ว่าด้วยเรื่อง : ช้อนที่ไม่ใช่ชีส-ส
เคยแต่งนิทานสั้นไว้อยู่เรื่องหนึ่ง
จะเล่าให้ฟังนะ (เขียนให้อ่านนั้นล่ะ)
…
กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว นานจนไม่อยากจำ มีถ้ำอาถรรพ์ เรื่องลือเล่าว่า ในนั้นมีกระบี่วิเศษ สามารถตัดได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ชายคนหนึ่ง เดินทางผ่านธารน้ำ และไพรทึบ กว่าจะบรรลุถึง ปากถ้ำ
“ฮะๆ กระบี่วิเศษต้องเป็นของข้า” ฮะๆ เขาหัวเราะขณะเดินเข้าไปในถ้ำ
เพียงผ่านปากถ้ำไปได้นิดเดียว ปากถ้ำก็มีหินเลื่อนลงปิดปากถ้ำไว้ คล้ายการจัดฉากอย่างละครไร้ยางอาย “ชิ๊ป” เขาสบถ ขณะทางหนึ่งคลำหาสวิ๊ชไฟ “ชิ๊ป” เขาสบถอีกครั้ง ในถ้ำไม่มีไฟและไม่มีชิ๊ป มันหายไปทั้งคู่หรือไม่มีอยู่ก่อนแล้ว – แน่ล่ะ เขาสงสัย แต่ไม่หาคำตอบจากเรื่องนี้
เขาคลำทางผ่านความมืดอันเยือกเย็น มืดสนิท มีเพียงสิ่งเดียวที่สามารถมองเห็นได้ขณะนั้นคือ ความมืด
-
เขาคลำเจอบางสิ่งบางอย่าง แข็ง ยาว จับถนัดมือ เขาจับมันควงไปมาในความมืด “อ่า. แน่แท้ว่าเป็นกระบี่วิเศษ” เขาลูบคลำจนทั่ว “แต่เอ๋ รูปทรงมันแปลกประหลาดแหะ ” เขาสงสัย ” แน่ล่ะ ของวิเศษย่อมมีรูปแบบไม่เหมือนของทั่วไป” เขาเออ-ออ-ตอบเอง
คลำทางย้อนกลับไปทางเดิม เขาจะใช้กระบี่วเศษตัดหินที่ปิดปากทาง
“เอาวะ”
เขาคำรามขณะวาดกระบี่ออกฟาดฟันกำแพงหินลงเบื้องหน้า
…
เอาละหนูๆ ตื่นได้ละ ลุงเลิกเล่านิทานแค่นี้ก่อน เก็บตอนจบไว้ในกระเป๋า เรื่องที่อยากเล่าจริงๆเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เท่าที่จำได้ ผมเคยเล่าว่าผมเคยไปฝึกสมาธิกับกลุ่มผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ และ มะเร็ง ในคอร์ดนั้นมีการฝึกการดูแลสุขภาพด้วยการ เดินลมปราณ โยคะโบราณ ฝึกสมาธิ ฟังธรรมะและ ปฏิบัติการเกี่ยวกับพลังจิต
พลังจิตที่เดิมทีนั้นเคยเข้าใจว่าเป็นเรื่องความสามารถส่วนบุคคล แต่ครั้งนั้นทำให้เรียนรู้ว่าทุกคนมีพลังจิต ที่ง่ายที่สุดเห็นจะเป็นการเล่นเพ่งจิตไปที่เจ้าแท่งแพนโดรั่ม มันคล้ายๆก้อนใสๆแบบลูกปัด แขวนไว้กับเส้นด้ายเล็กๆ จ้องมัน แล้วสั่งให้มันเคลื่อนไหว สนุกแหะ โดยเฉพาะที่เราทำการต่อสู้กันระหว่างพลังของเพื่อนอีกคน เพราะเขาให้จับคู่และแข็งกัน การจะทำเช่นนั้นได้ จิตใจต้องอยู่ในสภาวะที่สงบมาก เพราะก่อนหน้านั้น เราได้ฝึกทุกอย่างเพื่อที่จะชำระ ความวุ่นวายในจิตใจ เถอะ แค่หนึ่งวัน หากคุณสามารถหาสถานที่เงียบสงบและอากาศดี เหมาะแก่การบริหารตะบะ แล้วละก็ สุขภาพคุณดีขึ้นเห็นๆ
และ ก็ถึงเวลาที่วิทยากร ให้เราหลับตา และ นึกว่าช้อนที่อยู่ในมือมันเป็นของอ่อน แล้วงอมัน บิดมัน ยากแหะ-ผมคิด
ประเด็นคือ ผมคิดเสมอว่ามันคือช้อน และในขณะที่เราจับมันอยู่ในมือแล้วละก็ มันคือของแข็ง พยายามก็แล้วไม่สำเร็จแหะ พอลืมตาขึ้นมา ตายห่า รอบข้างเขางอได้หมดเลยเว้ย เด็กๆยังทำได้ ขนาดเราลืมตาลองบิดๆดูยังยากเลย แข็งนะ ไม่ใช่ช้อนพลาสติกธรรมดา
เรียนให้รู้ รู้ว่ามันมี และคนเราสามารถทำได้ถ้าเชื่อ คุณวิทยากรตบท้ายการบรรยายและกิจกรรม
…
ผมกลับมาพยายามอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ช้อนก็ยังเป็นช้อนในความคิดผมอยู่วันยังค่ำ ทุกข์ครับ ทุกข์เพราะทำไม่ได้ ทุกเพราะคนอื่นทำได้ ไม่เป็นอิสระ ถามเพื่อนว่าทำไง? ตอนงอได้เป็นไง?
“เจ็บ”
มือทุกคนที่งอช้อนนั้นเจ็บครับ อาจเป็นได้ว่า ขณะที่เราตั้งจิตคิดว่านั้นเป็นของอ่อน เราจึงบิดมันสุดแรง เพราะเชื่อจึงทำอย่างสุดกำลัง ผมมาลองนึกๆดู ว่าถ้าที่ถืออยู่มันแข็งกว่าช้อนล่ะ เป็นอะไรที่ร่างกายมนุษย์ไม่ควรข้องเกี่ยว เพราะอาจสร้างความเสียหายต่อสุขภาพได้
“แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้เราพ้นทุกข์ ” ประโยคหนึ่งที่ท่านวิทยากรเคยว่าไว้ หล่นวูบมาในสมอง
ผมเลิกพยายามเกี่ยวกับช้อน ความทุกข์หายไป แน่ละ ผมมีความสุขที่ได้มองช้อน แล้วเห็นว่ามันยังเป็นช้อนอยู่ ช้อนเอาไว้กินข้าว ไม่ได้เอาไว้งอ และถ้าความเชื่อคุณบรรลุได้ถึงระดับหนึ่งว่า มันไม่ใช่ช้อน คุณจะงอมันได้ และแน่นอน หากช้อนมันแข็งมาก มือคุณจะเจ็บ เพราะมือคุณไม่ใช่ช้อน ไม่ใช่เป็นของที่แข็งกว่า
ตอนจบของนิทานที่ผมเล่าไว้ข้างต้น อาจมีบทสรูปได้สองทาง
จบแบบที่ ๑
เปรี้ยง เสียงก้อนหินระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แสงสว่างสาดเข้ามาในพื้นที่ สิ่งที่เขาถืออยู่ในมือคือ
รากไม้ชิ้นหนึ่ง และมันก็หักในเวลาต่อมาเมื่อเขาเดินออกนอกถ้ำ
จบแบบที่ ๒
เขาฟาดลงไปที่กำแพงหินอย่างบ้าคลั่ง มันไม่สะเทือนแม้แต่น้อย
เขาถือสิ่งที่อยู่ในมือ คลำกลับไปทางเดิม เอาแท่งนั้นยัดใส่ลงไปที่เดิม
เขาลองโยกไปมา
และ-อ้า..ปากถ้ำก็เปิดออก แสงสว่างสาดเข้ามา ส่องให้เห็นว่า บนผนังมีร่องรอยจารึก
“กระบี่วิเศษไม่มี หรอก ไอ้บ้า”
…
ครับ ตอนจบอาจมีทางที่สาม สี่ ห้า หก นั่นย่อมขึ้นอยู่กับความเชื่อ และที่สำคัญ ความเชื่อนั้น ต้องสำคัญว่า เป็นไปเพื่อการได้กระบี่วิเศษ หรือเพื่อหาทางออกจากถ้ำที่มืดมิด
…