ประวัติเอกสารสำหรับ ตุลาคม, 2008

กาแฟร้อน : บางเวลา

ตุลาคม 29, 2008

การออกนอกพื้นที่-เดิมๆ

หลายครั้งทำให้มองเห็นบางสิ่งบางอย่างแปลกตา บางสิ่งเล็กลง น้อยลง ในเชิงปริมาณและความยุ่งเหยิง บางเวลาเดินทอดอารมณ์ยามเช้า เห็นคนอื่นเดินช้า เราก็ค่อยๆ เดินช้าลงตามเขา ปรับความเร็วให้เข้าที่เข้าทาง เพียงเพื่อจะได้สบตา สัมผัสพื้นที่อารมณ์ที่หลงลืม ขาดหาย จากพรากกันไปแสนนาน ห้วงอารมณ์ที่สอดคล้องลงตัวสำหรับความครุ่นคิด

มิพักต้องเอ่ยถึงการเหลียวมอง สดับฟังจังหวะชีวิตของตัวตน การย่างเท้าที่ผ่อนตามสภาวะรอบรายนั้น ใช่เพียงเพื่อสอดคล้อง หากแต่ในห้วงเวลานั้น ได้ก้าวข้ามพ้นอัตตาตน ลดทอนอัตตาริยาที่ฟูพอง

เป็นไปได้หรือไม่ว่า หนทางที่มืดบอด อาจค้นพบ เจอะเจอจากชั่วแวบเดียวของการผ่อนผันให้กันความแข็งขืนในจิตใจ แน่ล่ะ-ท่าทีอาจตั้งมั่นมีอาจหวั่นไหวต่อสิ่งใดๆมากระทบ หากแต่ท่าทางท่วงทำนอง อาจพลิกแพลงเล่นล้อไปตามลอนลม เพียงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับวาระ ขณะ เวลา

ช่วงเวลาเช้า ละอองความชื่นโรยรายแบ่งปันความฉ่ำเย็นให้กับสรรพสิ่ง มิได้เจาะจง หรือจำเพาะเลือกปฏิบัติ ดอกไม้เรือนเล็กอุ้มน้ำค้างไว้ที่ปลายกลีบ รวงดอกโน้มเอนลงแทบแนบชิดผิวดิน ระปลายหญ้าเขียวชะชื้น แมลงตัวน้อยดูดดื่มน้ำหวานอย่างชื่นใจ ผู้คน หากได้ล่วงผ่านกาลเวลา ณ ตอนที่ธรรมชาติจัดสรรค์แบ่งปันพลังชีวิต หากทำตัวแข็งขืนแห้งแล้ง อาจเก็บเกี่ยวได้เพียงอารมณ์หม่นหมองวนเวียนอยู่ในห้วงอดีตแลอนาคต

ในปัจจุบันขณะ – จริงหรือไม่ว่า เวลาเช่นนั้นเปิดรับเราเสมอเพื่อให้ไตร่ตรอง พิจารณา เรียนรู้ และแบ่งปันความรู้สึกชุ่มชื่นใจแก่กันและกัน ไม่แบ่งแยกว่า ฉันคือคน ฉันคือรากไม้ ฉันคือสายน้ำ

จึงมีสักกี่คนเชียว ที่อาศัยสายน้ำ พินิจ พิเคราะห์ หนทางและวิถีของชีวิต – ทั้งสามารถเรียงร้อย ถอดความรหัสลับที่คล้อยเคลื่อน ดำเนินอย่างเอื่อยเฉื่อย เพราะแค่เพียงได้เก็บเกี่ยวคุณสมบัติโดยรูปธรรม ก็ล้นเหลือเกินกว่าจะหาเวลานั่งคิด นึกฝันรำพึงถึงความหมายในเชิงนามธรรม คงต้องรีรอให้เวลาเดินเชื่องช้าเสียหน่อย จึงสามารถเจียดแบ่งเวลานั่นๆ เฝ้าถามไถ่ เฟ้นหาความหมายที่แฝงเร้น

สายน้ำ

เคลื่อนไหวจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เป็นเช่นนั้นเสมอมาไม่ว่าจะผ่านเลยไปกี่ช่วงสมัย จากละอองฟองฟอยที่เกาะเกี่ยวยอดหญ้า หยดลง ซึมผ่านผิวดิน รวบรวมจากแอ่งเล็ก แอ่งน้อย แม้แต่จากรอยพับของใบไม้ ก็เคลื่อนไหวเป็นสายน้ำน้อย ผ่านต้นน้ำ ผ่านสายธาร คู คลอง บรรจบเป็นแผ่นน้ำผืนใหญ่ ได้อุปโลกน์ชื่อต่างๆนานา จากผู้เฝ้ามอง หากแต่ไม่ว่าจะได้รับการเรียกขานด้วยนามใด สายน้ำก็ยังคงไหลริน จากสถานที่หนึ่ง ไปยังสถานที่หนึ่ง โดยอาศัยกฎเกณฑ์พื้นฐานดั่งเดิม มิลังเลต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบ

ท่วงท่า-ทำนอง อาจโจนทะยาน กระทั้นกระแทก เกรี้ยวกราด

นั่นก็เป็นเพราะสภาวะแวดล้อมผลักไสให้เป็นไป ยิ่งช่องทางระบายแคบเล็ก ยิ่งทำให้ปลายน้ำสาดซัดอย่างโหมแรง จนบางครั้งบางทีก็ก่อให้เกิดความเสียหาย การเปิดปลายให้ขยายออก มีพื้นที่ว่างให้ผ่อนแรงปะทะจึงเป็นหน้าที่ของผู้เฝ้ามอง และจัดสรรค์ คงไม่มีใครหรอกที่อยากเห็นความพังทลายของสิ่งที่ต้องอาศัยพึ่งพากันและกัน

ปฏิเสทได้หรือ – ว่าทั่วทั้งบริเวณเมื่อสายน้ำไหลผ่านพ้นนั้น มิได้รับคุณประโยชน์ สัตว์ใหญ่สัตว์เล็ก แมลง พันธุ์ไม้นานา ต่างอาศัยละอองชื่นและสายใยอันชุ่มเย็น หล่อเลี้ยง บรรเทา และอุ้มชูให้เจริญงอกงาม

คนโบราณเข้าใจธรรมชาติของน้ำ จึงรู้จักที่จะหลบหลีก รู้จักที่จะเข้าหา กักเก็บและระบายปล่อย มิใช่การปกครองหรือการบังคับบัญชาหากแต่เป็นการถ้อยทีถ้อยอาศัยให้สอดคล้องกับวิถี

ปราชญ์เล่าจือรจนาคัมภีร์ฝากไว้เตือนใจคนรุ่นหลังว่า

ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้ ให้กำเนิด โดยมิอ้างเป็นเจ้าของ บำรุงเลี้ยง โดยมิถือเป็นบุญคุณ เกื้อกูล โดยมิก้าวก่าย ไม่นำความยิ่งใหญ่ ไปแทรกแซงขู่เข็ญบังคับใคร เมื่อได้รับการเทิดทูน ท่านไม่ท้อแท้ เมื่อกิจการงานอ้นยิ่งใหญ่สำเร็จลง ท่านถอนตัวจากไป

โอวาท ท่านเล่าจื้อ
(คัดบางตอนจาก TAO OF LEADERSHIP)
แปลโดย วันทิพย์ สินสูงสุด

สายน้ำ ครั้งเมื่อไหลรินผ่านห้วงยามแห่งความอุดมสมบูรณ์ก็เรียบเฉย ผ่านพื้นดินอันแห้งแล้งก็ซึมผ่านเข้าหา แทรกกายผ่านทั่วทั้งบริเวณเพื่อแบ่งปัน จัดสรรค์ให้เกิดความเท่าเทียม คืนสมดุลย์สู่อาณาบริเวณ ไม่เลือกเฟ้นเค้นหาว่าเป็นพื้นที่อันใด หากแต่คอยเติมเต็มให้สัมพันธ์ และเกื้อกูลให้สืบช่วงยาวนาน

แต่ก็อีกนั่นล่ะ – น้ำเมื่อหลงติดอยู่ในพื้นที่อันเป็นบ่อปิด ไม่อาจบิดพลิ้ว ไหลไปรวมกับมวลหมู่ใหญ่ ขังตนอยู่ในพื้นที่อันนิ่งสงบ จะพบว่าน้ำนั้นมีความใส ผิวหน้าเรียบราบสงบ คล้ายกระจกที่สะท้อนสิ่งต่างที่โอบอุ้ม หรือระรายในบริเวณ ในอีกขณะอาการหนึ่ง หากน้ำนั้นถูกบดบังผิวหน้า ไม่สามารถเปิดผิวให้หายใจ ได้มองโลกภายนอก และแลกเปลี่ยนสาร- ธาตุบางอย่าง เพื่อที่จะดำรงคุณค่าสถานะของความเป็นน้ำได้

น้ำ ณ แห่งนั้น ย่อมเน่าเหม็น ไม่เป็นที่ปราถนา และไม่สามารถนำพาให้เกิดความเจริญต่อชีวิตอันเป็นคุณ หากแต่เป็นหลักแหล่ง ให้เหล่าเชื้อราอาศัยเจริญเติบโตและตายดับไป หาประโยชน์นอกเหนือมิได้เท่าควร

ครั้นเมื่อพระสัมพุทธเจ้าตรัสพระสูตรหนึ่งแก่สุภูติ สาวกอาวุโสเมื่อครั้งพุทธกาล ความตอนท้ายของพระสูตรที่ว่า

สุภูติ หากมีบุคคลได้สัปตรัตนะมาเติมเต็มอสงไขยโลกธาตุอันไร้จำกัด แต่หากมีกุลบุตรกุลธิดาได้บังเกิดในโพธิจิต ปฏิบัติในพระสูตรนี้ แม้ที่สุดจะเพียงแค่โศลก ๔ บาท มาทำการสมาทานสวดท่อง กล่าวสาธยาแก่ผู้อื่น บุญนี้ยังจะมากกว่าอย่างแรก แต่ควรกล่าวสาธยายแก่บุคคลอื่นอย่างไรล่ะ?

ไม่ยึดในลักษณะ ตั้งมั่นอยู่ใน ตถตาภาพ โดยไม่หวั่นไหว เพราะเหตุใด?

..

สังขตธรรมทั้งปวง – ดุจฝันมายา ฟองน้ำรูปเงา

ดุจนิศาชลและอสนี – ควรพินิจด้วยอาการเช่นนี้แล

..

สายน้ำ

เมื่อถึงพร้อมด้วยสถานะคุณสมบัติหนึ่ง ก็หาได้ยึดเนี่ยวเกี่ยวรูปตนไว้ เพียงระเหยกลายเป็นไอ ไร้รูปไร้ดำรง หากแต่ยังคงสัมผัสรู้ว่ามีอยู่ เพราะเมื่อคืนสู่หมู่มวลเบื้องบน จนพอเหมาะพอควร และเคลื่อนลอยไปตามสภาวะจะสรรค์หาแห่งหน

ก็พร้อมที่จะกลั่นตัว หยดลงมา เพื่อปฏิบัติภาระหน้าที่อันมีจบสิ้นสืบต่อไป

ปล.

มาลองคิดดูดีๆ ส่วนประกอบของน้ำนั้น เกิดจากธาตุไฟและลมหลอมรวมกัน จึงเกิดคุณประโยชน์ชุ่มเย็น เมื่อใดที่สถานะของน้ำถูกทำให้แตกแยกพราก จากธาตุเย็นก็กลายเป็น ไฟและลม ที่เกื้อหนุนให้เกิดการแผดเผาทำลาย

ยังจะมีสิ่งใดนะ ที่จะทำในสิ่งนั้นได้

เถอะ-ขอให้เป็นแค่ความคิดในบางเวลาที่ได้ผ่อนพัก เท่านั้นละกัน

นิรมาณ มิใช่จริง

ตุลาคม 16, 2008

..

สุภูติ หากมีบุคคลได้สัปตรัตนะมาเติมเต็มอสงไขยโลกธาตุอันไร้จำกัด แต่หากมีกุลบุตรกุลธิดาได้บังเกิดในโพธิจิต ปฏิบัติในพระสูตรนี้ แม้ที่สุดจะเพียงแค่โศลก ๔ บาท มาทำการสมาทานสวดท่อง กล่าวสาธยาแก่ผู้อื่น บุญนี้ยังจะมากกว่าอย่างแรก แต่ควรกล่าวสาธยายแก่บุคคลอื่นอย่างไรล่ะ?

ไม่ยึดในลักษณะ ตั้งมั่นอยู่ใน ตถตาภาพ โดยไม่หวั่นไหว เพราะเหตุใด?

..

สังขตธรรมทั้งปวง – ดุจฝันมายา ฟองน้ำรูปเงา

ดุจนิศาชลและอสนี – ควรพินิจด้วยอาการเช่นนี้แล

..

ครั้นเมื่อพระสัมพุทธเจ้าตรัสพระสูตรนี้จบ ผู้อาวุโสสุภูติ รวมทั้งเหล่าภิกษุ ภิษุณี อุบาสก อุบาสิกา ตลอดจนปวงเทพ มนุษย์อสูรทั้งหลายในโลก ที่ได้สดับซึ่งพระพุทธพจน์นี้แล้ว ต่างพากันอนุโมทนายินดี

ทั้งมีความศรัทธาน้อมรับไปปฏิบัติด้วยประการฉะนี้แล..

..

กาแฟร้อน : ขยะ

ตุลาคม 14, 2008

00:08

เก็บข้าว(ไม่ใช่ข้าวเสียหน่อย) เก็บของ(อ่า นี่สิถูก)

โต๊ะทำงานเป็นอะไรที่ต้องหันมามองเสียหน่อยเมื่อรู้สึกว่ามันยุ่งเหยิง ซับซ้อน ซ่อนแอบข้อมูลบางประการที่จำเป็นต้องใช้ กระดาษบางอย่างคล้ายขยะ ว่ะ แต่บางอย่างมันก็น่าเก็บเอาไว้ เผื่อได้ใช้

แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมานั้น ม่าย..

อมยิ้มนึกถึงเรื่องหนึ่งสมัยเด็ก น่ะ

ตอนนั้นจำได้แม่น เป็นมั่น ก็ตอนตอนนั้นเรายังเด็ก ยังต้องเดินจากบ้านไปโรงเรียน จากโรงเรียนเดินกลับบ้าน ผ่านบ้านผ่านร้านค้ามากมาย มีอยู่วันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันจำเพาะเจาะจงในหลายๆวันที่ควรแก่การจำ

วันนั้นเดินไปกับเพื่อน ชื่ออะไรจำไม่ได้แม่น เอาเป็นว่าชื่อปีเตอร์ก็แล้วกัน

เรากับปีเตอร์เดินกลับบ้านพร้อมกัน ระหว่างทางเห็นอะไรแปลกๆเป็นต้องหยิบต้องจับมาดู บางทีก็มักเจอขยะที่ยังพอจะน่าใช้การได้ หลายครั้งหลายหนก็สงสัยว่าเขาเอามาทิ้งทำไม ทั้งๆที่ยังดูดียังคงดูน่าจะใช้งานได้ ซ่อมเสียหน่อย ขัดซะใหม่ก็เรียบร้อย

วันนั้นโชคดี เจออุปกรณ์อิเล็กทริคบางอย่าง ไม่สามารถระบุชนิดได้ตามประมวลความรู้ในสมัยขณะนั้น เรากับปีเตอร์หยิบขึ้นมาดู ว้าว.. เยี่ยวเลยปีเตอร์ ปีเตอร์บอกว่า “เยี่ยม” เป็นขดลวดทองแดงม้วนใหญ่ในก้านโลหะมันเลื่อม มันคืออะไรไม่ทราบ(ตามที่เรียนไว้)

ปีเตอร์ยืดอก มันออกจะแก่รู้เกินวัย มันเป็นมอเตอร์พัดลมวะ ยูไม่รู้เหรอ ไอไม่รู้ เราบอกมันพร้อมยกให้มัน เพราะดูเหมือนว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับยูมากกว่าไอ ปีเตอร์รับม้วนขดทองแดงกลับบ้านไป และไอก็กลับบ้านไอเหมือนกัน

ที่บ้าน

หลังจากไอ เอ้ย เรา เปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำร้อยเรียบ ออกมานั่งเล่นตรงชานหน้าบ้าน ลมโกรกปอยผมกระจิริดวาบๆ เราเปาปากเล่นจนดูเหมือนเสียงผิวปาก อาจเป็นเพลงใดเพลงหนึ่งที่จะเพราะในอนาคต เราไม่คิดไปไกลขนาดนั้น แต่เสียงนั้นก็เรียกคนแปลกหน้ามายืนตรงหน้าบ้าน

เป็นเด็กเล็กๆคนหนึ่ง และผู้ใหญ่ตัวโตๆคนหนึ่ง เด็กคนนั้นชี้มาที่เรา และผู้ใหญ่คนนั้นก็เรียกเราลงไป แม่ลงมาพอดีจึงไปถึงจุดเกิดเหตุก่อนเรา เรื่องมีอยู่ว่า เด็กคนนี้เห็นเราหยิบม้วนทองแดงที่บ้านเธอ(ร้านซ้อมเครื่องใช้ไฟฟ้า)ตากแดดไว้ หลังชะโลมน้ำมันหรืออะไรก็ตามทีที่คล้ายน้ำมัน เธอไปตามพ่อเธอและสืบจนมาเจอบ้านเรา เธอเก่งแหะ อนาคตไกล น่าจะไปเป็นตำรวจ

เราบอกว่าเราให้เพื่อนเราไป ใช่ เราไปขอคืนจากปีเตอร์ก็ได้นี่ แล้วเราก็พาเธอและพ่อเธอไปบ้านปีเตอร์(นามสมมุติ)

บ้านปีเตอร์

ปีเตอร์อาศัยอยู่ในเพิงไม้เล็กๆปลูกเรียงกันหลายหลัง มันเป็นย่านคนงานก่อสร้างที่อาศัยวัดอยู่ เกาะไปตามไหล่เขาเล็กๆที่ยอดสุดเป็นเจดีย์โทรมๆ ระรายไปด้วยซากพระเก่าๆที่คนเอามาทิ้ง เราเดินไปตามหาปีเตอร์ ถามหามัน จนเห็นปีเตอร์วิ่งเล่นอยู่แต่ไกล ปีเตอร์เห็นเรา มันวิ่งเข้ามาหาเรา ในขณะที่เรากำลังจะถามมันว่า ไอ้ที่เก็บได้น่ะ อยู่ไหน เราก็เหลือบไปเห็นวัตถุคล้ายเคียงกับสิ่งที่กำลังตามหา

ทว่ามันถูกผูกด้วยเชือกฟางเส้นเล็ก ดูจากสภาพแล้ว ปีเตอร์ผูกเชือกแล้วลากมันไปมาเหมือนหมาผู้ดี ถุย ปีเตอร์(กูถีบยอดหน้ามันในใจ)

เราร่ำลาปีเตอร์กลับมาที่จุดเกิดเหตุ พ่อต้องจ่ายค่าเสียหายสำหรับหมาจำลองของปีเตอร์ และแม่จ่ายค่าเสียหายที่เราทำไว้โดยการตีสี่ห้าทีพอน้ำตาเล็ด(อุ้ย)

นึกแล้วก็ขำ

ใครจะรู้ว่าไอ้ที่มันตากอยู่ข้างกองขยะนั้นเป็นของที่ยังใช้งานได้ และไม่ใช่ของที่ถูกทิ้ง (เหตุเพราะเวลานั้นหน้าบ้านของร้านนั้นร่มแดด เลยต้องยกวัตถุต้องสงสารมาวางตรงที่มีแดด – และ มันจึงเป็นที่มาของเรื่อง)

——————————————————————————–

ขยะ จริงๆแล้ว คือวัตถุชนิดหนึ่งที่ถูกตีค่าให้เป็นเช่นนั้นในเวลาหนึ่ง หรือโดยคนกลุ่มหนึ่ง ในเวลาที่เราหาค่ามันไม่ได้ ไม่มีประโยชน์สำหรับเรา เราเรียกมันว่า ขยะ และ- ในบางครั้ง ขยะของเราก็อาจเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับใครบางคน หรืออาจเกิดประโยชน์ขึ้นในอีกเวลาหนึ่ง

ลองคิดดูแล้ว ของในโลกมันไม่ได้มีสิ่งที่ไร้ค่าเลยทีเดียว ต้นไม้หนึ่งต้นยังเป็นพิษและเป็นยาได้ในต่างวาระกรรม ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้มัน เลือกที่จะปรุงมันให้ถูกต้องตามกระบวนการที่น่าจะเป็น และเหมาะสมกับสภาวะการขณะนั้น

แท้จริงแล้ว สิ่งที่เรามองว่ามันไร้ค่า ความจริงมันเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับเรา หรือว่า เราไม่รู้จะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไรกันแน่

ขยะ – มีคนรวยกับขยะเหมือนกัน ถ้ารู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์

ขยะ – อืม… ขยะ ปีเตอร์ ยูเยี่ยวมาก

——————————————————————————–

คิดถึงแม่ พ่อก็โทรมา

โทรมาแล้วก็บอกให้คุยกับแม่ แกไม่ค่อยสบาย เข้าไปนอนโรงบาล

ป่วยกายและป่วยใจในขณะเดียวกัน

บอกแม่อย่าเครียดกับเรื่องรอบๆตัวนัก

จะไม่ทำให้แม่ห่วงอีกแล้ว เพราะรู้ว่าแม่ไม่มีแรงตีเราเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

รักษาตัวเด้อ(ถ้าอ่านอยู่)

ทำงานต่อล่ะ…

ยามเช้าของพูห์

ตุลาคม 13, 2008

แสงแดดอบอุ่นน่าสบาย ก้อนหินซึ่งตากแดดอยู่นานแล้วก็อุ่นเช่นกัน

อุ่นจนพูห์เกือบตัดสินใจเป็นพูห์กลางสายน้ำต่อไปตลอดทั้งเช้า

แต่แล้วมันก็นึกถึงแรบบิต

โอ่ฉันชอบแรบบิต

เป็นมิตรที่พูดรู้เรื่อง

ใช้คำไม่เปลือง

ฟังไม่ต้องปีนบันได

เวลามันบอกให้ช่วยตัวเอง

ก็เกรงอยู่ว่าจะเสียนิสัย

แต่ไม่เป็นไร

เชื่อมันแล้วได้กินฟรี

——————————————————————————–

บ้านมุมพูห์ / เอ.เอ . มิลน์ – เรื่อง /อี . เอช . เชปเพิร์ด – รูป / ธารพายุ – แปล

——————————————————————————–

ยามเช้าเมื่อมลายขี้ตาเรียบร้อย ข้าพเจ้ามักนั่งกุมถ้วยกาแฟอุ่นๆไว้ที่มือ นั่งพิจารณาความอุ่นที่แผ่ผ่านถ้วยกาแฟดินเผาที่สหายท่านหนึ่งบรรณาการมาเป็นของที่ระลึก เนื่องโอกาสของเขา

ขณะเดียวที่ความเงียบบรรจงห่มกอด

อาศัยเวลานั้น ตั้งใจ วางแผนว่าต่อไปจะเป็นยังไง จะไปต่อยังไง ที่แล้วมาเป็นอย่างไร สืบเนื่องต่อไปจะเป็นอย่างไร นั่งอมยิ้มกับแผนที่วางไว้ แน่ล่ะ บางครั้งมันไม่เป็นไปตามแผนเท่าไรนัก เพราะปัจจัยหลายอย่างพัดพาภาพหวังให้บิดเพี้ยน แต่ก็นั่นล่ะ ยังไงซะมันก็เป็นสิ่งที่เราได้ครุ่นคิด ติ ตรองแล้ว

กาแฟอุ่นในมือ ชงเอง

ความคิด ความหมาย ตรองเองเช่นเดียวกัน

อำนาจแห่งความว่าง ความว่างแห่งอำนาจ

ตุลาคม 13, 2008

..

อำนาจเป็นปรากฏการแห่งความว่าง ผู้กุมอำนาจก็ควรหยั่งถึงความว่างในดวงจิตของตนด้วย ใครก็ตามที่นำอัตตาตัวตนขึ้นสู่เวทีอำนาจ ใครก็ตามที่นำผลประโยชน์ส่วนตัวขึ้นสู่เวทีอำนาจและยืนยันผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นเอก ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ ท้ายที่สุดแล้วก็จะไปไม่รอดทั้งสิ้น เพราะกฏแห่งอำนาจเป็นกฏเดียวกับอิทัปปัจจยตา เกิดขึ้นมีอยู่โดยอาศัยนานาปัจจัย รวมทั้งอาศัยการยอมรับของมหาประชาชนผู้ที่ไม่มีอำนาจ…

..

ดังนั้น ใครก็ตามที่คิดตั้งศุนย์อำนาจใหม่หรือต่อต้านอำนาจเก่า ควรจะต้องรู้ว่า อำนาจเป็นความสำพันธ์ระหว่างมนุษย์ และอิงอาศัยนานาปัจจัย อำนาจไม่ได้บรรจุอยู่ในอาคารสถานที่ การยึดอำนาจรัฐไม่ได้เกิดจากการยึดตัวอาคาร หากแต่จะต้องยึดครองที่หัวใจคน

..

บางส่วนจาก “อำนาจแห่งความว่าง ความว่างแห่งอำนาจ”

นิทานสามจุด : my wing

ตุลาคม 1, 2008

 

กาล ครั้ง หนึ่ง นานมาแล้ว

 

มีเด็กน้อยคนหนึ่ง

 

และ

 

ปีกทั้งสอง

(เพิ่มเติม…)