ประวัติเอกสารสำหรับ กันยายน, 2008

ราตรีนี้ ยาวนาน..

กันยายน 30, 2008

พักนี้เงียบๆหายไป ต้องขออภัยเพื่อนบ้านที่แวะเวียนมาทักทาย ทั้งที่เห็นและไม่เห็น เพราะดันไปส่งความคิดถึงไว้ตรงไหนของบ้านก็ไม่รู้ 555

 

คืนที่สี่ของการนอนที่ออฟฟิต อืม… นึกถึงสมัยเมื่อตอนทำงานใหม่ๆ ตอนยังวัยรุ่น แรงดี ตีสี่ตีหน้า (ตีห้า) ยังนั่งทำงานกันตาสว่างโพล่ง งั้นเถอะ เวลาเหมือนสายน้ำ ผ่านแล้วไม่หวนคืน เดี้ยวนี้แก่แล้ว ทำอะไรแบบคนรุ่นๆเขาไม่ได้ (แหวะ)

 

ไม่ได้ออกไปถ่ายรูปสองสามอาทิตย์  เหมือนขาดอะไรไปอย่าง พูด(เขียน)ถึงเรื่องถ่ายรูป คำถามเยอะแหะ โดยเฉพาะเพื่อนท่านหนึ่ง (แกคงทราบล่ะว่าหมายถึงแก) ผมเองก็ไม่รู้จะตอบยังไงถึงการถ่าย เทคนิคอะไรๆก็เหอะ  จะว่าไปแล้วที่ถ่ายๆมาทั้งหมดในนี้ 99.999% ถ่ายแบบมั่วๆเอาทั้งสิ้น เชื่อเหอะ ผมเพิ่งจะรู้ว่าไอ้ปุ่มปรับค่า f-stop มันอยู่ตรงไหนและปรับยังไง เมื่อไม่นานนี้เอง ซื้อกล้องมาปีกว่าเพิ่งจะรู้ 55

 

เชื่อมะ

(เพิ่มเติม…)

ความสุข

กันยายน 27, 2008

ความสุขมิใช่จุดหมายสุดท้าย

แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง

ความสุขมิได้เป็นเป้าหมายในตัวมันเอง

แต่คือผลพลอยได้จากการ ทำงาน การเล่น การมีความรัก และ การมีชีวิต

-ฮาอิม จิโนต์-

กาแฟร้อน : กระบี่วิเศษ

กันยายน 27, 2008

ว่าด้วยเรื่อง : ช้อนที่ไม่ใช่ชีส-ส

เคยแต่งนิทานสั้นไว้อยู่เรื่องหนึ่ง
จะเล่าให้ฟังนะ (เขียนให้อ่านนั้นล่ะ)

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว นานจนไม่อยากจำ มีถ้ำอาถรรพ์ เรื่องลือเล่าว่า ในนั้นมีกระบี่วิเศษ สามารถตัดได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ชายคนหนึ่ง เดินทางผ่านธารน้ำ และไพรทึบ กว่าจะบรรลุถึง ปากถ้ำ

“ฮะๆ กระบี่วิเศษต้องเป็นของข้า” ฮะๆ เขาหัวเราะขณะเดินเข้าไปในถ้ำ

เพียงผ่านปากถ้ำไปได้นิดเดียว ปากถ้ำก็มีหินเลื่อนลงปิดปากถ้ำไว้ คล้ายการจัดฉากอย่างละครไร้ยางอาย “ชิ๊ป” เขาสบถ ขณะทางหนึ่งคลำหาสวิ๊ชไฟ “ชิ๊ป” เขาสบถอีกครั้ง ในถ้ำไม่มีไฟและไม่มีชิ๊ป มันหายไปทั้งคู่หรือไม่มีอยู่ก่อนแล้ว – แน่ล่ะ เขาสงสัย แต่ไม่หาคำตอบจากเรื่องนี้

เขาคลำทางผ่านความมืดอันเยือกเย็น มืดสนิท มีเพียงสิ่งเดียวที่สามารถมองเห็นได้ขณะนั้นคือ ความมืด

-

เขาคลำเจอบางสิ่งบางอย่าง แข็ง ยาว จับถนัดมือ เขาจับมันควงไปมาในความมืด “อ่า. แน่แท้ว่าเป็นกระบี่วิเศษ” เขาลูบคลำจนทั่ว “แต่เอ๋ รูปทรงมันแปลกประหลาดแหะ ” เขาสงสัย ” แน่ล่ะ ของวิเศษย่อมมีรูปแบบไม่เหมือนของทั่วไป” เขาเออ-ออ-ตอบเอง

คลำทางย้อนกลับไปทางเดิม เขาจะใช้กระบี่วเศษตัดหินที่ปิดปากทาง

“เอาวะ”

เขาคำรามขณะวาดกระบี่ออกฟาดฟันกำแพงหินลงเบื้องหน้า

เอาละหนูๆ ตื่นได้ละ ลุงเลิกเล่านิทานแค่นี้ก่อน เก็บตอนจบไว้ในกระเป๋า เรื่องที่อยากเล่าจริงๆเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เท่าที่จำได้ ผมเคยเล่าว่าผมเคยไปฝึกสมาธิกับกลุ่มผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ และ มะเร็ง ในคอร์ดนั้นมีการฝึกการดูแลสุขภาพด้วยการ เดินลมปราณ โยคะโบราณ ฝึกสมาธิ ฟังธรรมะและ ปฏิบัติการเกี่ยวกับพลังจิต

พลังจิตที่เดิมทีนั้นเคยเข้าใจว่าเป็นเรื่องความสามารถส่วนบุคคล แต่ครั้งนั้นทำให้เรียนรู้ว่าทุกคนมีพลังจิต ที่ง่ายที่สุดเห็นจะเป็นการเล่นเพ่งจิตไปที่เจ้าแท่งแพนโดรั่ม มันคล้ายๆก้อนใสๆแบบลูกปัด แขวนไว้กับเส้นด้ายเล็กๆ จ้องมัน แล้วสั่งให้มันเคลื่อนไหว สนุกแหะ โดยเฉพาะที่เราทำการต่อสู้กันระหว่างพลังของเพื่อนอีกคน เพราะเขาให้จับคู่และแข็งกัน การจะทำเช่นนั้นได้ จิตใจต้องอยู่ในสภาวะที่สงบมาก เพราะก่อนหน้านั้น เราได้ฝึกทุกอย่างเพื่อที่จะชำระ ความวุ่นวายในจิตใจ เถอะ แค่หนึ่งวัน หากคุณสามารถหาสถานที่เงียบสงบและอากาศดี เหมาะแก่การบริหารตะบะ แล้วละก็ สุขภาพคุณดีขึ้นเห็นๆ

และ ก็ถึงเวลาที่วิทยากร ให้เราหลับตา และ นึกว่าช้อนที่อยู่ในมือมันเป็นของอ่อน แล้วงอมัน บิดมัน ยากแหะ-ผมคิด

ประเด็นคือ ผมคิดเสมอว่ามันคือช้อน และในขณะที่เราจับมันอยู่ในมือแล้วละก็ มันคือของแข็ง พยายามก็แล้วไม่สำเร็จแหะ พอลืมตาขึ้นมา ตายห่า รอบข้างเขางอได้หมดเลยเว้ย เด็กๆยังทำได้ ขนาดเราลืมตาลองบิดๆดูยังยากเลย แข็งนะ ไม่ใช่ช้อนพลาสติกธรรมดา

เรียนให้รู้ รู้ว่ามันมี และคนเราสามารถทำได้ถ้าเชื่อ คุณวิทยากรตบท้ายการบรรยายและกิจกรรม

ผมกลับมาพยายามอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ช้อนก็ยังเป็นช้อนในความคิดผมอยู่วันยังค่ำ ทุกข์ครับ ทุกข์เพราะทำไม่ได้ ทุกเพราะคนอื่นทำได้ ไม่เป็นอิสระ ถามเพื่อนว่าทำไง? ตอนงอได้เป็นไง?

“เจ็บ”

มือทุกคนที่งอช้อนนั้นเจ็บครับ อาจเป็นได้ว่า ขณะที่เราตั้งจิตคิดว่านั้นเป็นของอ่อน เราจึงบิดมันสุดแรง เพราะเชื่อจึงทำอย่างสุดกำลัง ผมมาลองนึกๆดู ว่าถ้าที่ถืออยู่มันแข็งกว่าช้อนล่ะ เป็นอะไรที่ร่างกายมนุษย์ไม่ควรข้องเกี่ยว เพราะอาจสร้างความเสียหายต่อสุขภาพได้

“แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้เราพ้นทุกข์ ” ประโยคหนึ่งที่ท่านวิทยากรเคยว่าไว้ หล่นวูบมาในสมอง

ผมเลิกพยายามเกี่ยวกับช้อน ความทุกข์หายไป แน่ละ ผมมีความสุขที่ได้มองช้อน แล้วเห็นว่ามันยังเป็นช้อนอยู่ ช้อนเอาไว้กินข้าว ไม่ได้เอาไว้งอ และถ้าความเชื่อคุณบรรลุได้ถึงระดับหนึ่งว่า มันไม่ใช่ช้อน คุณจะงอมันได้ และแน่นอน หากช้อนมันแข็งมาก มือคุณจะเจ็บ เพราะมือคุณไม่ใช่ช้อน ไม่ใช่เป็นของที่แข็งกว่า

ตอนจบของนิทานที่ผมเล่าไว้ข้างต้น อาจมีบทสรูปได้สองทาง

จบแบบที่ ๑

เปรี้ยง เสียงก้อนหินระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แสงสว่างสาดเข้ามาในพื้นที่ สิ่งที่เขาถืออยู่ในมือคือ
รากไม้ชิ้นหนึ่ง และมันก็หักในเวลาต่อมาเมื่อเขาเดินออกนอกถ้ำ


จบแบบที่ ๒

เขาฟาดลงไปที่กำแพงหินอย่างบ้าคลั่ง มันไม่สะเทือนแม้แต่น้อย
เขาถือสิ่งที่อยู่ในมือ คลำกลับไปทางเดิม เอาแท่งนั้นยัดใส่ลงไปที่เดิม
เขาลองโยกไปมา

และ-อ้า..ปากถ้ำก็เปิดออก แสงสว่างสาดเข้ามา ส่องให้เห็นว่า บนผนังมีร่องรอยจารึก

“กระบี่วิเศษไม่มี หรอก ไอ้บ้า”

ครับ ตอนจบอาจมีทางที่สาม สี่ ห้า หก นั่นย่อมขึ้นอยู่กับความเชื่อ และที่สำคัญ ความเชื่อนั้น ต้องสำคัญว่า เป็นไปเพื่อการได้กระบี่วิเศษ หรือเพื่อหาทางออกจากถ้ำที่มืดมิด

เรื่องสั้น : ขลานาคิม (๒)

กันยายน 10, 2008

เรื่องสั้น : ขลานาคิม (๒)

เรื่องสั้นเชิงทดลอง ร้อยเรียงจากทัศนะการอ่านหนังสือ
เนื้อหาจบในตอน (อ่านตอนที่แล้ว)

ตอนที่ ๒ พาขลาไปตากลม

เปลวแดด-สาดผ่านช่องเล็กของรอยปลิแยกของผนังไม้ซ้อนเกล็ด เห็นได้เป็นแนวลำแสง เรือนไม้เงียบสงบเสมอมา ไม่ว่าเวลาใด มีเพียงเสียงกระซิบเบาๆของลมเท่านั้นที่ไม่เคยเงียบเหงา

นาคิมอุ้มร่างน้องสาวออกมาจากเรือน

“นั่งตรงไหน” เด็กชายสอบถาม
“ตรงโน้น” เด็กหญิงขานไข

“ไกลนะนั่น..”
“แม่นแล้ว”

“ใจร้าย” เด็กชายโรยถ้อยความคล้ายรำพึง ใบหน้าซ่อนยิ้มไว้ภายใน

ขลาดีใจที่วันนี้ได้ออกมานั่งในที่โล่ง ลมโชยผ่านพุ่มดอกแก้ว กลิ่นหอมเจือความสะอาดเย็น เงาร่มของไทรย้อยริมน้ำระบายพื้นหญ้าหน้าเรือนจนครึ้ม ระหว่างคมแดดและขอบใบ เกิดภาพเงาที่เคลื่อนไหว นาคิมขึ้นเรือนไปจัดการกับชั้นหนังสือของพ่อเงียบๆ อากาศอวลไปด้วยไอชื้นกลิ้นอับของหนังสือไม่ดีเท่าไร หลายวันเหลือเกินที่ไม่มีแดดสดทอดกายให้ความอบอุ่นแก่เรือนหลังน้อย ฝนตกหนักบ้างเบาบ้างบางครั้งเพียงโปรยเบาบางได้ทั้งวัน

เวลาเช่นนั้น ขลาจะนั่งมองเม็ดฝนหยดลงผ่านร่องหลังคาทุกวัน ส่วนนาคิมมักนั่งมองสายน้ำและเรือลำเล็กที่แจวผ่านไปมา ซึ่งก็นานๆครั้งที่จะได้เห็น เพราะการสัญจรทางเรือนับวันยิ่งน้อย ขลาส่งยิ่มให้พวกเขาทุกครั้งที่เห็นพายเรือผ่านมา หากแต่ในใจเธอหม่นหมอง นาคิมเข้าใจว่าน้องอยากส่งยิ้มให้ใครบางคนที่จากไปนานแสนนาน

“นาคิม” เสียงขลาเอ่ยขึ้นลอยๆ คล้ายต้องการบางอย่าง

“หือ..” เด็กชายเพียงส่งเสียงรับ ขณะเดียวกันนั้น ยกหนังสือกองหนึ่งออกมาผึ่งแดดตรงชานเรือน ไม่ห่างนักจากที่ขลานั่งเล่น

“วันนี้ไม่ทำงานที่ร้านป้านวลเหรอ?” เป็นคำถาม

“ไม่ล่ะ วันนี้ป้าแกมีคนช่วยเยอะแล้ว แกเลยให้พี่กลับมาที่เรือนไม้”

“ใคร?”

“ลุงไท แกกลับมาจากกรุงเทพ เห็นว่ามาอยู่สองสามวัน”

นาคิมหันมาสนใจหนังสือในชั้นต่อ ปล่อยให้คำตอบของตนลอยหายไปในสายลม เขาไม่อยากพูดเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับคนที่มาจากกรุงเทพ ขลาอยากถามต่อแต่เห็นท่าทางพี่ชายจึงได้แต่เงียบ หันมามองชายริ้วสายของไทรหวิวไหวไปมา ในดวงตานั้นสะท้อนเงาไหวของสายน้ำขรึมสงบสำรวม ขลานึกถึงการเดินทางของเจ้ากระต่ายหนุ่ม เอ็ดเวิร์ด ทูเลน หากเธอสามารถหรือมีโอกาสเป็นได้เช่นนั้นก็คงดีไม่น้อย

คงจะดีไม่น้อยหากเธอได้นั่งมองดาวและเรียนรู้ชื่อเรียกไปพร้อมกับลอว์เรนซ์และคุณนายเนลลลี ฟังเธอเล่านิทานก่อนนอน และยามเย็นนั่งมองคุณนายทำขนมปัง เจ้าหมาลูซีวิ่งวนไปมารอบบ้านส่งเสียงรื่นเริง บูลนั่งอยู่ตรงระเบียงด้านหน้าโดยไม่ต้องออกเดินทางพเนจรไปแห่งหนใด ไม่ต้องเจ็บปวดใจเมื่อต้องโดนไล่ออกจากโบกี่รถไฟ เสียงเพลงของบูลทำให้ไบรซ์คลายเหงาเมื่อเขากำลังคิดถึงน้องสาว ซาราห์รูธกอดเจ้าแจงเกิ้ลสแนบแน่นในทรวงอก คือภาพฝันในห้วงคำนึงของไบรซ์

ทำไมนะ? เธอคิด ทำไมคนเราถึงมีในสิ่งที่อีกคนขาด ทำไมแต่ละคนจึงได้ขาดแคลนในสิ่งที่คนอื่นมี หากพวกเขาได้มาเจอกัน ได้อยู่ร่วมกัน แบ่งปันในสิ่งที่เขาแต่ละคนต่างมี อาทรต่อกัน ความทุกข์บนโลกคงน้อยลง ลอว์เรนซ์และคุณนายเนลลีคงไม่เศร้าสร้อยที่ลูกของตนไม่อยู่บ้านเพราะมีไบรซ์ค่อยดูแลและคลายเหงา และทั้งหมดนั่งมองดูดาวยามราตรีโดยมีเสียงเพลงของบูลขับขาน ความสุขถูกนำมาเชื่อมต่อด้วยสายใยรัก

มันคงดี – ขลาคิดและยิ้มในใจ

ขลานึกถึงนิทานของเจ้าหญิงเลอโฉมผู้ไม่มีความรัก ผู้ถูกแม่มดในป่าสาปให้เธอกลายเป็นหมู นิทานเรื่องนี้จบโดยไม่มีความสุข เพราะเจ้าหญิงไม่มีความรัก โลกนี้จะเป็นยังไงนะถ้าไม่มีความรัก ไม่มีความห่วงใย มนุษย์ควรถูกลงโทษให้ต้องพลัดพรากจากสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นค่าเสียบ้าง เพื่อที่เขาจะได้เรียนรู้ถึงความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของความรัก ความห่วงหาอาทรต่อกันและกัน เหมือนตอนจบของเรื่องราวเจ้ากระต่ายน้อยเอ็ดเวิร์ด

เมื่อเอ็ดเวิร์ดเข้าใจและศรัทธาในความรักแล้ว สายใยของความรักจะนำพาสิ่งที่ได้พลัดพรากจากไปแสนนานกลับมาหามันอีกครั้ง เมื่อเอ็ดเวิร์ได้พบอะบีลีน เจ้าของคนแรกของมัน เป็นการจบเรื่องราวที่มีความสุข

“คิดอะไรอยู่?” เสียงของนาคิมปลุกขลาให้ตื่นจากห้วงคิด

“ขลารักพี่ค่ะ” เธอตอบและซ้อนยิ้มในแววตา

นาคิมประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มรับรักจากน้องสาว ขลาหยิบดอกไม้ที่หล่นอยู่บนพื้น ปัดดินที่เกาะอยู่ตามกลีบอย่างถนอมอ่อนโยน “อะ.. ให้” พร้อมยื่นออกไปให้พี่ชาย

เธอรักพี่ชาย เธอมีความรักให้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ธรรมชาติที่โอบกอดรอบรายตัว – ความรักทำให้ตอนจบของเรื่องมีความสุข – เธอคิดเช่นนั้นขณะที่นาคิมเอื่อมมือมาหยิบดอกไม้จากมือของเธอ และส่งยิ้ม

ขลานั่งตากลม ตาก ลม โชยอ่อนจนถึงเวลาที่สุริยาอัสดงลงลับชายขอบของเส้นตัดท้องฟ้า