ประวัติเอกสารสำหรับ มีนาคม, 2008

บันทึกประจำว่าง : บ่นไปเรื่อย…

มีนาคม 29, 2008

2551-03-12.jpg

29-mar-2008

อากาศยามเช้ามัวๆเพราะเมฆเริ่มอ้วนดำ มันเหมือนฝนกำลังจะตก แต่อาจไม่ตกแถบแถวนี้ เพราะลมมักจะพัดพาสิ่งที่เราเห็นเบื้องหน้าไปที่อื่น จะอะไรก็ตามแต่ อากาศวันนี้ร้อนชิบ-

อ่าน “ประวัติย่อของเกือบทุกสิ่ง” จากจักรวาลถึงเซลล์

001-06.jpg

ผ่านไปร้อยกว่าหน้า ชอบตอนแรกๆ เกี่ยวกับเรื่องจักรวาล ดวงดาว การเกิดโลกหรือเอกภพ จินตนาการของนักดาราศาสตร์ ขำขำไปกับเรื่องเพี้ยนๆของการทดลอง หรือการสืบค้นหาความเป็นจริงในจักรวาล เอกภพ หรือภายนอกผิวบรรยากาศโลก ขณะอมยิ้มในความพิเรนของบรรดาเหล่าศาสตราจารย์ ก็ต้องอดชื่นชมในความมานะพยายามของพวกเขาไม่ได้

อย่างเรื่องที่ท่านเซอร์ไอแซกเคยทดลองว่าเมื่อเรามองดูดวงอาทิตย์เป็นเวลานานๆแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับตา ดวงตาของท่านเซอร์ไปอย่างไรนั้นไม่ทราบได้ ทว่าผลครั้งนั้น ทำให้ท่านเซอร์ต้องขังตัวเองอยู่ในห้องมืดหลายวันเพื่อทบทวนผลของการทดลองนั้น

แต่ก็เพราะการเริ่มต้นเพี้ยนๆเหล่านี้หรอก ที่ทำให้เราๆรุ่นหลัง ได้คลายความสงสัยหลายๆอย่างเกี่ยวกับโลก จักรวาล แม้ว่าจะสับสนหรือผิดพลาดในบางครั้ง แต่ก็ยังประทับใจในความสงสัยและความพยายามของสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า”คน” มองดูรอบๆตัวเราเดี้ยวนี้ จำพวกช่างสงสัยและกล้าหาญที่จะหาคำตอบแบบคนโบราณนั้นเหลือน้อยลงทุกที

อ่านมาถึงเรื่องเกี่ยวกับนักธรณีวิทยา ก็เกิดอาการมึนศีรษะอย่างไม่เล็กน้อย(อย่างมาก) เพราะมีศัพท์แสลงมากมายเกี่ยวกับการแบ่งยุคแบ่งสมัยของหินบนโลก จำต้องหยุดอ่านเป็นพักๆ เพราะสมองตัวเองโหลดข้อมูลแนวนี้ไม่ไหว บางครั้งก็ต้องอ่านผ่านๆไปตรงที่มีชื่ออะไรเยอะๆ

ที่ชอบตอนแรกๆก็เพราะมีการเปรียบเทียบและยกตัวอย่างประกอบให้นึกภาพตามอย่างแจ๋วเชียวละ นี่ถ้ามีรูปภาพประกอบอีกสักหน่อยละก็ แจ่มเลย อย่างตอนยกตัวอย่างของขนาดความใหญ่ของระบบสุริยะจักวาล ที่ใหญ่ถึงขนาดไม่สามารถจะบรรจุแผนผังดวงดาวทั้งระบบในสมุดหนังสือเรียนได้ ตามมาตราส่วนจริง เพราะแม้คุณจะหดทุกสิ่งทุกอย่างลงมาจนดาวพฤหัสเหลือเล็กเท่าจุดฟูลสต็อป และดาวพลูโตเล็กเท่าหนึ่งโมเลกุล ดาวพลูโตก็ยังต้องห่างออกไป 10 เมตรอยู่ดี

2551-02-02-06.jpg

ที่น่าทึ่งเพราะคนสมัยนั้นมีอุปกรณ์เครื่องมือที่จะช่วยคำนวณอะไรต่อมิอะไรน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับสมัยนี้ แต่ผลการคำนวณกลับใกล้เคียงกับผลจากการใช้เครื่องมือปัจจุบัน ลองคิดดูแล้ว คนสมัยก่อนใช้จินตนาการและสูตรคำนวณมากกว่าเครื่องมือนั่นเอง ใช้ความคิดเยอะ ใช้เครื่องมือน้อย นั้นคือการทำงานของคนสมัยก่อน ส่วนคนสมัยนี้ ใช้ความคิดน้อยใช้ความรู้(ของคนสมัยก่อน) และเครื่องมือเยอะ

เคยเห็นภาพคนสมัยก่อนจากหนังสือสารคดีต่างประเทศที่เขาเอารูป ของคนโบรณมาลง หัวเขาโตเหมือนสัตว์ประหลาดเลย อย่างดารวินชี หรือขงจื้อชาวอียิปต์บางคนก็เป็นแบบนั้น คนเหล่านี้ใช้ความคิดเยอะ พูดน้อยปากเลยเล็ก คนบางคนใช้ความคิดน้อยพูดเยอะปากเลยใหญ่ ใหญ่กว่าสมอง ปากใหญ่ไม่พอจมูกยังบวมอีก อีกหน่อยก็บวมทั้งตัว (อุ่ย!!..โทษที)

เขียนถึงตรงนี้แล้วนึกถึงหนังสืออีกเล่มหนึ่ง เป็นmagazine เกี่ยวกับการบิน ที่จริงก็ไม่เคยซื้ออ่านหรอกครับ แต่พอดีธีมเรื่องในฉบับนั้นน่าสนใจ หรือว่าอยู่ในความสนใจอยู่แล้ว เลยซื้อมาอ่าน

001-08.jpg

เป็นเรื่องราวในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของวงการอวกาศโลก ไล่เรื่องราวนับตั้งแต่ช่วงแรกๆที่มนุษย์เริ่มสงสัยว่ามีสิ่งอะไรบ้างนะ ที่อยู่พ้นไปจากทิวเมฆ หรือนอกบรรยากาศนั้น มีสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับเรา หรือว่าเป็นพี่เป็นน้องที่พลัดพรากจากกันมานานรึเปล่า ความสงสัยที่กล้าหาญ ผลักดันให้เหล่านักคิดต้องต่อสู้ ไม่ใช่ว่าจะต้องต่อสู้กับแรงเสียดทานหรือแรงโน้มถ่วงของโลกเท่านั้น หากแต่ว่า แรงเสียดทานทางความเชื่อก็เป็นอีกแรงหนึ่งที่ทัดทาน อำนาจความสงสัยของมนุษย์

เล่มนี้ไม่ได้เอ่ยถึงการคิดค้นและสืบหาเรื่องราวเกี่ยวกับดาวนอกโลกมากนัก เพราะเป็นหนังสือเกี่ยวกับการบิน จึงเน้นเนื้อหาไปปีการพัฒนาการบินที่เกี่ยวกับการออกไปนอกชั้นบรรยากาศเสียส่วนใหญ่ การสร้างจรวดนัดแรกเป็นเรื่องของสงคราม แต่นัดต่อมาเพื่อท่องไปในอวกาศ การต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงระหว่างสองมหาอำนาจผลักดันให้เกิดเทคโนโลยีอะไรหลายๆอย่างในปัจจุบันใช้ประโยชน์ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ตามแต่ ทว่าสิ่งต่างนั้นล้วนเกิดได้จากความสงสัยและความกล้าที่จะคิดนอกกรอบ จนไปถึงนอกชั้นบรรยากาศ

เช่นเดียวกัน เดี้ยวนี้คนที่จะคิดอะไรที่แปลกแยกไปจากความเชื่อเดิมๆ ก็ต้องระมัดระวังตัวไม่แพ้สมัยก่อน แม้จะมีเหตุผลก็ตามทีเถอะ นึกถึงบางประโยคที่เคยอ่านเจอและจดไว้ในสมุดบันทึก เป็นหนังสือของอาจารย์เสกสรรค์

“ชีวิตที่ต้องโต้แย้งผู้คนแบบหาข้อยุติไม่ได้.. ถึงยังไงก็คงไม่ใช่ชีวิตที่ดีนัก

แต่มันคงเลวไปกว่านี้อีก ถ้าหากไม่เห็นด้วยแล้วยังเงียบเฉย”

ลอดลายตะกวด : โลกเปลี่ยนต้องเปลี่ยนโลก
-เสกสรรค์ ประเสริฐกุล-

อ้อ.. หนังสือ aerospace เล่มนี้มีเว็ปด้วยละ เข้าไปที่ http://www.aerospacemag.com/ มีข่าวสารและภาพสวยๆที่เกี่ยวกับการบิน หรือเกี่ยวกับอวกาศนอกโลก คนที่ชอบทางนี้คงถูกใจ

พูดถึงเรื่องราวของจักวาลและอะไรที่อยู่นอกโลกมาแล้ว ยกประโยคของอาจารย์เสกสรรค์มาก็แล้ว เลยนึกถึงหนังสืออีกเล่มหนึ่งของอาจารย์ ที่จริงอ่านจบไปหลายเดือนแล้ว แต่ไม่ว่างที่จะกล่าวถึง เพราะสติสมาธิสั้นพอสมควร ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ได้ป่วยเป็นโรคผิดหวังการเมืองอย่างชาวบ้านเขาหรอกครับ เพราะไม่เคยหวังอะไรกับการเมืองในนิยามที่พวกนักการเมืองชอบยกมาอ้างอยู่แล้ว

001-07.jpg

อุดมคติแม้เป็นสิ่งที่เข้าถึงยาก ทว่าจะไม่สนใจหรือลืมเลือนไปก็เป็นเรื่องน่าเศร้าอยู่ไม่น้อย คือความหวังหรือแสงดาวหรี่ลิบชะโลมจิตใจให้หายเหน็ดเหนือย จากเรื่องราวรอบกาย หนังสือ”เพลงเอกภพ” เล่มนี้ผมอ่านจบใหม่ๆรู้สึกว่ามีความหวัง กับการพยายามในการกระทำอะไรหลายๆอย่าง ในด้านความคิด การทำงาน หรือการทัดทานความนึกคิดในกระแสรอบด้าน

001-09.jpg

บันทึกเรื่องราวการเดินทางระหว่างภูเขาและทะเล ต่อสู้กับตัวตนและเหล่ามัจฉาในมหานที

มนุษย์ทุกผู้นาม หากยังสามารถรับรู้ถึง ความรู้สึกในตัวตนได้อยู่ ย่อมต้องมีความรู้สึกอยากค้นหาหรือเดินทางไปยังปลายสุดของห้วงนทีแห่ง “อุดมคติ” ไม่ว่าจะหลุดพ้นชั้นบรรยากาศ ดวงจันทร์ แนวรั้วแห่งระบบสุริยะ หรือเอกภพอันเวิ้งว้าง จากการได้มา หรือเข้าถึง ย่อมต้อง”ต่อสู้”

ในระหว่างทางคือการต่อสู้ ในระหว่างสายธารความคิดคือสนามรบแห่งห้วงคำนึงรู้ แม้ตัวเราเองจะหยุดนิ่งวางเฉยไม่เคลื่อนไหว ทว่าภายในจิตใจล้วนต้องเผชิญหน้ากับคำถามมากมาย สยบความวุ่นวายในคำถามเหล่านั้นด้วยความ รู้สึก- นึกตรอง – คิดได้

รับรู้ว่าพ้นจากร่างกายตัวตนของเราคือพื้นฟ้าและผิวน้ำ เหนือเบื้องบนขึ้นไปคือดาราจักรอันหมุนวน ซับซ้อนเกินกว่าจิตนาการจะก้าวล่วง ร่างกายเรานั้นจึงเล็กน้อยยิ่งกว่าผงธุลีในเอกภพ แทบเรียกได้ว่าไม่มีตนและไม่ส่งผลสั่นครอนต่อการหมุนวนของวัฏจักร

เมื่อมลายอัตตาตัวของตนได้ ก็สามารถสัมผัสถึงความกว้างใหญ่ของเอกภพ อีกทั้งยังรับรู้และพลังอันไร้ขอบเขตที่หมุนวนรายรอบ นักรบย่อมสรรค์หาพลังเหล่านี้ ผิดจากนักล่า ที่เอาแต่สรรค์หากระหายในพลังแห่งวัตถุ

suveny.jpg

ในหนังสือของอาจารย์สุวินัย มีเอ่ยถึงความแตกต่างระหว่างนักรบและนักล่า อีกทั้งยังมี “ผู้กระจ่าง” เล่มนี้มิเพียงมีการวิเคราะห์นิยายเรื่องมูซาชิแล้ว ยังรวบรวมกลยุทธ์ต่างๆสำหรับนักรบทางจิตวิญญาณที่กำลังต่อสู้กับอวิชาในปัจจุบัน หลักและภูมิปัญญาของ”หมากล้อม” อื่นๆอันพอจะเป็นแนวทางให้เหล่านักรบรุ่นใหม่ได้อาศัยเป็นหนทางกำหนดยุทธ์ศาสตร์ในการใช้ชีวิต

บ่นไปบ่นมาก็ล่อไปบ่ายกว่าละ นาฬิกาชีวิตร้องเตือนอยู่โครกๆ สงสัยต้องไปหาอะไรกินหน่อย พรุ่งนี้ต้องไปเป็นตากล้องงานแต่งงานน้องชายอีก เอาไว้ว่างๆสงบๆ จัดสรรค์สมาธิได้ยาวนาน คงได้กลับมาบ่นใหม่

สวัสดีวันหยุดทุกท่านครับผม

นิทานสามจุด : เจ้าชายกับรากไม้

มีนาคม 22, 2008

-๑-

มีอยู่วันหนึ่งวันที่เจ้าชายออกมาเดินเล่น อากาศร้อนอบอ้าวอย่างสาหัส เลวร้ายจนแม้แต่สายลมยังไม่กล้าออกมาข้างนอก เจ้าชายเดินผ่านเปลวแดดจนเหงื่อโทรมกาย เห็นเงาต้นไม้ต้นหนึ่ง ก็เดินเข้าไปหา เพียงหวังจะได้อาศัยร่มเงา

เมื่อเดินมาถึงก็ต้องผิดหวังเพราะต้นไม้นั้นแห้ง มีเหลือเพียงกิ่งก้านที่ไร้ใบ เจ้าชายแหงนมองขึ้นไปเปรยกับตัวเองเงียบ

“ใบของเจ้าหายไปไหนหมดนะ?” กล่าวจบถอนหายใจเดินกลับประสาทอย่างเหนื่อยใจ

-๒-

วันต่อมาเจ้าชายมีรับสั่งให้ทหารพากันมาที่ต้นไม้ ต่างช่วยกันรดน้ำต้นไม้ หมายจะให้ใบไม้แตกยอดออกมา และสามารถเอาศัยเงาร่มของใบไม่ได้ ไม่นานเท่าไรนักใบไม้ก็เริ่มผลิออก ทหารเร่งกลับไปแจ้งผลให้กับเจ้าชาย

เจ้าชายดีใจมาก เร่งเดินมาดูผลด้วยตัวเอง แหงนมองใบไม้เล็กๆที่ผลิออกแล้วอมยิ้ม ด้วยหวังว่าครั้งต่อไปเดินทางผ่านถนนสายนี้จะสามารถอาศัยร่มเงาของใบไม้ได้ ขณะเดียวกันนั้น เจ้าชายเหลือบมองที่โคนต้นไม้ เห็นรากกอใหญ่ผุดขึ้นมามากมายเช่นกัน

เจ้าชายเห็นดังนั้นจึงโกรธเจ้ารากไม้ ที่บังอาจแย่งชิงอาหารน้ำปุ๋ยที่เจ้าชายให้กับใบไม้เสียหมด ทำให้ใบไม้ออกช้า จึงได้สั่งพลทหารทั้งหลายช่วยกันทำลายรากไม้นี้ให้หมดสิ้น ด้วยเพราะมันไม่ได้ให้ร่มเงาแก่ผู้คนเลย แต่กลับแย่งชิงอาหารจากใบไม้ไปเสียหมด

พลทหารรับคำสั่งและกระทำตามอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

-๓-

หลายวันต่อมาเจ้าชายออกมาเดินเล่น อากาศร้อนอบอ้าวอย่างสาหัส เลวร้ายจนแม้แต่สายลมยังไม่กล้าออกมาข้างนอก เจ้าชายเดินผ่านเปลวแดดจนเหงื่อโทรมกาย เห็นเงาต้นไม้ต้นหนึ่ง ก็เดินเข้าไปหา เพียงหวังจะได้อาศัยร่มเงา

เมื่อเดินมาถึงก็ต้องผิดหวังเพราะต้นไม้นั้นแห้ง มีเหลือเพียงกิ่งก้านที่ไร้ใบ เจ้าชายแหงนมองขึ้นไปเปรยกับตัวเองเงียบ

“ใบของเจ้าหายไปไหนหมดนะ?” กล่าวจบถอนหายใจเดินกลับประสาทอย่างเหนื่อยใจ

~( จบ )~

กาแฟร้อน : (ไม่)มีความคิด

มีนาคม 21, 2008

๑๘ – ๐๓ – ๒๕๕๑ : เวลา เย็น

ดินสอและปากกาเรียงรายแผ่นพื้นกระดานด้านหน้า อากาศเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศเบอร์ห้า ปรับระดับความเย็นอัตโนมัติ คำรามเสียงเครื่องกลดังฮือๆ เหมือนคนครางครวญอ่อนแรง

 

 

 

แสงแดดรอดผ่านช่องกระจกเล็กๆด้านหน้าที่ทำงาน องศาดวงอาทิตย์ต่ำลงเรื่อยๆ ในเวลาเดียวที่เส้นของสายแสงตะวันยืดยาวเป็นลำดับ อากาศเย็นและอากาศร้อนตัดกันตรงขอบแสงเงา

ใครคนหนึ่งเดินออกมายืนดูอะไรนอกบ้าน

ดวงอาทิตย์สีแดง กลม และค่อยๆเคลื่อนลงต่ำ

เด็กหญิงเด็กชายสองสามคนปั่นจักรยานผ่านหน้าบ้านไป เสื้อผ้ามอมแมม รอยเปื้อนโคลน ดิน ทราย และน้ำลายตามผิวหนัง ร้านขายของชำเปิดรอท่าตลอดเวลา เด็กหญิงเด็กชายซื้อไอติมคนละหนึ่งแท่ง เล็มรสประชดแสงตะวัน

มอเตอร์ไซค์รับจ้างจอดรถเทียบข้างร้าน อากาศภายนอกร้อนแต่เขาจุดบุหรี่สูบ รถอีกคันในสังกัดเดียวกันจอดขนาบ เสียงทักทายดังลั่นอย่างคนกันเอง ควันบุหรี่ระบายบรรยากาศร้อนยามเย็น

หญิงชราเชื้อสายจีนหยิบไม้กวาดและที่ตักพลาสติกสีเหลืองเรืองสดออกมายืนหน้าบ้าน เศษใบไม้และดอกโป๊ยเซียนถูกเก็บกวาดอย่างเชื่องช้า และหมดจด เสียงกระดึงโลหะกังวานนั้นครอไปกับสายลมอ่อน

ถนนแห้งและมีฝุ่น … พื้นยางมะตอยผุพัง และบางช่วงเป็นหลุมบ่อและรอยแซมทับของซีเมนต์หยาบ รอยยางรถยนต์ปรากฏมากตรงช่วงวงเลี้ยว ป้ายโฆษณาห้องเช่าและขายบ้านปิดทับซ้อนกันตรงเสาไฟฟ้ามุมถนน

ด้านหน้าที่ทำงานเป็นลานโล่ง เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ขวางกั้นด้วยรั้วเหล็กเส้น ที่โคนรั้วมีหญ้าขึ้นแน่นเขียว ปลายยอดหญ้าเอียงตามแรงลม และสะท้อนแสงแดดจนเห็นเส้นเล็กๆของกลีบดอก เงาเส้นของรั้วเหล็กทาบลายไปบนพื้นถนน

กลางลานหญ้ามีคนพาหมามาเดินเล่น เมื่อปลดสายรัดคอ หมาตัวนั้นก็วิ่งไปในลานหญ้า เจ้าของหมายืนดูหมาของตนอย่างสงบ

หมาหยุดวิ่ง

มันขี้…

กาแฟร้อน : หวานเย็นยามอัสดง

มีนาคม 21, 2008

 

พระอาทิตย์ยามเย็น มองดูแล้วคล้ายผลไม้เชื่อมน้ำตาล

สีแดงฉ่ำ อิ่มรสหวาน และน่ากิน

 

 

 

 

 

แม้ว่าพระอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่และห่างไกลเกินกว่าจะคว้ามาบริโภค ทว่าจิตใจและความคิดของคนเป็นสิ่งประหลาด กล่าวคือสามารถเสพรับรสชาติของความงดงามของสิ่งต่างๆ รายรอบตัว  ไม่ว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นจะอยู่ห่างไกล มีขนาดใหญ่ และไม่ได้เป็นสิ่งที่ตนถือเอามาเป็นสิ่งครอบครอง 

 

ด้วยเพราะดวงใจของคนเรามีขนาดเล็กเท่ากำมือ จึงไม่อาจหาญ  กล้าครอบครองสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้นได้ ที่กระทำได้คือการได้ยลชมชื่นความอร่ามสุกใสและอบอุ่น ที่กำลังคล้อยผ่านห้วงเวลา

 

————————————————————————————————————

————————————————————————————————————

 

แสงสียามเย็นให้ความอบอุ่นใจเสมอเมื่อมีเวลาเฝ้ามองดูมันเปลี่ยนแปรอย่างเชื่องช้า  ยามช่วงนั้นกาลเวลาคล้ายคนเกียจคร้าน และเงียบหายมลายตัวตน ด้วยเพราะเราลืมแล้วถึงกาลเวลาโมงยาม นาที วินาที หรือแม้แต่เศษตัวเลขเล็กๆน้อย ในชั่วขณะนั้น ภาษาพระท่านหนึ่งเคยกล่าวถึงศิลปะไว้ว่า

 

“งดงามจนลืมแล้วซึ่งตัวตน”

 

การลืมตัวตนไม่ได้หมายความถึงการลืมตัวไร้สติ  ทว่าหมายถึงว่าเมื่อเราละวางตัวตนได้ในขณะหนึ่งเพราะถูกตราตรึงไว้ด้วยความงดงาม ก็จะสามารถหลุดพ้นถึงจริตอาการที่ “เห็นแก่ตัว” ด้วยเป็นเช่นนี้จึงจะเห็นได้ว่า ศิลปะที่แท้นั้นมีคุณประโยชน์เช่นไรกับหมู่มนุษย์

 

หลายครั้งหลายคราที่คนเมืองไม่ได้เฉลียวใจในความงดงามระหว่างการสับเปลี่ยนเวรยามของกลางวันและกลางคืน เราท่านก้มหน้าก้มตามองสิ่งต่างๆในระนาบเมือง สำราญใจอยู่กับสีสันสว่างวูบวาบและการเคลื่อนไหวที่สับสนวุ่นวาย สุ่มเสียงอันอึกทึกโครมครามและคำรามกรีดร้องแห่งจิตใต้สำนึก

 

น้อยนักที่จะได้แหงนมองฟากฟ้าราตรี หรือทอดสายตาเลยล่วงไปในเวิ้งฟ้ายามอาทิตย์อัสดง คนบางคนล่วงผ่านกาลเวลาไปโดนหาได้รู้สึกตัวว่าได้มีช่วงหนึ่งของชีวิตอยู่ระหว่างการสับเปลี่ยนฤดูกาล หลายสิ่งหลายอย่างในเมืองคล้ายมนต์หลอนสะกดให้คนละลืมการแปรเปลี่ยน 

 

มีหลายครั้งเหมือนกันที่หลงลืมว่าตัวตนของตัวเองตั้งอยู่ ณ. ตรงไหนเพราะอาศัยอยู่ภายใต้กล่องเย็นเยียบ ที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนปรับไปตามกาลเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างถูกตั้งไว้ให้เป็นอยู่เช่นนั้นตลอดเวลา แสงสว่างที่คงที่ตลอดเวลา อากาศความเย็นที่คงที่ตลอดเวลา เราจึงคล้ายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เดินหลงในที่ทางอันเป็นอิสระต่อแรงเหวี่ยงหมุนของธรรมชาติ ไม่รู้วันรู้คืน ไม่ร้อนไม่หนาว เย็นชาและชินชา

 

จนเมื่อตัวตนหมดประโยชน์คุณค่าหรือเรี่ยวแรง ก็จะโดนเตะถ่วงออกมานอกกล่อง แล้วจึงได้พบว่าโลกภายนอกกำลังหมุนอยู่และสลับปรับเปลี่ยนความมืดสว่างตลอดเวลา

 

————————————————————————————————————

————————————————————————————————————

 

การเข้าใจความแปรเปลี่ยนในธรรมชาติตลอดจนกระบวนการเกิดดับ  เป็นมรดกอย่างหนึ่งที่สืบทอดผ่านประเพณีวัฒนธรรม บรรพชนรุ่นเก่าก่อนล้วนลองผิดลองถูกผ่านเวลามานาน นานจนเกินจะนับครั้งได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งกระบวนวิธีอยู่อาศัยและปรับสมดุลย์ทั้งกายและใจให้สอดคล้องกับการแปรเปลี่ยนที่ชวนเวียนหัว

 

คนโบราณแต่ก่อนนั้นที่ต้องเรียนรู้ถึงการแปรเปลี่ยน ด้วยเพราะต้องอาศัยทักษะเหล่านั้นทำมาหากิน ดำรงชีพผ่านวันเวลาอย่างอิ่มสุข ชาวนาเรียนรู้ลมฝนแดดดิน การเวียนวนของดวงดาวเพื่อกำหนดเวลาในการทำกิจกรรมอะไรหลายๆอย่าง ชาวประมงเรียนรู้เรื่องน้ำขึ้นลง ดวงดาวและแสงเดือนเพื่อสร้างหมายกำหนดการในการออกเรื่อ นายพรานเรียนรู้ถึงฤดูต่างๆว่าควรล่าหรือไม่ควรออกล่าในเวลาใด สรรพสัตว์จึงจะยังคงปริมาณ ให้เกื่อกูลปากท้องตลอดไปไม่เปลี่ยนแปร 

 

มิได้มาดหมายผลิตผลอันเกิดจากการกรำงานในเชิงปริมาณเหมือนปัจจุบัน  คนสมัยก่อนจึงมีวัตถุน้อย เมื่อมีน้อยจึงมีพื้นที่ให้เกี่ยวเก็บความสุข  ความอิ่มเอิบทางจิตใจได้มากกว่าคนในสมัยนี้ เพราะไม่ต้องสละเวลาในการผันผลิตสิ่งต่างๆเพื่อสนองกระบวนการทางตลาดอย่างบ้าคลั่งสิ้นสติ

 

นาฬิกาชีวิตผู้คนได้ถูกปรับเปลี่ยนจนเพี้ยนไป โดยสังคมโลกได้สร้างสิ่งใหม่ๆหลายอย่างมาทดแทนสามัญสำนึกเดิม ผู้คนจึงต้องอาศัยอุปกรณ์ต่างๆมากมายเพื่อเอาตัวรอด ไม่ว่าทางกายและทางจิตใจ  น้อยนักที่จะยังคงยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ด้วยสำนึกสามัญพื้นฐานที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ

 

 

————————————————————————————————————

————————————————————————————————————

เวลาในช่วงชีวิตคนนั้นสั้นนัก  บางครั้งหดเล็กเหลือจะคาดเดา หลายครั้งคราว เราละเลยและพลาดโอกาสที่จะได้เชยชมความสวยงามของการแปรเปลี่ยน  ภาพถ่ายเพียงจำลองสภาวะ ณ. ขณะนั้น

 

ทว่าการเสพรับรู้ความงามด้วยสายตา ส่งผ่านกระบวนการทางสมองเพื่อเกิดการนึกรู้ และซาบซึ้งความงดงามด้วยจิตใจ นั้นเป็นสิ่งย้ำเตือนว่า เราท่านยังมีตัวตนอยู่ในโลกที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปรตลอดเวลา  อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาหนึ่งก็ยังดี แน่นอนว่ามันก็ยังดีกว่าปล่อยให้จิตใจไหลผ่านกาลเวลาไปอย่างไม่รู้สึกรู้สากับแรงหมุนของโลก

 

————————————————————————————————————

ดวงอาทิตย์ลับจวนจะหมดวันแล้ว ฟ้าเริ่มปรับสีให้เข้มขรึม

 

ความอบอุ่นสู่ความเหน็บหนาว ความสว่างมุ่งสู่ความมืดมิด 

 

ในระหว่างความร้อนและความเย็น คือความอบอุ่น เช่นกัน ในระหว่างความมืดและแสงสว่างคือยามอัสดง เป็นความงดงามพอดิบดี ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างไว้เป็นของขวัญ สำหรับมวลมนุษย์ ที่ยังคงรู้และเห็นซึ่งคุณค่าของการแปรเปลี่ยน

 

 

พระอาทิตย์กำลังลับฟ้า ข้าพเจ้าเพียงอยากจะหาช้อนเสียสักคัน

จะได้ตักพระอาทิตย์ดวงแดง หอมหวาน

 

กินให้ฉ่ำใจ

 

 

 

————————————————————————————————————

ปล. สามารถคลิกขวาและเซฟภาพขนาดใหญ่ได้เลย เพื่อใช้ในความบันเทิง และ บำบัดจิตใจเท่านั้น

————————————————————————————————————

กาแฟร้อน : the mist อัตตา สายหมอกในใจ”ฅน”

มีนาคม 7, 2008

ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถ มองเห็นคิ้วของตน

คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น

แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต

-วาจาขงเบ้ง-

เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งได้ไปดูหนังมาเรื่องหนึ่ง จะว่าไปแล้วหนังเรื่องนี้ ในครั้งแรกที่เห็นโฆษณาผ่านจอทีวี ก็ไม่ได้มาดหมายว่าจะดูแต่อย่างใด ด้วยเหตุผลเล็กๆสองประการ ประการแรกคือไม่ค่อยชอบหนังแนวสยองขวัญ ที่ไม่ชอบไม่ได้หมายความว่ากลัวหรือรู้สึกสยดสยองแต่อย่างไร เพียงแต่ว่า ในชีวิตจริงนั้นเจอเรื่องสยองขวัญมาเสียจนชินชา ยิ่งหนังที่เป็นเกี่ยวกับศพอะไรก็ตามแต่ที่พยายามสร้างกันขึ้นมาเกลื่อนเมืองละก็ ไม่ต้องพูดถึง เห็นจนเบื่อ (เบื่อเลือดสาดกับน้ำเหลือง-น้ำเน่า) เอาเป็นว่าหากเป็นเรื่องสยองขวัญและน้ำเน่าแล้วละก็ เปิดดูข่าวทีวีก็มีให้ดูทุกวันอยู่แล้ว..

ประการสองคือ “เข็ด” จะว่าไปแล้วข้าพเจ้าเคยโดนภาพอันสวยหรูของหน้าหนัง หลอกให้ไปดูเรื่องราวนั้นๆหลายครั้งหลายครา จนมีบางครั้งบางหนที่ ความอดทนเดินทางไปได้ไม่ถึงชั่วโมง ก็จำต้องพาตัวเองเดินออกจากโรงหนัง นึกเสียดายเงินค่าตั๋วที่จ่ายไปเพื่อทำร้ายทำลายสายตาและความรู้สึกตัวเอง เทียบกันแล้วกับการเอาไปหาหนังสือดีๆเสียหนึ่งเล่มอ่าน หรือเอาไปหยอดตู้บริจาคอะไรก็ตามแต่ยังให้ประโยชน์กับคนอื่นมากกว่า

การได้ดูหนังเรื่องนี้นั้นนับเป็นเรื่องเหนือเหตุผลเล็กๆสองประการข้างต้น “เบื่อ” ด้วยว่าความเบื่อนั้นอยู่เหนือเหตุผลเสมอ(555) กระนั้นจะปล่อยเลยให้ลืมเลือนไปวันๆ ก็กระไรอยู่

the mist (ชื่อฝรั่ง) ชื่อไทยจำไม่ได้ แต่มักตั้งให้เวอร์เกินไปเสมอ เพื่อสนองความอยากบางอย่างที่ไม่แน่ใจว่าคนทำโฆษณาคิดกันไปเองรึเปล่าว่าคนส่วนใหญ่ต้องการรับ หรือรู้เรื่องเหล่านี้จริงๆ นอกจากจะจำชื่อไทยไม่ได้แล้ว ชื่อตัวแสดงทุกคนในเรื่องก็จำไม่ได้เช่นเดียวกัน ที่พอจำได้ก็เพียงว่าใครเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้ชายหรือผู้หญิง ตัวขาวหรือดำ นั่นละที่สมองน้อยๆของข้าพเจ้าจะจำได้(ฮึ!)

จำต้องโปรยเรื่องราวช่วงต้นเล็กน้อย เพื่อที่จะได้บันทึกเรื่องราวบางส่วนบางตอนที่ข้าพเจ้าเห็นว่าน่าสนใจและเก็บมาคิดเล่นๆ เรื่องราวนั้นเกิดขึ้นในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง หลังเกิดพายุใหญ่ในเวลากลางคืน แรกเช้าทุกคนออกมาดูความเสียหายต่างๆ แล้วจึงแห่พากันออกมาที่ร้านขายของชำ(ประมาณบิ๊กซี) เพื่อที่จะซื้อของเก็บตุนเอาไว้ยังชีพ เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

แล้วหมอกสีขาวก็โปรยลงมายังเมืองเล็กๆแห่งนี้ … มันมาอย่างเงียบเชียบและหม่นมัว

จะว่าไปแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น . หมายถึงเวลาที่คนหลายๆคนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันคือหนึ่ง “ไม่รู้” สอง “กลัว” ความรู้สึกสองอย่างข้างต้นนี้ได้สร้างให้หนังเรื่องนี้ เป็นเหมือนแบบจำลองโลกและสังคมมนุษย์แบบเล็กๆ ศาสนา การเมือง ศีลธรรม ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างชัดเจน ในวงเล็บ ตามความเห็นข้าพเจ้านะน่ะ

หมอกสีขาวมัว ทำให้เรามองอะไรไม่เห็น ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ความไม่รู้ก็ก่อให้เกิดความกลัว มันคงเป็นความกลัวแบบเดียวกับที่บรรพบุรุษของมนุษย์สมัยที่ยังนอนอยู่หลบในถ้ำนั่นหล่ะ มองออกมาเห็นฟ้าแลบฟ้าร้องแล้วไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นก็กลัว

มีหลายฉากที่ดูแล้วสะเทือนอารมณ์ เพราะเราได้เห็นถึงการแสดงออกถึงเนื้อแท้ทางอารมณ์ของผู้คนที่ถูกความกลัวครอบงำ และทำเรื่องราวต่างๆอย่างเสียสติ ศาสนาถูกนำเสนอขึ้นมาเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ ด้วยการอ่านคัมภีร์ สวดอ้อนวอน เปรียบกับมนุษย์ยุคแรกที่เริ่มเรียนรู้ที่จะสร้างบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาเป็นตัวเชื่อมระหว่างสังคมและความไม่รู้ เทพเจ้าและคนทรงจึงเกิดขึ้น ณ.ขณะเวลานั้นๆ ซึ่งเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อสยบความกลัวเฉพาะหน้านั้น หาได้แก้ปมเงื่อนแรกเริ่มของความกลัวคือ

“ความไม่รู้”

ความไม่รู้นี่ล่ะ นับว่าเป็นตัวโกงที่อมตะยาวนานที่สุดของมนุษย์เลยก็ว่าได้ แม้จะมีนักปราชญ์หรือศาสดาหลายองค์ในอดีต จะคิดค้นคำสอนหรือวิธีต่างๆ เพื่อให้สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนหลุดพ้นจากห่วงทุกข์ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่ากาลเวลาจะไม่ได้ทำลายเพียงแค่วัตถุเท่านั้น แม้แต่ความคิดก็ถูกทับถมจมหายไปกับกาลเวลาด้วยเช่นกัน

ฉากหนึ่งที่จำได้ดี เพราะเป็นการแสดงออกถึงหมอกหนาในจิตใจคนอย่างเห็นได้ชัด เรื่องดำเนินมาถึงตอนที่เหล่าพนักงานห้างและตัวพระเอกได้เข้ามาดูว่าหลังร้านมีปัญหาอะไร พวกเขาก็ได้เจอกับสัตว์ประหลาดที่มากับสายหมอก ต่อสู้กันตามแบบหนังสัตว์ประหลาดทั่วไป

ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไรนัก หากแต่ว่า เมื่อพวกเขาทั้งหลายที่เพิ่งจะผ่านพ้นสถานการณ์เหนือธรรมชาติที่ไม่อาจจะบอกเล่าให้เชื่อถือกันอย่างง่ายดาย จะทำอย่างไรให้คนอื่นอีกหลายชีวิต เชื่อ และเตรียมพร้อมรับความจริงว่า พวกเขากำลังจะต้องเจอกับอะไรในสายหมอกที่ครอบคลุมไปทั้งเมือง

พวกเขาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากทนายคนหนึ่งให้เป็นคนช่วยบอกทุกๆคนแทนพวกเขา ด้วยเพราะต้องการอาศัยวาทะศิลป์อันเป็นที่รู้ดีว่าคนเป็นทนายนั้นมีความสามารถในด้านนี้

แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาคือคำต่อว่า ถึงเรื่องราวอันเหลวไหล ไม่เชื่ออะไรเสียสักอย่าง แม้พวกเขาจะชักชวนให้เข้าไปดูหลักฐาน ทนายคนนั้นก็ไม่แม้แต่จะเดินไปดูที่เกิดเหตุ เพราะเขาปักใจเชื่อไปแล้วว่า เรื่องทั้งหมดเป็นสิ่งเหลวไหล เป็นไปไม่ได้ ในบรรทัดการวัดการตัดสินใจของเขา เรื่องราวในตอนนั้นจึงทำให้เกิดการแบ่งฝ่าย คือฝ่ายที่รับรู้และสัมผัสซึ้งถึงความจริง และฝ่ายที่ไม่ยอมเชื่อแม้จะมีหลักฐานพร้อมให้เดินไปพบกับมัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยเพียงเดินไปหาความจริง

แต่ทำไมทนายคนนั้นถึงไม่ยอมเดินไปหาความจริงละ อัตตาอันหนักอึ่งถ่วงเท้าเขาเอาไว้จนเดินไม่ออกกระนั้นหรือ

หากมองย้อนไปในสังคมบ้านเรา สิ่งที่พบเจอเสมอๆในการทำงานหรือการใช้ชีวิตในการติดต่อสื่อสารกันและกัน ปัญหาอันเกิดจากการพูดคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องและเกิดการทะเลาะกันในสังคมก็เกิดจากความที่คน”ไม่รู้” และถืออัตตากันจนหนักหนาเกินกว่าที่จะร่วมก้าวเข้าไปหาเหตุและผลกันอย่างน่าจะเป็น

โดยรวมของหนังเรื่องนี้ เป็นการแสดงภาพรวมของอารมณ์การแสดงออกของคนหลายแบบที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แต่มีพื้นฐานทางความคิดต่างกัน และมีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน หากใครที่จะดูหนังเรื่องนี้เพราะอยากเห็นสัตว์ประหลาดคงไม่ค่อยจะจุใจเท่าไรนัก เพราะสารสาระของหนังกลับมุ่งเน้นไปที่ความคิดความเชื่อของคนเป็นหลักใหญ่ แต่หากคนชอบดูเลือดหรือของเหลวแหวะๆ ก็คงได้ดูกันพอหอมปากหอมคอ

ดูหนังจนจบเดินออกมานอกโรงแล้วลองนึกย้อนดูเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา นึกถึงฉากที่พวกเขาฆ่ากันเองเพื่อสังเวยความเชื่อของตัวเองแล้วสลดใจ สัตว์ประหลาดที่มากับสายหมอกในเนื้อเรื่องนั้นยังไม่น่ากลัวเท่ากับ สายหมอกที่ลอยคลุมความคิดและจิตใจผู้คนในขณะนั้นจริงๆ

หลายวันนี้ตื่นเช้ามา ออกมายืนที่ระเบียงห้อง จะเห็นหมอกจางๆโอบกอดมวลเมืองแล้วอดไม่ได้ที่จะนึกไปถึงความคิดและจิตใจคนในทุกวันนี้จะมีอะไรนะ ที่จะช่วยทำให้มันหายไปได้

ดวงอาทิตย์ทำให้ทุกสิ่งกระจ่างชัด

แต่ เรายังต้องทำความเข้าใจในส่วนที่มืด

ซึ่งยังคงดำรงอยู่

-วาจาขงเบ้ง-