ประวัติเอกสารสำหรับ กันยายน, 2007

กาแฟเย็น : ต้มยำกุ้ง

กันยายน 26, 2007

หลังเลิกงานเมื่อคืนฝนตกพอดิบดี

พวกเราหลายคนยืนตากฝน บางคนมีร่มบางคนใช้สมุดหนังสือแทนร่ม บางคนเพียงฝ่ามือเดียวก็เพียงพอ รถเมล์รถยนต์ทั้งส่วนตัวและไม่ส่วนตัววิ่งกันเร็วบ้างช้าบ้างแล้วแต่ความเร่งรีบของแต่ละคน

ฝนยังตกแบบอ้อยอิ่งราวกับว่ามีเวลาถมเถที่จะเล่นสนุกกับชาวโลก

ฟิ้ว))) เฟี้ยว))) ฟ้าว)))

น้ำนองตรงพื้นถูกกรีดด้วยล้อรถยนต์ รุ่นที่รีดน้ำดีนั่นละ เยี่ยม ทรงตัวดีสุดยอดทำให้รถ
วิ่ง(แล่น)ไปอย่างนิ่งเฉย คนขับก็เฉย “ใครว่าความความสงบต้องหยุดนิ่ง”

ที่โฆษณาไว้ท่าจะจริง ข้างนอกเคลื่อนไหวข้างในหยุดนิ่ง นิ่งจนเฉยชา น้ำถูกกรีดขึ้นลอนของมันบางสวยเชียว สะท้อนกับไฟทางยิ่งดูงดงามอย่างประหลาด กลิ่นเหม็นคละกันไปทั้งกลิ่นไหม้ของหน้ายางและเศษอาหารรายทาง ช่างน่ารักจริงๆ

วินาทีนั้นนึกถึงเรื่องสั้นของวินทร์เลียววาริน “ฝนตกขึ้นฟ้า” แต่นี้บ้างขึ้นฟ้า
ไปไม่รอดก็ตกลงมา บ้างตกมาจากด้านข้าง

คนยืนริมทางต้องมีสติ มีสมาธิและตาไว และต้องเคลื่อนไหวคล่อง พวกเราหลายคนหลบไม่พ้น มองโลกในแง่ดี มีคนผ่านไปมาหลายคันไม่เห็นขับไว คนต่อไปไม่รู้ทำไม เกิดอยากลองเครื่องเหยียบให้สะใจ สมใจเขาเลย ลอนน้ำตีขึ้นเป็นวงสวย สวยเหลือเกิน กลิ่นประหลาดพาดผ่าน พร้อมม่านน้ำอาบกาย

คนที่หนึ่งร้องว่า “แอ็ปเปิ้ล”

คนที่สองร้องว่า “มะละกอ”

คนที่สามร้องว่า “กล้วย”

ข้าพเจ้าคนที่สี่ หันมองไฟท้ายรถตามไป หันกลับมา มองเห็นคนทั้งสามยืนมองข้าพเจ้า เขาคงรอว่าข้าพเจ้าจะพูดอะไร

“ต้มยำกุ้ง”

กลับถึงห้องอาบน้ำชำระร่างกายแล้วก็หายเหม็น ความโกรธความเกลียดก็คงเหมือนกับโคลนเหม็นนี่ละมั้ง คนบางคนสร้างความเหม็นไว้ให้กับคนอื่นโดยที่ไม่รู้สึกรู้สาเลยเสียด้วย

คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ ไม่เพียงแค่โลงศพ ความเกลียดความโกรธก็อยู่ในเรื่องราวเดียวกัน พระท่านว่า ความโกรธความเกลียดเหมือนต้นไม้ โกรธบ่อยๆเกลียดบ่อยๆก็เหมือนคอยรดน้ำใส่ปุ๋ยมันอยู่ร่ำไป ไม่รดน้ำมันก็เหี่ยวแห้ง จะให้ตายไปเลยคงยาก แต่ถ้าให้มันเติบใหญ่เท่าไร ต้นไม้ความโกรธนั้นยิ่งจะทำให้เราไม่เหลือพื้นที่สำหรับปลูกต้นไม้อันดีงามชนิดอื่นอีก เพราะความโกรธ

อ้อ..ต้นความโกรธความเกลียดกินพื้นที่เพาะปลูกไปซะหมดแล้ว

กลับถึงห้องอาบน้ำเย็นๆละลายความโกรธความเกลียดที่เติบโตนั้น แล้วยืนรับลมหนาวเย็นที่โชยมาละใบหน้า ยิ้มเล็กน้อยให้กับดวงจันทรแม้มันจะมีเพียงครึ่งดวงหรือเต็มดวง พอฝนเลิกตกฟ้าก็สะอาดปลอดโปร่ง เหมือนใจของเรา เหมือนท้องฟ้าที่กว้างใหญ่มีพื้นที่ให้ใส่อะไรลงไปมากมาย มากน้อยแล้วแต่จินตนาการจะไปถึง

หลับไปอย่างมีความสุข ตื่นเช้ามาส่งยิ้มให้พระอาทิตย์ ทักทายว่าท่านช่างขยันและตรงเวลาไม่เคยผิดพลาดในการทำงานหน้าที่ ชำระความงัวเงียของมนต์อุจจาระดวงตาเดินออกมาแล้วจึงพบว่า

เมล็ดพันธุ์ที่เมฆฝนบนท้องฟ้าหว่านไว้เมื่อคืนที่ผ่านมานั้น งดงามเหลือเกิน..

บันทึกเมื่อ ๒๕ / กันยายน / พศ. ๒๕๕๐

กาแฟเย็น(ๆ): ตามหลังพี่ใหญ่

กันยายน 26, 2007

มนุษย์ไม่เคยละทิ้งความรัก และความเกลียดชังตราบเท่าที่ชีวิตของพวกเขายังมีลมหายใจอยู่ ลูกคลื่นแห่งอารมณ์พัดมาแล้วพัดไป ตามการผันเปลี่ยนของกาลเวลา

ตลอดชีวิตของมูซาชิมีคนโกรธแค้นในชัยชนะของเขา และประณามการกระทำของเขาในวันนั้น(วันที่ประลองฝีมือกับซาซากิโคยิโร่)

โลกนี้เต็มไปด้วย เสียงต่างๆนานา พวกปลาเล็กปลาน้อยจะปล่อยตัวเองไปตามกระแส เริงร่าร้องเพลง ระริกระรี่ไปตามกระแสคลื่น ที่มีขึ้นมีลง แต่จะมีใครบ้างที่รู้ซึ้งถึงหัวอกของน้ำที่อยู่ลึกใต้ทะเล หนึ่งร้อยเซียะนั้น? จะมีใครบ้างบ้างที่ล่วงรู้ถึงความลึกล้ำของมัน?

-โยชิคาว่า เอญิ/ในเรื่องมูซาชิ-

วันนี้เดินถ่ายรูปงานช่วงเย็น เครื่องจักรกำลังทำงาน เราเองก็อยากจะถ่ายขั้นตอนการทำงานตั้งแต่เริ่ม แสงแดดก็ลางลงทุกที แสงน้อยภาพก็เริ่มมืด เครื่องจักรเครื่องหนึ่งจบการทำงาน อีกเครื่องหนึ่งกำลังเดินเครื่องทำงานใหม่อีกจุด กระบวนการที่ยังไม่เคยบันทึกกำลังจะเริ่มขึ้น

ข้าพเจ้ารีบเดินเพื่อไปดักด้านหน้าของเครื่องจักร กลัวว่ากระบวนการนั้นจะไม่ได้บันทึก พื้นทางเดินเต็มไปด้วยเศษหินปูน เศษท่อแตก ดินโคลน ทราย ดินเหนียว ข้าพเจ้าเห็นพื้นทรายราบเรียบและแห้ง ก็รีบกระโดดเข้าไป ด้วยหวังว่าจะอาศัยพื้นทรายเดินผ่านไป วืด…

เท้าข้าพเจ้าจมลงไปเกือบครึ่งแข้ง พี่ที่เดินตามมาร้องทัก “จะบอกอยู่แล้วเชียว”

ข้าพเจ้ากระโดดขึ้นมาจากบ่อโคลน(ที่โบ๊ะหน้าด้วยผิวทราย) โชคดีที่ไม่จมลงไปทั้งตัว โคลนที่อยู่ใต้ทรายติดขึ้นมาเกือบครึ่งขา รีบไปหาน้ำล้างออกเพราะโคลนที่ติดมามีสารเคมีผสมอยู่ เป็นสารเคมีที่คล้ายกับเทียน ใช้รักษาสภาพดินด้านล่างไม่ให้ไหลเข้ามาในหลุมที่กำลังทำการเจาะเข็ม

พวกพี่ๆที่กำลังคุมรถปูนก็หันมาเหลือบมอง ข้าพเจ้าเลยถ่ายแชะเข้าไปอีกรูป พร้อมกับเดินตามคนนำทางคนเดิม โดยที่ข้าพเจ้าจะเดินตามหลังตลอดเวลา ปล่อยให้พี่แกเดินนำหน้า เพราะพี่แกรู้ว่าตรงไหนเหยียบได้ ตรงไหนเหยียบไม่ได้ ใครกำลังทำงานอะไรกันอยู่จะได้ไม่ไปขวางมือขวางเท้าชาวบ้าน

แสงแดดหายไปแล้ว ดวงจันทร์ครึ่งดวงลอยขึ้นมาอวดโฉม เครื่องจักรยังทำงานไปหยุดพัก คนก็เช่นกัน ยังทำงานอยู่ จะว่าไปแล้วคนงานกลับชอบทำงานตอนกลางคืนมากกว่าเพราะไม่ต้องต่อสู้กับแดดร้อนๆตอนกลางวัน ข้าพเจ้าเก็บภาพสุดท้ายก่อนที่ความมืดจะเข้มยิ่งกว่านี้

วันนี้ทำให้ได้คิดอย่างหนึ่งว่า อะไรที่เราเห็นว่าเรียบๆแห้งๆก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นไปตามสิ่งที่สายตามองเห็นเสมอไปแม้แต่กล้องถ่ายรูปยังหลอกลวงเลย ท้องฟ้าก่อนถ่ายเห็นเป็นสีเทาเข้มชัดๆ พอกดถ่ายออกมาไหงมันกลายเป็นสีน้ำเงินไปได้หว่า

มีอะไรที่เราเชื่อได้มั่งหว่า ชักไม่แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่กล่องบันทึกได้อย่างไหนมันเป็นสิ่งแท้กันแน่ แต่ที่แน่ๆเมื่ออยู่ในพื้นพิเศษสมควรเชื่อฟังเจ้าถิ่นไว้ก่อน

คำคมวันนี้

“เดินตามหลังพี่ใหญ่ ไม่ตกบ่อโคลน”

บันทึกเมื่อ ๑๙ /กันยายน/๒๕๕๐

กาแฟเย็น : บางภาพ

กันยายน 26, 2007

บางภาพ ก็เห็นแทบทุกวัน เห็นราวกับว่ามันสลักลงหัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ตอนนอนหลับก็ยังไม่วายเก็บเอาไปฝันนอน

ฝนตกแทบทุกวันเลย ฟ้าสีสันก็ออกจะมัวซัว ประมาณนั้นตลอด มองในแง่ดี คนงานที่ทำงานกลางแดดก็จะได้ไม่ร้อนมาก ความร้อนมักทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง แต่ลงให้ฝนเทลงมาที ก็ต้องรีบหาเครื่องสูบน้ำมาสูบออกกันเร่งด่วน งานก่อสร้างส่วนใต้ดินเนี้ยสนุกเลอะที่สุด

แต่เครื่องจักรที่ทำงานกลางแดดกลางฝนนี่สิ มันอึดเหลือใจ คนเหนื่อยแล้วมันยังคำรามฟ่อๆ จะมีแค่ตอนน้ำมันแห้งละมั้ง ที่มันจะหลับไหล

บางรูป ก็จะเห็นอาทิตย์ละหนละครั้ง คนเราน่าจะมีเพียงสักช่วงเวลาหนึ่งหรอก ที่ได้นั่งทอดมองภาพธรรมชาติ ความสงบนิ่งเรียบร้อยและหอมจางจากธรรมชาติ ว่ากันว่าสีเขียวช่วยทำให้สมองเกิดการพัฒนามาก หมายถึงสร้างให้เกิดความอยากเรียนรู้มาก แต่ถึงไม่มีใครว่า ผมก็ชอบสีเขียวสีต่างๆที่ธรรมชาติแต้มไว้กับโลก สิ่งต่างๆที่ธรรมชาติต่างเพาะหว่านเมล็ดมาช้านาน

เราเป็นคนที่เก็บเกี่ยวอย่างเดียว กระนั้นหรือ

บางวัน ก็เห็นอะไรขวางหูขวางตา น่าทำให้หายไปพ้นๆมุมมอง ฟิ้วๆ เปาลมออกปากเป็นเสียงปืนลม เฟี้ยวๆ เสียงกระสุนลมปะทะสันตึกและมลายหาย “แค่ปืนลมจะทำอะไรได้”(แค่คิดหรอก)

บางมุม ของดอกบัวก็สดสวย ใจหนึ่งไม่อยากให้มันเบ่งบาน ไม่อยากให้มันเติบโต แต่มาคิดๆดู เมื่อดอกบัวบานและเติบโตผลิเมล็กออกมาอีกหลายๆต้น เมื่อนั้นเราก็จะได้เห็นดอกบัวหลายดอก มากกว่าหนึ่งดอกที่เห็นขณะนี้ เกิดใหม่และดับลงเป็นวิธีและวิถีการอยู่รอดของธรรมชาติ

เราเป็นคน เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นเมล็ดผลที่เกิดโตขึ้นจากธรรมชาติเหมือนกัน ทำไมถึงไม่ยอมเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้กันนะ

บางที เมื่อถึงเวลาต้องหยุดจากการพัก พักเรื่องไว้ก่อนเพื่อทำงาน ก็ต้องลืมความหอมหวานของการพักผ่อนไปสักระยะ

เคยอ่านเจอในหนังสือ มีคนเคยบอกว่า “อุปสรรค์ต่างๆคืออุปกรณ์ประกอบการทำงานเสมอ” เมื่อทำงานก็ต้องเจออุปสรรค์ปัญหา เป็นของคู่กัน ตัวติดกันราวกับพี่น้องฝาแฝด

ชีวิตก็เหมือนภาพถ่าย

บางภาพสดสวย บางภาพขรึมเครียด แต่เราก็เลือกไม่ได้หรอกว่าสิ่งที่จะถ่ายได้มันจะเป็นสิ่งสดสวยตลอดเวลา ที่ทำได้ก็เพียง มองหามุมที่งดงามของความขรึมเครียดดูสิ เมื่อพบเห็นสิ่งนั้นได้ อะไรก็งดงามและสดสวย

อ่อ..ไม่สดแต่ก็สวยได้

บันทึกเมื่อ / ๑๓ / กันยายน / ๒๕๕๐

กาแฟร้อน : สุข-ศึกษา

กันยายน 26, 2007

- ชีวิตร้อยปีอย่าให้สูญเปล่า -

ฟ้าดินนั้นมีห้วงยืนยาวนับกัปกัลป์ แต่ร่างกายคนเรานี้ไม่อาจฟื้นคืนได้ ห้วงชีวิตคนเราแค่ร้อยปี แต่วันเวลาช่างผ่านไปเร็วยิ่งนัก

ผู้โชคดีที่ได้เกิดมา พึงตระหนักทั้งความสุขของการมีชีวิตอันสูญเปล่า

- คัมภีร์รากผัก / หงยิ่งหมิง -

..

เย็นวานของวันศุกร์ ที่ออฟฟิตโครงการก่อสร้างของเรามีการตั้งวงลูกชิ้นหมูปิ้งรอบพิเศษ มันเป็นลูกชิ้นหมูล้วนที่ไม่มีสารปลอมปน (ว่ากันมาแบบนั้น) ไม้ละสี่หน่วยได้ ลูกชิ้นสี่หน่วยในราคาห้าบาท น้ำจิ้มไก่ธรรมดา รสชาติหวานเผ็ดผสมกันตามตำรับแม่อะไรก็ว่ากันไป

นึกย้อนไปถึงวันที่กลับบ้านที่ต่างจังหวัด(ป้ากุ้งใช้คำว่าระลึกชาติ)

วันนั้นเป็นอีกวันหนึ่งที่อากาศดี ดีตามอัตภาพ ดีตามฐานะไม่ต้องเสริมแต่ง ได้กินข้าวกับแม่ เวลาเย็นหลังจากการเดินทางข้ามจังหวัดผมก็จะโผล่หัวมาที่บ้าน เกือบทุกครั้งผมไม่ค่อยได้บอกแม่ล่วงหน้าว่าจะกลับบ้าน

อาจเพราะว่ามีหลายครั้งที่บอกว่าจะกลับแต่ก็ไม่ได้กลับ หลังๆมาเลยไม่ได้บอก พอมีเวลาว่างเมื่อใดผมก็เดินทางไปท่ารถ เลือกสักคันที่วิ่งผ่านจังหวัดบ้านเกิด ของอะไรไม่ต้องเตรียม ไปตัวเปล่า ทำไมไม่เตรียมละ?? ก็ผมกลับบ้านนี่ จะเตรียมอะไรไปอีกละ

“กินอะไรมารึยัง??” แทนที่จะบอกว่า “ทำไมกลับมาไม่บอก??”

ไม่รู้สิผมชอบคำถามแรกนะ มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าตอนเช้าเราออกจากบ้านแล้วเรากลับบ้านตอนเย็น และแม่ก็นั่งอ่านหนังสือหรือทำสื่อการสอนเล็กๆน้อยๆตามประสาครูประถม พอเห็นเรายืนอยู่หน้าบ้านแล้วแม่ก็พูดว่า “กินอะไรมารึยัง” “หิวรึเปล่า” แทนที่จะบอกว่า “นึกว่าจำทางกลับบ้านไม่ได้แล้ว” “แม่ต้องฝันไปแน่ๆ ลูกแม่กลับบ้านได้ พระช่วยกล้วยแขก” (ประชดนะครับ)

จบประโยคนั้นแม่ก็จะลุกขึ้นจัดการเก็บข้าวของต่างๆที่วางอยู่ตรงหน้า ผมก็จะเดินเข้าบ้าน จัดการหุงข้าวรอไว้ แม่ก็เดินไปที่ตลาดเล็กๆหน้าบ้าน ซื้อหากับข้าวทั้งแบบสำเร็จและไม่สำเร็จ บางครั้งเราอยู่บ้านกันแค่สองคนแม่ก็จะไม่เข้าครัว เพียงหาซื้ออะไรง่ายๆมากินกันเท่านั้น ที่ทำเองเห็นจะมีแค่ข้าวสวยก็เท่านั้น

วันนั้นแม่ถือลูกชิ้นหมูแบบเดียวกัน แม่ซื้อมาสองสามไม้ แม่วางบนโต๊ะไม้หน้าบ้าน ผมลองเอาออกมากินเล่นหนึ่งไม้

ผมบอกแม่ว่าลูกชิ้นแบบนี้ที่กรุงเทพก็มีขาย แม่บอกว่าซื้อมาไม้ละสองบาท ผมบอกแม่ว่าที่โน้นขายไม้ละห้าบาท แม่ทำตาโตในขณะที่กินลูกชิ้นแม่เหมือนคิดอะไรอยู่หัว จากนั้นวันต่อมาแม่ซื้อใส่ถุงมาให้ผมเยอะเลย ผมตกใจว่าแม่ทำไมซื้อมาเยอะแยะอย่างนี้ แม่ว่า

“ที่นี่มันถูก กินที่นี่เยอะๆจะได้ไม่ต้องไปซื้อกินที่โน่น” แม่ว่าขณะที่เทน้ำจิ้มเผ็ดเปรี้ยวสีเขียวสด

ใจจริงอยากจะบอกแม่ต่อไปว่า บางที่ขายไม้ละเจ็ดบาทเสียด้วยซ้ำ แต่กลัวว่าแม่จะตกใจยิ่งเข้าไปอีก อาจจะออกไปซื้อมาอีกรอบแล้วห่อให้ผมกลับมากินที่กรุงเทพเป็นแน่ (แอบแซวแม่นิดนึง)

ระยะทางจากนครสวรรค์ถึงกรุงเทพทำให้ลูกชิ้นหมูแตกต่างกันถึงสี่ห้าบาทเลยทีเดียว มานึกดูเล่นๆ ไอ้อาหารที่เรากินกันที่เขาเรียกว่าปลอดสารพิษมีอนามัยนั้นราคามักจะสูงหรือแพงกว่าอาหารปกติ หากใครได้เคยอ่านงานเขียนของตาเฒ่าฟู (มาซาโนบุ ฟูกุโอกะ) แล้วต้องนึกขำในใจบ้างแน่ว่า

ทั้งๆที่ต้นทุนการผลิตอาหารพวกนี้ไม่ได้มีสารเคมีอะไรเข้ามาเกี่ยวด้วยซ้ำทำไมราคามันถึงได้แพงกว่าปกติละ ส่วนต่างที่เราต้องจ่ายไปนั้นหายไปอยู่ในกระเป๋าใคร ราคาลำใยหน้าสวนมีตั้งแต่ 8บาทจนถึง 2 บาท ได้ฟังแล้วหดหู่ (แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องบนเนี้ย??)

ราคาที่เพิ่มขึ้นเราจ่ายให้กับความสบายใจว่ามันปลอดสารพิษนะ มันไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพนะ (ว่ากันอย่างนั้น) บางทีเราก็ใช้เงินเพื่อซื้อความสบายใจเสียจนชิน จนลืมว่าความสุขที่ถูกสุขลักษณะนั้น จริงๆแล้วไม่ได้ซับซ้อนยากเย็นเลย ที่บ้านเราก็เป็นแบบนี้ละครับ มีความสุขเล็กๆตามประสา ไม่เรื่องมากกับชีวิต

กลับมาที่กรุงเทพ ในวงสัมนาลูกชิ้นหมูรอบพิเศษ

“พี่เห็นเรากินแล้วดูมีความสุขจริงๆ” พี่เสมียนคนหนึ่งทัก

“อ้าว..มีกินแล้วยังต้องเครียดอะไรอีกละพี่ นี่เวลากิน เอ้าๆ กิน!!” ผมตอบพร้อมยกไม้ลูกชิ้นสอยเม็ดเนื้อที่เสียบบนนั้น

“พี่เห็นบางคนเขาเครียดตลอดเวลา”

ผมอืมม์ไปพักหนึ่ง ผมรู้ว่าพี่เขาหมายถึงใคร

“พอนึกออกนะพี่ ว่าคนที่แบกโลกไว้ตลอดเวลามันเป็นอย่างไง ผมก็เคยแบกไว้เหมือนกัน แต่เดียวนี้ผมเปลี่ยนจากแบกมาเป็นเหยียบมันแล้ว ”

ผมเด็ดเม็ดเนื้อออกอีกลูกเคี้ยวจนแก้มบวม

“มันอยู่ที่มุมมอง และทัศนะคติที่มีต่อสิ่งรอบตัวพี่ถ้าเรายิ้มให้มันมันก็ยิ้มให้เรา”

“คิดนะมันง่ายสิเธอ…”

“อะพี่ไม่รู้..เปลี่ยนความคิดนะง่ายกว่าเปลี่ยนนามสกุลอีกนะพี่”

“ง่ายกว่าตรงไหน” พี่เสมียนบัญชีถาม

“ก็มันไม่ต้องเตรียมเอกสาร ไม่ต้องไปอำเภอนะสิ”

ผมตอบในขณะที่ลูกชิ้นหมูปิ้งถูกเล็ดออกจากไม้เสียบ ผมเคี้ยวลูกชิ้นหมูพร้อมทั้งเคี้ยวความคิดในขณะนั้นด้วยความเอร็ดอร่อยและมีความสุข สุขอย่างถูกสุขลักษณะ และถูกสุขอนามัย

ในใจคิดต่ออีกเล็กน้อย

เปลี่ยนความคิดไม่ต้องรอให้ใครเซ็นรับรองเอกสารด้วยสิ

ฮึๆ ลูกชิ้นวันนั้นอร่อยเหมือนเคย

เรื่องในวงเล็บ (re) : อหิงสา

กันยายน 17, 2007

-๑-

แสงแดดดูเหมือนจะเผาได้แม้กระทั่งเงาของคนเดินถนน

ขบวนเดินเท้าของผู้คนมากมายเดินสวนทางกัน

โดยถูกกั้นขวางระหว่างทางเดินด้วย

ร่องน้ำที่ไม่มีแม้แต่หญ้าสีเขียว

เด็กทารกทนความร้อนไม่ไหวเธอจากไป ในขณะที่น้ำตาผู้เป็นแม่กลายเป็นสีเลือด

น้ำตาของผู้เป็นพ่อไหลรวมเป็นเนื้อเดียวกับหยาดเหงื่อ

“พวกแก!!!”

ก้อนหินที่บรรจุเต็มไปด้วยความโกรธความเกลียดพุ่งเข้าใส่ขบวนฝูงชน
ที่เดินทางอีกฟากหนึ่งของร่องน้ำ

ก้อนที่สอง ก้อนที่สาม ก้อนที่สี่ ตามมา
ร่องน้ำที่ว่างเปล่าตอนนี้ เต็มไปด้วยฝูงชน
อาวุธที่พอจะหาได้ถูกใช้ระบายความเกลียดออกมา

แต่ความเกลียดไม่เคยหมดไป ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิต

เสียงกรีดร้อง ผงฝุ่นตีตลบจนมองไม่เห็นอะไร

ไม่เห็นอะไร…

ไม่เห็น…

-๒-

หลังจากที่อังกฤษประกาศอิสรภาพให้แก่อินเดียในพ.ศ. 2492
ประเทศอินเดียได้แบ่งตัวเองออกเป็นสองประเทศตามหลักการนับถือศาสนา

ธงชาติอังกฤษถูกลดลงจากเสาสองครั้ง แทนที่ด้วยประเทศอินเดียและปากีสถาน
ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศเกิดหลังจากหินก้อนแรกได้ถูกขว้างออกไป

ภาพที่ชาวฮินดู.ซิก.อิสลาม เดินขบวนอย่างสงบ
เพื่อเรียกร้องอิสรภาพจาก สหราชอาณาจักรยังไม่ทันเลือนหาย
ภาพการต่อสู้ระหว่างสองศาสนาก็เข้ามาทาบทับเสียแล้ว…

เล่ากันว่า ในครั้งนั้นชาวฮินดู ที่เดินทางโดยรถไฟ
มาจากปากีสถาน มาที่ลัคเนาว์
จะถูกฆ่าตายหมดทั้งขบวน ส่วนชาวฮินดูก็ได้แก้แค้น โดยฆ่ามุสลิมทุกคน
ที่โดยสารรถไฟ จากลัคเนาว์ไปยังปากีสถาน

จนในที่สุด

มหาตมะคานธี ได้ประท้วงให้ระงับศึก ภายในประเทศ ด้วยการอดอาหาร.
ความกดดันอันนี้ ได้เกิดแก่ชาวฮินดู ที่ไม่สามารถแก้แค้น
มุสลิมได้สมใจ เพราะต้องคำนึงถึง มหาตมะคานธี ซึ่งเป็นชาวฮินดู

-๓-

ดาบของชาวฮินดูถูกทิ้งลงพื้นพร้อมคำสั่งถอนกำลังของปากีสถาน
ชายผู้หนึ่งผ่าฝูงชนเพื่อเข้าพบท่านคานธี

“กิน..กินเข้าไป”

ชายคนนั้นโยนอาหารให้ท่านคานธี ใบหน้าเต็มไปด้วยความเศร้า
ลึกลงไปข้างใน โดนแผดเผาด้วยความเกลียด

“มัน…มัน..มันฆ่าลูกสาวข้า ” …..

เขาทำมือเพื่อบอกความสูงของลูกสาวเขา
น้ำตาไหลลงพื้น

ความรุนแรงจบลงแล้วหรือ

-๔-

30 มกราคม ปี ค.ศ.1984

โมหันทาส กรรมจันทร์ คานธีในวัย 79 ปีเดินฝ่าฝูงชน
ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น
ในสวนแห่งหนึ่งในกรุงนิวเดลี เพื่อไปสวดมนต์

“ปัง!!!”

หลังเสียงปืนจากฮินดูหัวรุนแรงสงบลงพร้อมด้วยชีวิตของมหาบุรุษ
ผู้เปลี่ยนแปลงอินเดีย

ชายผู้เคยอดอาหารแทบตายเพื่อไม่ให้คนใช้ความรุนแรง
ชายผู้เคยเดินเท้า 200 ไมล์เพื่อพาชาวอินเดียไปทำนาเกลือ

ชายที่ใช้ชีวิตอย่างสันโดษเพื่อทำลายความต่างของชนชั้น

-๕-

“ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะเกิดใหม่ แต่ถ้าหากจะต้องเกิดใหม่ข้าพเจ้าก็ขอเกิดเป็นคนใน วรรณะศูทร (วรรณะที่ต่ำต้อยของอินเดีย) ทั้งนี้เพื่อจะได้มีส่วนแบ่งในความทุกข์ยาก โศกเศร้า และเหยียดหยาม ที่พวกเขาเหล่านั้น ได้รับในชีวิต

และเพื่อข้าพเจ้าจะได้ มีความพากเพียรเพื่อปลดปล่อยตนเอง และเขาเหล่านั้น ให้พ้นออกจากสภาพ อันน่าเวทนา ดังกล่าว”

คานธีพูดเช่นนี้ในคืนวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๑
ซึ่งเป็นเวลาไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง
ก่อนที่ท่านจะถูกยิง ถึงแก่กรรม

ขลานาคิม (๑) : นาร์ซิลซัสกับโกล์มุนด์

กันยายน 1, 2007

เมื่อพระอาทิตย์คล้อยตัวอัสดง ลำแดดยามเย็นมักมีสีแดงอบอุ่น เด็กหนุ่มผู้หนึ่งเคลื่อนตัวผ่านทางเดินกรวดแคบๆ สองข้างระหว่างทางเดินขนาบไปด้วยความเขียวของทิวต้นไทรขนาดแคระ ตลอดแนวเห็นเพียงเงาไม้และกิ่งแห้ง มีเพียงหลังคาเรือนโผล่พ้นเป็นไรๆ

เด็กหนุ่มสืบเท้าอย่างเร่งรีบ วกเลี้ยวตามเส้นทางอย่างคล่องแคล่ว ราวกับว่าสามารถหลับตาเดินได้ พ้นแนวไม้จึงพบเห็นเรือนหลังเล็ก ปลูกด้วยไม้ทั้งหลังยกพื้นไม่สูงมากนัก มองรอดออกไปตามช่องใต้ถุนพบว่าเป็นเรือนไม้ปลูกริมแม่น้ำ

ผิวน้ำสะท้อนเงาแดดเป็นประกายระยับจนเด็กหนุ่มต้องหรี่ตา ชานไม้ที่ยื่นออกไปติดริมน้ำยามนี้พบเห็นเด็กหญิงตัวเล็ก เธอพักร่างที่เสาเรือนในตำแหน่งที่เปลี่ยนระดับระหว่างพื้นเรือนกับพื้นชานที่ยื่นออกไปนอกชายคา ถัดจากร่างนั้นมีหนังสือสามสี่เล่มข้างกาย

“ขลา…” เด็กหนุ่มร้องทัก ผู้เป็นเจ้าของนามผละความสนใจจากหนังสือในมือ ยิ้มของเธอสะท้อนในแววตาเด็กหนุ่ม เธอไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวอันใด เพียงยิ้มและสงบร่างอยู่เพียงเท่านั้น จนเมื่อเด็กหนุ่มขึ้นเรือนข้าวของที่พกติดตัวมาถูกวางทิ้งไว้ที่พื้น จากนั้นจึงสืบเท้ามาหาเด็กหญิง

“วันนี้มาเร็วจัง” ผู้เป็นเจ้าของเรือนกล่าวอย่างช้า และชัดเจน
“อืมม์”เด็กหนุ่มตอบขณะทิ้งตัวลงด้านข้าง

ทั้งคู่มองออกไปด้านนอก ในขณะที่พระอาทิตย์กำลังลับแสงหายไปกับขอบภูเขาเบื้องหน้า ถัดจากแม่น้ำเป็นป่าครึ้ม และทิวเขาสลับแนวกันไป ที่ปลายสุดสายตาพบเห็นเหล่านกตัวเล็กบินเกาะกลุ่มเป็นฝูง พวกมันกำลังกลับบ้าน

b1.jpg