กระบี่ไร้โลหิต(๗):เซียนกระบี่ฟ้าทารกราตรี

By swordbelt

ปารมิตา(ภาค๑)กระบี่ไร้โลหิต

paramita-copy3.jpg

ตอน(๗):เซียนกระบี่ฟ้าทารกราตรี

ฝนซาฟ้า ดวงดาวเบื้องบนพลันกระจ่างยิ่งกว่าเดิม

เป้ยซ่งเหม่อมองพ้นด้านเนิ่นหญ้าเบื้องหน้า ทางหนึ่งทอดถอนใจระบายลมหายใจออกยึดยาว ครุ่นคิดเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด ทุกอย่างรายรอบล้วนแล้วสงบนิ่ง รับฟังได้เพียงเสียงลมหายใจผู้คน รับฟังได้เพียงเสียงกรีดร้องของเหล่าแมลงหลังฝน

เชาเส่ยยามนี้สงบนิ่ง ยิ่งคล้ายหุ่นเชิดตุ๊กตาไม้ไปทุกที ทุกคนภายใต้ไม้ใหญ่คล้ายเป็นบางสิ่งที่ไร้ชีวิต แม้คิดเคลื่อนไหว แต่มิอาจเคลื่อนไหว

เล่าเติ่งยังคงหลับไหล สีหน้าผ่อนคลายไร้ริ้วรอยกังวลบนใบหน้า มารเฒ่าตนนี้ใช่หลับไหลอยู่เช่นนั้นหรือ ความสงสัยภายในจิตใจชองเป้ยซ่งยังคงวิ่งไม่หยุด อากาศภายนอกเริ่มเย็นขึ้นทุกขณะ เชาเส่ยเงียบงันไม่พูดจาอีกเลยหลังจากทราบเรื่องเซียวเล้ง มันคล้ายโดนบางสิ่งบางอย่างทำให้มันสงบลง สงบราบเรียบจนไม่น่าไว้วางใจ ภายในจิตใจของมันยามนี้กลับร้อนดังเพลิงเผา ชั่วครู่เดียวนั้นเอง แสงเรืองเหลืงอ่อนพลันปรากฏเบื้องหน้าเป้ยซ่งแต่ไกล

ดวงไฟเรืองริ่วลอยมาแต่ไกล เป็นเป็นแสงไฟจากดวงโคมดวงเล็ก จากดวงเล็กค่อยสว่างใกล้เข้ามาทุกขณะ เสียงสวบสาบเมื่อเล่าเติ่งพลิกร่างงุ้มตัวงอคล้ายทั้งร่างแข็งทื่อ เป็นดังศิลาหินก้อนหนึ่ง จากนั้นจึงกลายเป็นหินศิลาจริงๆ เป้ยซ่งผงะอยู่กับที่ วิชามารนี้มันเองกลับเพิ่งเคยพบเจอ เหตุแปรเปลี่ยนเบื้องหน้าคล้ายอยู่ในห้วงความฝัน

“ทารกราตรีมาเยือนแล้ว หากคิดหลบหนีสมควรรีบเร่ง”
เสียงกระซิบลอยแผ่วเบาออกมาจากก้อนหินเบื้องหน้า ย่อมเป็นหินศิลาที่แปลงกายจากเล่าเติ่ง

“ทารกราตรี”เป้ยซ่งทวนคำแผวเบา เพียงได้ยินชื่อคนผู้นี้ เป้ยซ่งพลันหันหน้ากลับไปทางโคมน้อยสีเหลืองทันที มันแม้ไม่อาจมองเห็นได้เด่นชัด หากแต่ด้วยสายตาเล่าเติ่งไหนเลยผิดเพี้ยนได้ หากผู้ที่มาเป็นทารกราตรีจริงมันสมควรทำเช่นไร ขนาดเล่าเติ่งประมุขพรรค์มารยังคิดปลอมแปลงเป็นก้อนหิน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วย่อมแสดงว่าความเป็นมาของทารกราตรีที่ผู้คนล้วนกล่าวขานนับว่ามิได้กล่าวกันเลื่อนลอย

ทารกราตรีนับเป็นตัวประหลาดในยุทธภพ ความเป็นมาของมันนั้นลี้ลับ ชาวยุทธต่างรับรู้เรื่องเดียวว่า บุคคลเช่นมันไม่สมควรต่อแย ยิ่งไม่สมควรยุ่งเกี่ยวเรื่องราวกับมันเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ข้อมูลอ้างถึงว่ามันเป็นศิษย์สำนักกระบี่ฟ้าคำรณนั้นยังไม่อาจยอมรับได้ แต่ด้วยความน่ากลัวของมันผู้คนก็ไม่อาจปฏิเสธ ค่ายกระบี่ฟ้านี้คล้ายเป็นตำนานสำนักลึกลับไม่แพ้ชาวยุทธจากนครเสียดฟ้าและนครเบื้องล่าง เป็นความลี้ลับที่มีรสชาติประหลาด แม้อยากลิ้มลองแต่มิอาจกระทำ

ดวงโคมกลับลอยเข้ามาใกล้ทุกขณะ เป้ยซ่งแม้คิดหลบหนีกลับมิทันการณ์แล้ว

ร่างผู้คนเมื่อปรากฏ แสงเรืองของดวงโคมสาดไล้ใบหน้า วงหน้าของคนผู้นี้ทรงไข่ ผิวกายไม่ขาวผ่องออกเกรียมแดดดูเคร่งขรึมลึกลับ เส้นผมปล่อยยาวไม่มัดรวบ อาภรณ์ที่สวมใส่กลับธรรมดาสามัญยิ่ง เป็นคล้ายชุดชาวบ้านธรรมดาเสียมากกว่า แม้แต่รองเท้าก็หามีไม่ มือข้างหนึ่งว่างเปล่า อีกมือหนึ่งยกโคมไฟสีเหลืองระดับเดียวกับใบหน้าเป้ยซ่ง มือข้างเดียวกันคล้ายผูกกระดิ่งใบเล็กอยู่ขณะเคลื่อนไหวบังเกิดเสียงกรุงกริงเล็กน้อย จากนั้นเสียงแผ่วเบาเป็นคำพูดอันออกมาจากผู้มาเยือน

“ท่านพี่ท่านนี้ เป็นท่านพี่ท่านนี้รึเปล่า?” เสียงที่เปล่งออกมาแหบลึกหากแต่แฝงไปด้วยลมปราณลึกล้ำ เป้ยซ่งเห็นแน่ชัดแล้วว่าเป็นมันแน่ๆ มันผู้นี่ย่อมเป็นทารกราตรีไม่ผิดเพี้ยน ทารกราตรีเพ่งมองเป้ยซ่งอย่างสนใจ ไม่ทราบได้ว่าภายใจจิตใจมันยามนี้คิดเรื่องราวใดอยู่

“เป็นท่านแน่ๆ ท่านเพียงคนเดียว”

วาจาที่เอ่ยออกมานั้นน้ำเสียงคล้ายดีใจจนลิงโลด ดูไปทารกราตรีกลับคล้ายคนสติไม่ครบถ้วนเสียมากกว่า ร่างกายเต็มหนุ่มนั้นกลับตรงกันข้ามกับท่าทีที่มันแสดงออกมา เป้ยซ่งได้แต่เงียบงันเพียงสงบนิ่งรอดูท่าทีของมัน ว่าสืบเนื่องต่อไปเบื้องหน้ายังมีเรื่องราวอันใดให้มันประหลาดใจอีก มันคล้ายชาชินกับเรื่องราวเหนือความคาดหมายเสียแล้ว

ขณะเดียวกันนั้นมือหนึ่งของมันกลับยื่นออกมาคว้าเอาแขนเสื้อของเป้ยซ่งไป มันดึงแกว่งไปมาคล้ายเด็กน้อย เด็กน้อยที่ชักชวนให้สนใจเรื่องราว เด็กน้อยที่ชักชวนให้สนใจในตัวของมันเอง เป้ยซ่งมองตามมันเพียงหวังว่ามันยังเป็นเด็กน้อยแสนดีที่ขี้เล่นเท่านั้น เพียงเท่านั้นที่มันต้องการตอนนี้

ขณะนั้นเป้ยซ่งเพียงเหลือบมองโคมไฟสีเหลืองอย่างพิจารณา “ไฮ้!!!” มันลอบอุทานในใจ คล้ายอ่านเรื่องราวที่มาที่ไปทั้งหมดอย่างกระจ่างใจ ดวงโคม ทารกราตรี เหล่านี้ล้วนมีความหมายสิ้น ความระแวดระวังพลันหายไปสิ้น ใบหน้ามันปรากฏรอยยิ้มทันที

“เป็นท่านพี่จริงๆ … “มันกล่าวทวนคำแล้วคำเล่าคล้ายกับว่าคำๆนี้มีความหมายกับมันยิ่งนัก “ตาแก่หัวขาวนั้นมิได้โกหกข้าพเจ้า” มันแย้มยิ้มหน้าบานถึงที่สุด เป้ยซ่งยิ่งมั่นใจขึ้น บุคคลที่สามที่มันเอ่ยย่อมเป็นคนที่มันรู้จัก

“ท่านผู้อาวุโสท่านนั้นบอกอันใดแก่ท่านงั้นรึ” เป็นครั้งแรกที่มันกล่าววาจากับผู้มาเยือน
ทารกราตรียิ้มแย้มออกมา มันแย้มยิ้มง่ายดายยิ่ง ง่ายดายดังคล้ายว่ากระทำเป็นประจำ ประจำจนเป็นเรื่องปกติมิได้ปั้นแต่งรอยยิ้มแต่อย่างใด

“ท่านผู้อาวุโสหัวขาวนั้นกล่าวว่า หากท่านพี่พบเห็นดวงโคมนี้แล้วท่านต้องแย้มยิ้ม ” มันกล่าวไปทั้งหัวเราะคิกคักอยู่ตลอดเวลา เป็นเสียงหัวเราะที่มีความสุขยิ่ง ตอนนี้เป้ยซ่งคล้ายลืมเลือนไปแล้วว่ามันเป็นตัวอันตรายของยุทธภพ เป็นตัวอันตรายที่ผู้คนไม่อยากต่อแย เพียงพยักหน้าเป็นคำตอบแก่ทารกราตรี

ทารกราตรีอยู่ดีๆกลับนิ่งเงียบ เสียงหัวเราะขาดหาย รอยยิ้มกลับปรากฏที่แววตา มันก้าวเดินออกช้าๆ เริ่มออกห่างจากเป้ยซ่งไปทุกขณะ เมื่อได้ระยะหนึ่งจึงหยุดนิ่ง พลางกล่าวต่อไปว่า

“ท่านผู้อาวุโท่านนั้นบอกว่า เพียงเราเดินห่างจากพี่ชายสี่ก้าว ท่านพี่จะเล่นอะไรสนุกๆให้เราได้ชม” กล่าวจบมันยื่นมือที่ถือโคมไฟออกเบื้องหน้า

โคมไฟห่างจากเป้ยซ่งเพียงสองก้าวเท่านั้น แววตามันตอนนี้เป็นเช่นเดียวกับจิ้งจอกน้อยกลางราตรีอันพราวดาว มันถอนเท้าข้างหนึ่ง ไปด้านหลัง มือหนึ่งกระชับปลอกกระบี่ที่อยู่ข้างเอว เสียงคึกแน่นและลึกเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่กระบี่ข้างในจะแล่นออกมารับรสมวลอากาศเบื้องนอก

ประกายกระบี่สั้นของมันวูบวาบในความมืดมีเพียงเสียงไหวของสายลมรายรอบ ปลายกระบี่ค่อยๆสลักลงเนื้อกระดาษเกิดเป็นลวดลายทีละน้อย ดวงโคมสีเหลืองธรรมดาสามัญพลันกลับกลายเป็นมังกรท่องทะยานออกสู่มวลเมฆา เนื้อกระดาษย่อมบางอ่อนนิ้มแต่กระบี่นี้กลับสามารถสลักตัวเองผ่านเนื้อกระดาา จนสร้างลวดลายได้ เพลงกระบี่เช่นนี้หากใช้ต่อสู้สมควรพลิกแพลงได้หลากหลาย ยามใช้เพื่อการละเล่นกลับหน้าชมดูไม่แพ้กัน

ทารกราตรีพบเห็นเรื่องราวเบื้องหน้าดวงตาเกิดประกาย มันคล้ายสนุกสนานยิ่ง เป้ยซ่งยิ่งยินดี นี่ย่อมเพราะว่าการละเล่นเช่นนี้จึงมีเพียงสามคนเท่านั้นที่ทราบว่ามันสามารถกระทำ ผู้หนึ่งเป็นครุทางวิญญาณที่มันเทิดทูนอีกผู้หนึ่งกลับเป็นหญิงที่มันรักสุดหัวใจ “เซียวเล้ง” นางเป็นเช่นไรแล้ว คิดถึงตอนนี้มันพลันถอนกระบี่ออก กระบี่คืนฝักอย่างรวดเร็วสงบนิ่งอยู่ภายในคล้ายเด็กน้อยหลับไหล

ดวงโคมกระดาษตอนนี้คล้ายเปล่งแสงผิดจากเดิมมองไปคล้ายลายมังกรเหินล่อนท่ามกลางมวลเมฆา ดั่งคล้ายมีชีวิตก็มิปาน ทารกราตรีเห็นดังนั้นถึงดีดตัวเหิ่นขึ้นฟ้า ท่าร่างมันคล้ายมังกรท่องเท้าในอากาศธาตุ เป้ยซ่งชมดูจนแววตาเลื่อนลอย ดังพบเห็นเซียนเหินอยู่เบื้องหน้า มินานจึงได้ยินเสียงทารกราตรีคำรามก้อง คลื่อนเสียงกังวาลไปไกล

“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม” มันกล่าวซ้ำไปซ้ำมาหลายหน มือข้างที่คือโคมกวัดแกว่งไปมา มองไปคล้ายเด็กเล่นซุกซน คล้ายทารกเพิ่งพบเจอของเล่นชิ้นงาม หากแต่ทารกที่ว่ากลับเป็นเซียนกระบี่ เป็นเซียนกระบี่ฟ้าในร่างทารกราตรี

ครู่หนึ่งทารกราตรีพลันเหินร่างลงเบื้องหน้าเป้ยซ่งอีกหน มันคล้ายนึกเรื่องราวบางเรื่องออก ปากเอ่ยวาจารวดเร็วจนแทบไม่เป็นภาษา “มาๆๆ… ข้าพเจ้าลองเล่นบ้าง ข้า..ข้าพเจ้าลองเล่นอย่างพี่ชายบ้างเป็นไร” ขณะกล่าววาจามันกลับซัดดวงโคมที่อยู่ในมือออก ดวงโคมตอนนี้อยู่ในมือของเป้ยซ่ง มันรับไว้อย่างนุ่นนวล เพียงรอดูการเคลื่อนไหวของทารกราตรีอย่างสงบ

ขณะเดียวกันนั้นพลันบังเกิดแสงวาบเบื้องหน้าเป้ยซ่ง ดวงโคมมังกรที่เคยส่องสว่างอยู่แล้ว พลันส่องสว่างยิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้ที่ถือกลับมิคล้ายโคมไฟแต่กลับเป็นดวงไฟ ดวงไฟอันสว่างยิ่ง เป้ยซ่งหรี่ตาด้วยเพราะแสงนั้นเจิดจ้าขึ้นรวดเร็วเกินไป ชั่วครู่เมื่อดวงตามันเริ่มปรับเข้าหาภาพเบื้องหน้าได้ ร่างกายของพลันแข็งทือตลอดทั้งร่าง คล้ายโดนกระบี่น้ำแข็งนับพันนับล้านเล่มปักตรึง

ดวงโคมลวดลายมังกรที่กำลังท่องทะยานในม่านเมฆ บัดนี้กลับกลายเป็นมังกรตัวเดิมที่เหินล่อนลงสู่มหานทีอันบ้าคลั่ง เกลียวคลื่นโถมกระหน่ำยุ่งเหยิง เป็นลวดลายอันละเอียดยิบ เพียงวาบเดียวเพียงชั่วเสี้ยวหนึ่งกระพริบตา ทารกราตรีกระทำเรื่องราวเหนือผู้คนเข้าแล้ว หากนี้เป็นความฝันมันเองไม่อาจแยกแยะได้ว่าเป็นฝันร้ายหรือฝันดีกันแน่

เสียง”ติง”ปลุกมันให้ออกจากห้วงความฝัน เป็นเสียงของกระบี่ลั่นลงฝัก เป็นกระบี่ของมันเอง ที่ทารกราตรีใช้ออกกลับเป็นกระบี่ของมันเอง ดูไปเหมือนกับว่ากระบี่ของมันกลับเชื่อฟังผู้อื่นแล้ว นึกถึงตอนนี้กลับระบายลมหายใจออก กล่าวอย่างเชื่องช้า

“เพลงกระบี่อันเยี่ยมยอด” กล่าวจบมันคล้ายทำท่าคารวะผู้คน เป็นมันนับถือในฝีมือผู้คนจริงๆ

ทารกราตรีพลันเงียบงัน คล้ายกับว่ารับฟังสิ่งแสลงหู ใบหน้ามันบิดเบี้ยวคล้ายคิดอาเจียนบางสิ่งออกมา ชี้นิ้วออกไปที่กระบี่ที่อยู่ข้างเอวเป้ยซ่ง

“ท่านเรียกสิ่งนี้ว่ากระบี่???”

เป้ยซ่งงงงันชั่ววูบ หรือทารกตนนี้สติเลอะเลือนไปแล้ว

“ย่อมเป็นกระบี่ .. หรือท่านเห็นเป็นสิ่งใด??” มันคล้ายสงสัยยิ่ง ทารกราตรีหยีหน้า ออกท่าทางดูมันสะอิดสะเอียนยิ่งนัก มือที่จับกระบี่เมื่อครู่ถูกเข้ากับลำตัว คล้ายกับว่าเพิ่งได้จับต้องอาจม

“นี่กลับเล่นไม่ได้ นี่เป็นกระบี่ กระบี่นี้กลับเล่นไม่ได้ ไม่อาจเล่นได้” มันกล่าววนเวียนวกวนน้ำเสียงยิ่งกังวานหนักแน่นขึ้น ชั่วพริบตากระบี่ของเป้ยซ่งแล่นออกจากฝักไม่ทราบว่าเป็นกระบวนท่าวิชาอันใดจึงสามารถใช้สอยกระบี่ผู้คนง่ายดายปานนี้ราวกับเป็นเทพสถิตของศาสตรา

เป็นทารกราตรีอาศัยสภาวะลมปราณอ่อนควบคุมมวลอากาศรายรอบ กระบี่เมื่อแล่นออกพลันฟาดใส่ก้อนหินเบื้องหน้า คมกระบี่หักสะบั้นไม่เป็นชิ้นคล้ายมลายแหลกเหลวไปกับอากาศธาตุคงเหลือเพียงด้ามจับของกระบี่ ก้อนหินที่โดนฟาดใส่พลันแตกกระจายไม่เป็นรูปร่าง

เป้ยซ่งพลันคิดได้ว่า “ไฮ่!!.. นั่นเป็นหินเล่าเติ่ง” บรรยากาศอันสงบเมื่อครู่พลันสับสนคลุ้มคลั่ง ทารกราตรีกลับกลายเป็นคนเสียสติแล้ว ใบหน้ามันเมื่อมองไปที่ด้ามกระบี่ที่ไร้คมกระบี่ยิ่งปรากฏความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด

“กระบี่หักแล้ว เด็กน้อยผิดไปแล้ว กระบี่หักแล้ว มารดาอย่าใจร้าย มารดา..”

เสียงคำรามของมันสะท้านไปทั่วบริเวณอากาศรายรอบถูกกดดันด้วยพลังปราณที่ถ่ายทอดออกมา เป้ยซ่งอาศัยก้อนหินที่ฝังกับพื้นดินยันร่างให้มั่น ฝ่ามือทั้งสองข้างยามนี้ยกมาปิดหูทั้งสองข้าง คราครั้งนี้มันทราบแล้วว่า ที่น่ากลัวที่สุดของทารกราตรีมิใช่ฝีมือแต่กลับเป็นความคลุ้มคลั่งของมัน

“มารดา .. มารดาอย่าทำร้ายลูก ลูกไม่กล้าทำลายกระบี่แล้ว ลูกไม่กล้าแล้ว”

น้ำเสียงมันสั่นเครือ ใบไม้ที่โปรยปรายลงสู่เบื้องล่างด้วยเพราะความปั่นป่วนของมวลอากาศ คล้ายฉีกขาดไปพร้อมกัน เป้ยซ่งแม้ปิดหูทั้งสองข้างยังสามารถได้ยินเสียงร้องเหล่านั้น เป้ยซ่งรับฟังแล้วพลันสะท้อนใจ คนผู้นี่กลับมีภูมิหลังอันน่าเศร้า

น้ำตาอาบใบหน้าทารกตรีเมื่อใดไม่ทราบได้ มันคล้ายเด็กน้อยโดนทำโทษก็ไม่ปาน เรื่องราวความทุกข์ของมันเช่นนี้จึงมีผู้ได้เคยพบเจออย่างมันบ้าง มันพลันเตะเท้าทะยานร่างออกจากสถานที่นั้นโดยพลัน ขณะเดียวกันนั้นคร่ำครวญถึงมารดามันตลอดเวลา มารดามันเป็นบุคคลเช่นไร ไฉนจึงบ่มเพาะเรื่องราวเช่นนี้แก่มัน

เสียงของมันค่อยๆเลือนหาย แสงไฟจากดวงโคมก็เช่นเดียวกัน ทารกราตรีจากไปแล้ว เป้ยซ่งเหม่อมองไปยังทิศที่ผู้คนเลือนหาย มันก้มมองดูเศษหินที่แตกกระจายเบื้องหน้า

“เล่าเติ่ง.. นี่เป็นท่านจริงๆ หรือเป็นท่านหลบหนีไปแต่แรกแล้ว” มันกล่าวพร้อมระบายลมหายใจออก คล้ายว่าเก็บเรื่องราวบีบคั้นมากมายไว้ภายใน วันนี้นับเป็นวันแปลกประหลาดพิสดาร เรื่องราวครานี้บอกเล่าให้ผู้คนฟังยังมีใครยินยอมเชื่อถือ มันเพียงระบายลมหายใจออกอีกรอบหันหลังกลับไปทางเชาเส่ย

ร่างนั่นยังนั่งนิ่งสงบเงียบไม่เคลื่อนไหว

ใส่ความเห็น