน้านั้นยังไปไม่ไกล ทั้งที่ออกมาก่อนแต่ดันมาปรากฏเบื้องหน้า “มันออกมาตั้งนานแล้ว?” ทั้งต่อว่าและสงสัย

คล้ายมีอะไรบางอย่างภายในสั่งการโดยอัตโนมัติ รถวิ่งอย่างรวดเร็วในสภาพการจารจรที่มีช่องว่างให้เบียดแทรกเล็กน้อย รถโดยสารปาดซ้ายขวาอย่างฉับไว การอยู่ข้างหลังคนขับทำให้เห็นจังหวะการหลบเลี้ยวทั้งหมด รถโดยสารประจำทางคันโตกำลังไล่บดขยี้อะไรบางอย่างที่อยู่เบื้องหน้า ผู้โดยสารบ้างนั่งหลับ บ้างโทรศัพท์พูดคุยเรื่องส่วนตัว ส่วนหนึ่งนั่งมองสองข้างทางและเอาใจช่วยให้สามารถถึงที่หมายโดยปลอดภัย

อาจเป็นข้อตกลงที่ทำกันไว้ภายในองค์กร คนขับรถพยายามแซงรถสายเดียวกันข้างหน้าให้ได้

23-04

ภาพชินตาและเป็นบทสรุปซ้ำซากเหมือนหนังฉายซ้ำ รถโดยสารแซงรถคันที่ไล่ตามได้ ถัดไปอีกสองป้ายจราจร มีตำรวจโบกมือเรียก คนขับจอดรถนิ่ง ขยับรถเล็กน้อยเพื่อให้รถคันอื่นเทียบเข้า จากนั้นรอให้ผู้พิทักษ์สันติเดินทางมาเจรจา ขณะความว่างและเงียบโอบกอดความกรุ่นร้อนของจิตใจ สายตาหลายคู่เฝ้ามอง คนขับก้มหน้าลง ศีรษะพิงไว้บนขอบแข็งของพวงมาลัย ในหัวตอนนั้นคล้ายมีของหนักบรรจุอยู่เต็มล้น เพียงถูกอะไรบางอย่างกระทบสัมผัสอาจแหลกสลายลงเบื้องหน้า

เสียงเคาะผนังข้างรถ “ทำไมขับแบบนี้ ปาดไปปาดมาแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน” ฟังดูไม่เป็นคำถาม

ไม่มีเสียงตอบจากคนขับรถ มีเพียงความเงียบ ที่อาจหมายถึงจำนน หรือต่อต้าน ยากจะแปลความหมาย นายตำรวจทำท่าทางคล้ายจะเขียนอะไร จากนั้นเดินจากไป กระเป๋ารถเมล์วิ่งลงตามไป เขาขยับรถออกไปอีก รถจอดบนเนินเล็กๆ เขาก้มหน้าอยู่ในอาการเดิม รถโดยสารคันเมื่อครู่ที่ถูกแซง ขับผ่านไป เขายังก้มหน้าอยู่ที่เดิม เด็กน้อยมองบิดาของเธอตลอดเวลา มือทั้งสองกำแน่นกดลงพื้นเบื้องหน้าที่รองด้วยผ้าขนหนู เม้มปากแน่นและดวงตาดูมีเรื่องราวซุกซ้อนไม่กระพริบเนิ่นนาน

คนขับหันมามองเด็กน้อย เขายกมือขึ้นลูบหัวเธอ จากนั้นหยิบชายผ้าขนหนูที่รองนั่งเช็ดคราบขนมที่เกาะอยู่รอบริมปาก ไม่มีคำกล่าว มีเพียงความเงียบ

dsc_08110001

ไม่นานจากนั้น กระเป๋ารถเมล์ก็วิ่งขึ้นรถกลับมา เธอวิ่งเอากระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ คนขับไม่ได้รับเอาไว้ โบกคือหนึ่งครั้ง ตบเท้าเข้าเกียร์เดินรถต่อ ดวงตาสอดส่ายระวังรถด้านข้าง “ไอ้เข้- เขียนใบสั่งนานชิ๊ปหาย” กังวานนั้นปล่อยออกนอกหน้าต่างรถ เมื่อพ้นไปได้ระยะเขาหันกลับมามองกระเป๋ารถเมล์ ชี้ไปที่ใบสั่งที่เสียบไว้ตรงซอกชั้นหน้ารถ เธอหยิบมันออกมาคลี่ออกส่งให้ คนขับไม่รับ “อ่านสิ มันเขียนว่าอะไร?” เธอก่มหน้ามองกระดาษวูบหนึ่ง ส่ายหน้า

“อ่านไม่ออก” คนขับรถเมล์มองหน้าเธอ มือหนึ่งชี้มาที่กระดาษ “ดูสิมันมีค่าปรับรึเปล่า” เธอมองกระดาษแผ่นนั้นราวกับเป็นหนังสือเล่มใหญ่ ชั่วนานกว่าเธอจะชี้ให้เห็นตัวเลขค่าปรับ

คนขับรถชายตามอง “โว้ย.. หมดไปแล้วหนึ่งวัน” เขาคำรามกลื่นน้ำลายลงคออย่างยากเย็น จากนั้นหันไปมองเด็กน้อย “แล้วจะกินอะไรกันเนี้ย” เขาถามตัวเอง

เด็กน้อยมองหน้าบิดา มือเล็กๆล้วงเข้าไปในถุงขวดนมและเสื้อผ้า เธอหยิบถุงขนมที่แกะแล้วยื่นให้บิดาของเธอ

แม่ของเธอดึงมือเล็กนั้นไว้ “พ่อขับรถอยู่ อย่ากวนพ่อ” คนขับรถหันมา เขาหยิบถุงขนมจากมือเด็กน้อย ถือมันคาไว้กับพวงมาลัย หยิบขนมในถุงค่อยๆเคี้ยวอย่างเชื่องช้า

เสียงขบเคี้ยวนั้นแปลเป็นความหมายใดไม่ได้เลย

dsc_38870001

ข้าพเจ้านั่งตรงเบาะหลังคนขับ ทุกช่วงจังหวะที่หักหลบ ตบเลี้ยวเข้าเทียบจอด ระหว่างที่สอดแทรกผ่านรถยนต์ส่วนตัวมากมายที่เรียงรายเบื้องหน้า ความรู้สึกแทบไม่ต่างจากการได้นั่งตรงนั้น

หมอกจางแล้ว รถโดยสารแล่นเข้าสู่ตัวเมือง หลายคนลุกขึ้น กดกริ่ง คนขับจอดเทียบป้าย-ลาจาก

หมายเหตุ : ที่เธอว่าอ่านไม่ออก ข้าพเจ้าคาดว่า ตัวหนังสือที่เขียนถึงข้อหานั้น เป็นลายมือที่อ่านไม่ออกมากกว่า

memo : เรื่อยเปื่อยวันวาน

มกราคม 26, 2009

26:01:2552

เมื่อวาน- ไม่ไปไหนไกล รู้สึกไม่มีแรงและขี้เกียจเข้าเส้น ไปเดินเล่นสวนหลวง ถ่ายอะไรมาก็ไม่รู้ คนเยอะแยะไปหมด กลับห้องมาอ่านหนังสือต่อ ชอบเรื่องนี้ เลยเขียนแปะไว้ดีกว่า

เป็นเหตุการณ์ในญี่ปุ่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน

เตซื่อเจ็นเป็นนักพรตที่ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะจัดพิมพ์พระไตรปิฏก ภาษาญี่ปุ่นให้ได้ ๗,๐๐๐ ชุด เขาได้เดินทางจาริก ไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อระดมเงินบริจาคสำหรับการนี้ เงินส่วนใหญ่ได้จากชาวนาซึ่งให้คนละเล็กน้อย หลังจากเดินทางไปได้ สิบปี เขาก็รวบรวมเงินได้มากพอที่จะจัดพิมพ์ พระไตรปิฏก

แต่แล้วในช่วงนั้นเองเกิดน้ำท่วมใหญ่ คนจำนวนนับพันๆ ต้องไร้ที่อยู่และหิวโหย เตซื่อตัดสินใจนำเงินทั้งหมดที่เขาสะสมได้ ไปช่วยเหลือคนเหล่านั้น

แล้วเขาก็จาริกหาเงินบริจาคอีกครั้งหนึ่ง หลังจากผ่านไปเกือบสิบปี เขาก็ได้เงินมากพอสำหรับการพิมพ์พระไตรปิฏก แต่ปรากฏว่า เกิดโรคระบาดไปทั่วประเทศ เขาจึงนำเงินทั้งหมดไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเช่นเคย

เขาออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ต้องใช้เวลาถึงยี่สิบปีกว่าความฝันเขาจะเป็นจริง หลังจากจัดพิมพ์พระไตรปิฏกจนสำเร็จ ชาวญี่ปุ่นได้ร่ำลือต่อๆกันมาว่า เตซื่อเจ็นได้พิมพ์พระสูตรออกมาสามครั้งด้วยกัน

ฉบับพิมพ์สองครั้งแรกนั้นมองไม่เห็นแต่มีคุณค่ามากกว่าฉบับพิมพ์ครั้งที่สามมากนัก

จบแบบหมดแรง..เอิก
(เพิ่มเติม…)

กาแฟร้อน : วันเสาร์

มกราคม 24, 2009

dsc_8979

วันที่ ๒๔ เดือน มกราคม ปีพศ. ๒๕๕๒

เวลาบ่ายวัยกระเตาะ อุ้มถ้วยกาแฟใบน้อยในอ้อมมือ รับกลิ่นของมวลไอหลับตามพริ้ม เล็มจิบเล็กน้อยให้ความอุ่นระบายไปทั่วห้วงคิด ทอดตาอ่านข้อความที่สหายท่านหนึ่งวางทิ้งไว้เป็นของฝาก

“งานจิตรกรรม วรรณกรรม หรืองานสร้างเสริมปัญญาพัฒนาจิตใจที่ดีต่างๆ ล้วนถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในขณะที่ผู้สร้างสรรค์งานชิ้นนั้นทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับงานนั้นๆ ของตน มีอิสระจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง ไม่เอาตัวตนใส่เข้าไปในงานเหล่านั้นด้วย”

-วอร์โปลา ราหุล ภิกขุ-

พี่ชายท่านหนึ่งได้นำวาทะข้างต้นมาฝากไว้กล่องจดหมายข้าฯเมื่อหลายวันก่อน ข้าพเจ้านั่งอ่านนั่งคิดสืบเรื่องราวจากนี้ คิดต่อยอด-ภาษาน่าจะเรียกอย่างนั้น โดยเฉพาะประโยคที่ว่า” มีอิสระจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง”

ข้าพเจ้าเลยลองมาตั้งหลักที่“วรรณกรรม”เสียก่อน หากแปลความอย่างอุตริโดยข้าพเจ้าแล้ว วรรณะ ความหมายตามดิกชันนารีดิจิตอล มีสองอย่าง อย่างแรกเรียกว่า”ผิว” อย่างต่อมาเป็นที่รู้กันโดยทั่วว่าหมายถึง “ชั้น” ชนชั้น ส่วน กรรม นั้น ความหมายที่ชาวบ้านร้านค้าเข้าใจคือสิ่งที่จะได้รับเมื่อทำเรื่องราวที่ไม่ดี ที่พูดติดปากกันบ่อยเช่น “กรรมตามสนอง” – “เวรกรรม” หรือ “กรรมเวรแท้ๆ” ความหมายคล้ายกันคือเป็นไปในทางที่ไม่สู้ดี หากมองความหมายในระดับผู้ศึกษาธรรมมะหลักโลกุตระ “กรรม” ให้ความหมายแบบเรียบง่ายว่า “การกระทำ” เพราะทำกรรมเช่นนี้จึงได้รับผลกรรม(อันเกิดจากการกระทำ)เช่นนั้น

เมื่อจับรวมผสมความกันอย่างมั่วนิ่มแล้ว “วรรณกรรม” จึงหมายถึง การทำชั้น หรืออีกความหมายหนึ่ง คือการทำผิว แน่นนอนว่าสาวๆที่กำลังบำรุงผิวจึงเท่ากับกำลังสร้างวรรณกรรมโดยไม่รู้ตัว อืม-ม์ เข้าท่า

ครับ- มั่วเอาพอกระสาย เดี้ยวจะโดนโจมตีจากนักวิชาการ เอามาลองดูความมายที่มีสมาคมหรือสถาบันรับรองกันดีกว่า

วรรณกรรม (อังกฤษ: Literature) หมายถึง วรรณคดีหรือศิลปะ ที่เป็นผลงานอันเกิดจากการคิด และจินตนาการ แล้วเรียบเรียง นำมาบอกเล่า บันทึก ขับร้อง หรือสื่อออกมาด้วยกลวิธีต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว จะแบ่งวรรณกรรมเป็น 2 ประเภท คือ วรรณกรรมลายลักษณ์ คือวรรณกรรมที่บันทึกเป็นตัวหนังสือ และวรรณกรรมมุขปาฐะ อันได้แก่วรรณกรรมที่เล่าด้วยปาก ไม่ได้จดบันทึก

จากวิกิพีเดีย

ความหมายดูน่าเชื่อถือกว่าข้างบนเยอะ-ฮา ดูเหมือนว่าอะไรๆก็ตามที่เป็นผลผลิตทางความคิดดูจะเป็นวรรณกรรมไปเสียหมด ทว่า ในวรรณกรรมนั้นก็มีลำดับความรายละเอียดที่แบ่งคุณค่าประเภทของมันขึ้นมาอีกระดับ คือ วรรณกรรมที่มี วรรณศิลป์ คือ มีศิลปะในการนำเสนอ หากเป็น”วรรณกรรมลายลักษณ์” ตามความหมายข้างต้น ก็หมายถึง ศิลปะในการเขียน นั่นเอง

ต่อ-วรรณกรรมที่มีวรรณศิลป์ที่ดีงดงามจนน่าประทับใจ ประสานักวิชาการเรียกว่า “วรรณคดี” ซึ่งอย่าให้ข้าพเจ้าแปลต่อโดยอารมณ์อุตริเลยครับ-ฮา

เรื่อง “วรรณคดี” เคยเรียนถามท่านผู้มีอาวุโสทางวรรณกรรมและคานทอง-แท้ท่านหนึ่ง (ตอนนี้เห็นว่าท่านสละแล้วสิ้นซึ่งคานเงินคานทอง-และทองแดง) ท่านให้ความหมาย เรียบง่ายว่า คือ เป็นวรรณกรรมที่ส่งผลกระเทือนใจ สะเทือนใจ สะท้อนใจ สะท้านใจ หรือ ประทับใจ ง่ายๆคืออ่านแล้ว”อิน”ไปกับมันก็เรียกได้ว่าเป็น วรรณคดี ว่าจะถามท่านต่อว่า แล้วจดหมายทวงหนี้กับหมายศาลนี่ เรียกว่าเป็นวรรณคดีได้รึเปล่าเพราะมันก็ทำให้สะเทือนใจเหมือนกัน(ผ่านขั้นตอนของ วรรณศิลป์แล้วด้วย)

ลากกันมายืดยาวถึงเรื่องวรรณกรรมเลยไม่ได้เข้าเรื่องของวาทะคารมของท่าน ภิขุ วอร์โปลา เสียที

มีอิสระจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง ไม่เอาตัวตนใส่เข้าไปในงานเหล่านั้นด้วย

ต่อไปนี้คงเป็นความคิดเห็นในส่วนตัวเกี่ยวกับ”รูปแบบ”วรรณกรรม เรียกยังไงดีล่ะ วรรณกรรมในอุดมคติของข้าพเจ้าก็เป็นได้ ด้วยส่วนตัวแล้ว(เน้นว่าส่วนตัวจริงๆ) ข้าพเจ้าเห็นจะชอบงานเขียนหรือวรรณกรรมที่ช่วยสร้างเสริมให้เกิด กระบวนการ(process) มากกว่าสร้างบทสรุปทางความคิด โดยงานเขียนนั้นควรมุ่งเน่นที่จะสะท้อนมากกว่าสั่งสอนให้กรอบความคิดมุ่งตรงไปยังชุดความคิดเดียว งานเขียนที่ผู้อ่านอ่านแล้วสามารถตีความได้หลากหลาย หรือเป็นตัวจุดประเด็นให้คิดต่อยอดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์(ในทางดีงาม) แม้แต่ตัวข้าพเจ้า พยายามเท่าไรก็ยังทำไมได้ มีนักเขียนหลายต่อหลายท่านให้นิยามวรรณกรรมที่ตนเองเขียนอย่างลูกชายลูกสาว หากเทียบเคียงความหมายเช่นนั้น คนเป็นพ่อเป็นแม่คงทำใจยากเสียหน่อยว่า ลูกที่คลอดออกมาไม่มีหน้าตาผิวพรรณคล้ายพ่อแม่

เรียกง่ายๆว่า อัตลักษณ์(identity) นั้นย่อมมีให้สัมผัสใด้จากผลงานทุกชิ้น บางครั้งข้าพเจ้าเรียกว่า ทำนอง หรือ สำเนียง แต่ละผู้นามย่อมมีจังหวะทำนองในการเล่าเรื่องเรียบเรียงที่แตกต่างกันไป แม้จะคล้ายแต่ก็ไม่เหมาะเหมือนลงตัวราวก๊อปปี้กันมา ทว่างานเขียนนั้นจำต้องจัดสรรค์สัดส่วนระหว่าง สัจจะ และ อัตตา ให้มีส่วนผสมพอเหมาะพอควร

มีหลายครั้งที่อ่านงานเขียนที่แสดงออกทางความเห็นอย่างหนักหน่วง จนแทบจะไม่มีพื้นที่ว่างทางวรรณกรรมให้เป็นลานโล่งทางความคิดแก่ผู้อ่านเลย “เมาความคิด” ใช่ครับ- รู้สึกอย่างนั้นเมื่ออ่านจบ ซึ่งข้อเขียนที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ก็เช่นกัน-แห่ะ

แล้วถ้างานเขียนนั้นไม่มีอัตตา หรือทัศนะความคิดเห็นของผู้เขียนล่ะ งานชิ้นนั้นคงมีแต่บทบรรยายพรรณา มีเพียงภาพสะท้อนแต่ไร้อารมณ์ปลุกเร้า ผู้อ่านจำต้องอาศัยจินตนาการของตนในการเสริมต่อเรื่องราวที่ว่างไว้ ข้าพเจ้ากำลังนึกถึงเวลาที่เด็กตัวเล็กๆกำลังเล่นต่อท่อนไม้เป็นรูปต่างๆ หรือตัวต่อ Lago (ผลิตขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1930 โดย ปาปา คริสเตียนเสน พ่อค้าชาวเดนมาร์ก) ที่มีเพียงรูปทรงสัดส่วนมาตราฐาน หากแต่สามารถใช้สอยร้อยเรียงกันเกิดรูปและเรื่องราวต่างๆนาๆ จากหน่วยฐานเรียบง่าย

วรรณกรรมเยาวชน ให้ความรู้สึกเช่นนั้นได้ ภาษาง่ายๆ ตรงไปตรงมาและบริสุทธิ์ เวลาข้าพเจ้ารู้สึกว่าเริ่มเอียนหรือเมาความคิด ข้าพเจ้ามักหาวรรณกรรมประเภทที่เขาเขียนให้เด็กๆอ่าน มันเหมือนเราได้กระโดดลงไปเล่นในสนามที่เป็นลานโล่งอันนุ่มนิ่มไปด้วยลอนหญ้าเขียว -ประมาณนั้น

เพลงๆหนึ่งเขียนขึ้นมาได้นอกจากประกอบด้วยตัวโน๊ตและบันไดเสียงแล้ว ความว่างก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีซ่อนอยู่ในช่วงจังหวะเว้นว่างจากโน๊ตตัวหนึ่งไปหาอีกตัวหนึ่ง

ในความคิดข้าพเจ้า(เน้น) งานเขียนก็เช่นเดียวกันย่อมต้องมีพื้นที่ว่างให้ผู้อ่านได้พักคิดและผ่อนคลายอาการเมาที่ว่า องค์ประกอบไม่ว่าจะเป็น สัจจธรรม,อัตลักษณ์,ที่ว่าง ต่างต้องอาศัยจังหวะและสัดส่วนที่เหมาะสมในการก่อร่างสร้างประโยคหรือข้อความ

“มีอิสระจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง ” ทำยากนะ

แต่ก็น่าลอง

คำคมส่งท้าย

นักเขียนมักถามว่า คุณเขียนอย่าไร โดยโปรแกรมพิมพ์ พิมพ์ดีดไฟฟ้า ปากกาขนไก่ หรือเขียนด้วยลายมือ แต่คำถามสำคัญคือ “คุณพบพื้นที่ – พื้นที่ว่างที่ควรอยู่รายล้อมตัวคุณเมื่อคุณเขียนได้หรือยัง ในพื้นที่นั้น ซึ่งเป็นเหมือนการฟังรูปแบบหนึ่ง เป็นการใส่ใจ ถ้อยคำจะบังเกิดขึ้น เป็นคำที่ตัวละครของคุณจะพูด จะเกิดความคิดและแรงบันดาลใจ” ถ้านักเขียนไม่พบพื้นที่นี้

บทกวีและเรื่องราว จะเป็นเพียงทารกที่ตายแต่แรกคลอด

-ดอริส เลสซิง /สุนทรพจน์ รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม คศ 2007-

herd-book

หนังสือน่าอ่าน

ไหนๆก็ว่ากันมายาวเนิ่นนานกินเวลาไปทั้งวันแล้ว วันนี้เลยขอเหน็บเรื่องหนังสือที่เพิ่งหามาอ่านเวลาว่างๆก็แล้วกัน

ชื่อหนังสือ : Sex and The English Language 1
หนังสือที่ช่วยให้คุณเข้าใจภาษารักและรักภาษาอังกฤษ
ผู้เขียน: นพพร สุวรรณพานิช

ข้าพเจ้าว่า ข้าฯผ่านตาหนังสือเล่มงามนี้มาหลายครั้งหลายหน มันวางนิ่งๆไม่ค่อยทักทายใครเพียงรอให้คนเดินผ่านหันมองเพราะสีสวยสะดุดตา (ปกของโอเพนนี่ทำได้ถูกจริตข้าพเจ้าจริงๆ) ครับ- แต่ไม่เคยเปิดอ่าน เพราะคิดว่าน่าจะเป็นหนังสือเชิงวิชาการ(ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ)

ทว่างานเขียนของคุณ นพพร มีความคล้ายเคียงกับงานเขียนบทความสารคดีของคุณวันชัย-ตัน บก.แห่งสำนักสารคดีอยู่บ้าง กล่าวคือเป็นความเรียงอ่านง่าย เข้าใจไม่ยาก และไม่ตกหล่นในความงดงามทางด้านวรรณศิลป์ ( อ่าน บทความของคุณวันชัยได้ที่ บล็อก oneton ครับ )

เล่มนี้อ่านแรกๆ ก็ออกจะมึนๆนิดๆ เพราะไม่ค่อยคุ้นเคยกับทำนองจังหวะงานเขียนเชิงภาษาศาสตร์ แต่ถ้าอึดถึก อดทนอ่านผ่านไปเสียสามสี่บทก็จะเริ่มปรับตัวได้ ประสาชาวบ้านเรียกว่าชิน ต่อมาก็เริ่มชิว ประสาวัยรุ่นเรียกว่า สบาย-สบาย

เป็นหนังสือว่าด้วยเรื่อง”ภาษา” เป็นภาษาที่เราใช้ๆกันในชีวิตประจำวันนี้ละ ทั้งภาษาพูดและภาษาที่ใช้เขียน คำบางคำพูดๆเขียนๆ กันไป ก็ไม่ค่อยได้นึกว่ามันมีที่มาอย่างไร บางครั้งมันก็ชินใช้ติดปาก ติดมือตามกันมา อย่างไอ้คำว่า ถึก ที่ข้าพเจ้าใช้ไปนะ จริงมันก็ใช้กับ ควายเท่านั้น ความถึก=ควายหนุ่ม-เปลี่ยว เวลาใครเขาบอกว่า “ถึกจริงๆเลยไอ้คนนี้” เขาอาจหมายความว่า มันอดทนจริงๆ โดยไม่ได้มีภาพของควายอยู่ในสมองเลยก็เป็นได้ ซึ่งจะว่าไปแล้ว การเป็นควายมันก็ไม่ได้เสียหายตรงไหน

หนังสือเล่มนี้จะว่าไปแล้ว เหมาะสำหรับนักหัดเขียน(อย่างข้าเจ้า) และนักหัดอ่าน (อย่าง ข้าเจ้าอีกนั่นละ) เพราะทำให้เราได้รู้รากที่มาของความหมายในคำแต่ละคำที่เราไม่เคยรู้จริงๆ สำหรับนักหัดเขียนนั้น ช่วยให้เรารู้ว่าไอ้คำที่เราเขียนลงไปนั้น จริงๆแล้วมันมีเรื่องราวที่มาอยู่ นั่นอาจทำให้เราระวังในการใช้หรือมั่นใจในการใช้ยิ่งขึ้น อีกทั้งความรู้สึกที่มีต่อคำนั้นๆก็ช่วยให้เราคิดอะไรได้ลึกขึ้นไปอีก

เล่มนี้ไม่ต้อง review เพราะเข้าไปอ่านที่เขาเขียนแนะนำหนังสือไว้ใน open แล้ว-กืด ตามไปอ่านกันเอง- ฮา ( ที่ open )

อีกเล่มหนึ่งที่เพิ่งได้มาเมื่อวานสดๆร้อน อ่านไปได้บางส่วนบางตอน แล้วประทับใจ เป็นหนังสือรวมบทความว่าด้วยเรื่องสันติวิธี ระยะนี้เราเวลาพูดถึงคำว่าสันติวิธีนั้นมักแวบขึ้นมาในสมองถึงสถานการการเมือง หรือเรื่องของสีสันวันนี้ ว่าจะสันติวิธีกันอย่างไร ตรงไหน แต่อยากให้อ่านลึกลงไปในความมีสันติวิธี หรือวิถีในระดับครอบครัว ในระดับชีวิตประจำวันที่ใกล้ตัวยิ่งเข้าไปอีก เจดีย์องค์ใหญ่เริ่มจากอิฐก้อนแรกฉันใด สันติของโลกก็เริ่มจากสันติในครัวเรือนฉันนั้น

สันติวิธี วิถีแห่งอารยะ
โดย พระไพศาล วิสาโล
สำนักพิมพ์ มูลนิธิโกมลคีมทอง

เล่มนี้เรียบเรียงเรื่องราวนับตั้งแต่ระดับสังคม ชุมชน จนถึงครอบครัวเลยทีเดียว โดยที่ชอบก็ตรงท่านพระอาจารย์ไพศาล ท่านมีเรื่องเล่าเทียบเคียงประกอบบทความเสมอ และเรื่องราวแต่ละเรื่องนั้น ก็เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจซึ่งเกิดขึ้นจริงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะความขัดแย้งนั้นมันไม่มีพรมแดนด้วยละ

อย่างหัวข้อเรื่อง “เปลี่ยนได้ด้วยไมตรี” ท่านขึ้นด้วยเรื่องเล่าของเด็กอเมริกันผิวดำที่ถูกเพื่อนในห้องเรียนแกล้งทำร้ายด้วยการปาลูกมะเขือเทศใส่เป็นประจำ หนักถึงขนาดที่ว่ามีเศษเหล็กอยู่ในลูกมะเขือเทศด้วย เธอไม่ได้โต้ตอบด้วยความรุนแรงแบบที่ว่า “แรงมาแรงไป” เหมือนที่ครูพละโรงเรียนประจำ(จริงเรียก สถานพินิจ)ในหนังเรื่อง the chorus พูดบ่อยๆเมื่อจะลงโทษเด็ก

กลับมาที่อเมริกา เด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ตอบโต้กลับด้วยการกระทำแบบเดียว แต่ก็ไม่ยอมรับการกระทำเหล่านั้น และแสดงออกโดยการ เก็บลูกมะเขือเทศที่หล่นข้างๆโต๊ะเธอ จากนั้นเดินไปวางบนโต๊ะเบื้องหน้าคนขว้าง จากนั้นจึงพูดว่า “นี่ของคุณใช่มั้ย?” จากนั้นจึงเดินกลับไปนั่งที่เดิมของเธอ ทุกคนในห้องโห่ให้คนที่ขว้างเธอ หลังจากวันนั้นก็ไม่มีใครขว้างอะไรใส่เธออีกเลย

จากหนังสือ

“สันติวิธีนั้นมีพลัง แต่ไม่ใช่พลังที่เกิดจากอาวุธหรือพละกำลังที่เหนือกว่า หากเป็นพลังทางใจ ความกล้าหาญและใจที่ให้อภัยนั้น มีพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของอีกฝ่ายได้ ทำให้ผู้ที่คิดประทุษร้ายเกิดความละอายใจหรืออับอายในการกระทำของตน หรืออย่างน้อยก็ขาดความชอบธรรมที่จะใช้ความรุนแรงต่อไป คนเรามักมีข้ออ้างในการใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น เช่น เห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนเลว เป็นมนุษย์ชั้นต่ำ หรือมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าตัว แต่เมื่ออีกฝ่ายแสดงออกซึ่งคุณธรรมที่เหนือกว่า สถานการณ์ก็พลิกกลับ นอกจากข้ออ้างหรือความชอบธรรมในการทำร้ายของเขาจะหมดไปแล้ว การไปทำร้ายเขายังเท่ากับเป็นการประจานตัวเองว่าเป็นคนเลวและต่ำทราม”

-เปลี่ยนได้ด้วยไมตรี-

จะว่าไปแล้ว ชีวิตประจำวันของเราก็ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในสงครามที่ต้องสู้รบอยู่ตลอดเวลา ทั้งความคิดคนรอบข้าง ในครอบครับ หรือแม้แต่นั่งเฉยๆยังนึกเถียงกับตัวเองเลย โดยมาชอบแต่ว่า สันติๆ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มคลี่คลายจากตรงไหน เพราะไม่รู้ว่าเหตุมันเกิดจากอะไร

หนังสือเล่มนี้จึงได้มีส่วน ชี้แจงให้เห็นถึงเหตุ และ สร้างรูปแบบตัวอย่างในการสร้างสรรค์สันติด้วยตัวเองภายใน จนไปถึงระดับสังคมโดยภาพรวม

อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้อ่านเรื่องเล่าที่ประทับใจ เพื่อให้จิตใจเรารู้สึกว่า

โลกนี้มันก็ไม่เลวร้ายนักหรอก… นะ

herd-book-2

หายหัวไปตั้งแต่ปีใหม่ เพิ่มจะโผล่มา ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดี ย้ายที่ทำงาน อะไรๆเลยไม่ค่อยลงตัว แต่ตอนนี้น่าจะดีขึ้น ขอถือเอาโพสนี้เป็นโพสสวัสดีปีใหม่ทุกท่านในสำนักหนอนแห่งนี้ก็แล้วกันครับผม

หากมีถ้อยคำอะไรที่ไม่ดีในปีที่แล้วหรือต้นปี ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ขอให้ทุกคนแจ่มใส สุขภาพกาย-ใจแข็งแรง และ มีแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือกันต่อไป

ขอให้เจ้าสำนัก ลุงวินทร์ มีสุขภาพแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญกำลังใจให้ลูกๆหลานๆหนอนรุ่นแก่และรุ่นใหม่ในที่นี้ตลอดไปด้วยครับ

จบด้วยภาพงามๆเช่นเคย :)

page-02-07-02