ประวัติเอกสารสำหรับ ธันวาคม, 2008

กาแฟร้อน : สวัสดีปีใหม่

ธันวาคม 26, 2008

ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เป็นวลีที่ใช้กันบ่อยหนในช่วงระยะนี้ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มันเป็นเวลาที่ต้องมานั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาตลอดทั้งปี และหากความจำดี หรือไม่ก็ขยันขึ้นไปอีก ก็สามารถทบทวนเรื่องราวตลอดทั้งชีวิตที่ได้ถือกำเนิดเกิดมาบนโลกใบนี้

ปีเก่าเราได้อะไรจากมัน เราได้จำนวนอายุเพิ่มขึ้น ปีใหม่เล่า เราได้ช่วงอายุที่จะอาศัยอยู่บนโลกน้อยลง ลงไปเท่าไหร่ไม่รู้ได้ แต่รู้ว่าน้อยลงแน่ๆ ไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนกับตัวเลขพศ.ในปฏิทิน

ชีวิตคืออะไร? – ชีวิตคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความไม่มีชีวิต

เราต้องการอะไรในชีวิต? – ทำให้มันมีความหมาย ไม่ปล่อยให้แห้งตายโดยเปล่าประโยชน์

ความหมายของชีวิตคือกระไร? – ความหมายของชีวิตคือความรักดูแลต่อผู้อื่น เมื่อเรารักและดูแลผู้อื่นชีวิตเราจึงมีความหมายต่อสิ่งอื่นสิ่งใดนั้น เพราะผู้คนไม่อาจสร้างความหมายโดยเดียวดาย

ชีวิตหลังจากนี้เล่า

ก็คงเหมือนชีวิตก่อนหน้านี้ แต่มันน่าจะดีขึ้น เป็นประโยชน์มากขึ้น และมีความหมายมากขึ้น

..

อยู่ที่ไหน?

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน

ตามความคิด สติเราให้ทัน

อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน

แล้วทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านขอรับ ขอให้มีความสงบอันเต็มสุข

กาแฟร้อน : ฮูป

ธันวาคม 19, 2008

กาแฟร้อน : อัตตา-เร่ง

ธันวาคม 16, 2008

ผู้คน มีมาก ที่มาดหมาย ถึงสิ่งหอมรสหวานในอนาคต มีอยู่พอสมควรเช่นเดียวกันที่หวนนึกในความหอมเจือจางแห่งละอองหนาวในอดีต – ที่ผ่านมา ในสิ่งที่ดีย่อมจดจำรำลึก ระลึกถึง ที่ผ่านมา สิ่งโฉดชั่วเลวร้าย เศร้าหมองย่อมอยากลืมเลือน ทว่าแท้จริงกลับเป็นเช่นนั้นไม่ ยิ่งตอกย้ำยิ่งฝังลึก ยิ่งฝังลงจมดิ่งยิ่งยากถอดถอน

กาแฟอุ่นลอยควันเบาบาง ไออุ่นนั้นเป็นมวลอากาศสีนวลผ่านม่านตา อยากคว้าจับเข้ามาซุกแนบไว้ในดวงใจ ถ้าเป็นเช่นนั้นได้จริง ประการแรกย่อมดีและประการต่อมาคือเป็นเรื่องประหลาดพิลึก เอาเถอะ- นี้คือจิตนารมณ์ เป็นดั่งรสหวานรสขมที่วาดฝันได้ในหนทางอักษร เป็นดั่งท่วงทำนองรำฟ้อนระเริงในท้องทุ่งแห่งอุดมคติ ที่มิมีผู้ได้เข้าถึง ขมบ้าง หวานบ้าง เปรี้ยวแซมฝาดปราในบางวาระโอกาส และ- มันคือเรื่องที่ยังไม่เกิด เป็นเรื่องที่คล้ายควันกรุ่นละอองไอในบางขณะ เป็นช่วงเวลาที่สารเหลวไหววนคนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียว กาแฟ น้ำร้อน น้ำตาล น้ำนม ของขม ของหวาน ของร้อน เกาะเกี่ยวสมานฉันท์กันตามอัตตาภาพ

จินตนาการเป็นช่วงเวลาที่บิดเบี้ยว มันสามารถยืดยาวและหดสั้น เป็นได้ทั้งสองทางตามแต่เจ้าเรือนใจจะบัญชาให้เป็นไป

เย็นขณะนั้น ที่ระเบียงเล็กๆของโรงพยาบาล ข้าพเจ้ายืนมองแสงพระอาทิตย์สาดความอุ่นลงมาเผื่อแผ่ พื้นดิน ผู้คนเบื้องล่างเดินห่มควันขาวที่สำรอกออกมาจากปลายท่อไอเสียของเศษเหล็กราคาเหยียบล้าน มีบ้างที่ราคาเพียงต้นแสน หากแต่ว่าเคลื่อนไหวในอัตราความเร็วเท่าเทียม เบื้องล่างขณะนั้นอากาศเย็นพอเป็นพิธี ลมโชยเบาๆเคล้าคลึงกันกับเสียงครางหึงๆของเมือง เสียงนั้นแซมไปทั่วบริเวณที่สายตาทอดหา เสียงนั้นกระตุ้นให้เรารู้สึกได้ ให้เรารับรู้ได้ถึงเสียงเต้นของหัวใจเมือง เมืองกรุง กรุงเทพ เมืองเทวา หรือมหานคร เรียงนามไว้เอ่ยขานประการใดก็ตามแล้วแต่สมัครใจเรียก

31-27

มหานคร ชัดเจนว่า มันไม่เคยหยุดพักหลับนอน เคลื่อนตัววาบไหวตลอดเวลา เป็นภาระหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบที่ถูกมอบหมายโดยธรรมชาติและโดยไม่ธรรมชาติ คล้ายสภาวะสงครามที่ไม่มีหมายกำหนดการวันเผด็จศึก สมรภูมิความจน กิเลส ตัญหาและอัตตา ไม่เคยสิ้นเสียงคร่ำครวญ

มุมหนึ่งของเมือง ในระดับที่มองจากที่ไม่สูงนัก

ใครคนหนึ่งนอนซมบ่มตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มของโรงพยาบาล เดิมทีเธอไม่ได้อาการแย่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ข้าพเจ้าทราบอาการของเธอนับแต่แรกเริ่ม จำเดิมได้ว่าเธอลากสังขารอุปทานว่าตัวเองไหวมานานนับเดือน จากอาการเพียงเล็กน้อยรักษาเอาเพียงแค่นอนนิ่งๆเฉยๆให้หมอนรองกระดุกได้เยียวยารักษาอย่างธรรมชาติ ทำบำบัดภายหลังจากนั้นก็เพียงพอ

แต่ก็อย่างว่า คนที่เคยเคลื่อนไหวเคยทำงานอย่างปกติทุกวี่วัน ให้มานอนแซ่วเป็นผักดองบนเตียงพยาบาลเฉยๆคงทำใจยากสักหน่อย ครั้งพอเธอเริ่มรู้สึกว่าหายเจ็บหายปวดก็ไม่ได้รอดูหรือรักษาอาการต่ออีกระยะ พอกลับออกมาทำอะไรตามภาระกิจที่เคยกระทำ อาการก็กลับซ้ำรอยเดิม กลายเป็นต้องเข้าออก เข้าออกโรงพยาบาลอยู่อย่างนั้น จนเมื่อมันถึงจุดหนึ่งที่ร่างกายมันไม่ไหวจริงๆ ที่ไม่ไหวก็คือไม่ว่าจะฝืนเพียงไรก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ เธอจึงเริ่มแน่ใจว่า ไอ้ที่มันไหวนั้น มันเป็นแค่จิตใจ ส่วนร่างกายนั้นได้ทำการอารยะขัดขืนเจ้านายของมันไปแล้ว

ครับ- วลีทางธรรมที่ผู้คนมักเอ่ยถึงบ่อยๆถ้อยความหนึ่งคือ “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” สารัตถะโดยแท้นั้นแบ่งแยกให้เห็นถึงความเจ็บปวดทางกายและความปวดร้าวทางใจแยกสายงานกันรับผิดชอบ แต่หากเจ้านายไม่ดี บ่าวในเรือนใจก็พร้อมใจหยุดงานได้เหมือนกัน

ร่างกายตัวเอง ตัวเองย่อมทราบดีที่สุด ต่อให้หมอที่ชำนาญการเยียวยายังต้องถามความรู้สึกจากคนป่วย หากคนป่วยโกหก ผลการรักษาย่อมไม่เป็นไปตามที่วาดหวัง ในทางร้ายแรงสุดอาจรักษาผิดที่ผิดทางไปกันคนละเรื่องราว ผลที่ได้อาจร้ายแรงเกินคาดเดา มีสหายท่านหนึ่งของเธอเดินทางมาเยี่ยมดูอาการ ด้วยความที่เป็นหมอและเป็นสหายจึงฝากข้อความวรรคตอนหนึ่งทิ้งไว้ให้ตระหนักคิด

ร่างกายคนเรามันก็เหมือนรถยนต์ เราเป็นคนขับ ก็ต้องเข้าใจหลักการทำงานของมัน เข้าใจสมรรถนะที่มันสามารถทำงานได้ดีในสภาพพื้นผิวถนนแบบไหน อย่างไร ไม่ใช่ว่าสักแต่ใช้ไป ไม่ดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพพร้อม หากแต่ร่างกายคนต่างกับรถยนต์และไม่ใช่หุ่นยนต์ เพราะ อะไหล่มันไม่ได้หามาเปลี่ยนได้ง่ายและเมื่อเปลี่ยนไปแล้ว ก็ใช่ว่าจะสามารถกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม

ข้าพเจ้าเองกลับอดไม่ได้ที่จะนำความนี้มาผนวกรวมกับเรื่องราวการทำงานของตัวเอง เป็นปัญหาอยู่เหมือนกันในระดับองค์กร หากหัวเรืออันเป็นผู้มีอำนาจไม่ใส่ใจในสมรรถนะของทีมงาน หรือความสามารถในหมวดหมู่หน้าที่แล้ว การใช้งานเพื่อให้เกิดผลย่อมเป็นไปได้ยาก ผลเสียหายนอกจากเกิดกับผลงานแล้ว ยังให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีในการทำงาน ความไว้ใจและความเชื่อถือ ความมั่นใจในผู้นำนั้นไม่ได้ว่าจะสร้างขึ้นจากเงินเดือนที่จ่ายให้ไม่ขาดตกบกพร่อง หากแต่การรับฟังความเห็น ดูแลพูดคุยเพื่อเรียนรู้สมรรถนะของคนระดับปฏิบัติการก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะไม่ว่าจะเป็นส่วนย่อยเพียงไร หากคนขับเครนป่วยขึ้นมา วันนั้นก็ไม่มีการเทปูนเหมือนกัน

31-30

ครับ- ในงานก่อสร้าง การขับเครนไม่เหมือนขับรถ จะเอาใครก็ได้ไปขับก็ใช่เรื่อง เพราะทักษะบางเรื่องนั้นไม่ได้เกิดจากความสามารถของคนเพียงคนเดียว เหมือนหมอผ่าตัดนั่นล่ะครับ (ไม่งั้นเขาจะมีคำว่าทีมไว้ทำไม) ถ้าไม่รู้มือกัน ไม่สัมพันกับคนบอกวิทยุข้างล่าง ไม่พูดจากันให้รู้เรื่องอาจก่อความเสียหายได้ ทั้งชีวิตคนงานด้านล่างหรือทรัพย์สินของบุคคลที่สาม

และแม้จะเข้าใจระบบงานและบุคคลในหน่วยงานมากน้อยเพียงใด ความผิดพลาดก็ยังต้องมีวันเกิดขึ้นอยู่ดี ประการนี้เป็นบททดสอบสำคัญของคนที่ดำรงตำแหน่งรับผิดชอบ ว่ายอมรับผิดและสืบหาหนทางแก้ไขต่อไปหรือไม่ ครับ-พบบ่อยว่าบางครั้งคำตักเตือนของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามักเป็นของแสลงสำหรับคนอัตตาสูง บางทีบางหนถึงกับยอมสีข้างดั้นไปตามความเห็นของตัวเอง แม้จะมีการแสดงหลักฐานให้เป็นเป็นประจักว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น มีความเสี่ยง และรับรู้ได้ด้วยสามัญสำนึก การไม่ยอมวางอัตตาไว้ยังสถานที่ควรและการไม่ยอมลงให้กับข้อทักท้วงอย่างมีเหตุผล เหล่านี้ย่อมยังให้เกิดอัตราเร่งให้ความเสียหายเกิดขึ้น

สิ่งที่ทรมานใจที่สุดในการทำงานของข้าพเจ้า ไม่ใช่ความยุ่งยากซับซ้อนของงาน หากแต่เป็นการเฝ้ามองความเสียหายที่ค่อยๆเติบโตทับถมโดยที่ไม่อาจกระทำอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าได้ แม้จะพยายามสักเพียงใดก็ตาม สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่ลมปากผ่านหูผู้มีอำนาจแค่นั้น

31-28

ครับ-การทำงานในชีวิตประจำวัน หลีกไม่พ้นที่ต้องเจอะเจอกับเหล่าสาวกอัตตา-เร่ง(ข้างต้น) ในระดับองค์กรปัญหาดังกล่าวมักจบลงที่ความเสียหายและแพะรับบาป ซึ่งแน่นอนว่าคนระดับปฏิบัติการย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชอบความเสียหายในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยการหาทางแก้ไขในสิ่งที่ทำผ่านเลย และบริษัทก็ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจะว่าไปแล้วก็เป็นอเมริกันแชร์สูตรเดิม ภาษารับน้องเรียกว่า “รับผิดชอบร่วมกัน” แล้วฝ่ายบริหารนั่นก็นั่งทำหน้าเรียบเฉย ปล่อยให้สาเหตุนั้นผ่านเลยไปคล้ายผายลมที่ไม่มีกลิ่น อืมม์ ครับ-ธรรมดาโลกก็เป็นเช่นนี้ ตถตา ภาษาพระที่คนพูดเยอะแต่ไม่ค่อยเข้าใจ(แบร์..)

ในระดับร่างกายและจิตใจของคนเพียงผู้เดียว คงหาแพะมารับอาการเจ็บปวดไม่ได้ จำยอมต้องรับไปเต็มๆ ข้าพเจ้ามองเธอ และมักบอกกันเธอบ่อยๆว่า “ไงเล่าดื้อดีนัก” เธอก็แค่ยิ้มแหะๆ ตอบว่า”เข็ดแล้ว ไม่ดื้อแล้ว” แน่นอนว่าข้าพเจ้าไม่อาจปักใจเชื่อได้ เพราะเมื่อรู้สึกดีขึ้นเมื่อไร สหายท่านนี้ก็อาจลืมเลือนความเจ็บปวดที่ได้รับ และมันก็มักสะท้อนกลับมาด้วยอาการทางร่างกายที่หนักขึ้นเป็นเท่าตัว

ในระดับที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกจากระดับองค์กร เป็นระดับสังคม ในหลายสังคมก่อร่างสร้างขึ้นเป็นด้วยวัฒนธรรมและทรัพยากรที่แตกต่างหลากหลาย ในด้านภูมิประเทศ สภาพอากาศ และแหล่งที่มาของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นดั่งเดิมหรือเสริมแต่งใหม่โดยไหลไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ สมรรถนะในการขับเคลื่อนย่อมมีอัตราที่ไม่เท่าเทียมกัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความต่าง หากแต่อยู่ที่ว่าเรามีลักษณะการจัดสรรค์และกำหนดที่ว่างให้ความแตกต่างนั้นดำรงอยู่ในสังคมอย่างไร

ในระดับประเทศยิ่งแล้วใหญ่ เกินกว่าที่สมองข้าพเจ้าจะเล่าถึง เพราะไม่ได้มีเพียงร่างกาย ไม่ได้มีเพียงเครื่องยนต์ วัฒนธรรมและทรัพยากร แต่มีความซับซ้อนของปัญหาที่สืบช่วงกันมาหลายสมัย อย่างไรจึงสามารถเข้าถึง อย่างไรจึงสามารถเข้าใจ อย่างไรจึงสามารถพัฒนาตามแนวทางที่พ่อหลวงได้ฝังรอยเท้าฝ่าเดินนำไว้ก่อนแล้ว

เป็นไปได้หรือไม่ว่าปัญหาทั้งหมดล้วนแล้วอาศัยหลักคิดเดียวกัน เข้าถึงในปัญหาอย่างแท้จริง เข้าใจปัญหาอย่างถึงราก พัฒนาอย่างถูกที่ถูกทาง จึงสามารถก่อประโยชน์สูงสุดแก่คนในประเทศ

31-29

ก็ได้แต่ถอนใจโรยทิ้งตรงริมระเบียง อากาศเย็นขึ้นเมื่อพระอาทิตย์ลับเส้นขอบฟ้าและแนวขอบเงาดำของตึกสูง แสงไฟสาดขึ้นเรืองรอง ไฟวิบวับบนพื้นด้านล่าง แสงสีแดงจากท้ายรถกระพริบตามจังหวะเท้าผู้ขับขี่

เธอ- ผู้มีอาการป่วยเดินออกมายังริมระเบียง ข้าพเจ้าอดบอกเธอไม่ได้ว่า “หมอให้นอนเฉยๆ เดี้ยวก็เจ็บอีกหรอก” เธอยิ้มแห้งๆ เดินมาชิดริมระเบียง ยื่นหน้าไปเบื้องหน้ามือเกาะราวเหล็กแนบแน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ก็ข้างนอกมันสวยนี่” เธอว่า

ครับ ข้าพเจ้ายอมรับว่าขณะนั้น ภาพที่เห็นเบื้องหน้าสวยจริงๆ ไม่ใช่จินตนาการแต่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ ความงามที่เที่ยงแท้มักฉุดดึงให้เราผ่อนพักละวางอัตตาได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง รถยนต์คันเล็กเมื่อมองจากด้านบนยังคงเคลื่อนที่ไปตามอัตราคงที่

31-31

บ้านเมืองเล่า อัตตา-เร่ง ขณะนี้เป็นอย่างไร ผ่อนพักให้ช้าลงได้รึเปล่า

บันทึกในใจ ณ ระเบียงโรงพยาบาล สถานอันเป็นแหล่งพำนัก เยียวยา รักษา กายาและอัตตาใจ

กาแฟร้อน : มันเปลี่ยนไปแล้ว

ธันวาคม 13, 2008

มันเปลี่ยนไปแล้ว
มันเปลี่ยนไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เมื่อเปิดเข้ามาดูหน้าจอการโพสของที่แห่งนี้

วู้ววว มันเปลี่ยนไปแล้ว
มันเปลี่ยนอีกแล้ว

มันเปลี่ยนอะไรของมันบ่อยนักนะ

จะว่าไป มันก็เปลี่ยนบ่อยคล้ายเจ้าของบล็อกนั่นล่ะ

555

31-14