ประวัติเอกสารสำหรับ เมษายน, 2008

ย้ายที่เขียน ~ ไม่เปลี่ยนที่คิด

เมษายน 24, 2008

เรียนสหายหลายท่านที่เคารพ ด้วยเหตุบางประการที่ข้าพเจ้าไม่อาจทราบได้ถึงระบบการโพสงานเขียนในที่นี่
จำต้องโยกย้าย สำนัก สำหรับนั่งจรดนิ้ว ไปที่แห่งใหม่ (จริงๆก็ที่เก่านั้นละ)

ขออภัยในความไม่สะดวก มา ณ. ที่นี้ด้วยขอรับ

อ่านบล็อก http://mblog.manager.co.th/habitation

ติดตามอ่าน กาแฟร้อน ได้ที่ http://mblog.manager.co.th/habitation/tag/กาแฟร้อน/

ติดตามชม ห้องภาพ ได้ที่ http://mblog.manager.co.th/habitation/tag/ห้องภาพ/

อื่นๆ จะค่อยๆแจ้งตามมาขอรับ

ด้วยมิตราภาพเสมอมาขอรับ…

กาแฟร้อน :ห้องหมักยามหยุด(๒)

เมษายน 18, 2008

เมื่อผมเขียนเพลงและร้องเพลง
ผมพยายามแสดงออกอย่างบริสุทธิ์ที่สุด
ถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่จริงๆ
และน่าแปลกมากทีผมพบว่า
ยิ่งเราเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเราลึกเท่าไหร่
ผู้คนก็ยิ่งรู้สึกเชื่อมโยงกับมันมากขึ้นเท่านั้น

-เกลน ฮันซาร์ด / นักดนตรี-

เช้าวันหยุดที่สอง แดดแรงไม่แพ้เมื่อวาน หากแต่ดีหน่อยที่มีฟ่อนเมฆเคร่งขรึมลอยระเกะระกะเต็มท้องฟ้า สายหน่อยก็โปรยความเย็นเล็กๆ ลงมาปลอบใจใครบางคน หรือหลายคน ทว่าผมตื่นมานั่งมองก้อนเมฆแต่รุ่งเช้าแล้ว เมืองเงียบสงัดอย่างประหลาด คล้ายกับเหน็ดเหนื่อยมาตลอดคืน

ผมจดบันทึกเล็กๆเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านเมื่อคืน ด้วยพอดีว่าไปนึกถึงหนังสืออีกเล่มที่พูดถึงความสุขของเด็กตัวเล็ก หากแต่เรื่องราวเกิดขึ้นในพื้นที่บริบทที่แตกต่างจากเรื่องความสุขของกะทิ เป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงชาวอีสานที่อาศัยอยู่ในชนบทที่ดำรงชีวิตโดยอาศัยทุ่งนาและหนองบึง “โสกไผ่และใบข้าว”

“รำวงประสงค์หลกกล้า ชาวนาหลกกล้าเป็นวง หลกแล้วเอาตอกมามัด แล้วเอาไปยัดลงตม”

เสียงเพลงที่ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจังหวะและทำนองเป็นอย่างไร แค่นึกถึงกลิ่นฟ่อนข้าวกับเนื้อทอดก็เคลิ้มหิว(แล้ว..) วรรณกรรมบ้านเรามีเยอะเหมือนกันที่เอ่ยถึง ชนบทหากแต่มีไม่กี่เรื่องที่คนเมืองจะเอ่ยถึง เพราะพื้นที่หนังสือในบ้านเรา ถูกมอบให้กับหนังสือแปลต่างประเทศ และวรรณกรรมของนักเขียนขายดีเสียหมด โดยเฉพาะอะไรที่เป็นกระแส วูบวาบ มันก็ยิ่งเข้าสูตรเด็กใหม่เกิดยาก(ถ้าไม่มีเส้น)

(เพิ่มเติม…)

กาแฟร้อน : ห้องหมักยามหยุด(๑)

เมษายน 17, 2008

 

     ค่ำคืนหนึ่งในวันหยุด

 

     วันหยุดเทศกาล อากาศร้อนและอึกทึกเสียงดังเสมอ เพราะสุราและเสียงดนตรีเร่งเร้าจิตใจผู้คน กระนั้นหรือ เสียงกรีดร้องโหยหวนประหนึ่งเป็นวาระดี  ที่ประตูสวรรค์และนรกภูมิเปิดขยายให้เหล่าเทวดานางฟ้าและซานตานได้เสพสมร่วมสนุกกัน เมามายเสียจนจดจำทางกลับบ้านไม่ได้ อาเมน (แอ็นอามึน) …

 

(เพิ่มเติม…)

ตั้งหลัก(๓) : รอยเท้าของหลงจิง

เมษายน 10, 2008

~~~

หลิงซานเป็นขุนเขา

ตระหง่านเสียดสุดฟ้า น่าเกรงขาม

ทว่ามันหาได้ท้าทายฟ้าดิน

ยังเจียมตนอย่างสงบเงียบ

- ๑ -

หลงจิงเป็นเด็กหนุ่ม นอกจากจะเพิ่งพ้นวัยกระเตาะเอาะๆแล้ว หลงจิงยังคงชื่นชอบความเร็วและวิชาตัวเบา ทั่วทั้งมณฑลที่มันพนักอยู่หามีผู้ใดมีความว่องไวรวดเร็วเท่ามัน อาจารย์ที่มีชื่อเสียงในแคว้นต่างๆให้ความชื่นชมมันอย่างยิ่ง

ทว่ามันยังไม่พึงพอใจในความเร็วของตน มันยังคิดสืบค้นหายอดฝีมือที่จะมาวัดรอยเท้ากับมันอยู่เสมอ ชื่อเสียงของมันขจรไกลไปหลายแคว้น

มีวันหนึ่งนักพรตผู้จาริกพเนจรรอนแรมผ่านมา เอ่ยเอื่อนถึงตำนานเรื่องราวนอกเหนือยุทธภพ

มีตำนานเล่าว่า เมื่อเดินทางไปยังทิศบูรพา พ้นไปเบื้องบนขุนเขาหลิงซาน จึงสามารถพบเจอยอดยุทธ์ที่หลบเร้นหนีหายจากยุทธภพ ณ.ที่แห่งนั้น หลงจิงอาจได้พบเจอยอดฝีมือที่สามารถเรียบเคียงกับมันได้

หลงจิงให้ดีใจเมื่อทราบเรื่องราว รีบเร่งเดินทางออก หันหัวไปทางทิศบูรพาทันที ด้วยความรวดเร็วว่องไวของมันย่อมทำให้ถึงที่หมายด้วยเวลาไม่นานนัก

- ๒ -

เมื่อหลงจิงเดินทางพ้นเนินขอบเส้นเขาหลิงซาน จึงพบเห็นศาลาไม้นั้งสงบอยู่ตรงหน้า ภายใต้หลังคาเรือนพบเห็นชายชราผู้หนึ่ง อาภรณ์ที่ส่วมใส่คล้ายผู้ทรงศีลบำเพ็ญพรต ใบหน้าแม้ดูชราหากแต่กลับมองแล้วสดใสหมดจด ไร้ริ้วรอยแห่งความอนาทรร้อนรน

“เรียนท่านผู้อาวุโส ข้าพเจ้าหลงจิงจากแคว้นไท๊ตง” มันคารวะผู้อาวุโสด้วยวาจานอบน้อมยิ่ง

“อ้อ..” ผู้อาวุโสเหลือบมองมันชั่วขณะก็ลุกเดินจากไป

หลงจิงเห็นดังนั้นถึงกับรีบรุดฝีเท้าเดินตาม ยิ่งมายิ่งพบว่าท่านผู้อาวุโสท่านนี้มีวิชาตัวเบาอันลึกลับยิ่ง ท่านก้าวหนึ่งหนสามารถพาตัวตนพ้นหนึ่งช่วงเนินดิน “หรือนี่คือยอดยุทธ์ที่นักพรตกล่าวถึง” หลงจิงลอบครุ่นคิดในใจ เพียงวูบหนึ่งของความคิดนั้น ชายชราก็หายลับไปในม่านหมอกเสียแล้ว หลงจิงก้มมองร่องรอยที่ทิ้งไว้ กลับพบเจอร่องรอยที่เบาบาง

“วรยุทธ์อันประเสริฐ..” มันกล่าวทวนสามครา จึงรวบรวมกำลังภายในทั้งหมดทั้งมวล ดีดร่างออกจากจุดที่อยู่เดิม สายตาเพ่งไปที่ริ้วรอยที่ชายชราจารึกไว้

หนึ่งชั่วยามผ่านไป มันคล้ายไปเห็นหลังท่านผู้อาวุโส ทว่ายังสามารถพบเจอร่องรอยของท่านตามรายทาง มันเร่งเร็วยิ่งกว่าเดิม หัวใจมันเต้นเน้นถี่ ทั่วทั้งร่างบัดนี้คล้ายเครื่องจักรมันทรงพลัง ในห้วงคำนึงคิด

มันดีใจ

-๓-

ผ่านพ้นไปสามชั่วยาม มันเองยังไม่สามารถผมเจอแม้เงาหลังของผู้คน ให้รู้สึกแปลกใจและรู้สึกหวาดกลัวในหัวใจ หรือคนผู้นี้เป็นภูตพรายประจำขุนเขากันแน่ สีหน้ามันเริ่มซีดเผือดไร้โลหิตฉีดเลี้ยง หายใจหอบแต่ยังไม่ละทิ้งความพยายาม

หลงจิงตัดสินใจสลัดรองเท้าออกเพื่อเพิ่มความเร็วขึ้น หนนี้เขาทะยานเร็วขึ้น ไม่นานจึงสามารถพบเห็นแผ่นหลังของผู้คน หลงจิงคำรามในใจ หัวใจของมันแทบถูกความเร็วฉีกขยี่จนระเบิด แต่มันยังคงคำรามในใจ ฮึฮึ.. “ข้าพเจ้ามาแล้ว”

ชั่วอึดใจเดียวกันนั้น มันกลับรู้สึกว่ามีผู้คนไล่ติดตามมันอยู่เบื้องหลัง พลันหันกลับไปมองจึงพบเห็นผู้คนจริง แต่ไม่อาจพบเห็นหน้าตา เพราะชายผู้ติดตามมานั้น กลับหันหน้าไปด้านหลังเช่นเดียวกัน เห็นดังนั้นถึงกับเกิดอาการขลาดกลัว “สถานที่นี้นับเป็นแหล่งซุกซ่อนมังกรเขียวพยัคฆ์ขาวจริงๆ” คิดดังนั้นต้องเร่งฝีเท้าตัวเองยิ่งขึ้นไปอีก กล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างเกร็งพลังสะท้าน หัวใจแทบหลุดลอยจากร่างในทุกห้วงขณะ

“ไฉน?…”

มันตั้งคำถามกับตัวเองแต่ไม่อาจบังคับร่างกายได้ เท้ามันร่างกายมันบัดนี้เหนือการควบคุมไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไร มันยังโลดแล่นไปข้างหน้าต่อไป แผงหลังของผู้คนเบื้องหน้ายิ่งมองยิ่งน่าเกรงกลัว เสียงกวดตามมาของผู้คนข้างหลัง ยิ่งกร่อนทำลายประสาทยิ่งไปอีก

“ไฉน?..เป็นเรื่องราวเช่นนี้”

หลงจิงหอบหายใจอยู่พักหนึ่ง จึงกระอักโลหิต มือข้างหนึ่งเกาะกุมที่หน้าอก มันกำลังจะขาดใจตาย เงยหน้ามองแผงหลังด้านหน้า ค่อยๆห่างออกไปทุกที มันกัดฟันกรอด “บัดซบ!!” บัดนี้เหนือกำลังที่มันจะควบคุมจิตใจแล้ว หลงจิงสะดุดขาตัวเองล้มลง กลิ้งคว้างไปด้านหน้า ฝุ่นตลบในนาทีนั้น

มันทุบพื้นเกรี้ยวกราด ขึงโกรธตัวเอง ตลอดทั้งร่างมันสั่นสะท้าน เงยหน้าอันเปื้อนฝุ่นเพื่อมองดูคนเบื้องหน้า เขาเห็นคนผู้นั้นลงนอนกลิ้งไปกับพื้นเช่นเดียวกัน ชายผู้นี้ไม่ได้สวมใส่รองเท้าดุจเดียวกับมัน อีกทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์กลับสวมใส่ เป็นชนิดเดียวกับมัน ทว่าร่างที่นอนอยู่เบื้องหน้าค่อยๆ เลื่อนออกไปห่างจากเขาไปทุกขณะ

หัวใจของมันอ่อนแรงคล้ายแสงดาวลางหรี่ เพียงไม่กี่ห้วงนาทีก็จะสิ้นไร้ซึ่งแสง ในห้วงสมองมันยังครุ่นคิดเรื่องราว ในวินาทีสุดท้ายของช่วงชีวิต มันเหลือบไปเห็นป้ายศิลาป้ายหนึ่ง ป้ายศิลานั้นสลักตัวอักษรเลือนลาง ด้วยเพราะการเวลามักคร่ากุมสรรพ์สิ่ง

“หลงซาน???” หลงจิงใช้ห้วงลมหายใจสุดท้ายของมันอ่านอักษรบนป้ายศิลา

ก่อนสิ้นใจตาย ใบหน้าของมันยังคงมีแต่คำถาม “ไฉน?..เป็นเรื่องราวเช่นนี้”

~~~

หลงซานเป็นขุนเขา

มันไม่สูงตระหง่านเท่าหลิงซาน แต่ก็นับว่าไม่ห่างไกล

ผู้ใดหลงเข้ามามักพบเจอเงาร่างตัวตน

ผู้ใดหลงติดตามมันมักเหน็ดเหนื่อยจนสิ้นใจตาย

~~~

ตกใจ!!

เมษายน 5, 2008

ตกใจ หน้าจอส่วนเขียน เปลี่ยนไปใหม่
ขอเวลา เรียนรู้หน่อย ฮึฮึ….

“คนเราจะเรียนรู้อะไรได้นักหนา ฮือ.” บ่นกับตัวเองซะอย่างนั้น ที่จริงรำคาญเล็กน้อยตรงที่บางสิ่งบางอย่างที่เราใช้จนเคยชิน อยู่ดีๆก็โดนปรับเปลี่ยนไป “อย่างเลือดเย็น” แน่ละของมันฟรีนี่ จะบ่นอะไรนักหนา มีให้ขีดเขียน ให้ระบายความผิดเพี้ยนทางความคิดก็บุญ หนัก หนาแล้ว

ภาพงั้นเหลือ .. ไม่เห็นจะยากเลยเพื่อนเจี๊ยบ “add media” นั่นงาย.. ปาดโถ้ มีทั้งรูปทั้งเพลง แจ่มซะไม่มีละ

นี่งาย ลงอีกรูปเลย .. แต่เพลงยังลงไม่เป็นหรอก ระบบนี้อืดได้ใจ ..

ปีใหม่ไทยไม่ได้ไปไหน อ่านหนังสือที่ซื้อไว้ให้หมด (คิดว่านะ)

อีกภาพ

อีกรูป

วุ้ย!!… พอละ ไปดีฟ่า