
…
เมื่อวานตอนกลับบ้าน เดินผ่านลานหน้าห้างใหญ่
ใครต่อใครเดินทางกลับบ้านสวนไป สวนมา สีหน้าอิดโรย
เหนื่อยอ่อน เพราะการงาน เพราะเหนื่อยใจ
หรือเพียงโดนใครทิ้งดวงใจ… ก็หารู้ได้
…
เสียง ปี้…-ปิ้ด…-ฟี่… เป็นสำเนียงเพลงพื้นบ้าน เป็นทำนองคล้องจองลื่นไหล
ไม่เหมือนใครบางคนที่เอาแต่พ่นลมเข้าขลุ่ย ไม่เป็นสำเนียง
หาเสียงไพเราะมิได้ ขายความสงสารเพียงอย่างเดียว เป็นสิ่งเดียวที่ไม่ต้องลงทุน
หรือเพราะไร้ทางเลือก จึงต้องจำทำ … ก็หารู้ได้
…
เสียง ปี้…-ปิ้ด…-ฟี่…
แทรกเส้นเสียงผ่านพื้นที่สับสน คนเดินไม่มองหน้ากัน
ฉันนั่งลงม้านั่งหินขัดยาว หลับตาฟังเสียง… เสียง ปี้…-ปิ้ด…-ฟี่…
เป็นเสียงเป่าใบไม้
ชายคนหนึ่งนั่งสมาสเท้าเข้าหากัน หลับตาฝันถึงบ้านนอนหรือเปล่าไม่รู้ได้ หรือฝันถึงไพรงามบ้านเกิด … ก็หารู้ได้
…
ใบไม้เป่าแล้วแตกฉีกด้วยแรงลมปาก ขาดแล้วหยิบใบใหม่
เสียงนั้นสดใสเช่นเคย เพี้ยนจากเดิมนิดน้อย แต่ไม่สำคัญ
ทำนองนั้นสนุกสนาน คนผ่านไปมาฟังผ่านหู หยุดเล็กน้อย
เพราะเสียงเสนาะดนตรี หรือลีลาผิดแปลก … ก็หารู้ได้
…
กรุงกริง .. กรุงกริง ..
เสียงหยดเหรียญลงพื้นในถุงพลาสติก รองใบไม้
เสียงนั้นหวานหวิว ใจคนเป่ารู้สึกอย่างไร … ก็หารู้ได้
คนเมียงมองด้านข้างได้แต่ยิ้มใจ ส่งกำลังใจให้ได้กำไรสมกับต้นทุนลมหายใจ
…
ในไพรพลาสติก คอนกรีต กระจกเงา เพียงมีเสียงเป่าใบไม้ล่องลอย
ลิ่วไล้ชะโลม ผิวกระด้างของผิวกายและผิวใจผู้คน
เพียงใช้ดนตรีไพรกล่อมใจให้คลายเหนื่อย
วันนี้คลายใจพรุ่งนี้เป็นอย่างไรหนอ
…
ก็หารู้ได้
…