ประวัติเอกสารสำหรับ เมษายน, 2007

หนังสือหนังหา:เล่นกับโลกไกลบ้าน

เมษายน 29, 2007

สวัสดียามเย็นขอรับท่านมารดำ

ที่ทักทายเช่นนี้เพราะอากาศตอนนี้และเดี้ยวนี้กำลังเย็นพอดี ด้วยเพราะฝนส่วนหนึ่งและด้วยบรรยากาศเงียบๆของเมืองหลังฝนด้วยกระมังขอรับ ทำให้ข้าพเจ้าลงได้นั่งเขียนถึงท่านเสียที

ตลอดอาทิตย์ของการทำงานหากนับวันแรกของสัปดาห์หรือใครๆเรียกกันชินปากว่า “วันจันทร์แห่งชาติ” ภาษาฝรั่งเรียกว่า”มันเดย์” ข้าพเจ้ามักเรียกว่า”มันส์เดย์” เพราะเป็นวันที่อะไรๆที่เคยหลับไหลจากวันหยุดจะถูกปลุกให้ตื่น เสียงโทรศัพท์ เสียงติ๊ดๆ ครืดๆ ของเครื่องแฟกซ์ การเอาชีวิตรอดผ่านวันจันทร์มาได้นั้นนับเป็นเรื่องน่ายินดีเพราะถ้าวันจันทร์ที่แสนวุ่นวายผ่านพ้นไปได้ วันไหนๆในสี่ห้าวันที่เหลือก่อนวันหยุดก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเสียแล้ว

อาทิตย์ที่ผ่านมานั้นอากาศร้อนเป็นพิเศษเรียกได้ว่าร้อนอย่างไม่เกรงใจผู้คน อากาศร้อนๆ งานร้อนๆ คนร้อนๆ สามสิ่งนี้หากอยู่ด้วยกันในเวลาเดียวกัน อ่า..ข้าพเจ้าไม่อยากจะนึก นั่นเพราะนึกไม่ออก (แหะๆ) แต่ก็คงมีสักวันที่เราท่านจะต้องเจอเรื่องร้อนๆแบบนี้เข้าจนได้

หลังเลิกงานร้อนๆ ข้าพเจ้าจึงลองค้นดูหาหนังสืออะไรดีนะที่พอจะทำให้รู้สึกเย็นขึ้นมา หนังสือท่องเที่ยวเอามาเปิดดูอะหะ ร้อนกว่าเก่าขอรับ เห็นแล้วอยากไปบ้างแต่ไปไม่ได้ ว่าแล้วก็ได้ไปค้นเจอหนังสือเก่า จริงๆก็ไม่เก่าเท่าไรหรอกท่าน น่าจะเมื่อปีที่แล้วนี้เองมั้ง เป็นของพี่กิจการ ช่วยชูวงศ์

raintree.jpg

(ภาพหนังสือ)

เล่นกับโลกไกลบ้าน : สารคดีลำดับที่๔๑
กิจการ ช่วยชูวงศ์ : ผู้เขียน
๒๐๙ หน้าในราคา ๑๘๕ บาท

เล่นกับโลกไกลบ้านนั้นเป็นงานเขียนสารคดีเชิงบันทึก จะว่าคล้ายสารคดีท่องเที่ยวก็เรียกได้เหมือนกัน เพราะผู้เขียนพาเราเดินทางไปด้วยกันกับสายตาและความคิด เป็นความเรียงประกอบภาพถ่ายที่สวยงาม ที่ข้าพเจ้าชอบเล่มนี้เพราะภาษาที่ใช้ง่ายและงดงาม ภาพและเรื่องราวในหนังสือนี้เกิดขึ้นที่เมือง บริสตอล ประเทศอังกฤษ บรรยากาศเย็นๆชื้นๆ

เนื่องจากภูมิประเทศและอากาศทำให้เป็นเช่นนั้น ภาษาการเล่าเรื่องจึงชวนดับร้อนได้ดีนักเชียว รวมถึงมุมมองความคิดในการมองสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างเป็นมิตรและงดงามเสมอ แม้ในสิ่งเล็กน้อยก็ยังสามารถค้นหาความงามที่ยิ่งใหญ่จากในนั้นได้ ราวกับว่าโลกนี้จะสวยงามหรือเลวร้ายนั้นเพียงขึ้นอยู่กับจุดที่เรายืนมอง และจุดที่เราคิดจริงๆ

มีอยู่ตอนหนึ่งข้าพเจ้าอ่านแล้วต้องอมยิ้มในความอารมณ์ดีของตัวหนังสือเหล่านั้น เรียกได้ว่านี่เป็นบทหนึ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจที่สุด

///

วันนี้แสงทางเนินสวยที่แบรนดอนฮิลล์ปาร์ค สวยจนพาใจคิดเรื่องแสงไปได้สารพัด ชมเพลินลืมเวลาเลย

เวลาเช้าเป็นดวงสุริยะโอ้ อวดแสง เพียงพราย
ค่อยแผ่คอยกางกราย ขอบฟ้า
ปลายแสงพรรณนาโลก งดงาม ปรากฎ
มอบสุริยะรังสี แก่โลกกลางวัน

ผมคิดถึงหัวหน้าที่ชอบยุให้ลูกทีมหาหาอะไรใหม่ๆในงาน นายชมให้อุ่นใจ หนุ่นให้มั่นใจ ปลอบให้สบายใจ แต่เมื่อมีภาวะวิกฤติที่ต้องร้อน นายก็ร้อนขึ้นให้ทุกคนร่วมกันร้อน

วาระพระอาทิตย์ร้อน สาดแสง
แรงพระสุริยาคุให้แรง สว่างจ้า
ให้ชัดให้รู้ทั่ว ไร้รอย เร้นเลือน
เตือนตาวันบอกให้ เร่งรื้อเร่งทำ

ใกล้เลิกงานเต็มที่ในท้ายวัน นายมาชวนลูกทีมกินข้าวด้วยกัน

อัศดงเนตรแห่งวัน หับลง กึ่งหนึ่ง
ที่พึ่งคือเพียงรางราง ส่องเห็น
ให้พักให้ผ่อนที่ตึงเค่น ค้านงัด หนักมือ
ปล่อยให้จิตคลายบ้าง ให้ว่างและเย็น

ในเวลาพัก นายก็เหมือนพวกเราคนหนึ่ง ไม่มีฤทธิ์ไม่มีเดช ร้องเพลงก็ร้องด้วยกัน ซุปเลอะมุมปาก นายก็คว้าผ้าจากมือเราไปเช็ด ก่อนส่งคืนให้ แล้วนึกได้ ดึงกลับ เราเล่าเรื่องสนุก นายก็หัวเราะด้วย เวลานั้นนายเหมือนดาวร่วมฟ้า ไม่ได้ส่องแสงจ้ากลบกัน

ดาวลอยระเลื่อนข้ามฟ้า ด้วยกัน
เกาะกลุ่มกระจายปัน ร่วมแสง
ถักเป็นภาพเป็นลายกลาง ฟากฝันเกลื่อนกว้าง
ริกริกดาวหัวเราะสล้าง สว่างระยิบทั้งนภากาล

พอเช้าอาทิตย์ดวงเดิมก็ขึ้นจากขอบฟ้า นายตรงเวลาสม่ำเสมอ นาฬิกาไขลานยังคงเดินติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก สม่ำเสมอ เหมือนเล่านิทานของแสงที่เปลี่ยนไปตามเวลาที่ฟัง ขณะที่ผมนั่งนึกเรื่องของนาย ผู้แสนจะเข้าใจความเป็นคนของเรานั้น นายก็อาจจะกำลังนึกถึงเราๆ ลูกน้องอยู่เหมือนกัน นึกว่าใครกันหนอที่จะส่องแสงให้ ไปส่องสว่างส่งไปทั่วถึงได้

สว่างคนเดียวไม่สอดคล้องต้องกันกับความเป็นจริงในโลกของเรา
จะสวย…ต้องสวยด้วยกัน

-times of light…lights of the time : เล่นกับโลกไกลบ้าน-

///

อ่านแล้วนึกถึงการทำงานของข้าพเจ้าอดเปรียบเทียบและอมยิ้มไม่ได้จริงๆเลยทำให้นึกถึงประโยคหนึ่งของอาจารย์สุวินัยแห่งท่าพระจันทร์ เกี่ยวกับเรื่องการทำงานในระบบทุนเช่นนี้
///

คุณต้องทรนง คุณถึงจะเอาชนะระบบทุนนิยมได้ ถ้าคุณไม่ทรนงคุณเอาชนะเขาไม่ได้ คุณมองเขาด้วยสายตาที่เหนือกว่า แต่คุณต้องไม่เกลียดชังเขา เพราะถ้าคุณมีความเกลียดชัง นั่นทำให้พลังของคุณไม่บริสุทธิ์ คุณต้องทำให้พลังบริสุทธิ์ของคุณไม่ตก คุณจะได้โต้คลื่นได้ ถึงจะเล่นวินเซิร์ฟได้ ถึงจะซิ่งได้ สู้เค้า!!

-สุวินัย ภรณลัย-

///

ในเมืองหลวงดูเหมือนว่าคนทำงานเราทุกวันนี้ใช้ชีวิตแข็งกร้าวเกินไป ไม่นุ่มนวล ไม่อ่อนโยนยิ่งนับวัน ความรู้สึกแบบนั้นความแข็งกร้าวเหล่านั้นจะมีแต่ทำร้ายทำลายตัวเราเอง การมองโลกด้วยสายตาที่อ่อนโยนและหัดเล่นกับมันบ้าง อ่อนโยนต่อโลกบ้าง ข้าพเจ้าว่ามันทำให้ชีวิตยืดหยุ่นและไม่ตายตัว ไม่แห้งแล้ง มันทำให้เรามีพื้นที่ว่างในจิตใจ และทำให้เรามีแรงมีพลังที่จะเดินต่อไปในวันต่อๆไป

เล่นกับโลกไกลบ้าน จึงมิได้เป็นเพียงสารคดีชวนเที่ยวเกาะอังกฤษ แต่ชวนให้เราชมดูลายละเอียดของโลกของสิ่งมีชีวิตที่เราต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ถึงแม้ว่ามันจะร้อนขึ้นทุกวันทุกวันก็เถอะ แต่ในทุกวันที่เราร้อน เพียงเราปรับมุมมองความคิดเราก็จะพบความเย็นได้

ครั้งก่อนท่านส่งภาพทุ่งนาสีเขียวมองแล้วเย็นตา คราครั้งนี้ข้าพเจ้ามีภาพเย็นๆ มาฝากท่านเช่นกัน
ด้วยความเคารพขอรับ

มารขาว

“เราไม่ได้แก่ขึ้นเลย … เราเพียงเล่นน้อยลงก็เท่านั้น ”

-ใครคนหนึ่งเคยเขียนไว้ในที่หนึ่ง-

cool.jpg

หนังสือหนังหา:ความฝันโง่ๆในวันที่ถอดหมวก

เมษายน 22, 2007

หนังสือบางเล่มมีไว้เพื่อชิม
บ้างสำหรับกลืน
และเพียงไม่กี่เล่มสำหรับเคี้ยวหรือย่อย
หนังสือบางเล่มสำหรับอ่านเพียงบางส่วน
อีกบางเล่มสำหรับอ่านเรื่อยๆ
และไม่มากเล่มสำหรับให้อ่านทั้งหมด
อย่างพากเพียรและตั้งใจ

-เซอร์ ฟรานซิส เบคอน-
(จากหน้าแรกของ นิยายข้างจอ:วินทร์ เลียววาริณ)

บ่ายแก่ๆแดดสดๆในวันอาทิตย์แทบทำให้จิตใจผู้คนละลายคล้ายไอติม กาแฟเย็นในแก้วกระดาษถูกดวดลงลำคออย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันนั้นจดหมายจากที่ราบชื้นทางเหนือของสยามประเทศก็ถูกส่งผ่านสัณญาณดิจิตอล เปิดซองมาก็พบภาพหนังสือส่วนหนึ่ง ภาพทุ่งนาสีเขียวรูปหนึ่ง และกระดาษแผ่นหนึ่งเป็นตัวอักษรเล่าเรื่องราว …

เรียนท่านมารขาวที่เคารพ

เมื่อวานข้าพเจ้าเข้าเมือง ไปดำหัวเภสัชกรอาวุโส และไปหาความศิวิไลซ์ พอตกบ่ายอากาศร้อนจัดตามประสาป่าคอนกรีตทั่วไปจึงหลบเข้าร้านขายหนังสือ แล้วก็ได้หนังสือมา 4 เล่ม ราคาไม่เท่าไรแต่รวม ๆ ที่จ่ายไปในวันนี้ทำเอากระเป๋าแฟบไปเยอะเหมือนกัน(แฮะ!)

ในร้านขายหนังสือข้าพเจ้าเจอเด็ก ๆ เยอะเลยค่ะ เห็นแล้วก็ชื่นใจที่เด็กกลุ่มนี้สนใจหนังสือหนังหา และหากเรามีมุมหนังสือสำหรับเด็ก มีหนังสือส่งเสริมจินตนาการ สวยงาม สนุกสนานเพลิดเพลินและปลอดมลพิษให้กับเขาได้อ่าน ได้รู้จัก ก็จะส่งเสริมให้เค้ารักการอ่านได้ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

อ่า…เล่ามาเป็นนานสองนานไม่ได้พูดถึงหนังสือที่หอบหิ้วมาหรอกนะคะ แต่จะพูดถึงหนังสือเล่มที่ไปเจอในห้องสมุดประชาชนประจำอำเภอค่ะ ห้องสมุดของที่นี่ตั้งอยู่ในเขตวัด อากาศดี สงบ ร่มรื่น บรรยากาศเหมาะสำหรับการอ่านอย่างยิ่ง ค่าสมัครสมาชิก 30 บาทต่อปี มีหนังสือให้หยิบยืมหลากหลาย ยืมได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน 4 เล่ม นาน 7 วัน (คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้วค่ะท่าน)

บ่นมาเป็นนานก็ยังไม่เข้าเรื่องสักทีเลยนะนี่ !!
พระเอกของ (จดหมายเล่าเรื่องหนังสือหนังหา) วันนี้ก็คือ “ความฝันโง่ ๆ” หนา 240 หน้า เป็นหนังสือในโครงการ “เติมหัวใจใส่ห้องสมุด” บริจาคหนังสือเล่มนี้เข้าห้องสมุดทั่วประเทศ ร่วมอนุโมทนาบุญกับโครงการนี้ด้วยค่ะ

01

ความฝันโง่ ๆ : วินทร์ เลียววาริณ
บรรณาธิการ : ปริสนา บุญสินสุข

เห็นชื่อหนังสือแล้วก็มานึกถึงว่าความฝันอะไรที่ถูกตราว่าเป็น “ความฝันโง่ ๆ” อ่านคำโปรยของหนังสือดู ผู้เขียนได้เล่าไว้อย่างนี้ค่ะ

วันหนึ่งในปี ค.ศ. 1924 จอร์จ มัลเลอรี และเพื่อนมุ่งหน้าสู่ยอดเขาเอเวอร์เรสต์กับความฝันโง่ ๆ ของพวกเขา ไม่มีใครได้เห็นพวกเขาอีกเลยหลายคนมองการกระทำของพวกเขาเป็นความโง่ สมน้ำหน้าเมื่อพวกเขาตายไป พิพากษาเขาเหล่านั้นด้วยประโยค “อยู่ดี ๆ ไม่ว่าดี…”

โลกเราเต็มไปด้วยความความฝันโง่ ๆ …
แอริค วิเลนไมเยอร์ เป็นคนตาบอด เขาฝันที่จะปีนขึ้นสู่เจ็ดยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก
ครีส มูน ขาขาดจากกับระเบิด เขาฝันที่จะวิ่งมาราธอน
สวีเฟน ฮอว์คิง เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ เขาฝันสิ่งที่เกิดขึ้นในอีกแกแล็คซีหนึ่ง
ฌอง-โดมินิค โบบี เป็นอัมพาตเคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ เขาฝันที่จะเขียนหนังสือ
ฯลฯ

เหล่านี้เป็นความฝันโง่ ๆ ไม่ใช่โง่ธรรมดา แต่เป็นโง่มาก ๆ ทว่าคนโง่เหล่านี้ปฏิเสธที่จะคิดอย่างคนทั่วไปว่ามันเป็นไปไม่ได้ พวกเขาเชื่อว่า ต่อให้เป็นความฝันโง่ ๆ เพียงใดก็เป็นความฝันที่ต้องลองทำ และราคาของความฝันโง่ ๆ นั้นคุ้มค่าเสมอ แม้ว่าต้องจ่ายด้วยความตาย เพราะมนุษย์ตายได้ แต่พ่ายแพ้ไม่ได้

ข้าพเจ้าหยิบหนังสือเล่มนี้มาจากชั้นวางเพราะ รูปเล่ม ที่สะดุดตา ชื่อของผู้แต่ง ที่สะดุดใจ แต่เมื่ออ่านคำโปรยหลังปกแล้วชักลังเลเพราะเกรงว่าเนื้อหาจะหนัก จนน่าเอาไปหนุนต่างหมอนเสียแล้ว พอลองเปิดพลิก ๆ ดูด้านใน กลับไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลย ในเล่มมีรูปภาพพร้อมประโยคเก๋ ๆ สลับกับบทความที่เล่าจบเป็นเรื่องเป็นตอนไปตลอดเล่ม

หน้าที่ 111 มีรูปเสือลายพาดกลอนนอนทอดอารมณ์กลางพงหญ้า และตัวอักษรสีขาวกำกับว่า “เมื่อท้องอิ่ม เรารู้สึกว่าต้องการอะไรจากโลกน้อยลง” เหมาะกับคนที่มีเวลาพักแบบกระปริดกระปรอยอย่างข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องอ่านให้จบในคราวเดียว ไม่ต้องกลัวขาดตอน ขาดอรรถรสอันเนื่องจากอารมณ์ไม่ต่อเนื่อง

และในเล่มไม่ได้มีแต่เรื่องราวของความฝันโง่ ๆ อย่างที่คาดว่าจะได้เจอเท่านั้นหรอกค่ะ อย่างตอน “รังที่สร้างด้วยรัก” อ่านไปยิ้มไปกับประโยคน่ารัก ๆ ที่พูดถึงนกตัวเล็ก ๆ สองตัวนั้นว่า “.. ส่งเสียงแจ้ว ๆ จุ๋งจิ๋งตลอดเวลาหากไม่ใช่เสียงพลอดรัก ก็คงเป็นการปรึกษางานกันว่าจะสร้างรังอย่างไร… เธอไปจิกกิ่งไม้มานะจ๊ะ ฉันจะไปหาอาหารมาจ๊ะ หรือว่าเราจะไป ช๊อป ฯ กิ่งไม้ด้วยกันดีมั้ยจ๊ะ…” แล้วผู้เขียนนำเหตุการณ์นี้ไปเปรียบเทียบกับการทำงานเป็นทีมเวิร์กของคนในองค์กรในตอนท้ายได้อย่างน่าชื่นชม

เคยอ่านเจอว่า หนังสือบางเล่มสามารถเปลี่ยนชีวิตของคนได้ เมื่ออ่านหนังสือเรื่อง “ความฝันโง่ ๆ” เล่มนี้จนจบ แม้ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตของข้าพเจ้าไปสักองศาเดียว แต่ก็ทำให้ ความรักในการอ่าน กลับมีชีวิตชีวาได้ไม่น้อยเลย และที่หน้าสุดท้ายของหนังสือมีตัวอักษรพิมพ์ไว้ว่า

“ลองเดินหน้าสู่ฝันโง่ ๆ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”

ทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจเพิ่มมุมเย็บปักถักร้อยขึ้นมาในร้าน แม้ไม่เข้ากันกับร้านขายยาแต่ว่ามันเป็นความรัก ความฝัน ความฝันโง่ ๆ ของข้าพเจ้านั่นเอง อิอิ

ปล. แนบรูปหนังสือมาด้วยค่ะท่าน แต่มันมืดไปหน่อยเพราะถ่ายไว้ตอนหัวค่ำ นึกขึ้นได้ว่าจะถ่ายใหม่ก็ดันเอาหนังสือไปส่งห้องสมุดเสียแล้วอ่า เอาเป็นว่าแถมรูปถ่ายของทุ่งช้างบ้านเกิดของข้าพเจ้า (ตอนกลางวัน) มาให้ด้วยละกันค่ะ 555555+ ทำเป็นภาพพื้นหน้าจอนะคะ เอาไว้พักสายตาค่ะ

0001.jpg

เมื่ออ่านจบแล้วมองภาพสุดท้าย มารขาวตัวดำอย่างข้าพเจ้าก็จำต้องกระดิกนิ้วบิดขี้เกียจเสียที

๒๒-เมษา-๒๕๕๐

ในวันอาทิตย์ที่ร้อนใส้แห้ง

เรียนท่านมารดำที่เคารพ ข้าพเจ้าจัดการเรื่องภาพให้แล้ว..แต่

ข้าพเจ้าเห็นภาพนาแห่งทุ่งช้างที่ท่านแนบมาด้วย ใคร่คิดอยากเป็น “ควาย” อย่างยิ่งขอรับ

ทำไมหรือขอรับ ก็อากาศร้อนๆเช่นนี้หากได้นอนแช่โคลนเย็นๆ ลมพัดโชยชิวพอโคลนแห้งหมาดก็มีคนพาเดินไปอาบน้ำในคลอง คงมีความสุขพิลึก กินก็ไม่เลือกมาก(เรื่องมาก) หญ้าอ่อนๆเย็นๆเคี้ยวแล้วกลืนไม่ต้องบำรุงคิวเทนไบโอเทคไบโอทอก โฟร์เมก้าสามสองหนึ่งศุนย์หรืออะไรให้มากมายเลยขอรับ หากคนเรากินง่ายเหมือนควายก็ดีสิขอรับ สงครามแย่งอาหารก็คงไม่เกิดจริงรึเปล่าขอรับ โอ่.. เรื่องนี้ควายเท่านั้นที่รู้

ความฝันโง่ๆเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนหมดเรี่ยวหมดแรงในชีวิตอย่างยิ่งขอรับ คนในเมืองเช่นข้าพเจ้านั้นหมดแรงง่ายเหลือเกิน เพราะวันๆนั้นต้องใช้เรียวแรงไปกับอุปทานตัวเองและอุปทานของผู้คนที่อยู่รอบข้าง อุปทานของตัวเองคือความอยากมีอยากได้ อยากชนะ อยากเป็นที่ยอมรับ คล้ายเป็นสิ่งหนักที่เราแบกตลอดเวลา

แล้วอุปทานของคนอื่นละ อุปทานของคนอื่นก็คือการแบกรับความหวัง(ความน่าจะ)ของคนอื่นทั้งเป็นพี่พ่อเพื่อนญาติพี่น้องและน้องๆ(อืมม์) คนนั้นอยากให้เป็นแบบนั้น คนนี้จะเอาอย่างโน้น อาชีพบริการไม่ว่าจะสาขาใด นอกจากจะต้องทำงานให้บรรลุเป้าหมายแล้วก็ยังไม่ต่างอะไรกับถังขยะอารมณ์(ที่ไม่ดี)ดีๆนี่เอง

สิ่งต่างๆที่เราแบกรับกันอยู่นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหมวกที่เราสวมอยู่ บางคนมีหมวกมากกว่าหนึ่งใบเสียด้วยซ้ำ (ท่านละมีกี่ใบ) เมื่อเอ่ยถึงหมวกแล้วข้าพเจ้าเองก็เพิ่งจะผ่านหน้าสุดท้ายของหนังสือที่อยู่ในมือไปหมาดๆก่อนที่จดหมายของท่านจะมาถึงนี้เองขอรับ

theartofbein.jpg

วันที่ถอดหมวก : ความเรียงว่าด้วยอิสรภาพจากตัวตน
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล : รวมบทความใน นิตยสาร ฅ. คน ฉบับที่ 1-16

เมื่อเอ่ยถึงอาจารย์เสกสรรค์แล้ว ภาพที่นึกเห็นในห้วงความคิดคือผู้ชายใส่หมวกที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของการชุมนุมเรียกร้อง… การต่อสู้กับ… สงคราม… หรืออะไรก็แล้วแต่จะมอง ตามแต่ที่ใครเลยรู้จัก ข้าพเจ้าเองก็นึกภาพของอาจารย์เสกสรรค์ไปไม่ต่างจากที่กล่าวมาข้างต้น คือคนสวมหมวก ต่อสู้

“วันที่ถอดหมวก” แน่นอนว่าแค่ชื่อหนังสือนั้นก็กำลังบอกถึงอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไปแน่นอน ทำไมจึงต้องถอดหมวก??

ข้าพเจ้าไม่เคยอ่านงานเขียนของอาจารย์เสกสรรค์มากนัก(แต่ถ้าสวรรค์เสกละก็อ่านบ่อย) มากจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่เคยเลยก็ว่าได้ ความเรียงชุดนี้บางตอนข้าพเจ้าเคยอ่านจากหนังสือ ฅ.คน มาแล้ว อาจด้วย”ภาพ”ข้างต้นที่กล่าวไว้ก็เป็นได้ ที่ทำให้ข้าพเจ้านึกว่างานเขียนของอาจารย์ต้องเป็นอะไรที่หนักหน่วง ปลุกใจ ปลุกไฟในกาย(มิใช่ไฟราคะนะขอรับ) ให้เดือดพล่าน แต่พอเจอคำว่า”ถอดหมวก”เท่านั้นละขอรับ ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านโดยพลัน

เกือบทุกบทความในหนังสือเล่มนี้ ล้วนพูดถึงสิ่งต่างๆรอบๆตัวเรา ที่ใกล้ตัวและไม่ยิ่งใหญ่เกินไปเลยที่จะสามารถรับรู้และลองคิดตามเพื่อต่อยอด มันเป็นสิ่งสามัญที่ไม่ต้องใช้ข้อมูลเชิงลึกใดๆมาประกอบการตัดสินใจ

สิ่งที่ทำให้มองเห็นถาพเหล่านั้นได้ดีคือการถอดหมวก หรือลดอัตตาของตัวเองลงนั่นเอง เป็นการมองโลกรอบกายในมุมที่อ่อนโยน ด้วยสายตาของผู้ผ่านโลกมามาก โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องของ คน. (อาจเพราะลงในหนังสือ ฅ.คน ด้วยก็เป็นได้ขอรับ)

“สิ่งมหัศจรรย์ในเรื่องนี้ก็คือความที่ท่านไม่มีตัวตน หรืออย่างน้อยก็ไม่ยึดถือตัวเองเป็นศุนย์กลางของความต้องการพื้นที่ที่ท่านเหลือไว้ให้ผู้อื่นจึงมากมายไร้ขอบเขต กลายเป็นว่าชีวิตท่านกลับเป็นหนึ่งเดียวกับผู้คน หนึ่งกับทั้งหมดแยกกันไม่ออก อิสรภาพของปัจเจกกับเอกภาพขององค์รวมกลายเป็นเรื่องเดียว”

(ผู้อื่นในตัวเรา/หน้า๒๒)

ความคิดของคนนั้นแตกต่างกันมากมายต่อให้เรามีกระดาษนาโนที่สามารถจดบันทึกตัวหนังสือได้มากมายเพียงใดก็คงไม่เพียงพอกับความคิดอันหลากหลายของคน งานเขียนชิ้นนี้ของอาจารย์จึงคล้ายเป็นการบอกเล่าวิธีการมอง ฅ.คน จากมุมที่ไม่ใช่มุมของตัวเอง เป็นการมองจิตวิญญาณ เปลี่ยนจากนักล่าเป็นนักรบ จากนักรบเป็นนักพรตก็ว่าได้ มุมมองนั้นลึกล้ำคล้ายจอมยุทธเข้าไปทุกขณะจิต

“จำไว้ก็แล้วกัน” ผมกล่าวแบบสรุปรวบยอด “ทุกครั้งที่มีปัญหาและคิดอะไรไม่ออก เธอต้องขยายกรอบคิดให้กว้างออกไป ขยายกรอบเวลาในความคิดให้ยาวนานขึ้นแล้วจะมองเห็นทางออกเอง”

(ลำแดดเหนือม่านฝน/หน้า๗๓)

จะว่าไปแล้วมีหลายเรื่องในหนังสือเล่มนี้ที่ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาในชีวิตข้าพเจ้า อยากจะเล่าเหมือนกันแต่เกรงว่าจะยาวไป เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาศท่านได้หยิบหนังสือเล่มนี้มาลองอ่านละก็ข้าพเจ้ารับรองว่า ท่านจะต้องอมยิ้มกับเรื่องและสาเหตุของการต้องถอดหมวกของอาจารย์เสกสรรค์

จบง่ายๆเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้เลยขอรับว่า “สงบ เย็น และ อบอุ่น ” อย่างบอกไม่ถูกขอรับต้องอ่านเอง(อืมม์)

ด้วยความเคารพเช่นกัน
มารขาว(ตัวดำ)

ปล.๑ ภาพทุ่งนาของท่านมันทำให้ข้าพเจ้าอยากเป็นควายจริงๆ ให้ตายเหอะ

ปล.๒ที่ท่านจะให้ข้าพเจ้าตรวจคำผิดนั้น แค่คิดก็ผิดแล้วขอรับ…