
การออกนอกพื้นที่-เดิมๆ
หลายครั้งทำให้มองเห็นบางสิ่งบางอย่างแปลกตา บางสิ่งเล็กลง น้อยลง ในเชิงปริมาณและความยุ่งเหยิง บางเวลาเดินทอดอารมณ์ยามเช้า เห็นคนอื่นเดินช้า เราก็ค่อยๆ เดินช้าลงตามเขา ปรับความเร็วให้เข้าที่เข้าทาง เพียงเพื่อจะได้สบตา สัมผัสพื้นที่อารมณ์ที่หลงลืม ขาดหาย จากพรากกันไปแสนนาน ห้วงอารมณ์ที่สอดคล้องลงตัวสำหรับความครุ่นคิด
มิพักต้องเอ่ยถึงการเหลียวมอง สดับฟังจังหวะชีวิตของตัวตน การย่างเท้าที่ผ่อนตามสภาวะรอบรายนั้น ใช่เพียงเพื่อสอดคล้อง หากแต่ในห้วงเวลานั้น ได้ก้าวข้ามพ้นอัตตาตน ลดทอนอัตตาริยาที่ฟูพอง
เป็นไปได้หรือไม่ว่า หนทางที่มืดบอด อาจค้นพบ เจอะเจอจากชั่วแวบเดียวของการผ่อนผันให้กันความแข็งขืนในจิตใจ แน่ล่ะ-ท่าทีอาจตั้งมั่นมีอาจหวั่นไหวต่อสิ่งใดๆมากระทบ หากแต่ท่าทางท่วงทำนอง อาจพลิกแพลงเล่นล้อไปตามลอนลม เพียงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับวาระ ขณะ เวลา
…

ช่วงเวลาเช้า ละอองความชื่นโรยรายแบ่งปันความฉ่ำเย็นให้กับสรรพสิ่ง มิได้เจาะจง หรือจำเพาะเลือกปฏิบัติ ดอกไม้เรือนเล็กอุ้มน้ำค้างไว้ที่ปลายกลีบ รวงดอกโน้มเอนลงแทบแนบชิดผิวดิน ระปลายหญ้าเขียวชะชื้น แมลงตัวน้อยดูดดื่มน้ำหวานอย่างชื่นใจ ผู้คน หากได้ล่วงผ่านกาลเวลา ณ ตอนที่ธรรมชาติจัดสรรค์แบ่งปันพลังชีวิต หากทำตัวแข็งขืนแห้งแล้ง อาจเก็บเกี่ยวได้เพียงอารมณ์หม่นหมองวนเวียนอยู่ในห้วงอดีตแลอนาคต
ในปัจจุบันขณะ – จริงหรือไม่ว่า เวลาเช่นนั้นเปิดรับเราเสมอเพื่อให้ไตร่ตรอง พิจารณา เรียนรู้ และแบ่งปันความรู้สึกชุ่มชื่นใจแก่กันและกัน ไม่แบ่งแยกว่า ฉันคือคน ฉันคือรากไม้ ฉันคือสายน้ำ

จึงมีสักกี่คนเชียว ที่อาศัยสายน้ำ พินิจ พิเคราะห์ หนทางและวิถีของชีวิต – ทั้งสามารถเรียงร้อย ถอดความรหัสลับที่คล้อยเคลื่อน ดำเนินอย่างเอื่อยเฉื่อย เพราะแค่เพียงได้เก็บเกี่ยวคุณสมบัติโดยรูปธรรม ก็ล้นเหลือเกินกว่าจะหาเวลานั่งคิด นึกฝันรำพึงถึงความหมายในเชิงนามธรรม คงต้องรีรอให้เวลาเดินเชื่องช้าเสียหน่อย จึงสามารถเจียดแบ่งเวลานั่นๆ เฝ้าถามไถ่ เฟ้นหาความหมายที่แฝงเร้น
สายน้ำ
เคลื่อนไหวจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เป็นเช่นนั้นเสมอมาไม่ว่าจะผ่านเลยไปกี่ช่วงสมัย จากละอองฟองฟอยที่เกาะเกี่ยวยอดหญ้า หยดลง ซึมผ่านผิวดิน รวบรวมจากแอ่งเล็ก แอ่งน้อย แม้แต่จากรอยพับของใบไม้ ก็เคลื่อนไหวเป็นสายน้ำน้อย ผ่านต้นน้ำ ผ่านสายธาร คู คลอง บรรจบเป็นแผ่นน้ำผืนใหญ่ ได้อุปโลกน์ชื่อต่างๆนานา จากผู้เฝ้ามอง หากแต่ไม่ว่าจะได้รับการเรียกขานด้วยนามใด สายน้ำก็ยังคงไหลริน จากสถานที่หนึ่ง ไปยังสถานที่หนึ่ง โดยอาศัยกฎเกณฑ์พื้นฐานดั่งเดิม มิลังเลต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบ
ท่วงท่า-ทำนอง อาจโจนทะยาน กระทั้นกระแทก เกรี้ยวกราด
นั่นก็เป็นเพราะสภาวะแวดล้อมผลักไสให้เป็นไป ยิ่งช่องทางระบายแคบเล็ก ยิ่งทำให้ปลายน้ำสาดซัดอย่างโหมแรง จนบางครั้งบางทีก็ก่อให้เกิดความเสียหาย การเปิดปลายให้ขยายออก มีพื้นที่ว่างให้ผ่อนแรงปะทะจึงเป็นหน้าที่ของผู้เฝ้ามอง และจัดสรรค์ คงไม่มีใครหรอกที่อยากเห็นความพังทลายของสิ่งที่ต้องอาศัยพึ่งพากันและกัน
ปฏิเสทได้หรือ – ว่าทั่วทั้งบริเวณเมื่อสายน้ำไหลผ่านพ้นนั้น มิได้รับคุณประโยชน์ สัตว์ใหญ่สัตว์เล็ก แมลง พันธุ์ไม้นานา ต่างอาศัยละอองชื่นและสายใยอันชุ่มเย็น หล่อเลี้ยง บรรเทา และอุ้มชูให้เจริญงอกงาม
…
คนโบราณเข้าใจธรรมชาติของน้ำ จึงรู้จักที่จะหลบหลีก รู้จักที่จะเข้าหา กักเก็บและระบายปล่อย มิใช่การปกครองหรือการบังคับบัญชาหากแต่เป็นการถ้อยทีถ้อยอาศัยให้สอดคล้องกับวิถี
ปราชญ์เล่าจือรจนาคัมภีร์ฝากไว้เตือนใจคนรุ่นหลังว่า
…
ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้ ให้กำเนิด โดยมิอ้างเป็นเจ้าของ บำรุงเลี้ยง โดยมิถือเป็นบุญคุณ เกื้อกูล โดยมิก้าวก่าย ไม่นำความยิ่งใหญ่ ไปแทรกแซงขู่เข็ญบังคับใคร เมื่อได้รับการเทิดทูน ท่านไม่ท้อแท้ เมื่อกิจการงานอ้นยิ่งใหญ่สำเร็จลง ท่านถอนตัวจากไป
โอวาท ท่านเล่าจื้อ
(คัดบางตอนจาก TAO OF LEADERSHIP)
แปลโดย วันทิพย์ สินสูงสุด
…
สายน้ำ ครั้งเมื่อไหลรินผ่านห้วงยามแห่งความอุดมสมบูรณ์ก็เรียบเฉย ผ่านพื้นดินอันแห้งแล้งก็ซึมผ่านเข้าหา แทรกกายผ่านทั่วทั้งบริเวณเพื่อแบ่งปัน จัดสรรค์ให้เกิดความเท่าเทียม คืนสมดุลย์สู่อาณาบริเวณ ไม่เลือกเฟ้นเค้นหาว่าเป็นพื้นที่อันใด หากแต่คอยเติมเต็มให้สัมพันธ์ และเกื้อกูลให้สืบช่วงยาวนาน

แต่ก็อีกนั่นล่ะ – น้ำเมื่อหลงติดอยู่ในพื้นที่อันเป็นบ่อปิด ไม่อาจบิดพลิ้ว ไหลไปรวมกับมวลหมู่ใหญ่ ขังตนอยู่ในพื้นที่อันนิ่งสงบ จะพบว่าน้ำนั้นมีความใส ผิวหน้าเรียบราบสงบ คล้ายกระจกที่สะท้อนสิ่งต่างที่โอบอุ้ม หรือระรายในบริเวณ ในอีกขณะอาการหนึ่ง หากน้ำนั้นถูกบดบังผิวหน้า ไม่สามารถเปิดผิวให้หายใจ ได้มองโลกภายนอก และแลกเปลี่ยนสาร- ธาตุบางอย่าง เพื่อที่จะดำรงคุณค่าสถานะของความเป็นน้ำได้
น้ำ ณ แห่งนั้น ย่อมเน่าเหม็น ไม่เป็นที่ปราถนา และไม่สามารถนำพาให้เกิดความเจริญต่อชีวิตอันเป็นคุณ หากแต่เป็นหลักแหล่ง ให้เหล่าเชื้อราอาศัยเจริญเติบโตและตายดับไป หาประโยชน์นอกเหนือมิได้เท่าควร

ครั้นเมื่อพระสัมพุทธเจ้าตรัสพระสูตรหนึ่งแก่สุภูติ สาวกอาวุโสเมื่อครั้งพุทธกาล ความตอนท้ายของพระสูตรที่ว่า
สุภูติ หากมีบุคคลได้สัปตรัตนะมาเติมเต็มอสงไขยโลกธาตุอันไร้จำกัด แต่หากมีกุลบุตรกุลธิดาได้บังเกิดในโพธิจิต ปฏิบัติในพระสูตรนี้ แม้ที่สุดจะเพียงแค่โศลก ๔ บาท มาทำการสมาทานสวดท่อง กล่าวสาธยาแก่ผู้อื่น บุญนี้ยังจะมากกว่าอย่างแรก แต่ควรกล่าวสาธยายแก่บุคคลอื่นอย่างไรล่ะ?
ไม่ยึดในลักษณะ ตั้งมั่นอยู่ใน ตถตาภาพ โดยไม่หวั่นไหว เพราะเหตุใด?
..
สังขตธรรมทั้งปวง – ดุจฝันมายา ฟองน้ำรูปเงา
ดุจนิศาชลและอสนี – ควรพินิจด้วยอาการเช่นนี้แล
..
สายน้ำ
เมื่อถึงพร้อมด้วยสถานะคุณสมบัติหนึ่ง ก็หาได้ยึดเนี่ยวเกี่ยวรูปตนไว้ เพียงระเหยกลายเป็นไอ ไร้รูปไร้ดำรง หากแต่ยังคงสัมผัสรู้ว่ามีอยู่ เพราะเมื่อคืนสู่หมู่มวลเบื้องบน จนพอเหมาะพอควร และเคลื่อนลอยไปตามสภาวะจะสรรค์หาแห่งหน
ก็พร้อมที่จะกลั่นตัว หยดลงมา เพื่อปฏิบัติภาระหน้าที่อันมีจบสิ้นสืบต่อไป
…
ปล.
มาลองคิดดูดีๆ ส่วนประกอบของน้ำนั้น เกิดจากธาตุไฟและลมหลอมรวมกัน จึงเกิดคุณประโยชน์ชุ่มเย็น เมื่อใดที่สถานะของน้ำถูกทำให้แตกแยกพราก จากธาตุเย็นก็กลายเป็น ไฟและลม ที่เกื้อหนุนให้เกิดการแผดเผาทำลาย
ยังจะมีสิ่งใดนะ ที่จะทำในสิ่งนั้นได้
เถอะ-ขอให้เป็นแค่ความคิดในบางเวลาที่ได้ผ่อนพัก เท่านั้นละกัน
…




