
…
จะว่าไปแล้วบ้านข้าพเจ้าเป็นบ้านแปลกๆ
แขกที่มาเยี่ยมบ้านข้าพเจ้ามักสงสัยว่าทำไมบ้านข้าพเจ้าไม่มีน้ำเย็น
คุณพ่อบอกออกไปว่า
“ก็บ้านเราไม่มีใครกินน้ำเย็นนี่”
แล้วท่านก็ยิ้มส่งขันน้ำที่ไม่เย็นให้แขก
…

…
จะว่าไปแล้วบ้านข้าพเจ้าเป็นบ้านแปลกๆ
แขกที่มาเยี่ยมบ้านข้าพเจ้ามักสงสัยว่าทำไมบ้านข้าพเจ้าไม่มีน้ำเย็น
คุณพ่อบอกออกไปว่า
“ก็บ้านเราไม่มีใครกินน้ำเย็นนี่”
แล้วท่านก็ยิ้มส่งขันน้ำที่ไม่เย็นให้แขก
…

บ่ายวันเสาร์ นั่งรถกลับบ้าน ผ่านนา ผ่านคลอง สองฟากฝั่ง แสงอาทิตย์ส่องตกลง สะท้อนเงาในน้ำ
๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๐
วันนี้เป็นวันสุดท้ายของงานหนังสือ หลังจากเมื่อวานสำเร็จเสร็จกิจกรรมวันพบ"ญาติใยแก้ว"แล้ว วันนี้เป็นวันที่ข้าพเจ้าจะได้เดินดูหนังสืออย่างจริงๆจังเสียที(จริงจังกับเขาเป็นด้วยเหรอเรา) จะว่าไปแล้วก่อนจะเริ่มงานหนังสือข้าพเจ้าเองก็ได้มีรายชื่อหนังสือเก่าๆที่เดินหาตามแผงหนังสือปกติไม่ได้แล้ว งานนี้ส่วนใหญ่หนังสือที่ได้กลับไปจึงเป็นหนังสือที่เก่าจริงๆกับหนังสือใหม่ๆที่เพิ่งออกจากเตาอบ หรือหนังสือเล่มใหญ่ที่ได้ราคาพิเศษ

"ถุงผ้า" ที่ได้แถมมาจาก"สารคดี"ใบหนาและโต ข้าพเจ้าตั้งใจว่าทั้งงานจะไม่เอาถุงจากร้านเลยแม้แต่ใบเดียว จะว่าไปแล้วงานหนังสือครั้งนี้ใครๆก็พกถุง(ผ้า) กันมางานทั้งนั้น บางท่านถึงกับเป็นรถเข็นกันเลยก็มี และในแต่ละร้านสำนักพิมพ์ก็ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับเรื่องถุงๆเหล่านี้ไม่น้อย แต่ก็นะการจะได้ถุงผ้าของแต่ละสำนักพิมพ์ไม่ใช่ว่าได้มาง่ายดาย เพราะเหล่าท่านตั้งราคาแจกจ่ายสำหรับถุงผ้าอยู่ที่ตรง"ซื้อสินค้าพันกว่าบาทขึ้นไป"


งานหนังสือคราวหน้าทางผู้จัดงานน่าจะแจกถุง(ผ้า)กันหน้างานไปเลยท่าจะดีครับ เพราะคนๆหนึ่งซื้อหนังสือสำนักพิมพ์หนึ่งซื้อถึงหลักพันได้เนี้ยหนังสือต้องไม่ใช่น้อยๆเลยละ (นอกจากหนังสือแปลของฝรั่งเล่มหนาๆ)

มูลนิธิผู้บริโภค ดูเหมือนจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องถุงเรื่องผ้าเป็นพิเศษ นอกจากหนังสือเอกสารเผยแพร่ความรู้เรื่องโลกร้อนขยะล้นโลกแล้ว ในถุงหรือเสื้อผ้าก็ยังบรรจุความรู้ต่างๆมากมาย นอกจากจะใช้ประโยชน์ในการใส่ข้างของแล้ว ยังสามารถเป็นสื่อเผยแพร่ความรู้ให่ออกไปสู่วงกว้างได้อีก หลังงานหนังสือครั้งนี้เราคงได้เห็นคนโดนถือถุงผ้ากันเยอะขึ้นแน่นอนขอรับ


อันที่แขวนในบูธ "นิ้วกลม"นี่ไม่แน่ใจว่าของสำนักรึเปล่า ทีวีบูรพาก็มีถุง "ฅคน" ขวาสุดถุงของใครเอ่ยให้ทาย….????

สำนักพิมพ์"สามัญชน"ก็มีถุง อะ!!…แต่เป็นถุงของ way ส่วนของสำนัก"อะเดย์" มีถุงนายหัวไม้ขีดกับผองเพื่อนร่วมแนว

เอ่ยถึงสำนักพิมพ์ "สามัญชน" จริงๆแล้วอยากซื้อหลายเล่มแต่เยอะเหลือเกินเลือกไม่ถูก เหลือบไปเห็น"คนตัวเล็ก"ของนักเขียนในดวงใจ กนกพงษ์ สงสมพันธุ์ จึงได้หยิบมาอย่างไม่ลังเล พลิกอ่านดูเรื่องคร่าวๆแล้วมีถึงสามเรื่องที่เคยอ่านมาแล้ว แต่นับโดยรวมแล้วเล่มนี้ถือว่ามีคุ้ม(ในส่วนตัว)อยู่ดี ซื้อเล่มเดียวก็กระไรอยู่ เลยหยิบช่อกระเกดฉบับที่กลับมาเกิดใหม่เล่มที่๔๒ มาด้วย ชอบตรงที่มี"โลกหนังสือ"กลับพวงตามหลังมาด้วย เพราะเวลาไปเดินร้านหนังสือเก่าของดวงกมล ข้าพเจ้าก็ชอบไปยืนอ่าน"โลกหนังสือ"เช่นกัน ที่ไม่ได้ซื้อมาเก็บไว้เพราะว่า อยากให้คนอื่นได้อ่านต่อๆ การกลับมาของโลกหนังสือกับช่อกระเกดครั้งนี้นับว่ายอดเยี่ยมจริงๆ

ผ่านสำนักพิมพ์สามัญชนไปเดินไปเรื่อยเปื่อย มองหาถ่ายแต่ถุงจนมาเจอบุธของสำนักพิมพ์"เกี้ยว-เกล้า พิมพการ" เห็นอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์กำลังนั่งเซ็นหนังสือกับถ่ายรูปกับน้องๆน่ารักมาก บูธนี้สังเกตุดีๆครับ "ฝีมือล้วนๆ" หมายถือว่าเป็นการเขียนภาพด้วยมือล้วนๆ ตัวหนังสือภาพต่างๆหาได้มีการพิมพ์โดยคอมพิวเตอร์แต่อย่าใด หากมีการจัดอันดับบูธในดวงใจแล้วละก็บูธนี้ข้าพเจ้าให้ที่หนึ่งไปเลยขอรับ ชอบมากๆ (ชอบที่สุดทุกเล่ม๗๐ แหะๆ)

ผ่านพ้นบูธของอาจารย์เนาว์ ข้าพเจ้าแวะบูธโอเพนอยู่พักหนึ่ง เล็งหนังสือบางเล่มอยู่นาน ด้วยเล่มหนาใหญ่เลยขอเดินผ่านไปทำใจที่บูธของ"มติชน"อีกฮอลหนึ่งดีกว่า เพราะมีเป้าหมายที่หนังสือสองเล่มที่นี่อยู่แล้ว เดินไปถึงบูธมติชน ไม่มองเล่มอื่นเลย เดินดิ่ว(ขั้นกว่าของดิ่ง) ไปหาโซนนิยายแปลเลย
แล้วก็ได้มาสมใจอยาก หนังสือของนักเขียนระดับศาสดาเบสต์เซลเลอร์(คุณปรายเขาว่างั้น) ที่ต้องหามาอ่านก็เพราะว่าหนังสือนี้เป็นหนังสือชุดไตรภาค ไอ้ข้าพเจ้ามันดั้นเสือกไปอ่านเล่มจบเสียก่อน(A Wild Sheep Chase แกะรอยแกะดาว) อ่านจบเพิ่งรู้ว่าเอ้าๆ… เขามีกันสามเล่มนี่หว่าเฮ้ย เลยต้องหาอีกสองเล่มมาอ่านให้หายข้องใจ
สดับลมขับขาน (hear the wind sing) และ พินบอล(pinball)เป็นเรื่องราวของตัวละครที่เรียกตัวเองว่า"ผม"(ไม่มีชื่อ)และเพื่อนที่ชื่อ"มุกสิก" สำหรับข้าพเจ้าแล้วงานเขียนของฮารูกิ มูราคามิ เหมือนแฟชั่นในโลกหนังสือที่วูบไหวในช่วงหนึ่งเท่านั้น หากแต่การวูบไหวครั้งนี้สามารถสะเทือนกระบวนความคิดของนักเขียนและนักอ่านรุ่นหลังอย่างหนักหน่วง ในวรรณกรรมของฮารูกิบรรจุเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่มีต่อชีวิต เป็นคำถามที่ใช้ถมความว่างเปล่าที่อยู่ในตัวเรา บางคำถามไม่จำเป็นต้องหาคำตอบ(แล้วจะถามทำไมหว่า)
ว่ากันว่าหากใครดูหนังของเป็นเอกหรือของพี่เจ้ยสัตว์ประหลาดแล้วไม่รู้เรื่อง ลองหาหนังสือของ ฮารุกิ มูราคามิ มาอ่านแล้วท่านจะเข้าใจผุ้กำกับทั้งสองท่าน แต่ความเข้าใจในตัวหนังนั้นเป็นเรื่องแล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน ไม่ต้องเสียใจไปที่คุณดูไม่รู้เรื่อง คิดซะว่าเราดีแล้ว แต่ยังดีไม่พอสำหรับการเป็นอัจฉริยะข้ามคลอง
ออกมาจากบูธมติชนข้าพเจ้าเดินเลาะเข้าไปโซน "ร้านหนังสือเก่า" ไปที่ร้านหัวมุมสุดโน้น…ร้านเดิมที่เมื่อปีที่แล้วไปซื้องานเขียนของ อ.สุวินัย มานั่งอ่านข้ามปี ปีนี้มีหนังสือเก่าๆแต่ยังไม่แก่มากมาวางเมไปหมด เลือกเอาเฉพาะเล่มบางๆมาอ่านดีกว่า ได้ของท่านพญามังกรโบราณโกวเล้งมาสองเล่ม เป็นผลงานการแปลของ ว.ณ เมืองลุง ทั้งสองเล่ม ระยะหลังมานี้ตั้งแต่ที่ข้าพเจ้าอ่าน"ดาบจอมภพ" "เหยี่ยวเดือนเก้า" "จอมดาบหิมะแดง" อันเป็นงานแปลของท่าน ว.ณ เมืองลุงทั้งสิ้น ทำให้ติดใจในสำนวนของท่าน (ท่าน น.นพรัตน์จะน้อยใจมะเนี้ย แหะๆ)
สำนวน ว.ณ เมืองลุงนั้น สั้น กระชับ ลึกซึ้ง ได้"กระบี่อมตะ" กับ "ไม่มีน้ำตาวีรบุรุษ" คงทำให้ข้าพเจ้าหายคิดถึงสำนวนท่าน ว. ณ เมืองลุงไปอีกสักระยะ เพราะงานแปลของท่านนั้น ต้องไปหาตามร้านขายหนังสือเก่าถึงจะเจอ ที่พิมพ์ออกมาใหม่ๆก็เริ่มมีแล้ว แต่น้อยเหลือเกิน
"กระบี่อยู่ในฝักเก่าคร่ำครา ต้องคมกริบจนน่าสพรึงกลัว เนื่องเพราะมันคือกระบี่น่ากลัวที่สุดในบู๊ลิ๊มยุคนี้"
อีกเล่มถัดมาเป็นหนังสือของ เฮอร์มานน์ เฮสเส "เกมลูกแก้ว" เคยมีพี่ในบล็อกแนะนำไว้ ทีแรกเจอความหนาของหนังสือเล่นเอาหงายหลังไปเหมือนกัน แต่พอเห็นราคาแล้วโอ่ซซซ…. ซื้อเก็บไว้ก่อนก็ไม่เสียหลายนะนายแฮป (ฮึๆ คำรามในใจ) ยิ่งเป็นผลงานการแปลของคุณสดใสแล้วละก็ ไม่ต้องมีอะไรมารับรองเลยละขอรับ
งานเขียนของเฮอร์มานน์ เฮสเส ส่วนมากเป็นเรื่องราวการเดินทางครุ่นคิดภายในห้วงจิตใจของตัวเอง ตัวละครส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีบทสนทนามากนัก เพราะส่วนมากคุยกับตัวเองตลอด ถามเองตอบเองเถียงเอง ราวกับว่าจิตใจหรือพื้นที่ภายส่วนของความคิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้เขียนได้นำพาให้เราเดินทางเข้าไปพบ เหมือนอย่างเรื่อง "ท่องตะวันออก" แม้ชื่อเรื่องจะทำให้นึกถึงการท่องเที่ยวเดินทาง แต่เนื้อหาภายในกลับหาได้เป็นเช่นนั้นเลย อะ…ชักบ้าน้ำลาย ข้าพเจ้าจึงรีบออกจากโซนหนังสือเก่าโดยพลัน หันหัวไปทางบูธของ"โอเพนอีกที
ที่ยืนเล็งไว้ก่อนที่จะจากไปบูธมติชนคือ "พุทธบูรณา(ชีวประวัติ) พุทธทาส(ฉบับท่าพระจันทร์)" ของอาจารย์ สุวินัย ภรณวลัย หลายคนที่รู้จักข้าพเจ้าจะทราบดีว่าข้าพเจ้านับเป็นแฟนพันธุ์ทางของงานเขียนท่านอาจารย์สุวินัยมาโดยตลอด
หนังสือเล่มแรกที่ข้าพเจ้าได้อ่านงานเขียนของอาจารย์คือ "มูซาชิ" (ฉบับท่าพระจันทร์) และหลังจากนั้นก็รวมบทความต่างๆของอาจารย์ที่รวบรวมเป็นเล่มๆก็ตามหามาอ่านโดยตลอด ที่ต้องคารวะอาจารย์เพราะท่านสามารถอรรถอธิบายเรื่องราวที่ลึกซึ้งซับซ้อนในกระบวนการทางจิตวิญญาณให้สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น มีการเชื่อมโยงเรื่องราวหลายๆฐานความคิดมาผนวกกันจนเกิดเป็นการ "บูรณาการ" อย่างที่ท่านอาจารย์ได้ใช้คำนี้อยู่บ่อยๆ
ส่วนหนังสือของท่านอาจารย์พุทธทาสนั้นนับเป็นเล่มที่สองในหมวดหนังสือธรรมะที่ข้าพเจ้าเริ่มอ่าน ก่อนหน้านั้นอ่านงานของท่าน ว. วัชรเมธี ธรรมะดับร้อนเห็นท่านมักเอ่ยถึงท่านอาจารย์พุทธทาส ข้าพเจ้าเลยได้อ่านงานของท่านพุทธทาสตามมาภายหลัง โดยเริ่มจาก "คู่มือมนุษย์" ซึ่งหนังสือเล่มนี้นับเป็นคัมภีร์ประจำใจของข้าพเจ้าอีกเล่มเช่นกัน
สืบเนื่องจากข้าพเจ้าเคยลองแนะนำให้เพื่อนหลายคนได้อ่านงานของท่านพุทธทาสแล้ว เสียงตอบกลับมาว่าอ่านยาก เมื่อข้าพเจ้าลองได้อ่านงานเขียนของอาจารย์สุวินัยเล่มนี้แล้ว อยากให้ใครก็ตามที่เคยอ่านงานของท่านพุทธทาสแล้วไม่เข้าใจ ลองได้อ่านเล่มนี้ดู เล่มนี้ออกจะหนาไปสักหน่อย(จริงๆแล้วหนามากๆ) แต่อย่าห่วงเรื่องความหนาครับ ข้าพเจ้าอ่านคืนเดียวรวดจบไปแล้วร้อยกว่าหน้า สำนวนการเขียนของอาจารย์สุวินัยนั้น เรียบเรียงร้อยเรื่องราวได้กระชับและเข้าใจง่ายได้ใจความอย่างที่สุด
ส่วนอีกเล่มที่ติดพ่วงมาด้วยคือ MURAKAMI ศาสดาเบสต์เซลเลอร์ อ่านไปบ้างแล้วบางส่วนจึงเห็นว่า คำโปรยที่ว่า"เขียนยังไงให้ขายดี" เห็นจะไม่เหมาะกับเนื้อหาหนังสือภายในเท่าไรนัก เพราะในเนื้อหาหนังสือว่าด้วยเรื่อง"ทำไมถึงเขียนอย่างนี้ อย่างนั้น" ที่หยิบหนังสือเล่มนี้มาก็เพราะข้าพเจ้าเองอยากรู้ว่าทำไม ฮารุกิ จึงเขียนแบบนั้นแบบนี้? คิดอะไรอยู่? แต่คำโปรยที่ว่าคงเรียกความสนใจของคนอยากเป็น"นักเขียน"ได้พอดู ส่วนข้าพเจ้าชอบความคิดประหลาดๆแปลกๆของผู้เขียนเลยสนใจหนังสือเล่มนี้ อาจเพราะเป็นคนแปลกๆเหมือนด้วยกระมังครับ
พ้นจากบูธโอเพนเล่นเอาข้าพเจ้ากระเป๋าเบาไปใจหาย แต่กระเป๋าผ้าเริ่มหนักขึ้นด้วยจำนวนหนังสือที่อยู่ภายใน แต่ก็ยังคงเดินต่อไปด้วยหนังสือที่หมายไว้นั้นยังไม่บรรลุ ข้าพเจ้าขอยืมแผนที่ของงานจากน้องแว่นที่ยืนอยู่ข้างบูธทีวีบูรพา ขอดูแวบเดียว ข้าพเจ้ากำลังขอบูธของ "มูลนิธิโกมล คีมทอง" หนังสือที่เล็งไว้ความจริงอ่านจบหมดแล้วเพียงแต่โดนมือดีแฮบหายไป กับอีกชุดหนึ่งเคยขอยืมเพื่อนมาอ่านแล้วเขาเอากลับไป เลยอยากหามาเก็บเอาไว้
ชุดแรกมีสามเล่ม "วิถีธรรมชาติ" มาซาโนบุฟูกูโอกะ เขียนจากประสบการณ์การเดินทางท่องทวีปตะวันตกเพื่อบรรยายตามมหาลัยต่างที่น่าสนใจคือท่านได้วิเคราะห์พื้นที่ทางอีสานของประเทศไทยด้วย อีกหนึ่งเล่ม "ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว" หนังสือทั้งสองชุดนี้อย่าได้เข้าใจว่าเป็นหนังสือวิชาการเกี่ยวกับการเกษตรเพาะปลูกเลยเชียว ออกจะเป็นแนวปรัชญาเสียด้วยซ้ำ ในเรื่องกระบวนการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดและการอยู่ร่วมและเข้าใจธรรมชาติ ไม่ใช่เกษตรกรก็อ่านได้ครับ
ก่อนจะกลับแวะไปที่บูธของพี่ตูนอีกหน รับหนังสือกำลังภายในแนวแฟนตาซี"ศาสตราอาถรรพณ์"ของนักเขียนไทยรุ่นใหม่ไฟแรง อุกเงียว อ่านแล้วได้เรื่องยังไงจะส่งข่าวอีกทีครับผม
ก่อนกลับผ่านกองถุงหนังสือบริจาคแล้วชื่นใจ ใครๆที่ว่ามีเรื่องราวข่าวไม่ดีพักนี้ หากได้มองเห็นเรื่องดีที่มีคนแบ่งปันสิ่งดีๆให้กันและกันในงานนี้ จะพบว่าเรื่องดีๆก็ยังมีอยู่เหมือนกัน
งานหนังสือครั้งนี้ นอกจากได้หนังสือแล้วยังได้ความรู้เกี่ยวกับหนังสือผู้คนอีกหลายเรื่อง ในปีหน้าเพียงหวังว่าวงการหนังสือบ้านเราจะมีอะไรใหม่ๆและน่าชื่นใจมากขึ้น หนอนหนังสืออย่างเราๆจะได้มีแรงเดินกันได้ทุกๆปี
ส่วนเรื่องขาจรของหนอนหนังสือครานี้ขอจบสวัสดีบริบูรณ์ด้วยมิตรภาพเช่นเคย
…
edit @ 31 Oct 2007 14:22:28 by oblb9