ประวัติเอกสารสำหรับ ตุลาคม, 2007

กาแฟร้อน : วันที่หยุด

ตุลาคม 24, 2007

บางครั้งก็ต้องคอยดูแลซึ่งกันและกัน คนงานปีนขึ้นไปหยอดยาฆ่ามอดแมลงให้กับต้นมะพร้าว  ได้ลูกมะพร้าวลงมาบ้าง  กินได้บ้างไม่ได้บ้างก็ว่ากันไป

 

หัวใจของทะเลเต้นดัง ซ่า..ซึม.. ซา..

บางทีก็มีฟอง…

ฟ้าสีแดงยามพลบค่ำ

จุดชมวิวที่ยืนถ่ายภาพ มุมเดียวถ่ายทำไมไม่รู้กี่ภาพ น่าแปลกที่แต่ละภาพให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลย

รอยเท้าเล็กๆค่อยจางหายเมื่อน้ำทะเลหอบร่างผ่านมา

บางครั้งคนเราถ้าอยากจะสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เรียนรู้กันและกันอย่างลึกซึ้ง ก็จำต้องปล่อยวางบางสิ่งบางอย่างไว้เบื้องหลัง

edit @ 24 Oct 2007 15:46:59 by oblb9

กาแฟร้อน : ออกเดินทาง

ตุลาคม 20, 2007

 

   ข้าพเจ้ากำลังจะออกเดินทาง   ทุกครั้งที่เริ่มออกเดินทาง ไม่ว่าจะด้วยเพราะการงาน  หรือเป็นเพราะว่าจิตใจภายในผลักดันให้ต้องเปลี่ยนแปลงสถานที่ยืน สถานที่ครุ่นคิด สถานที่มอง ข้าพเจ้ามักคาดหมายเรื่องราวที่กำลังมาถึง กำลังจะผ่านไป   เป็นสิ่งควรค่าจดจำประทับใจจนต้องบันทึกเพื่อจะสามารถระลึกถึงได้ภายหลัง

 

    ความคาดหมายกับความหวังมีความหมายคล้ายกัน แต่ความหวังนั้นดูงดงามกว่า ความหวังที่คิดไว้ไม่ได้ยิ่งใหญ่มากมาย กลับกันนั้นกลับเล็กน้อยบอบบาง เพียงค้นหาความงดงามระหว่างการเคลื่อนตัว และความงามของการสงบนิ่ง

    ความสงบนิ่งและความเคลื่อนไหวคล้ายเป็นสิ่งที่หลอมรวมกัน  ความมีกับความไม่มีหาได้เป็นสิ่งที่แยกขาดกัน แต่เป็นสิ่งเดียวกัน   คงอยู่รวมกันอย่างสมดุลย์   เราไม่อาจหยุดนิ่งเสมอไปและไม่อาจเคลื่อนไหวตลอดเวลา  ระหว่างความเคลื่อนไหวและหยุดนิ่งคือความผสานอ่อนน้อม   ที่สิ่งตรงกันข้ามพึงมีต่อกัน เกิดดินแดนแห่งความผ่อนพัก ณ. ขณะตรงนั้น เป็นเส้นสายของความว่างเปล่าที่เกี่ยวรัดอาการของสองสิ่ง

 

   "ต้นไม้ที่มีรากหยั่งลงดิน มันเคลื่อนที่ไม่ได้  อยู่กับพื้นดิน  ถ้าหากรากไม่ลึกถูกลมพายุพัดก็โค่น  แต่คนเรามีจิตใจ   รากอยู่ที่จิตใจ  ถ้าจิตใจเข่มแข็ง  มีความคิดลึกซึ้ง  เจอปัญหาอะไรก็ไม่ล้ม  ปัญหาต่างๆก็เหมือนลมพายุนั่นเอง"

ศ.ระพี  สาคริก : ราษฏรอาวุโส

 

    ต้นไม่ที่เห็นว่าหยุดนิ่งหาได้หยุดนิ่ง เมื่อลมพัดต้องมวลร่าง เพียงยืดหยุ่นปรับรับกับสภาพการเคลื่อนไหวของสิ่งกระทบโดยมิได้แข็งขืน ก็ยังสามารถคงตัวตนอยู่ท่ามกลางสภาวะเหล่านั้นสืบไป มิได้หักล้มโค่นลงเหมือนต้นไม้ตายซาก  ที่แข็งกระด้างและขาดชีวิตที่อ่อนนิ่งโอนอ่อน เมื่อครั้งต้นไม้เติบใหญ่ขึ่นมา มีลำต้นอันแข็งแรง  เมื่อนั้นลมแผ่วบางที่เคยโถมหาเมื่อครั้งเยาว์วัย ก็มีอาจเปลี่ยนแปลงแนวทางของลำต้นนั้นได้  ด้วยเพราะต้นไม้ต้นนี้ได้เติบโตและมั่นคงแล้วนั่นเอง

  

 

"คุณไม่อาจเปลี่ยนแปลงจุดหมายได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่เปลี่ยนแปลงทิศทางได้"

-จิม รอห์ : จากหนังสือ ฅ.คน เดือยตุลา 2550-

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าคิดเสมอว่า จุดหมายนั่นคงเดิม แต่วิธีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เอาละได้เวลาเดินทางเสียที

กาแฟร้อน : โลกใบเล็ก

ตุลาคม 11, 2007

ก่อนที่เม็ดฝนจะทิ้งลงถี่และหนักยามเช้า

ข้าพเจ้าตื่นเช้ากว่าทุกครั้งที่อยู่ในเมือง อาจเพราะอาทิตย์ที่ผ่านมาเกือบทั้งอาทิตย์ มีเหตุจำเป็นให้ต้องตื่นแต่เช้าเป็นเวลาติดๆกันหลายๆวัน จะว่าไปแล้วก็ตลอดอาทิตย์เลยละที่เป็นแบบนี้ หากนับตั้งแต่วันอังคารที่แล้ว

จะว่าไปการตื่นแต่เช้าก็ทำให้เราได้พบได้เห็นโลกในอีกมุม เป็นโลกเล็กๆที่ซ้อนทับกับโลกใบหม่น โลกที่คนเร่งรีบและเคร่งเครียด

แมลงตัวเล็กออกมาดื่มซับน้ำฝนที่หยดค้างไว้แต่เมื่อคืนวาน ข้าพเจ้ามองมันอย่างสงบ มันยังคงดื่มซับความเย็นสงบยามเช้าอย่างเชื่องช้า ราวกับโลกหยุดนิ่งให้กับภาระกิจยามเช้าครั้งนี้

กลีบของปลีกล้วยที่ร่วงหล่นพื้น ยามเช้าสะอาดและสำแดงสีสันอันสดแดงของมันอย่างเต็มที่ ด้วยน้ำฝนเมื่อคืนได้ชำระล้างฝุ่นผงที่คลุมเกาะจนเห็นเป็นสีหม่นหมอง อากาศยามเช้าสะอาดสะท้อนวาววับในกระจกน้ำเล็กๆที่ปลีกล้วยได้โอบอุ้มไว้ ธรรมชาติชำระและดูแลซึ่งกันและกันเสมอ

ยอดอ่อนของพืชพันธุ์เลื้อยงอนโค้งอ่อนหวาน อ่อนโยนและไม่อนาทรทุกข์ร้อนต่อความแข็งกระด้างของม่านเมือง มองแล้วให้นึกถึงจิตกรรมงานเขียนลวดลายของคนโบราณกาล ธรรมชาติเมื่ออ่อนหวานโอนไหวถึงเพียงนี้ สมควรแล้วที่สามารถบันดาลใจผู้คนให้สร้างสรรค์งานศิลปอันงดงาม

มองให้ละเอียดลงไปจึงยิ่งพบเห็นความงดงามที่ไม่ต้องมีทฤษฎีบทไหนมาเสริมสร้างนิยามให้กับธรรมชาติ ภาพที่เห็นตรงหน้าหยุดการเคลื่อนตัวของจิตใจที่มักชอบเคลื่อนไหวไปนั่นนี่ ไม่สงบไม่ดับสงัดด้วยความนิ่งเสียที

ภาพยามเช้าเช่นนี้หากได้ลองหยุดมองอย่างสงบจึงพบเห็นโลกใบเล็กที่น่ารักเสมอ และในทุกวันที่พบเจอเรื่องราวเช่นนี้จะพบว่าความรู้สึกที่มีต่อจิตใจเรานั้นคล้ายกำเนิดเกิดใหม่อยู่ทุกวี่วัน

เมื่อเดินทางถึงที่ทำงาน ข้าพเจ้าต้องแปลกใจเมื่อพบว่า เข็มสนที่ตอกเป็นแนวกันดิน มียอดใบเล็กๆผลิแตกออกมา เข็มสนที่ถูกตัดมานัยหนึ่งอาจเรียกว่าได้ตายดับลงแล้ว แต่เมื่ออยู่ในสภาพพร้อมแก่การกำเนิด สิ่งที่ดับแล้วกลับซุกซ่อนพลังชีวิตเล็กๆไว้ เพื่อจะได้กำเนิดเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา

จิตใจคนเราเมื่อหม่นหมองก็คล้ายต้นไม้ตายซาก หากแต่พลังชีวิตเล็กๆในจิตใจมิได้ตายจาก หากได้น้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ แร่ธาตุที่สมบูรณ์เหมาะ พร้อมด้วยการโอบอุ่มดูแลจากธรรมชาติและบ่มเพาะด้วยเวลา จิตที่หม่นหมองย่อมผลิบาน แลกำเนิดเกิดใหม่ได้อีกคราอย่างแน่นอน

ยิ้มรับอรุณให้กับโลกใบเล็กยามเช้า

ด้วยมิตรภาพเช่นเคยขอรับ

ขลานาคิม (๒) : ขนนกกับดอกหญ้า

ตุลาคม 11, 2007

ขลายิ้มจนดวงตาแทบปิดสนิท แก้มของเธอปริความสุขอย่างเห็นได้ ลมโชยเบาๆหอบเอาความเย็นของสายน้ำผ่านเข้ามาทักทายเด็กทั้งสอง ขนนกบางเบาลอยไหวมาตามลม ติดที่ชายผมของขลา นาคิมมองที่เรือนผมของขลา มือน้อยๆค่อยๆหยิบขนนกนั้นอย่างถนอม ขณะที่มองหน้าขลา นาคิมมีความรู้สึกเหมือนส่องกระจกมองตัวเอง หากแต่เป็นเงาสะท้อนที่อ่อนโยน

“อะไร??” ขลาถาม
“ขนนก” นาคิมตอบมือข้างที่ถือขนนกยกขึ้นเพื่อให้เห็น

“นกอะไร??” เด็กหญิงถามต่อ
“ไม่รู้สิ??..แต่เป็นขนนกแน่ๆ” นาคิมเพ่งมองขนนกในมือ ทำสีหน้าครุ่นคิด

“โกลด์มุนด์.. “

“หือ..อะไรนะขลา”
“ใช่แล้วขลานึกถึงโกลด์มุนด์”

เด็กหญิงหยิบหนังสือข้างกายขึ้น นิ้วเล็กน่าชังชี้ไปที่ใบหน้าคนในหนังสือ เป็นใบหน้าของชายหนุ่มรูปงามในดวงตาเป็นสีฟ้าสดใสหากแต่เมื่อรวมกับองค์ประกอบอื่นในใบหน้ากลับมองดูเศร้าซึม

“หนังสือของพ่อนี่” นาคิมเอ่ย
“ขลาหยิบมาอ่านเมื่อเช้า … แต่ยังอ่านไม่จบหรอก นาคิมอ่านแล้วสิ”

นาคิมมองหนังสือไม่พูดอะไรต่อ สักครู่จึงเบือนหน้าออกไปข้างนอกเป่าลมหายใจใส่ขนนกในมือ ขนนกเป็นอิสระในทันที มันลอยไปตามสายลมด้านนอก สายตาของเด็กหนุ่มจับไปที่อาการของขนนกตลอดเวลาที่ยังอยู่ในระยะที่มองเห็น

‘ขลาคงหมายถึงชีวิตของโกลด์มุนด์ล่องลอยไปเหมือนขนนกที่ต้องลม’

นาคิมคิดขณะเป่าลมออกจากปาก ส่งให้ขนนกลอยไปไกลออกไปกว่าเก่า แต่สายลมตีม้วนเข้ามาภายในเรือนไม้อีกหน ขนนกปลิววนอยู่ตรงเด็กหนุ่มไม่ไปไหน ลอยอย่างเชื่องช้าตามแต่มวลลมจะหนุนพาไป โกลด์มุนด์ก็เป็นเช่นนั้น เป็นเหมือนขนนก

ชีวิตตัวละครตัวนี้เป็นเหมือนขนนกที่เดินทางไปอย่างไร้ความหมาย ไร้จุดหมาย เพียงอาศัยเรี่ยวแรงของธรรมชาติผลักดัน ทั้งพลังธรรมชาติภายในตัวเองและการเคลื่อนไหวของสภาวะธรรมชาติภายนอก เหมือนกันคนที่เพิ่งโดนปลุกขึ้นมาจากการหลับฝัน

ด้วยเพราะเดิมทีนั้น โกลด์มุนด์นั้นเป็นเหมือนผู้คนที่หลับไหลอยู่ภายใต้เปลือก เปลือกที่ผู้เป็นพ่อได้ห่อหุ้มความคิดในการใช้ชีวิตแก่โกลด์มุนด์ เขาเดินเข้าสู่เส้นทางของนักบวช เหล่าผู้ปฏิบัติพร้อมสำหรับการรับใช้พระผู้เป็นเจ้า ด้วยเปลือกที่ผู้เป็นพ่อสร้างขึ้น

คิดถึงตอนนี้นาคิมรู้สึกเห็นใจโกลด์มุนด์ไม่น้อยเหมือนกัน เด็กๆมักโดนสร้างเปลือกบางๆห่อหุ้มความคิดจินตนาการอยู่เสมอ พวกเขา(ผู้ใหญ่)จับเด็กๆแต่งตัวแต่งหน้าทาสีต่างๆด้วยความพึงพอใจราวกับกำลังสนุกสนานกับของเล่นที่เติบโตได้ นาคิมคิดว่าคงมีแต่ลูกของมนุษย์เท่านั้นที่ถูกกระทำแบบนี้ การปรุงแต่ง การแต่งแต้มประดับประดาอันเกินสาระของการมีชีวิต

ครั้งหนึ่งนาคิมเคยเฝ้ามองแม่ไก่สอนลูกเจี๊ยบจิกกินหาอาหารพวกมันสอนลูกน้อยเพียงเท่านั้น สอนการหาอาหารและการทำร่างกายให้สะอาดหาที่หลับนอนที่ปลอดภัย พวกมันสอนลูกๆเพียงเท่านั้นจริงๆ แน่ละคนเรา มนุษย์เราต้องการมากกว่าอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต การยอมรับ ความโดดเด่น ชัยชนะ เหล่านี้ล้วนเป็นความกระหายที่มนุษย์ต้องการ และสร้างปัญหาไม่น้อยในการจัดการความกระหายที่มากเกินพอดี

ความกระหายหิวทำให้เรารู้ว่าร่างกายต้องการอาหาร แต่หากเราไม่สามารถความคุมความกระหายนั้นได้ ปัญหาก็จะตามมาภายหลัง เด็กมักเป็นภาพจำลองความกระหายที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้นเสมอ

ความคิดของนาคิมหนักอึ้งขึ้น สีหน้าและแววตาหม่นหมอง เขาหันไปมองขลาที่นั่งสงบอยู่ข้างกาย ยื่นมือออกจับกุมไปที่ขาข้างหนึ่งของขลา อย่างถนอมและอ่อนโยน ขาทั้งสองข้างของขลาลีบแห้งไร้กล้ามเนื้อ ความผิดพลาดของร่างกายคือเปลือกชั้นแรกที่ยึดอิสระภาพของผู้คนจากความสะดวกสบายอันเป็นธรรมดาพื้นฐานที่มนุษย์พึงมี เรือนไม้หลังนี้ก็เหมือนเปลือกอีกชั้นหนึ่ง เปลือกที่ห่อหุ้มขลาไว้กับโลกภายนอก

“ขลาอยากออกไปข้างนอกบ้างรึเปล่า…ขลาอยากเป็นเหมือนขนนกรึเปล่า” นาคิมพูดแผ่วเบา เสียงของเด็กหนุ่มเครือสั่น
“นาคิมไม่ไหวหรอก นาคิมต้องทำงานทุกวัน ไหนจะต้องเรียน ขลาไม่อยากให้นาคิมลำบาก”

ขลามองหน้าของนาคิม เธอมีรอยยิ้มบนใบหน้าเสมอ เด็กหญิงเพียงกุมมือนาคิมแบบหลวมๆ ส่งความอบอุ่นผ่านช่องว่างนั้น นาคิมยิ้มตอบ

oct-01.jpg

“นาคิม.. ขลาอยากเป็นเหมือนดอกหญ้ามากกว่า” ขลายิ้มขณะพูดต่อ

เมื่อขลาหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ถึงตอนนั้นขลารู้สึกเหมือนตัวเองได้เดินทางไปยังที่แปลกใหม่ ที่ซึ่งแม้แต่พาหนะใดในโลกก็ไม่อาจนำไปถึงได้ คงมีแต่หนังสือเท่านั้นที่ให้ขลาได้อาศัยเดินทางไปยังที่ต่างๆ เมื่อเดินทางได้ระยะหนึ่งจึงพบว่าตัวเองได้เป็นคล้ายดั่งดอกหญ้าที่พบเจอผืนดินอันอุดม ได้ชุบเลี้ยงจิตใจให้เติบโตขึ้นเป็นต้นหญ้าอ่อนไหว ได้งดงามสดใสอีกครา

นาคิมนิ่งฟังน้องสาว ดวงตามีประกาย

“นาคิม.. ทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือจบคล้ายกับว่าเราได้เติบใหญ่พร้อมจะผลิดอกหญ้ารวงใหม่เสมอ” ขลานิ่งสักครู่จึงกล่าวต่อ

“เมื่อขลาหยิบหนึ่งสือเล่มใหม่อีกเล่มขึ้นอ่าน เมื่อนั้นขลาก็เหมือนกับดอกหญ้าที่ต้องลม และพร้อมจะเดินทางครั้งใหม่อีกหน”

“นาคิม.. ขลาอยากเดินทางต่อ พี่ช่วยขลาได้มั้ย”

ขลาพูดขณะที่มือหนึ่งหยิบหนังสือขึ้นส่งให้กับผู้เป็นพี่ชาย นาคิมรับหนังสือมาคลี่ออกตรงที่มีที่คั่นหนังสือพอดี นาคิมค่อยๆอ่านอย่างเชื่องช้าและนุ่มนวล ขลาหลับตาลงหลังเอนพักตรงข้างเสาเรือน รอยยิ้มที่มุมปากสดใสคล้ายกำลังรื่นรมณ์ไปกับการเดินทางครั้งใหม่