ประวัติเอกสารสำหรับ กุมภาพันธ์, 2008

บันทึกประจำว่าง : ทดสอบๆ

กุมภาพันธ์ 23, 2008

พักงานพักการลงเพียงครู่ แหงนสบมองนาฬิกาที่แหวนสงบตรงข้างฝา
เวลาเดินไปในขณะที่สิ่งบรรจุหยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหว

ระยะหลังนี้มา รู้สึกได้ว่าความคิดในสมองตัวเองนั้นเหนื่อยหน่าย อ่อนแรงงั้นหรือ หาเป็นเช่นนั้นไม่ อาจเป็นเหตุจากความไม่ปะติดต่อเนื่องของความครุ่นคิดก็เป็นได้ จึงไม่อาจร้อยเรียงเรื่องราว ให้ยาวนานต่อเนื่อง ภาระสมองถูกแบ่งสรรค์ปันส่วนให้กับการงานที่รับผิดชอบ

ยิ่งครุ่นคิดยิ่งพบเจอขยะสมองที่หามีประโยชน์อันใด ได้แต่ลองหาอะไรอย่างอื่นทำเพื่อปรับดุลความคิดให้เปิดขยายกว้างไม่อึดอัดรัดรุมเพียงไม่กี่เรื่องราว

เลยลองเอางานเขียนเก่าเก็บมาร่ายเรียง อ่านย้อนไปทวนมา ให้คิดซ้ำรอยคิดเดิมเมื่อแรกเริ่ม

ว่า..

กาแฟร้อน : บางสิ่งอันเป็นที่รัก(๑)

กุมภาพันธ์ 13, 2008

 

 

 

“คนบางคนเรียกหาความรักมากกว่าที่จะสร้างมันขึ้น”

 

 

 

(เพิ่มเติม…)

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 : ความรักมาตอนกลางคืน[01]

กุมภาพันธ์ 2, 2008

…ดวงอาทิตย์ลาขอบฟ้าไปแล้วคืนนี้ดวงจันทรกลับมาหน้าที่เช่นเคย…วันนี้เหมือนทุกวันผมเดินกลับบ้านคนเดียว..ถนนเส้นเดิม..บ้านหลังเดิม..และอีกหลายๆหลังที่เรียงรายเกาะกลุ่มกันจนเป็นชุมชน..ผมอาศัยที่หมู่บ้านนี้มา3ปี……กว่า…หมาตัวเดิม..ที่ยังไม่เคยรับผมเป็นพวกสักที(แม้ว่าผมจะมีพวกเพื่อนๆของมันอยู่ในปากของผมเหมือนกัลล)….มันเห่าผมทุกวัน..นับตั้งแต่วันที่ผมเผลอขี่จักรยานทับหลังมันเมื่อครั้งที่ย้ายมาที่นี่ใหม่ๆ…มันยังแค้นผมอยู่..ไม่เข้าใจจริงๆ…วันนี้มันก็เห่าผมเหมือนเดิม………วันนี้และทุกๆวันก็เป็นแบบนี้……..และแล้ววันนี้มีบางอย่างไม่เหมือนเดิม…..

(เพิ่มเติม…)

วันที่ 31 มกราคม 2548 : งานแรก

กุมภาพันธ์ 2, 2008

วันนี้แล้วสิ้นเดือน..บางคนก็เกือบจะสิ้นใจ..แต่คงไม่ใช่ผมแน่ๆ..เมื่อวานนี้น้องชายโทรหาไอ้เราก็ปิดเสียงโทรศัพท์เพราะว่าเป็นวันอาทิตย์ก็เลยไม่ค่อยอยากรับสายเท่าไร..ไอ้นี่ก็โทรมา missed..call เป็นสิบหน..อะไรของมันวะ!..โทรกลับไปหามันหน่อย…..มาถึงบางอ้อ!….มันโทรมาคุยเรื่องเงินเดือนเดือนแรก..ถึงจะไม่มากเพราะน้องผมยังเรียนอยู่…บริษัทเขาก็ใจดีเนอะให้เข้าไปทำอาทิตย์ละวันแถมให้เงินเดือนกะเขาด้วย….ดีใจกับน้องมันครับ……

…วันนี้ไม่พูดถึงเรื่องเงินเดือนคงไม่ได้แล้วววว…เพราะกำลังได้บรรยากาศพอดี..พรุ่งนี้รวยๆ…….

(เพิ่มเติม…)

วันที่ 29 มกราคม 2548 : หลี่..จื้อ..เหยิน

กุมภาพันธ์ 2, 2008

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่อากาศดีอยู่เช่นเคย..ช่วงนี้ไม่ค่อยจะมีเวลาว่างที่เป็นเวลานานๆให้พอจะเจียดเวลาให้กับการเล่นหมากล้อมสักเท่าใหร..เคยเล่นแบบออนไลแต่ว่าแต่ละเกมต้องใช้เวลานานเหลือเกิน…เลยเลิกไปสักพักตอนนี้ก็เลยมาเล่นกับคอมแทน..ทำให้รู้ว่าคอมกันคนนั้นมีรูปแบบการคิดที่แตกต่างกันมาก…การเล่นหมากกับคนให้ความรู้สึกที่ลึกซึ่งกว่าคอมจริงๆ…..น่าเสียดายที่เพื่อนที่อยู่ในสายงานเดียวกันแทบไม่มีเลยที่จะสนใจการเล่นหมากล้อม

ในความคิดผมแล้วการเล่นหมากล้อมนั้นเป็นการฝึกตนแบบหนึ่ง..บริหารสมองแบบหนึ่ง..เป็นเกมที่สอนให้เรารู้จักพลิกสถานการณ..และมองภาพรวม..รวมถึงการแยกแยะความสำคัญของปัญหา….รู้แพ้รู้ชนะ…อ่อนน้อม…และอีกมากมาย..แหมเหมือนยาครอบจักวาลเลยแหะ….555…วันสบายๆของไครบางคนผมก็เลยเอาหลักการคิดและข้อดีที่ได้จากการเล่นหมากล้อมมาฝากชาวยุทธทุกท่านเผื่อจะสนใจ….(จริงๆจะหาเพื่อนเล่นด้วย..555)

ในการเล่นหมากล้อมแต่ละกระดานนั้น ผู้เล่นจะได้รับประโยชน์และคุณค่า 3 ประการคือ

1 หลี่

ขงจื๊อ เคยกล่าวเป็นปรัชญาไว้ว่า “คนจะมีหลี่ หรือ มีมารยาทที่ดีได้นั้น ต้องมีความอบอุ่น(warmth) ความเมตตากรุณา( kindness) และความเป็นคนที่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา (consideration) ยิ่งไปกว่านั้น ต้องรู้จัก อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่โอ้อวด” ผู้ที่เล่นหมากล้อมอย่างถูกหลักและตามเป้าหมายที่แท้จริง จะทราบว่าในการเล่นแต่ละครั้งไม่มีใครที่จะชนะทุกกระดาน และไม่มีใครเก่งเกินใคร หรือตรงกับสำนวนที่ว่า “ เหนือฟ้ายังมีฟ้า “ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นเข้าใจและสำนึกถึงความเป็น “มนุษย์ที่ดี” ไม่แก่งแย่งชิงดีกัน

2 จื้อ

หมายถึง ความฉลาดปราดเปรื่อง ความรอบรู้ มีไหวพริบ และความเป็นอัจฉริยะ ขงจื้อกล่าวไว้ว่า”การมีความรู้ที่แท้จริงคือการไม่หลงเชื่อ งมงายกับสิ่งต่างๆอย่างง่ายดายโดยไม่ใช้วิจารณญานเสียก่อน” อาจารย์สอนหมากล้อมมืออาชีพวัย 70ปีเคยให้คำนิยามของ”จื้อ” ในแง่ของหมากล้อมไว้ว่า “การเล่นหมากล้อมเป็นการฝึกฝนให้มีการพัฒนาทางจิตใจที่สูงขึ้น เวลาที่ผู้เล่นพินิจพิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของหมากล้อมแต่ละเม็ดบนกระดาน นั้น เปรียบเสมือนเป็นการแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน มองเทคนิคและกลยุทธ์ของคู่เล่นอย่างลึกซึ้งและพยายามทำความเข้าใจ โดยส่วนมาก เรามักจะไม่ยอมรับและชื่นชมในความสามารถของคู่เล่น แต่หมากล้อมสอนให้เรายอมรับ ผลที่จะตามมาก็คือ “ปัญญา” ที่ได้เพิ่มพูนขึ้นจากการเรียนรู้กลยุทธ์ของคู่เล่นนั่นเอง”

3 เหยิน

ตามหลักภาษาศาสตร์ จะแปลได้2ความหมายคือ “ตัวคน” และอีกความหมายคือ “สอง” ซึ่งถ้ารวมกัน แล้วจะแปลได้ความหมายว่า คนแต่ละคนจะต้องมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นในด้าน ศีลธรรม ความหมายของ “เหยิน” ในแง่ของหมากล้อมคือผู้เล่นจะต้องไม่หวังที่จะเอาชนะแต่อย่างเดียว แต่ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่เล่น เพราะเราสามารถเรียนรู้เทคนิคและกลยุทธ์จากคู่เล่นได้ ในขณะเดียวกันคู่เล่นก็สามารถเรียนรู้จากเราได้เช่นกัน

ปราชญ์เมธี “เม้งจื้อ” ได้กล่าวไว้ว่า

“ความรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นหลักของ หลี่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นหลักของ จื้อความรู้สึกเห็นใจผู้อื่นเป็นหลักของ เหยิน”

คุณค่าเหล่านี้ “หมากล้อม”ได้สอนผู้เล่นแล้วอย่างไม่รู้ตัว

ปราชญ์ชิวชิว..ก็กล่าวไว้ว่า
“การเป็นสถาปนิกเรียน4ปีก็เป็นได้……แต่การจะเป็นสถาปนิกให้เก่งต้องใช้เวลาทั้งชีวิต”
_______________________________________________________________
ปล. ข้อมูลจากเวปสมาคมหมากล้อม
“เคยสงสัยใหมครับว่าทำไม่ต้อง

วันที่ 28 มกราคม 2548 : หางคลื่น

กุมภาพันธ์ 2, 2008

วันนี้แต่เช้ามายังรู้สึกตึงๆจากการประชุมแบบเมื่อวาน…หลังจากที่คลื่นยักผ่านไปหนึ่งเดือนกว่าสิ่งต่างที่เป็นผลพวงตามมาก็แวะเวียนมาโดนกับตัวผมเข้าจนได้…………..

….งานออกแบบในแต่ละชิ้นใช้ว่าผู้ออกแบบจะเป็นคนกำหนดแนวทางที่แน่นอนได้เสมอไป….ในระหว่างดำเนินการ.ถึงแม้จะมีการก่อสร้างไปบ้างแล้วเกินครึ้ง…บางที่ปัจจัยอื่นที่เกิดขึ้นภายหลังก็มีผลต่อการ..แปรเปลี่ยนของรูปแบบของโครงการทั้งหมดได้เหมือนกัน…ตลอดจนจบโครงการ…ให้บางที่เวลาเรามองงานบางชิ้นอาคารบางหลัง..ก็รู้สึกขัดตากับรูปแบบว่าทำไมมันถึง…เหมือนกับ..ไม่ลงตัว..ขัดตา..ออกแบบยังไงของมันวะเนี่ย……

หลังคลื่นยักผ่านไป..แหล่งเสพธรรมชาติแห่งใหม่ของเหล่านักท่องเที่ยวก็เบนเข็มไปกันคนละทิศละทาง…เกาะช้างก็เป็นที่แห่งหนึ่งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว…ยิ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก..เหมือนเป็นตัวกระตุ้นให่เหล่านักลงทุนค้ากำไรกับธรรมชาติเริ่มเร่งผลผลิตทางกายภาพ..เพื่อเตรียมรองรับการหลังใหลของนักท่องเที่ยว…เมื่อวานได้เข้าประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแบบโครงการที่ผมรับผิดชอบอยู่…หลังประชุมทำเอาผมตาลายไปเลย…อะไรไม่รู้ครับเยอะแยะเต็มไปหมด..เจ้านายผมเนี่ยกุมกระบานเลย..เพราะว่าตอนแรกที่เราออกแบบไว้เนี่ยทำกันแบบหลวมๆ…เน้นให้พื้นที่ภายในโครงการเป็นวิวจุดขายในตัวมากกว่า..เพราะว่าหาดในโครงการของเรามันเป็นหาดหินฉนั้นไอ้การที่จะเอาหาดทรายไปขายนักท่องเที่ยวเป็นอันไม่ต้องพูดถึง…ในรูปแบบเดิมพวกผมเลยให้ความใส่ใจกับพื้นที่กิจกรรมและการจัดสวนด้านในเป็นหลักมากกว่า….มาเปลี่ยนคราวนี้นี่เพิ่มห้องพักเข้าไปอีก 25 % พวกผมเลยเซ็งกันเป็นแถวพร้อมเจ้านายผมด้วย…งานนี้เลยต้องระดมสมองคิด concept กันหัวปูดเลย……คิดว่าโครงการอื่นก็คงผลกระทบแบบนี้เช่นกัน……

…สิ่งที่ผมห่วงไม่ใช้ความเหนื่อยและการอดนอนของผมหรอกครับมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมไปแล้ว..ผมกลัวความเจริญเติบโตของเมือง..การขยายตัวของวัตถุต่างๆที่เริ่มกินรุกคืบเข้าไปรบกวนธรรมชาติแบบยกพลขึ้นบก..ขายทุกอย่างที่มี..แม้แต่ขี้ก็ขายได้(เห็นหนังสือเล่มหนึ่งเขียนไว้)….

ธรรมชาตินั้นมันมีการปรับตัวของมันอยู่ตลอดเวลา…บรรพบุรษของเราใช้เวลาหลายร้อยหลายพันปีเพื่อที่จะ..ค้นพบวิธีการอ่อนน้อมกับธรรมชาติ…….ทำให้คนในรุ่นเรามีกินมีใช้กับการหากำไรกับธรรมชาติจนถึงทุกวันนี้…….ใช้กันจนลืมไปว่า…..จะเหลืออะไรให้กับลูกหลานในอนาคตของเราได้เก็บกินกันบ้าง……….เฮ้อ…คิดแล้วมันก็…เฮ้อๆๆๆๆๆๆ……..
________________________________________________________________
ปล. เมื่อวานทานกาแฟแค่แก้วเดียวมิน่าละง่วงทั้งวัน..แต่ก็ดีแล้วละว่าจะพยายามลดมานานแล้วปกติทานวันละ 3 แก้ว…เวลานึกได้ว่าจะเลิก..หันไปทางซ้ายมือต้องเจอแก้วกาแฟวางอยู่ทุกทีสิน่า…..วันนี้จอมยุทธเลยขอพักรบก่อนสักระยะ..แต่จะพยายามเข้ามาป่วนเรื่อยๆ….ทำไงได้ติด blog นี่มันเลิกยากกว่ากาแฟแฮะ…เห้อๆๆๆๆๆๆๆ